หลังไมค์ไม่ไร้ความหมาย
บทที่ 1...จบหรือเริ่ม
อย่างนี้หรือเปล่าสิ่งที่เขาเรียกกันว่า“ไม่เหลืออะไร” คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวขณะที่ล้อรถคู่ใจเริ่มหมุน อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่จินตนาการไว้แฮะ การเดินทางที่ไร้คนมาส่ง การง่วนอยู่กับข้าวของที่ต้องแพ็ควุ่นวายกับการแยกสมบัติเก็บ สมบัติแจก การขับรถตามลำพังที่เหมือนกับทุกๆครั้ง เพียงแต่ตอนนี้ฉันเหลือแค่เพื่อนที่ชื่อ”สติ” อยู่เคียงข้าง
วันนี้ เป็วันทำงานวันสุดท้าย ฉันเองนี่ล่ะทำการตัดสินใจเกษียณตัวเองอย่างเงียบๆ และรอบนี้ไม่ต้องรอให้ใครมาไล่ออก ที่ว่าเงียบนั้นคงเงียบจริงๆ เพราะจนป่านนี้เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าถือใกล้ตัวยังดังไม่ยอมหยุด น่าจะมาจากท่านผู้จัดทั้งหลาย ที่คงเข้าใจว่าฉันยังรับงานอยู่
“ค่า น้องหวาย”
“พี่บ๊วยยยยมีซีรีส์ 8ตอน ตัวพี่ออกไม่กี่ซีน น่าจะเก็บหมดใน2ชม.วันพุธ สิบโมงถึงเที่ยง พอมีคิวให้หนูไหมคะ”
เสียงใสๆเล็กๆน่ารักสมตัวของสาวน้อยแจ้งความประสงค์
“ โทษทีจ้าหวาย พี่บ๊วยไม่สะดวกเลย ติดงานอื่นอยู่น่ะ อ้อ!จะบอกว่าพี่บ๊วยไม่ได้รับงานพากย์แล้วน๊า”
“อ้าว เหรอคะพี่ ทำไมล่ะ หรือว่า่นี้ไปพักผ่อน”
“จ้ะ พักยาวเลย ขอโทษทีน๊า” ฉันตอบกลับพร้อมกลั้วหัวเราะ
“ค่ะๆไม่เป็ไรค่า แต่แหม น่าเสียดายจัง งั้นหนูรบกวนแค่นี้นะคะ”
ปลายสายวางไปแล้ว ยอมรับว่าฉันแอบขอบคุณน้องหวายในใจ เธอเป็สาวประสานงานของสตูดิโอดังที่ฉันเคยร่วมงานด้วยอย่างคุ้นเคย อย่างน้อย มันคงทำให้เสียงที่ตามไล่หลังทำนองว่า“ที่ทำเป็ออกจากวงการเพราะไม่มีใครเรียก” ลดลง..............หรือเปล่า?
----------------------------------------------------------------
คิดแล้วก็ตลกดี เมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่งานลงเสียงยังใช้ระบบทีมคือการนำชาย,หญิง 7-8 ชีวิต มาอยู่รวมกันเพื่อพากย์หนัง หรือซีรี่ส์จะกี่ตัวละครก็ใช้คนเท่านี้ ฉันตั้งหน้าตั้งตารอเสียงโทรเข้า ดั่งเป็เสียง์ เพราะเมื่อมันดังขึ้นนั่นหมายถึงช่องคิวงานในแต่ละอาทิตย์จะถูกเติมเต็ม นอกจากความสุขจากการทำงานที่ตัวเองรักแล้วยังมีความสุขจากเสียงหัวเราะของพี่ๆเพื่อนๆบรรดาเหล่าฟรีแลนซ์ขายเสียงอันเป็ที่(เคย)รัก ซึ่งจะเวียนโคจรมาพบปะกันในงานแบบนี้ล่ะ
“นักพากย์”คืออาชีพที่ผู้คนเรียกพวกเรา
ใกล้จะถึงแล้ว ชีวิตใหม่ของฉันกำลังเริ่มต้น อันที่จริง ที่หมายนั้นก็คือบ้านหลังเดิม บ้านเกิดของฉัน แต่การกลับมาครั้งนี้ ฉันมีความรู้สึกเหมือนกับคนที่หลงทางมานานแสนนาน ทั้งที่เป็เส้นทางที่คุ้นเคยถนนที่ทั้งสองข้างทาง เรียงรายไปด้วยต้นไม้ใหญ่ไปตลอดสาย จำได้ว่าพี่ที่ทำงานเคยบอกว่าชอบถนนของจังหวัดนี้ที่สุด มีความร่มรื่นของต้นไม้ที่ไม่ค่อยเห็นในจังหวัดอื่น เมื่อก่อนทุกครั้งที่ออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน จะใจหายทุกครั้งที่ลาพ่อแม่และสมุนน้อยๆพี่หมากับน้องแมว เพื่อเข้ากรุงเทพ ที่ที่ฉันเคยคิดว่าคงจะเป็บ้านหลังสุดท้ายในอนาคต เพราะชีวิต งาน เพื่อนและทุกสิ่งทุกอย่างของฉันอยู่ที่นั่น
มาในวันนี้โชคชะตาพลิกผันทำให้ต้องหันหลังกับอนาคตที่ไม่มีใครกำหนดได้ แปลกดี ฉันไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์แม้แต่นิดเดียว เพราะเพิ่งค้นพบว่าความรักความอบอุ่น กำลังใจที่แท้จริงหาได้จากบ้านเกิด
------------------------------------------------------------------
“ป้าวา บ๊วยมาแว้วววววว” เสียงะโต้อนรับดังมาแต่ไกลหลังจากที่รถของฉันหักหัวเลี้ยวจากซอย เข้ามาตามทางเล็กๆหน้าบ้าน จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเพื่อนสาวตัวดีเ้า”ลูกแก้ว”เปมนีย์ ผู้เป็ทั้งเพื่อนสนิท เพื่อนบ้านและจะเป็เพื่อนขนสัมภาภาระทั้งหลายแหล่ของฉันเข้าบ้านด้วย
“เป็ไงๆแก เหนื่อยไหม แล้วนี่ออกมาั้แ่กี่โมง ฉันมารอตั้งนานก็บอกว่าจะไปช่วยเก็บของด้วยก็ไม่เอา ที่ช้านี่มัวแต่พิรี้พิไรสิท่า”
สาวร่างอวบ ผิวขาวราวกับหยวกสไตล์ลูกครึ่งไทย-จีนแววตาประกายวิบวับ กระโจนเข้ามายิงคำถามใส่ฉันจากตรงกระจกฝั่งคนนั่งด้านข้าง ปากเล็กๆช่างจำนรรจาขยับขึ้นลงรัวๆชนิดที่ไม่มีช่องให้ฉันได้แทรกคำพูดเพื่อตอบเธอเลย
“นี่ ตกลงว่าหล่อนจะถาม หรือจะบ่นฉันกันแน่ แล้วดู ทำอย่างกับไม่ได้เจอฉันมาเป็ปีแน่ะแหกปากซะลั่นซอยเชียว”
ฉันตอบ ขณะที่มือก็สาละวนอยู่กับข้าวของท้ายรถ
“ก็แหม มันดีใจนี่นา คราวนี้ไม่ต้องคอยคิดถึงแกแล้ว อยากหาเมื่อไหร่ก็ปีนรั้วมาหาได้เลย มาอันนี้ฉันช่วยยกเอง จื๊อจือดื๊อจือดือ จื่อดือ”
ว่าแล้วแม่เพื่อนสาวตัวดีก็ฮัมเพลงยกกล่องเสื้อผ้าซ้อนกับกล่องของกระจุ๊กระจื๊กเข้าไปในบ้านอย่างอารมณ์ดี
บ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงหลังใหญ่ แต่เหมือนซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้รอบๆที่ปลูกโดยพ่อกับแม่ นอกจากนี้ยังมีไม้ดอกน้อยใหญ่วางประดับประดาเรียงรายไปตามระเบียงหน้ามุข เสียงนกร้องราวกับต้อนรับฉันยืดตัวสูดลมหายใจเข้ารับอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด
จากนี้ที่นี่จะเป็ทั้งบ้านทั้งที่ทำงาน ฉันนึกกระหยิ่มในใจคราวนี้จะได้มีเวลาการทำงานเพิ่มถึง3-4ชม.เพราะไม่ต้องเสียเวลากับการจราจรอีกต่อไป
“มาแล้วเหรอลูก “ แม่วาคงได้ยินเสียงเอะอะของลูกแก้วกับฉัน ปนไปกับเสียงเห่าดีใจของเ้าเพื่อนซี้ 4ขา4ตัวของที่บ้าน จึงเดินออกมาดูจากข้างในครัวพร้อมกับตะหลิวคู่กายในมือ
“มาแล้วจ้า รีบตามกลิ่นปีกไก่ยัดไส้ กับส้มตำของแม่มาเลย”
ฉันเดาเมนูได้จากอุปกรณ์คือครกใบเขื่องและมะละกอสับโปะน้ำแข็งเพื่อคงความสดกรอบ รวมไปถึงมะเขือเทศลูกสวย ถั่วฝักยาวสีเขียวสด ที่แม่เอาออกมาเตรียมต้อนรับลูกสาวสุดที่รัก
“ใกล้แล้วๆกำลังทอดพอดี ถ้าหิวจะตำส้มตำกินกับแก้วก่อนก็ได้นะ แม่เตรียมเครื่องไว้ให้แล้ว อุ๊ย เดี๋ยวปีกไก่ไหม้”
ว่าแล้ว แม่วารีของฉันก็รีบผลุนกลับไปที่เตาในครัว
จะว่าไปการกลับมาอยู่บ้านมันทำให้ฉันได้มีโอกาสกลับมาทำงานในหน้าที่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การดูแลแม่ ใครจะมาทำงานนี้ได้ดีกว่าคนเป็ลูกล่ะ ยิ่งตอนนี้พ่อไม่อยู่แล้วแม่คงเหงาจับใจพ่อของฉันเพิ่งจะเสียไปได้ไม่นานด้วยโรคร้าย “มะเร็ง” คนสองคนที่อยู่ด้วยกันมาทุกวันเป็สิบๆปี ผ่านเื่ราวทั้งทุกข์และสุขมากมายจู่ๆเพื่อนคู่คิด คนข้างกายหายไป เป็ใครก็คงใจหาย ต่อไปฉันจะอยู่ข้างๆแฟนพ่อเอง
“มาบ๊วยฉันจะโชว์ฝีมือการตำส้มตำแบบถูกหลักสุขอนามัย สไตล์พยาบาลภูธรให้ได้ลิ้มรับรองพยาธิในลำไส้ดิ้นกันให้พลาดๆแน่ “
แม่ค้าลูกแก้วรีบอาสา
“ไม่กินเผ็ดเด้อ”ฉันรีบติง เมื่อเห็นนางทำท่าจะขยุ้มพริกขี้หนูเม็ดสวยในตะกร้าจิ๋วใส่ครก
“พริกสองเม็ดพอ”
พอได้ยิน อีกฝ่ายขมวดคิ้วเหมือนถูกขัดใจ
“อิหยัง พริกสองเม็ดสิคือตำเด็กน้อยแล้ว”
“แม่นนนนนน”
ฉันลากเสียงล้อเลียนตอบแม่ค้าอีสานสำเนียงสุพรรณ
“โวะ”
---------------------------------------------------------------
“ของมีแค่นี้เหรอลูก แม่เห็นขนมาแต่หนังสือ “แม่วาออกปากถามเมื่อเห็นข้าวของที่กองอยู่เต็มพื้นห้องรับแขก พลางถือชามต้มแซ่บกระดูกอ่อนมาเสริมกับส้มตำปีกไก่ยัดไส้
“จ้ะมันต้องใช้พวกเสื้อผ้ากับเครื่องไฟฟ้าบางอย่างยังไว้ที่คอนโดเผื่อมีบางวันเข้าไปทำธุระ หรือเรียนเพิ่ม คงต้องไปแวะค้าง”
“ไม่ปล่อยเช่าเหรอบ๊วย จะได้มีรายได้อีกทาง” ลูกแก้วแนะนำ
“ไว้ก่อน ยังไม่อยากปวดหัวสมัยนี้คนเช่าดีๆหายาก อีกอย่างคอนโดราคาระดับห้องฉันส่วนใหญ่คนกู้ซื้อจะคุ้มกว่าเช่า แม่ไม่ต้องกังวลนะ หนูอาจต้องใช้เวลาปรับตัวกับงานใหม่ แต่หนูมั่นใจว่าทำได้อย่างแน่นอน“
“อันนั้นน่ะแม่รู้ บ๊วยอยากทำอะไรก็ทำเถอะ ถ้าตั้งใจเสียอย่างไม่ว่าอะไร เราก็จะหาทางฝ่าฟันไปจนได้ แค่กลับมาอยู่เป็เพื่อนแม่ แม่ก็ดีใจแล้ว”
แม่วาให้กำลังใจฉัน เพราะรู้ว่าการเริ่มต้นใหม่ในครั้งนี้ ฉันต้องรวบรวมทั้งแรงใจ ความกล้าหาญและความเข้มแข็งอย่างที่สุด
คนที่อยุ่กับงานที่ตัวเองรักหรืองานที่ผูกพันมาเกือบทั้งชีวิตจะเข้าใจว่า วันที่ออกมาจากคอมฟอร์ทโซนวันแรกข้างในใจมันจะหวิวแค่ไหน แถมวันข้างหน้าหนทางที่เลือกก็ไม่รู้จะเป็ยังไงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจ คือจะไม่มีทางย้อนกลับไปทางเก่าอย่างแน่นอน