เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาผมก็เริ่มสงบลงมากขึ้น
ถ้าสัตว์ป่าเหล่านี้ต้องการโจมตีผมมันคงทำไปตั้งนานแล้ว
มันไม่มีทางเดินวนรอบตัวผมเช่นนี้แน่
อีกอย่างผ้าผูกตาที่ผมใช้วาดยันต์ไว้
ถ้าแค่ปิดตาก็ไม่จำเป็นต้องวาดยันต์ แสดงว่ายันต์นี้อาจมีความหมายบางอย่างหรืออาจใช้ปกป้องผม
หรือสิ่งที่ได้ยินอยู่อาจเป็นแค่จินตนาการของผมเองก็ได้
แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรผมต้องผ่านบททดสอบนี้ให้ได้
เพื่อให้ได้รับ‘พร’ จากบรรพจารย์ตามกฎ
ผมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไหวติง
แม้ความกดดันจะเพิ่มขึ้นแต่ผมต้องอดทนให้ได้
แต่ความเย็นจากสิ่งที่เคลื่อนผ่านเท้าของผมก็ยังมีอยู่
จากนั้นผมรู้สึกว่ามีบางอย่างเลื้อยขึ้นมาตามขาของผม
มันเลื้อยวนเป็นวงซ้ำไปมาเสียง “ฟ่อๆ” ของงูแลบลิ้นดังอยู่ใกล้มาก
ชัดเจนเลยว่างูตัวนี้ไม่ได้จากไปมันกำลังเลื้อยขึ้นมาบนร่างของผม
ร่างกายผมแข็งเกร็งขึ้นมาในทันที…
ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนชื้นที่พ่นเข้ามาที่ใบหน้าของผม
กระทั่งรู้สึกได้ถึงน้ำลายที่กระเซ็นมาโดนผิว
เสียง“ครอกๆ” ของหมูป่าดังอยู่ตรงหน้า
มันใกล้เพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น
ผมมั่นใจว่าหมูป่ากำลังพ่นลมหายใจใส่ผม
ภาพในจินตนาการชัดเจนเหลือเกิน
หมูป่าขนาดใหญ่เปิดปากกว้างโชว์เขี้ยวและน้ำลายก่อนจะพ่นลมหายใจใส่หน้าผม
ความรู้สึกกดดันจากสิ่งที่มองไม่เห็นทำให้ผมรู้สึกทรมานยิ่งขึ้น
มือของผมเริ่มมีเหงื่อออกหัวใจเต้นแรง ลมหายใจเริ่มหนักอึ้ง
เวลาผ่านไปหลายนาที
งูที่พันรอบขาของผมเลื้อยลงไป
และหมูป่าที่เดินวนรอบตัวก็หยุดลง
ทันใดนั้นเสียง “กรอบแกรบ” ของกิ่งไม้ดังขึ้นจากพุ่มไม้ไม่ไกล
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวรุนแรงกระจายไปทั่วอากาศ พร้อมกับเสียงแปลกๆ คล้ายเสียงคนจามดังอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมยืน
เสียงนี้ฟังดูแปลกประหลาดมาก
แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเสียงของสัตว์ป่าประเภทหนึ่งในป่าเขานี้
ผมรู้สึกว่าเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อนแต่คิดไม่ออกว่ามันเป็นเสียงของสัตว์อะไร
แต่เมื่อเสียง“ปุๆ” ดังขึ้น เสียงร้องของหมูป่าก็ดังถี่รัว “ครอกๆๆ”ตามมาด้วยเสียง “ฟ่อๆๆ” ของงู
ผมเงี่ยหูฟังเพื่อแยกแยะเสียงต่างๆ
ดูเหมือนว่าหมูป่าและงูกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ลึกลับที่เพิ่งปรากฏตัว
พวกมันต่างส่งเสียงข่มขู่กันและกัน
ผมเริ่มหวาดหวั่นสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่คืออะไรกันแน่
แต่ในวินาทีถัดมาเสียงขู่ต่ำๆ ดังขึ้นสองครั้ง “อู๊ๆ”
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงฉีกกระชากและเสียงวัตถุบางอย่างกระแทกต้นไม้ดังสนั่น
เสียงกรีดร้องของหมูป่าดังโหยหวน“ครอก”
แล้วก็มีเสียงหายใจหอบถี่พร้อมกับเสียงของเนื้อที่ถูกฉีกออกและเสียง “กร๊อบแกร๊บ” ของบางสิ่งที่กำลังกัดกินอย่างน่าสยดสยอง
เสียงของหมูป่าและงูหายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ตอนนี้เหลือเพียงเสียงเคี้ยวเนื้อดังไม่หยุด
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอากาศ
ผมพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้มั่นคง แต่ในตอนนี้ผมรู้สึกได้เพียงความหวาดกลัวอย่างที่สุด
หมูป่าและงูอาจไม่มีชีวิตรอดแล้ว แต่สิ่งที่สามารถฆ่าพวกมันได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีคืออะไรกัน
นี่มัน…สัตว์ประหลาดที่หนีออกมาจากภูเขาหรือเปล่า
เหงื่อเย็นซึมออกจากหน้าผากของผมโดยไม่รู้ตัว
ผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอดัง“เอื๊อก”
ร่างกายของผมแข็งค้างเบนหน้าไปยังทิศทางที่เสียงดังขึ้นมาด้วยความตึงเครียด
นี่มันเป็นพรของบรรพจารย์…หรือเป็นบททดสอบสุดโหดของศิษย์ใหม่กันแน่?
ผมยืนตัวแข็งฟังเสียงเคี้ยวเนื้อที่ยังดังต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปนานพอสมควรในที่สุดเสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆ เงียบลง
แต่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวและคาวเลือดยังคงอบอวลอยู่รอบตัว
ผมรับรู้ได้ชัดเจนว่าสิ่งนั้นยังอยู่ตรงหน้าผมและมันอาจกำลังเฝ้าสังเกตผมอยู่
รอบตัวเงียบสงัดเหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ของตัวเอง
อีกนานแค่ไหนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น
นี่มันอะไรกันแน่!
หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก
แต่ในตอนนั้นเอง…
เสียงหัวเราะแหลมต่ำประหลาดก็ดังก้องขึ้นกลางป่า
“คิก…คิกๆๆ…”
เสียงหัวเราะนั้นฟังดูไม่ปกติราวกับลำคอของเจ้าของเสียงถูกฉีกขาด
เสียงมันดังขึ้นเรื่อยๆจนขนลุกไปทั่วร่าง
จากนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแหบพร่าคำพูดไม่ชัดเจน
“ไม่อยาก…เห็นข้าหรือ”
เป็นเสียงของมนุษย์แต่ฟังดูแปลกประหลาดจนผมแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของชายหรือหญิง
เสียงของมันฟังเหมือนมีปัญหาที่เส้นเสียงหรืออาจเป็นที่ลิ้น ทำให้พูดไม่ชัด
ร่างกายผมสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
จากสถานการณ์ในตอนนี้มีโอกาสสูงว่าสิ่งที่พูดอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่
ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่นไม่ตอบอะไร
เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบเสียงนั้นก็พูดซ้ำอีกครั้ง
“ไม่อยาก…เห็นข้าหรือ”
ความหวาดกลัวของผมมาถึงขีดสุดจึงหลุดตอบไปโดยไม่รู้ตัวว่า “ไม่อยาก!”
พร้อมกันนั้นผมยกกระบี่กระดูกปลาขึ้นตั้งการ์ดตรงหน้าอก พยายามข่มขู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
แต่ดูเหมือนมันจะไม่กลัวเลย
มันหัวเราะออกมาอย่างแปลกประหลาดอีกครั้ง “คิกๆๆ…”
หลังจากหัวเราะมันก็พูดต่อ “เจ้าไม่มอง…แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร”
เสียงที่มันพูดออกมานั้นเต็มไปด้วยความกดดัน ทุกคำพูดของมันราวกับจะฉีกเส้นเสียงตัวเองออกจากลำคอ
บรรยากาศรอบตัวกดดันขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่ได้ตอบอะไรแต่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกจากอก
“ตุบๆๆ”
ลมหายใจเริ่มติดขัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังกดลงบนลำคอของผม
ร่างกายผมเริ่มอ่อนแรงยืนแทบไม่ไหว
มันพูดต่อ “หากเจ้าไม่มอง ข้าจะฆ่าเจ้า”
ตอนนี้ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่าหายใจไม่ออก
ผ้าผูกตาสีเหลืองราวกับบดบังทั้งจมูกและปากของผม
ร่างกายส่งสัญญาณให้ผมถอดมันออกในทันที
แต่ผมอดทนมานานขนาดนี้แล้วไม่มีทางที่จะยอมแพ้ในช่วงสุดท้าย
ยิ่งมันอยากให้ผมถอดผ้าปิดตานั่นยิ่งแสดงว่ามันกลัวบางสิ่ง
อาจเป็นไปได้ว่ามันหวาดกลัวยันต์บนผ้าปิดตา
หรือไม่ก็นี่อาจเป็นบททดสอบจากอาจารย์เพื่อทดสอบจิตใจของผม
ดังนั้นผมไม่มีทางถอดผ้าปิดตาออก
แม้ผมจะขาดอากาศหายใจตายไปก็ตามผมก็จะไม่ขยับ ไม่พูด ไม่มอง
ร่างกายเริ่มอ่อนแรงจนยืนแทบไม่ไหว
หูเริ่มอื้อเสียง “วิ๊ง” ดังก้องในหัว
มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกอีกมือกำกระบี่กระดูกปลาแน่นเพื่อให้ตัวเองยังคงตั้งมั่น
กลิ่นเหม็นของเลือดและความเน่าเปื่อยยังคงฟุ้งไปทั่ว
“เด็กน้อย…มองข้าสิ! มองดูว่าข้าเป็นใคร!”
เสียงของมันเร่งเร้าและเร่งรีบขึ้น
ผมส่ายหัวไม่ตอบอะไร พยายามควบคุมลมหายใจตัวเองให้มั่นคง
“แฮก…แฮก...”
ผมพยายามฝืนต่อไปแต่แล้ว…
“วืด...วืด...วืด...”
มือถือในกระเป๋าของผมสั่น
หนึ่งร้อยแปดสิบนาทีผ่านไปแล้ว
ผมสามารถถอดผ้าปิดตาได้แล้ว!
และสามารถมองดูว่าสิ่งที่กำลังพูดกับผมอยู่…คืออะไรกันแน่