ในที่สุดการสอบ จบ ม.3 ก็ผ่านพ้นไป ด้วยแรงสนับสนุนจากแม่ บวกกับความขยันหมั่นเพียรของผม ผลการสอบจึงออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีน่าชื่นใจ พ่อซึ่งไม่ได้อยู่บ้านมานาน คราวนี้กลับมาเพื่อร่วมยินดีกับผม หลังจากนั้นเราสามคนพ่อแม่ลูก ก็ออกเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างสุขสันต์ ทีแรกผมรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เหมือนการเดินทางอันหวานชื่นระหว่างผมกับแม่ถูกขัดจังหวะ แม่จะรักผมมากแค่ไหน ก็คงไม่อาจยอมให้ผมดูดนมและจูบต่อหน้าพ่อได้ แต่ยังดีที่ธุรกิจของพ่อรัดตัวเหมือนเดิม พ่อมีเวลาอยู่กับเราไม่ถึงอาทิตย์ก็จำต้องฝากฝังแม่ไว้กับผม กำชับให้ผมดูแลแม่ให้ดี ปล่อยให้เราสองแม่ลูกเที่ยวทางใต้กันตามอัธยาศัย ส่วนพ่อก็จำใจบินกลับไปสะสางงานต่อ หลังจากท่องเที่ยวกันเกือบเดือน เราสองแม่ลูกก็หอบหิ้วสัมภาระ ของฝากมากมายกลับสู่บ้าน แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ พ่อกลับมารออยู่ที่บ้านแล้ว พ่อกับแม่เข้าไปปรึกษากันในห้องครู่หนึ่ง ก่อนจะออกมาแจ้งข่าวดี แกมบังคับกับผมว่า เพื่อนนักธุรกิจของพ่อคนหนึ่ง สามารถช่วยให้ผมเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังของจังหวัดข้างเคียงได้ เพื่ออนาคตที่ดีของผม พ่อจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะให้ผมไปเรียนที่นั่น โดยแม่จะตามไปดูแลอย่างใกล้ชิด เพียงแค่นึกถึงโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในเื่ความจริงจังในสอนแบบสุดๆ ผมก็แทบจะไม่อยากไปเหยียบ รู้สึกห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก ผมเองก็ไม่อยากไปสักเท่าไหร่ อย่างไรเสียธุรกิจของพ่อก็ไปได้ดี ผมเพียงแค่เรียนมหาวิทยาลัยอะไรก็ได้สักแห่ง จบมาก็สืบทอดกิจการต่อ ทำไมต้องไปเรียนต่อไกลถึงต่างจังหวัดเพียงเพราะเป็ในโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงแบบนั้นด้วย แต่เห็นได้ชัดว่าการขัดขืนของผมนั้นไร้ความหมาย แม้ว่าแม่จะรักผมมากเพียงใด แต่สำหรับเื่ใหญ่อย่างอนาคตของผมแล้ว แม่ไม่เคยยอมอ่อนข้อให้เลย
หลังจากจัดงานเลี้ยงขอบคุณครูบาอาจารย์เสร็จเรียบร้อย พ่อกับแม่ก็พากันไปยังจังหวัดข้างเคียง เพื่อจัดการเื่เอกสารการเข้าเรียนของผมที่โรงเรียนแห่งนั้น รวมทั้งไปขอบคุณเพื่อนของพ่อที่ช่วยเหลือและอีกเื่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การหาบ้านเช่าสำหรับการไปเป็ผู้ปกครองดูแลผม จัดแจงเตรียมการเบื้องต้นต่างๆ ให้เรียบร้อย
จนกระทั่งเวลาก้าวเข้าสู่เดือนก่อนเปิดภาคเรียน พ่อซึ่งหาเวลาว่างได้ยาก ก็อุตส่าห์เจียดเวลามาขับรถพาผมกับแม่ไปหาบ้านเช่า
พ่อกับแม่เลือกแล้วเลือกอีก สุดท้ายก็ได้บ้านเดี่ยวชั้นเดียวที่ดูสะอาดสะอ้านที่อยู่ห่างจากตัวเมืองและโรงเรียนไม่มาก แม่จึงชวนผมไปทักทายแนะนำตัวกับบ้านข้างๆเพื่อผูกมิตร แม่เดินมาหน้าบ้านะโเรียกว่ามีใครอยู่บ้านไหม หลังจากนั้นไม่นานนัก ประตูห้องบ้านเปิดออกมาเป็หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่า แต่หน้าตาดูสะสวยสะดุดตา เธอไว้ผมยาวดัดลอนใหญ่สีน้ำตาล สวมเดรสยาวไร้แขนประดับระบายลูกไม้อันน่ามองในหัวของผมตอนนี้มีคำบรรยายเพียงคำเดียวที่ผุดขึ้นมานั่นคือโคตรเซ็กซี่ แม่และผมจึงแนะนำตัวกับผู้หญิงวัยกลางคนด้วยความยิ้มแย้ม จากนั้นผู้หญิงคนดังกล่าวจึงเชิญให้เราเข้าไปข้างใน
ผมเดินตามคุณแม่เข้าไปในบ้าน เมื่อเดินเข้าไป ข้างในคล้ายกับบ้านของเรา คือมีห้องนอนอยู่ทางซ้ายและขวา ห้องนั่งเล่นอยู่ตรงกลาง ส่วนด้านหลังก็เป็ห้องครัวและห้องน้ำเหมือนกัน ต่างกันเพียงแค่บ้าณ นหลังนี้มีสองชั้น จากการพูดคุยของแม่ ทำให้ผมรู้ว่าหญิงวัยกลางคนชื่อวรรณ ต่อไปนี้ผมจะเรียกเธอว่าป้าวรรมา เป็ท้องที่อาศัยอยู่กับลูกชาย ชื่อโอ๊ด เพิ่งออกไปซื้อของข้าง จากการพูดคุยจึงทราบว่าลูกของป้า วรรณ ก็เรียนอยู่ทีีเดียวกันกับผม
แม่กับป้าวรรณ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่ครู่หนึ่ง หัวข้อสนทนาล้วนแล้วแต่เป็เื่ครอบครัว ลูกชายและการเรียนของลูก เห็นผมรู้สึกเบื่อหน่าย คุณแม่จึงมอบของฝากเล็กน้อยๆไว้ให้ป้า แล้วขอตัวกลับและบอกลา คุณป้าเดินมาส่งเราหน้าบ้าน ป้า บอกกับแม่คราวหน้าแวะมาคุยกันอีกถ้ามีเวลาว่าง
พอกลับถึงบ้าน ผมกับคุณแม่ช่วยกันจัดเก็บบ้านและซื้อของเพิ่มเติม เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนพลบค่ำ คืนนี้ผมนอนบนเตียงในห้องนอนของคุณแม่เหมือนเช่นเคย ซุกตัวในอ้อมกอด ดื่มนมและเล่นกับร่างกายของแม่ แม่เอื้อมมือมาหยิกหูผมอย่างแ่เบา เอียงศีรษะ มองผมด้วยแววตาหยอกเย้า หลังจากนั้นไม่กี่วัน ครอบครัวเรากับครอบครัวคุณป้าวรรณก็นัดไปทานอาหารด้วยกัน ผมจึงได้พบกับลูกชายของป้าที่ชื่อโอ๊ด เขาดูเป็คนสุภาพเรียบร้อย สวมแว่น รูปร่างค่อนข้างผอมมาก ตอนนั้นผมยังคิดอย่างชั่วร้ายอยู่ในใจว่า ตัวผอมขนาดนี้ คงเป็เพราะวันๆเอาแต่ช่วยตัวเอง โดยมีแม่(ป้าวรรณ)เป็แรงบันดาลใจแน่ๆ เลยกลายเป็แบบนี้ หลังจากวันนั้น ชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างจากตอนอยู่ที่บ้านเดิมมากนัก นอกจากการเรียนที่หนักขึ้นกว่าตอนมัธยมต้น และสภาพแวดล้อมของบ้านใหม่ที่แย่ลงเล็กน้อย อย่างอื่นก็เหมือนเดิม ผมยังคงสนิทสนมกับแม่เหมือนเดิม วันเวลายังคงเดินหน้าต่อไป
เช้าวันนั้น ผมพบว่าแม่เดินกะเผลก เมื่อถามไถ่จึงได้รู้ว่า เมื่อเช้าแม่ลื่นล้มในห้องน้ำ โชคดีที่กระดูกไม่หัก แต่ก้นกระแทกพื้นอย่างแรงจนเป็รอยช้ำ
ตอนนั้นผมกอดแม่ด้วยความสงสาร มือลูบไล้บั้นท้ายของแม่อย่างแ่เบา เมื่อเห็นผมเป็ห่วงขนาดนี้ แม่ก็รู้สึกยินดี รีบดึงผมเข้ามากอด ปลอบโยนผมว่าอย่ากังวล บอกให้ผมรีบไปเรียน แม่เดี๋ยวซื้อยาไม่กี่วันก็หาย
ผมขัดความ้าของแม่ไม่ได้ ผมทำไรเสร็จก็ต้องไปโรงเรียน แต่พอเลิกเรียนจะถึงบ้าน ผมลืมว่าต้องซื้อของ จึงต้องขี่มอไซค์กลับไปในเมือง พอดีเจอโอ๊ดระหว่างทาง เลยให้ไปบอกแม่ว่าไม่ต้องเป็ห่วง ผมจะเข้าไปในเมืองไปซื้อของ
กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบจะทุ่มโมงครึ่งแล้ว ผมผลักประตูรั้วบ้านเข้าไป แสงไฟในบ้านยังคงสว่างไสว คุณแม่สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียน พิงอยู่ที่กรอบประตู ข้างๆ มีคุณป้าวรรณนั่งคุยเป็เพื่อน
เมื่อเห็นว่าในที่สุดผมก็กลับมา สีหน้ากังวลของคุณแม่ก็เปลี่ยนเป็โล่งอก แล้วแปรเปลี่ยนเป็โกรธเคืองเล็กน้อย คุณแม่บิดหูผม พลางถามว่าทำไมถึงกลับมาช้าขนาดนี้ ทำเอาคุณแม่แทบจะกังวลจนอกแตกตายอยู่แล้ว ของในบ้านขาดเหลืออะไร พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อก็ได้ ทำไมต้องออกไปตอนมันจะมืดแล้ว กลับมาค่ำมืดแบบนี้ด้วย เมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้น ผมก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ สลัดมือที่บิดหูผมออก แล้วหันกลับไปหยิบถุงช็อปปิ้งจากรถมอไซค์ เดินเข้าไปในห้องน้ำภายในบ้าน แล้วจัดการปูแผ่นกันลื่นที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตเมื่อตอนหัวค่ำ พลางพูดว่า "แม่ครับ ผมโตแล้วนะ แม่จะห่วงอะไรมากมายแล้วอีกอย่างแม่ล้มเจ็บแบบนี้ ลูกจะไม่ร้อนใจได้ยังไง"
เมื่อปูแผ่นเสร็จแล้ว ผมก็ลุกขึ้นยืนทว่ายังไม่ทันได้ยืนตรง คุณแม่ก็ดึงผมเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขน ไม่สนใจเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก จูบหน้าผากผมไปพลาง เอ่ยคำขอโทษซ้ำไปซ้ำมา ั์ตาแดงก่ำ เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ดูเหมือนจะร้องไห้ออกมาให้ได้
ป้าวรรณที่ยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอิจฉาว่า “คุณน้องหยก" ลูกตัวน้อยของเธอน่ารักจัง ลูกชายที่บ้านฉันน่ะ สะเพร่าจะตาย ถ้าเขาใส่ใจฉันได้สักครึ่งหนึ่งของลูกชายที่ใส่ใจเธอ ฉันคงต้องกลับไปจุดธูปบูชาแล้วล่ะ”
ป้าวรรณและคุณแม่ของ พวกเธอมักจะไปเดินเล่นและพูดคุยกันบ่อยๆ ความสัมพันธ์จึงสนิทสนมกันมาก เมื่อได้ยินป้าวรรณพูดแบบนั้น ผมที่ถูกคุณแม่กอดอยู่ก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดของคุณแม่ หันไปยิ้มให้ป้าวรรณ จากนั้นแม่ลูกก็พากันเดินไปส่งวรรณที่บ้าน ระหว่างทางผมเอาแต่ขอบคุณป้าวรรณที่อยู่เป็เพื่อนคุณแม่จนค่ำมืด ส่วนป้าวรรณก็เอาแต่ชมผมว่ากตัญญูและเชื่อฟัง จนผมรู้สึกเขินอาย อาจจะเพราะรู้สึกผิด ในสายตาคนอื่นผมจะไม่แสดงความสนิทสนมกับคุณแม่ออกนอกหน้า จะมีเพียงแค่ตอนที่ปิดประตูอยู่กันตามลำพังสองคนเท่านั้น ความสนิทสนมไร้ช่องว่างจึงจะปรากฏ
เมื่อกลับถึงบ้าน ผมก็ประคองคุณแม่ไปที่ห้องนอน เร่งเร้าให้คุณแม่รีบนอนลง คุณแม่ก็ไม่ได้ดื้อยอมนอนเข้าไปอยู่ในผ้าห่มอย่างว่าง่าย นอนตะแคงมองผม พลางเร่งให้ผมรีบไปอาบน้ำ ภายในห้องน้ำแคบ ๆ ผมรู้สึกผ่อนคลายไปกับสายน้ำจากฝักบัวที่รินรดทั่วร่าง ผมกำหมัดแน่นแล้วยกขึ้น ะโก้องในใจว่า แผนสำเร็จ!
ั้แ่ตอนที่รู้ว่าแม่ลื่นล้ม ผมก็เริ่มวางแผน ตอนเลิกเรียน บอกให้โอ๊ดกลับไปบอกแม่ว่าผมจะกลับช้าหน่อย แต่ไม่ได้บอกไปตรงๆว่าจะไปซื้ออะไร แม่ที่ตามใจผมเป็ที่สุด ตอนนี้คงไม่วางใจที่ผมกลับบ้านค่ำมืดๆ และจะต้องมายืนรอผมที่หน้าประตูแน่นอน
จากนั้น พอผมกลับถึงบ้าน ก็เป็ไปตามคาด แม่บิดหูผมตามระเบียบ แม่ไม่ตีผมนั่นสิถึงจะแปลก ดังนั้นตอนที่ถูกแม่บิดหู ผมจึงไม่แก้ตัวอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่หันหลังกลับไปหยิบแผ่นกันลื่นออกมาอย่างเงียบ ๆ แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งอกตั้งใจปูแผ่นกันลื่นอย่างตั้งอกตั้งใจ อธิบายว่าเย็นนั้นไปทำอะไรมา ที่ทำทั้งหมดนี้ก็เพราะเป็ห่วงแม่ จึงรีบเร่งจัดการให้โดยไม่รอช้า
ต้องเข้าใจก่อนว่าคุณพ่อกับคุณแม่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดี คุณพ่อแทบจะไม่เคยแสดงความห่วงใยใส่ใจคุณแม่เลย แต่กับผมที่คอยดูแลเอาใจใส่คุณแม่อย่างดี กลับถูกคุณแม่ดุด่าว่ากล่าวมีหรือที่คุณแม่จะไม่รู้สึกผิดเสียใจและซาบซึ้งใจจนแทบจะขาดใจ
และสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ วันนี้มีป้าวรรณเป็ผู้ชมอยู่ด้วย หลังจากที่ผมแสดงละครฉากนี้ออกไป โดยมีคำชื่นชมของป้าวรรณที่เป็คนนอกเข้ามาเสริม ความเย่อหยิ่งของคุณแม่ก็ได้รับการเติมเต็ม รู้สึกผิด ซาบซึ้งใจ ตื้นตันใจและภาคภูมิใจ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา ถ้าค่าความรู้สึกดีไม่พุ่งทะยานขึ้นก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว
ผมรีบอาบน้ำจนเสร็จ ััได้ว่าวันนี้จะต้องมีความคืบหน้าอย่างแน่นอน ผมเดินออกจากห้องน้ำ มุ่งตรงไปยังห้องนอนของคุณแม่ แล้วสอดตัวเข้าไปอยู่ข้าง ๆ เธอ
"วอร์ ลูกรัก แม่ขอโทษนะ แม่เข้าใจลูกผิดไปเป็ความผิดของแม่เอง"
เมื่อรู้ว่าที่วันนี้ผมกลับค่ำ ก็เพราะเป็ห่วงเธอ ผู้เป็แม่จึงรีบโอบกอดร่างของผมไว้แนบอ้อมอก เอ่ยคำขอโทษปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เกรงว่าลูกชายจะโกรธเคือง แต่ผมย่อมไม่มีวันโกรธแม่บังเกิดเกล้า ผมโน้มตัวลงไปเล็กน้อย โอบกอดร่างของผู้เป็แม่ไว้เช่นกันแล้วก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากคู่งามนั้น ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้เขาใช้ลิ้นรุกเร้า ผู้เป็แม่ก็ดูเหมือนจะเข้าใจความ้า รีบเผยอริมฝีปากออกอย่างรู้งาน ในตอนที่ริมฝีปากของเราัักัน ลิ้นของผมและแม่ก็เริ่มพันเกี่ยวกันอย่างดูดดื่ม แม่เองก็ดูเหมือนจะไม่ขัดขืน และตอบโต้การจูบของผมอย่างเต็มที่ หลังจากจูบและลูบคลำแม่เป็เวลากว่าสิบนาที ผมก็รู้สึกได้ว่าแม่เริ่มมีอารมณ์ แม่ขยับขาเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ทำให้รู้สึกเจ็บแปล๊บที่สะโพกที่เพิ่งได้รับาเ็ไปเมื่อวันก่อน แม่จึงผละริมฝีปากออกจากผมพร้อมกับร้องออกมาด้วยความเ็ป
เมื่อเห็นสีหน้าเ็ปของแม่ ผมจึงเลื่อนมือซ้ายจากหลังของแม่ลงมาที่บั้นท้ายของแม่ แล้วลูบคลึงเบาๆ พร้อมกับถามว่า "คุณแม่ครับ ก้นยังเจ็บอยู่ไหม ไปหาหมอหรือยังครับ"
"ไม่เป็ไรจ๊ะ คุณหมอบอกว่าไมเป็อะไรมาก แค่ทายาอาทิตย์เดียวก็หาย"
"แล้วแม่ได้ทายาหรือยังครับ"
"ยังเลยจ้ะ"
"ไม่ได้ทายาได้ยังไงครับทายาเร็วๆ ก็หายเร็วๆ นะครับ แม่เก็บยาไว้ตรงไหนครับ ผมไปเอายามาทาให้"
แม่รู้สึกเขินอายเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าผมจะมาทายาให้ และหน้าของแม่ก็แดงขึ้นเล็กน้อย "เอาไว้ก่อนเถอะจ้ะ วันนี้มันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าแม่ทาเองก็ได้"
"ไม่ได้หรอกครับ แม่ทาเองจะเอื้อมถึงเหรอครับ ทายาแล้วก็ต้องนวดด้วยนะครับ แม่เอื้อมมือไปข้างหลังจะออกแรงได้ยังไง"
ผมปฏิเสธข้อเสนอของแม่อย่างไม่ลังเล จากนั้นก็มองหน้าแม่อย่างแน่วแน่ เมื่อสบตากัน แม่ก็ทำได้เพียงยอมรับอย่างจนใจ สุดท้ายแม่ก็ชี้ไปที่ลิ้นชักชั้นที่สองของตู้ข้างเตียง บอกให้ผมไปเอายาในนั้น ผมเปิดผ้าห่มเป็สัญญาณบอกแม่ว่าถึงเวลาทายาแล้ว ใบหน้าของแม่แดงระเรื่อเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงเชื่อฟัง นอนคว่ำลงบนเตียง มือทั้งสองข้างจับอยู่ที่ขอบกางเกงในผ้าโปร่งสีฟ้าอ่อน ค่อยๆ เลื่อนลง กางเกงในค่อยๆ ร่นลงทีละนิด เผยให้เห็นบั้นท้ายที่เรียบเนียน สองกลีบ เนื่องจากอาจจะรู้สึกเขินอาย แม่จึงดึงกางเกงในลงมาถึงบริเวณที่ฟกช้ำเป็รอยเขียวม่วง ก่อนจะหยุด
ลงตรงนั้น โดยที่ยังคงปิดบังส่วนสงวนระหว่างขาไว้ภายใต้เสื้อผ้า