[New Life] อิสระของชีวิต

    [64] เยือนนิวยอร์ก

    [64] เยือนนิวยอร์ก
    “ไม่ใช่แบบนั้นปรางค์ ตรงนี้เธอต้องกำลังรู้สึกผิดแต่ต้องทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร อย่าแสดงสีหน้าชัดขนาดนั้นเก็บไว้ในใจซะ ลองใหม่อีกรอบนะ”“ขะ-ขอโทษด้วยค่ะ เข้าใจแล้ว ขออีกครั้งนะคะ!”ในวันเวิร์กช็อป เซ็ทยืนเข้าบทกับปรางค์นางเอกสาวที่ต้องมาประกบคู่เล่นภาพยนตร์ด้วยกัน เพราะเคยร่วมงานเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ Scent ด้วยกันมาก่อนจึงไม่มีปัญหาเรื่องการทำความรู้จักกันใหม่ ทั้งเขาและเธอต่างเปิดใจคุยกันเพื่อทำให้งานออกมาดีที่สุดตามประสามืออาชีพทั้งคู่ ...ตอนนี้เซ็ทสามารถเรียกเธอว่าพี่อย่างสนิทสนม แม้จริงๆ จะไม่ได้อยากเรียกก็เถอะ“ไปพักก่อนไป แล้วอีกสิบนาทีค่อยมาลองอีกรอบ ปรางค์รีบๆ จูนตัวเองซะ ส่วนเซ็ททำได้ดีแล้ว เหนื่อยหน่อยนะ”พอผู้กำกับไล่ สองตัวเอกของภาพยนตร์เรื่อง ‘You’re my everything เธอที่เข้ามาเติมเต็ม...’ ก็เดินออกจากห้อง ตอนแรกเซ็ทตั้งใจจะเดินแยกไปอีกทาง แต่ดูเหมือนเจ้าของบทนางเอกที่ต้องเล่นคู่กันทำหน้าเหมือนมีอะไรจะพูด เขาเลยตัดสินใจเดินตามเธอไปเงียบๆปรางค์สั่งน้ำมาแก้วหนึ่งแล้วนั่งลงเงียบๆ ไม่พูดไม่จาอยู่นาน แต่แล้วเธอก็ถอนหายใจยาว ซุกหน้าลงกับฝ่ามือ ปากก็พูดไปเรื่อย “เซ็ทนี่สุดยอดไปเลยนะ บทยากขนาดนั้นแต่กลับแสดงออกมาได้ง่ายๆ เลย ฉันสิแก้ไม่รู้จะแก้ยังไงแล้ว ผู้กำกับก็ยังไม่พอใจสักที เวิร์กช็อปยังขนาดนี้ แล้ววันถ่ายทำจริงฉันจะทำได้มั้ยล่ะเนี่ย?”เนื่องจากเซ็ทไม่มีปัญหากับบทในส่วนของตัวเองเลย จะมีก็แต่ปรางค์ที่โดนผู้กำกับยิ่งยงสั่งแก้บ่อยๆ จนเธอเสียความมั่นใจในตัวเองไป ถึงขนาดต้องออกปากปรับทุกข์กับรุ่นน้องที่เป็นหน้าใหม่ในวงการ ทั้งยังเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่าตัวเองซะด้วย...ก็ขายหน้าอยู่นะ แต่รู้สึกเฟลมากกว่า ทั้งๆ ที่การแสดงเป็นสายงานที่ถนัดแท้ๆ แล้วทำไมถึงมีแต่เธอที่โดนบ่นอยู่คนเดียว“ตัวละครที่ผมเคยเล่นมันมีส่วนที่คล้ายกันอยู่หน่อยๆ กับบทนี้น่ะครับเลยจับหลักได้ง่าย” “บทยองฮวางน่ะเหรอ ฉันว่ามันไม่มีความคล้ายกับบทนี้เลยนะ จะโยงก็ให้มันเนียนๆ หน่อยเถอะเซ็ท ไม่งั้นจะด่าก็ด่ามาเลย ฉันรู้น่าว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์เท่านาย”“ผมพูดจริงๆ บทยองฮวางน่ะต้องแสดงความรู้สึกผ่านแววตามากกว่าสีหน้า กับบทที่หน้านิ่งแต่ต้องทำให้คนดูรู้ว่าคิดอะไรอยู่ผ่านดวงตามันเลยมีหลักการคล้ายๆ กันไงครับ แล้วก็พี่ไม่ได้ไม่มีพรสวรรค์หรอก พี่ก็แค่ยังไม่ชิน ก็ละครโทรทัศน์กับภาพยนตร์มันมีส่วนที่ต่างกันอยู่นี่นา พอพี่จับทริคได้ก็เล่นได้สบายแน่นอน”“เหอะๆ ผู้กำกับพูดจนปากเปียกปากแฉะแล้ว ไอ้เราก็เข้าใจอ่ะนะ แต่ดันทำไม่ได้นี่สิ เฮ้อ อย่าเสียเวลาเลย ฉันรู้ตัวของตัวเองดี”มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะปรางค์เป็นนักแสดงที่เชี่ยวชาญด้านละครโทรทัศน์ที่จะเน้นการแสดงสีหน้าท่าทางที่มากกว่าปกติเพื่อดึงดูดคนดูหน้าจอให้สนใจ แต่การแสดงภาพยนตร์จะต้องมีความเป็นธรรมชาติ เวลาฉายในโรงจะเป็นจอใหญ่ที่เห็นหน้าชัดทำให้ห้ามเล่นใหญ่หรือเล่นเยอะจนเกินไป ไม่งั้นคนดูจะรู้สึกไม่อิน ...เธอเข้าใจถึงหลักการที่ผู้กำกับคอยเตือน แต่พอแสดงจริงมันก็ดูจะเยอะไปทุกทีหากตัวปรางค์ไม่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการแสดงให้เหมาะสมกับประเภทของหนังได้ เธอก็จะเป็นได้แค่นักแสดงละครโทรทัศน์ไม่สามารถก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ได้ งานครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเธอก็ว่าได้ ว่าจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น หรือจะย่ำต๊อกอยู่ที่เดิม เธอเลยยิ่งกดดันตัวเองจนเครียดหนักเซ็ทมองหญิงสาวนั่งเงียบไม่พูดอะไรอีก เขาจึงตัดสินใจลุกยืนแล้วตั้งท่าจะเดินไปทางอื่น ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีเวลาทบทวนตัวเองเท่าที่ต้องการ“เอาเป็นว่าพี่สงบใจไว้ก่อน อย่าพึ่งกังวลไป นี่พึ่งเวิร์กช็อป ยังมีเวลาให้ฝึกอีกค่อนข้างมาก ถ้าเอาแต่เครียดงานก็คงไม่ดีขึ้นหรอกครับ ผมขอตัวล่ะครับ”“...อา เดี๋ยวเดินกลับไป ถ้าเกิดเข้าสายฝากบอกผู้กำกับด้วยล่ะว่าฉันกำลังปรับอารมณ์อยู่”“ได้ครับ”สำหรับมืออาชีพ ไม่ว่าจะผิดพลาดหรือท้อแท้แค่ไหนก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ ไม่งั้นจะใช้คำว่ามืออาชีพได้ยังไง นั่นเป็นเหตุผลที่เซ็ทจะไม่ช่วยเป็นขาให้ใครยืน เรื่องของตัวเองก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง แค่ช่วยนั่งฟังและเอ่ยปากปลอบอยู่บ้างก็ถือว่าใจดีมากแล้ว...เวลายังมี ถ้าสุดท้ายไปไม่รอดจริงๆ ก็แค่เปลี่ยนตัวแสดงใหม่ก็เท่านั้นเอง จากที่เสียเวลาเวิร์กช็อปกันมา ทางผู้กำกับก็คงคิดเผื่อทางเลือกนี้ไว้แล้วแหละ ...หน้าที่ของเขาคือการแสดง อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ก็แค่ปล่อยให้คนอื่นจัดการกันไป{เซ็ท มีเรื่องจะรายงาน เกี่ยวเนื่องกับคราวที่แล้ว...}โรพูดประกอบการอธิบายในขณะที่เซ็ทหลบมุมยืนอ่านข้อมูลที่โรส่งมาไปพร้อมๆ กัน ทันใดนั้นเองริมฝีปากบางก็เหยียดยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก มือหนาปัดหน้าจอโปร่งใสตรงหน้าทิ้ง แล้วเวลาต่อมาสองขาก็ก้าวเดินกลับไปยังห้องซ้อมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น{คุณคิดจะทำอะไร?}“ฉันยังไม่ได้คิดอะไรเลยโร อย่ากล่าวหากันสิ”{แต่หน้าคุณมันไม่ใช่นะ กำลังคิดอะไรแผลงๆ อยู่แหงๆ}“ฉันจะทำอะไรหรือไม่นั้น...ขึ้นอยู่กับคำตอบของอดัมต่างหากล่ะ”รอยยิ้มของเซ็ทเป็นดั่งรอยยิ้มของมหาวายร้ายที่พร้อมจะทำให้ใครบางคนวอดวายได้เพราะคำพูดเพียงคำเดียวของคนที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ มือหนาหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าพลางกดโทรออกไปยังเบอร์ที่คุ้นเคย ไม่นานเกินรอเสียงของลุงโชคก็ดังออกมาจากลำโพง[โทรมามีอะไรให้ช่วยอีกล่ะ?]“รู้ดีนี่ลุงโชค พอดีว่าที่ต้องไปนิวยอร์กสัปดาห์นี้น่ะ ผมขอไปก่อนได้มั้ย แล้วค่อยให้เจ๊เจสซี่ตามมาทีหลัง”[ทำไมไปก่อน ไม่ไปพร้อมกันล่ะเจสซี่จะได้ดูแลเอ็งได้?]“ผมดูแลตัวเองได้น่า พอดีมีที่ๆ ต้องแวะไปอยู่ บังเอิญว่ามีญาติที่รอเจอผมอยู่น่ะ”คนขอยิ้มร้ายกาจอยู่กับตัวเอง ในขณะที่คนฟังอย่างลุงโชคไม่เห็นรอยยิ้มนั่น แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรนักแต่ก็ยอมอนุญาตเพราะเห็นว่าเซ็ทเป็นเด็กที่ไม่เด็ก อย่างเจ้าหนูนี่สามารถดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว[จะเอางั้นก็ไม่มีปัญหา เดี๋ยวอัดตารางงานก่อนหน้านั้นให้ วันงานอย่าไปแคสงานสายก็พอ แล้วก็ระวังตัวด้วยล่ะ]“Thank you ลุงโชค”...“ไปนิวยอร์กเหรอวะ ไปไกลดีว่ะ อย่าลืมของฝากนะเว้ย ขอเด็ดๆ”“ไว้จะเอาอากาศใส่ขวดมาฝากก็แล้วกัน”“ไอ้งก อย่างน้อยๆ ต้องช็อกโกแลตดิวะ ไม่ๆ ให้ดีต้องนาฬิกา ยืมเพื่อนมาไม่เอานะเว้ย!”เซ็ทหัวเราะเมินคำบ่นเป็นหมีกินผึ้งของคิว การที่นานๆ จะมาโรงเรียนสักทีก็ชวนให้รู้สึกเบาสมองไม่ใช่น้อย ถึงจะมีสายตาอิจฉาไม่พอใจจากกลุ่มผู้ชาย มีการพยายามกลั่นแกล้งบ้างบางครั้ง และการแอบส่องกับการให้ท่าในหมู่เด็กผู้หญิง แต่สุดท้ายมันก็แค่เล่ห์กลของเด็กๆ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนใดๆ ให้เซ็ทได้เลย“อ๊ากกกกก!!”“โอ๊ะ ขอโทษๆ ไม่เป็นไรใช่มั้ย ขานายยื่นมาอยู่ข้างนอก ฉันเลยไม่ทันเห็น”“อะ-ไอ้เหี้ย มึงเหยียบขากู!”มุกขัดขาให้สะดุดล้มหน้าทิ่มแบบเด็กๆ ถูกเอาคืนง่ายๆ ด้วยการเหยียบให้ขาคนที่ตั้งใจจะแกล้งช้ำเขียวไปหลายวัน ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กนักเรียนเซ็ทคงเหยียบให้ขาหัก บทบาทแสดงความห่วงใยยังแสดงได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกคิวลากออกมาซะก่อน“ไม่ต้องไปห่วงมันหรอกน่า ขายืดขายาวออกมาแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้ เห็นๆ อยู่ว่ามีคนเดินมา ไม่รู้จักระวังเองก็โทษตัวเองเถอะ ไปเหอะเซ็ทกูมีอะไรให้มึงดูด้วย”“แล้วที่นายเรียกฉันมาโรงเรียนเนี่ย มีเรื่องอะไรอีกล่ะ?”เซ็ทถามขึ้นเมื่อเดินกลับไปนั่งที่ เสียงพูดพอให้ได้ยินกันอยู่สองคนเพราะเห็นว่าผู้ชายในห้องหลายคนพยายามมองเสือกกันอยู่ สำหรับคนที่มีงานรัดตัวทั้งงานในโลกเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เวลาพักผ่อนยังน้อยเต็มที ไม่มีเวลามาใช้ชีวิตแบบเด็กทั่วๆ ไป นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อคืนคิวโทรตาม เซ็ทคงไม่เจียดเวลามาโรงเรียนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ แน่...อย่าถามว่าไม่ได้นอนมากี่วันแล้ว เขาไม่ได้นับ รู้แต่ว่าถ้าเป็นคนธรรมดาคงหลับกลางอากาศไปแล้ว{คนที่ทำงานให้คุณยี่สิบสี่ชั่วโมงตลอดสามร้อยหกสิบห้าวันน่ะคือผมต่างหาก คุณแค่ต้องตรวจงานต่อจากผมแล้วตัดสินใจตอนสุดท้ายเท่านั้นเอง!}‘แล้วไม่เรียกว่าทำงานตรงไหนโร ฉันน่ะทำงานไม่ได้นอน แต่นายน่ะไม่ต้องนอนอยู่แล้วไม่ใช่รึไง?’{มันก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี อย่ามาเอาดีเข้าตัวนะเซ็ท}‘เลิกบ่นเพื่อเอาบทซะทีเถอะโร ฉันปวดหัว เงียบๆ ไป’{คุณมันคนเลว รู้ว่าผมอยากได้บทก็อย่าพึ่งตัดบทกันสิ-....}เซ็ทปิดกั้นการรับฟังจากเสียงในหัว หันมาสนใจโลกภายนอกที่เพื่อนเพียงคนเดียวยังทำหน้าคิดหนักอยู่ข้างๆ เซ็ทมองจ้องเป็นการกดดันอยู่เป็นนาที คิวเลยเปิดปากพูดความจริงออกมาจนได้“...ก็นะ พอดีช่วงนี้มีข่าวลือไม่ค่อยดีเท่าไหร่น่ะ ก็เลยว่าจะถามมึงว่าจริงไม่จริง”“ข่าวลือ? ถามทางโทรศัพท์ก็ได้มั้ง ไม่เห็นต้องลากฉันมาโรงเรียนเลย ฉันงานยุ่งแค่ไหนนายก็น่าจะรู้นะ” เซ็ทว่าพลางอ้าปากหาวเป็นหลักฐานยืนยันว่าไม่ค่อยได้พักผ่อน“ก็กูอยากให้มึงเห็นบรรยากาศในห้องเรียนด้วย กูคิดว่ามึงควรรู้ไว้”“ไอ้ที่พวกผู้ชายในห้องไม่ค่อยชอบฉันนี่ฉันรู้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องมาดูซ้ำเลย แล้วสรุปข่าวลือเรื่องอะไร?”คิวกระเถิบเข้าไปพูดใกล้ๆ ไม่วายมองไปรอบตัวเพื่อกันคนอยากรู้อยากเห็นแอบฟัง หากมีคนได้ยินแล้วเอาไม่พูดต่อแบบผิดๆ เซ็ทนั่นแหละที่จะเป็นคนซวย“แบบว่า...มันมีข่าวลือว่ามึงหลอกฟันผู้หญิงในโรงเรียนแล้วทิ้งอ่ะดิ มีกระทั่งว่านายทำสาวท้องแล้วไม่รับผิดชอบด้วยนะเว้ย”“ไร้สาระ” เซ็ทส่ายหน้าพลางแค่นหัวเราะ ท่าทางไม่แยแสจนคิวสับสน โวยวายแทนราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง เซ็ทค่อนข้างประทับใจในความห่วงใยที่มีให้ ทว่ายังดูคิดมากเกินไปจนน่าตลก“เอ้า มึงไม่สนใจหน่อยเหรอ กูไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องจริงหรอกนะ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องโกหกพกลมมึงก็น่าจะโกรธคนปล่อยข่าวลือบ้างดิ ขนาดกูไม่เกี่ยวยังโกรธแทนเลย แล้วนี่อะไร เมินกันดื้อๆ เฉย นี่ไม่คิดจะหาตัวคนปล่อยข่าวมั่วๆ เลยเรอะ?”“เพื่อนคิวครับ นี่ใครครับ?” “หา? ก็มึงไง”“แล้วฉันเนี่ยอาชีพอะไร ทุกวันนี้มาโรงเรียนยังแทบไม่ได้มา แล้วจะให้เอาเวลาไหนไปหลอกสาวฟันแล้วทิ้งตามข่าวลือ สติครับสติ ดูความเป็นจริงด้วย”“เออว่ะ พอพูดอย่างนี้มันก็จริงเนอะ แต่มึงอาจจะทักไปจีบแล้วนัดเย็-กันนอกโรงเรียนก็ได้นี่หว่า? โอ๊ย!”คำพูดของคิวได้รับของตอบแทนเป็นมะเหงกลูกใหญ่ เสียงโป๊กดังมากพอให้รู้ว่าคนเขกลงแรงไปมากแค่ไหน แล้วไม่นานมันจะต้องบวมปูดออกมาเป็นแน่แท้“สรุปคุณเพื่อนเชื่อว่าฉันไม่ได้ทำแน่ใช่มั้ย ทำไมคำพูดนายมันดูยัดเยียดให้ข่าวลือนั่นเป็นความจริงเหลือเกิน?” เซ็ทว่าเสียงแข็ง ในขณะที่คิวลูบหัวตัวเองปอยๆ“ก็แค่สมมุติฐาน มึงอย่าโกรธขนาดนั้นดิ”“ฉันไม่เคยแชทกับใครโดยไม่จำเป็นเถอะ จะดูโทรศัพท์ก็ได้ แค่งานฉันก็แทบไม่ได้พักแล้ว จะเสียเวลาไปยุ่งกับผู้หญิงให้ได้อะไร ข่าวลือมันก็แค่ข่าวลือ หลักฐานก็ไม่มีอย่าไปสนใจมันให้มากนักเลย”“มึงอาจจะไม่สน แต่คนในโรงเรียนสน มันอาจจะไม่มีหลักฐาน แต่ถ้าพูดกันปากต่อปากแล้วมีคนเชื่อเป็นจริงเป็นจัง มันอาจจะทำให้มึงเสียหายนะเว้ย”“อ๋อ ที่พวกนั้นดูมองแรงกว่าปกติก็เพราะเรื่องนี้งั้นสิ?”เซ็ทเข้าใจความเป็นห่วงของคิวและเข้าใจสถานการณ์ในห้องได้ทันที ที่อยู่ๆ ก็มีคนคิดจะแกล้งขัดขาเซ็ททั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เลือกจะทำเมินหรือมองค้อนอยู่ห่างๆ ก็คงไม่พ้นข่าวลือเสียหายที่ไปกระตุ้นให้คนที่เกลียดเซ็ทอยู่แล้วลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกา“ยังทำใจเย็นอยู่อีกเหรอวะ คนอื่นจะมองมึงไม่ดีนะเว้ย!”“แล้วจะใจร้อนไปทำไม ฉันเป็นคนในวงการนะ เรื่องข่าวลือน่ะถึงไม่อยากแต่ก็เคยเจอมาบ้าง ข่าวลือไร้สาระไร้หลักฐานทำอะไรฉันไม่ได้หรอกน่า ไม่ต้องเป็นห่วงไป”“ไม่มีไฟย่อมไม่มีควัน ถ้ามีคนสร้างไฟกองเล็กๆ ขึ้นมาได้มันก็กลายเป็นไฟกองใหญ่ได้นะสัด มึงน่ะ-”“เซ็ท ถ่ายรูปคู่กันหน่อยได้มั้ย คือ...เพื่อนต่างโรงเรียนของฉันเขาไม่เชื่อน่ะว่าฉันเป็นเพื่อนนาย”คิวยังไม่ทันได้บ่นต่อถึงความใจเย็นของเซ็ท ก็มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งของห้องก็เดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะ แก้มสองข้างขึ้นสีแดงด้วยความเขินอาย สะโพกบิดซ้ายทีขวาที ในขณะที่สองมือยื่นโทรศัพท์มาให้ เมื่อมีคนใจกล้าเข้ามาขัดจังหวะการพูดคุย เซ็ทเลยต้องไหลไปตามน้ำ“ได้สิ คิวถ่ายให้หน่อยก็แล้วกัน” เซ็ทหยิบโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมห้องสาวพลางยื่นส่งให้คิว เพื่อนตัวดีหน้าเบะด้วยความไม่พอใจ ท่าทางไม่ค่อยอยากถ่ายให้ เพราะกลัวว่าเพื่อนร่วมห้องสาวจะเอารูปคู่ไปทำอะไรไม่ดีซะมากกว่า เซ็ทเลยต้องตบบ่าคิวเรียกสติ ยิ้มนิดๆ ให้คิวมั่นใจในตัวเขา“เออๆ เดี๋ยวถ่ายให้ เต็มตัวครึ่งตัวดี?”“เต็มตัวก็แล้วกัน”...เซ็ทเข้าใจความหวังดีของคิว สำหรับคนที่เกลียดตนเองน่ะถ้ามีข่าวลืออะไรออกมาให้เล่นงาน ไม่ว่าข่าวลือนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ก็มีคนพร้อมจะเชื่อข่าวนั้นและพร้อมจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่อยู่เสมอ แต่ถ้ามัวเสียเวลาคิดมากกับข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง เขาก็ไม่เป็นอันต้องทำอะไรพอดี...เมื่อมีคนสนับสนุน มีคนที่รัก มันก็ต้องมีคนที่เกลียดที่พร้อมจะเล่นงานเรามันก็เป็นเรื่องธรรมดา“เอ่อ...เซ็ท ฉันกอดเธอได้มั้ย มันจะได้ดูสนิทสนมอ่ะ”เมื่อคิวเดินไปเตรียมกดถ่ายให้ เพื่อนร่วมห้องสาวที่เข้ามาขอถ่ายรูปจึงไม่กล้าบอกว่าตัวเองอยากถ่ายเซลฟี่ให้ดูใกล้ชิดแบบหน้าแนบหน้า เธอช้อนตามองร่างสูงของหนุ่มฮ็อตอันดับหนึ่งของโรงเรียน เอ่ยปากร้องขออย่างใจกล้าเนื่องจากอยากจะลองสัมผัสกล้ามท้องแน่นๆ นั่นดูสักที แต่เซ็ทก็ดับฝันเธอโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิดด้วยท่าทางสุภาพ อย่างไรก็ตามน้ำเสียงนุ่มๆ ที่ได้ยินอย่างใกล้ชิดเล่นซะใจเธออ่อนยวบ“ฉันว่าอย่าเลย เธอเป็นผู้หญิงนะ ใกล้ชิดผู้ชายมันจะดูไม่ดีเอา”“งะ-งั้นเซ็ทโอบไหล่ฉันได้มั้ยจ้ะ?”คำพูดคำจาเอาแต่ใจทั้งยังดูหน้าด้านของเธอเล่นเอาคิวปวดสมองตุ้บๆ อยากจะอ้าปากด่าว่าแรดสักที แต่สุดท้ายก็ให้พ่อดาราเจ้าบทบาทจัดการปัญหาตรงหน้าเอาเอง“ถ้าแค่โอบไหล่ก็ได้แหละ คิวเตรียมถ่ายนะ”“...เอ๊ะ?”“โอเคเสร็จ ใช้ได้แล้วแหละ นายแบบแม่งหล่อนี่หว่า เออมึง ไปซื้อน้ำกัน”ใบหน้าหมวยๆ ยิ้มค้างเมื่อเธอไม่ทันรู้สึกว่าเซ็ทโอบไหล่คิวก็ถ่ายรูปให้เสร็จแถมยังเดินเอาโทรศัพท์มาคืนอย่างว่องไว เมื่อเห็นเซ็ทหลบออกด้านข้างแล้วยิ้มให้ เธอก็ต้องรีบเปิดดูรูปล่าสุดในโทรศัพท์ของตัวเองในรูปเซ็ทที่สูงกว่าเธอยี่สิบเซ็นต์ได้ทำท่าโอบไหล่เธอจริงๆ เพียงแต่ฝ่ามือของเขาไม่แม้แต่จะสัมผัสตัวเธอด้วยซ้ำ แถมยังเว้นระยะในการยืนจนเห็นช่องว่างชัด เธอมองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินออกจากห้อง จะบอกว่าเซ็ทเป็นสุภาพบุรุษที่น่าชื่นชมมันก็ใช่ แต่เธออยากให้เซ็ทโอบเธอจริงๆ มากกว่านี่นา ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษไม่ถูกเวลาไม่เข้าเรื่องเอาเสียเลย“เห็นหน้าเธอมั้ย? เหอะๆ เพื่อนพ่อง อยากได้มึงเป็นผัวจนตัวสั่นซะมากกว่า”“ดูพูดจา กับฉันน่ะไม่เป็นไร แต่อย่าไปพูดให้คนอื่นได้ยินเชียว”เซ็ทเตือนพอผ่านๆ ด้วยรู้ดีอยู่แล้วว่าอย่างคิวปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ อีกทั้งยังสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้โดยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ยังไงก็ตามเซ็ทกลัวว่าสกิลเปลี่ยนสีมันจะไร้ความหมายถ้าคิวยังปากไวอยู่แบบนี้ “กับคนอื่นกูไม่พูดหรอกน่า ว่าก็ว่าเถอะ รูปคู่นั่นจะไม่มีปัญหาเหรอ นายไม่ค่อยได้ถ่ายรูปคู่กับใครนี่นา”“ไม่มีปัญหาหรอก ฉันเว้นระยะห่างไว้เยอะแล้ว ที่ให้นายถ่ายให้ก็เพราะจะให้เห็นพื้นหลังเป็นห้องเรียน นายเองก็ถ่ายให้ติดเพื่อนร่วมห้องคนอื่นแล้วนี่ ชุดก็ชุดนักเรียนทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เอาไปทำให้คนอื่นมโนว่าเจ้าหล่อนเป็นแฟนฉันไม่ได้หรอก”“กูว่ามีคนทำได้นะ โดยเฉพาะเจ้าของรูปอ่ะ ใจเย็นไม่คิดมากมันก็ดี แต่ระวังเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาแล้วหยุดปัญหาไม่ได้ก็แล้วกัน”“ไม่ต้องห่วง ก็แค่ทำให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมก็พอแล้ว” {กำลังแฮ็กคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของทุกคนในโรงเรียน ตรวจสอบข้อมูลที่เข้าข่าย ตรวจสอบที่มาของข่าวลือ เก็บหลักฐานการปล่อยข่าวลืออันเป็นเท็จ หากมีการนำไปเผยแพร่จนก่อให้เกิดความเสื่อมเสียจะสามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ในทันที}{ดำเนินการหาข้อมูลโต้แย้งเผื่อใช้ในชั้นศาล หากมีการฟ้องร้อง เปอร์เซ็นต์ชนะจะอยู่ที่ 100%}{ใช่สิ ไม่ชอบให้บท แต่ชอบใช้ผม คุณมันคนใจร้าย}‘เลิกบ่นสักทีน่ะโร เป็นผู้ช่วย ไม่ช่วยงานจะให้ทำอะไรล่ะ?’{เป็นเพื่อนคุยไงเซ็ท ไม่ใช่โผล่มาก็มีงานให้ทำทุกที!}‘มีงานให้ทำก็ทำไปโร อย่าพูดมาก’ถ้าเซ็ทฟังไม่ผิด ตัวเขารู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงสะอื้นไร้อารมณ์เป็นเสียงโมโนโทนที่ฟังแล้วกวนโมโห มันดังไม่หยุดราวกับโรกำลังต้องการกลั่นแกล้งให้เซ็ทสติแตก และมันได้ผลอยู่นิดหน่อย‘หุบปากไปโร รำคาญ’


    สนามบินแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แม้จะอยู่ในตัวตึกผู้โดยสารแต่ก็รู้ได้ไม่ยากว่าสภาพอากาศเย็นกว่าประเทศไทยมาก ถึงมันจะไม่ได้มีผลอะไรกับเซ็ทมากนัก แต่เขาก็ต้องสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนคนที่พึ่งเคยเจออากาศเย็นกว่าประเทศบ้านเกิดของตัวเองคนพลุกพล่านมากมายทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างก็แต่งตัวกันแบบจัดเต็ม บรรยากาศคึกคักให้ความรู้สึกต่างจากที่ไทยพอสมควร เซ็ทเดินออกจากจุดตรวจได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ แม้จะโดนถามคำถามซอกแซกอยู่บ้างเพราะเป็นเด็กสิบหกที่มาต่างประเทศคนเดียว แต่เพราะพูดอังกฤษได้คล่องปรอ รวมทั้งรูปร่างหน้าตาก็มีเชื้อฝรั่ง คำตอบที่ว่ามาแคสงานที่มีใบเอกสารรับรองชัดเจนจึงฟังขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเซ็ทจงใจถอดแว่นตาดำและผ้าปิดปากที่สวมอยู่แล้วเดินไปซื้อโกโก้ร้อนมาดื่ม มองซ้ายมองขวาราวกับกำลังหาทางไปต่อจนดูล่อกแล่ก ไม่ช้าไม่เร็วคนที่เซ็ทกำลังรออยู่ก็มาถึง“อย่าขยับถ้าไม่อยากตาย”“...เห ยังไม่ทันออกจากสนามบินก็มีโจรซะแล้วเหรอเนี่ย หรือจะเป็นคนใจดีมาช่วยนำทางกันครับ?”“หึ ปากดีเหมือนพ่อเลยนี่”คนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา สัมผัสเบาบางจากปลายมีดที่จ่ออยู่ที่หลังไม่ได้ทำให้เซ็ทสั่นกลัว เขายิ่งมีทีท่ายียวนกวนประสาทมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ“คุณรู้จักพ่อผมด้วยเหรอครับ?”“รู้จักสิ รู้จักดีเลย คนทรยศอย่างอดัมน่ะ พวกเราไม่มีวันลืมหรอก สักวันฉันนี่แหละจะฆ่ามันเอง” ด้วยความแค้นเคืองทำให้ผู้พูดเผลอตัวปล่อยจิตสังหารออกมาจางๆ หากเป็นคนธรรมดาได้สัมผัสกับจิตสังหารเต็มๆ คงเข่าอ่อน หนักหน่อยก็คงเป็นลมล้มพับ ทว่าเซ็ทที่อยู่ใกล้ที่สุดกลับไม่มีทีท่าได้รับผลกระทบอะไร เขายังยกโก้โก้ขึ้นดื่มพลางพูดคุยด้วยท่าทางสบายๆ“อ้าว งั้นก็ผิดคนแล้วครับ พ่อผมชื่อมั่นคงน่ะ”“หะ!? อย่ามาโกหก พ่อแกไม่ใช่ไอ้อดัมเหรอวะ!?”“อดัมอะไรไม่รู้จัก พ่อผมชื่อมั่นคง คุณเล่นขู่ผมขนาดนี้โกหกแล้วจะได้อะไรเล่า”“แกไม่ใช่ลูกอดัมจริงๆ งั้นเรอะ?”“ก็เออสิครับ ก็บอกว่าพ่อผมชื่อมั่นคงไง”“F*ck” เสียงที่ดังจากด้านหลังเต็มไปด้วยความแปลกใจระคนโมโห เจ้าตัวรีบกดโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออก แค่ปลายสายกดรับเจ้าตัวก็ตะคอกเสียงใส่ลงไปทันที “อเลน ไอ้เด็กนี่บอกว่าพ่อมันชื่อมั่นคง สรุปมันหมายความว่ายังไงวะ!?”[เป็นไปไม่ได้ นายก็เห็นรูปแล้ว ไม่ผิดตัวแน่ๆ นายนั่นแหละขู่ผิดคนรึเปล่า?]“ผิดที่ไหนกันล่ะวะ ฉันก็มาหาเด็กตามรูปที่นายให้ดูนั่นแหละ ประชุมสายให้อาเรียที่อยู่ใกล้ๆ ยืนยันเลยก็ได้ เจ้าหล่อนต้องคอยสอดส่องสถานการณ์ตอนนี้แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าหนูนี่แม่งไม่กลัวสักนิด แถมยังยืนยันหนักแน่นด้วยว่าไม่ใช่ลูกอดัม”“นี่ๆ ผมก็บอกแล้วว่าพ่อผมชื่อมั่นคง แม่ชื่ออนงค์ภา มีน้องสาวอีกคนชื่อสา ไม่ทราบว่าคุณมีธุรอะไรกับผมเหรอครับ?”เซ็ทเริ่มยุทธการปั่นประสาทอย่างไม่กลัวเกรง จงใจพูดเสียงดังกว่าปกติให้ปลายสายได้ยินไปพร้อมๆ กัน เพื่อนเก่าของอดัมเล่นมาต้อนรับกันด้วยมีดแบบนี้ ก็ขอแกล้งเล่นสักหน่อยจะเป็นไรไป[ฉันจะไปยืนยันเอง นายคอยจับตาดูไว้ก็แล้วกันอลัน]“รีบๆ มาให้ไวเลยไอ้เวร”“สรุปจับผิดตัวสินะครับ งั้นผมไปได้รึยังล่ะ ผมไม่ได้พกของมีค่าอะไรมาหรอกนะ ถ้าจะปล้นไปปล้นคนอื่นเถอะ แต่ขอแนะนำอย่าง ปล้นในสนามบินไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอกนะครับ ต่อให้ทำสำเร็จคุณกับพวกก็คงหนีไปไหนไม่ได้ โดนจับชัวร์ๆ”“หุบปากไปไอ้เด็กเวร มีดจ่อหลังแกอยู่ยังพูดอยู่นั่นแหละ ไม่กลัวตายรึไง!?” ด้วยความที่เป็นคนอารมณ์ร้อนอลันจึงระเบิดอารมณ์ออกมาโดยไม่คิดกักเก็บ แค่แผนดักจับที่วางไว้ต้องเปลี่ยนแปลงเพราะลูกของอดัมเปลี่ยนตารางงานและเที่ยวบินกระทันหัน จนพวกเขาสี่คนต้องรีบทำงานให้เสร็จแล้วมุ่งหน้ามาสนามบินกันให้หน้าตั้งก็น่ารำคาญพอแล้ว ยังต้องมาเฝ้าเด็กไม่มีหัวคิดไม่รู้จักกลัวยิ่งเป็นสิ่งที่อลันไม่ชอบ“ถ้าคุณจะฆ่าผมคุณคงทำไปแล้วล่ะ จากคำพูดและท่าทางของคุณคงตามหาใครบางคนอยู่ ซึ่งข้อมูลไม่แน่ชัดและมีแค่รูป ดีไม่ดีคุณเองก็ไม่ได้มั่นใจว่าคนในรูปจะใช่คนที่คุณตามหาอยู่รึเปล่า แล้วทีนี้คุณก็บังเอิญจับผิดคนมาจับโดนผมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยสิท่า”“หุบปาก เป็นโคนันรึไงวะมาวิเคราะห์เป็นฉากๆ เนี่ย ใช่ไม่ใช่เดี๋ยวก็รู้ แกน่ะอยู่เงียบๆ ไปเถอะ” อลันว่าพลางจ่อมีดเข้าไปให้ชิดกว่าเดิม“ถ้าเสื้อโค้ทผมเป็นรูต้องจ่ายค่าเสียหายมาด้วยนะครับ”“ถ้าแกไม่หยุดพูด หลังแกจะเป็นรูก่อน”“อูย กลัวแล้วๆ อย่างน้อยๆ ก็ให้ผมนั่งเถอะ ยืนอย่างนี้มันเมื่อยนะครับ เหวอ!”แล้วฝ่าเท้าของอลันก็ยันเข้าที่ก้นเซ็ทโดยไม่มีแม้แต่คำเตือนล่วงหน้า สองขาเซถลาไปเบื้องหน้าจนหน้าแทบทิ่มไปจูบกับเก้าอี้ที่ว่างอยู่ เซ็ทแกล้งหันไปมองค้อนด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะจดบัญชีแค้นไว้เอาคืนแบบทบต้นทบดอกในภายหลัง“ได้นั่งแล้วก็หุบปากไป”...ถ้าไม่ใช่เพื่อนอดัมพ่อจะฆ่าทิ้งแล้วให้อเล็กซ์กลืนลงท้องซะให้หมด{สมน้ำหน้า ขอให้โดนเตะอีกหลายๆ ทีนะเซ็ท หุๆ}
    ‘จะเชื่อข่าวลืออะไรดูให้ดีก่อนว่าเป็นความจริงหรือเปล่า ไม่งั้นการกระทำหรือคำพูดที่ไม่ยั้งคิดอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง’
    --------------------------------------และแล้วเซ็ทก็ได้กลับมาประกบคู่กับปรางค์อีกครั้ง นักอ่านอาจจะคิดแล้วว่าไม่มีดาราหญิงคนอื่นเรอะ ถถถ พร้อมกันนั้นเองก็มีข่าวลือแย่ๆ โผล่มาแล้ว แต่ตัวร้าย (?) เราเตรียมรับมือเรียบร้อยขนาดนี้เล่นเอากลัวเเทนคนปล่อยข่าวและคนเช่ือข่าวเลยเชียวล่ะเซ็ทไปเยือนอเมริกาแล้วนะจ้ะ จะยอมให้จับไปดีๆ หรือจะจับเชือดเรียงตัว คำตอบมันก็พอจะเดาๆ กันได้แหละเนอะ แต่แหมกวนประสาทเขาซะเยอะ โดนเตะไปทีก็สมควรเเล้วล่ะเซ็ท //หลบตีนเซ็ท แต่เชื่อเถอะว่าตัวร้ายของเราไม่ยอมให้เตะฟรีอยู่แล้วแหละ ถถถถขอบคุณสำหรับทุกการกดอ่าน ทุกคอมเม้นต์เลยน้า รักทุกคนค่าาา