เสียงระฆังยามเช้าดังสะท้อนผ่านแนวเขาเบื้องหลังสำนักชิงเหอ เหล่าศิษย์ภายในล่างสุดต่างเร่งรีบเดินไปตามทางหิน
เพื่อไม่ให้มาสายในการฝึกวันแรกของเดือนใหม่
เซียฉินเดินเคียงไปกับไป๋อี้หาน เสื้อคลุมฝึกปรือยังสะอาดใหม่ กลิ่นหญ้าอ่อนๆ
ลอยตามลมมาแตะจมูก ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปยังลานฝึกกระบี่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามลานใหญ่สำหรับศิษย์ภายในระดับต้น
"ข้าสงสัยอยู่อย่าง" ไป๋อี้หานเอ่ยขึ้นพลางโยนดาบสั้นในมือเบา ๆ "ที่อาจารย์พูดถึง 'เสียงของกระบี่' เมื่อวาน เจ้าคิดว่ามันคืออะไร?"
เซียฉินนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดอย่างเรียบง่าย "กระบี่คือพลัง การเคลื่อนไหวคือจังหวะ
จิตใจของเราคือแรงผลัก หากสามอย่างประสานกันได้... เสียงของกระบี่จะไม่ใช่แค่เสียง แต่มันจะเป็น 'ผลสะท้อนของตัวตน'"
ไป๋อี้หานหัวเราะเบา ๆ "เอาเถอะ ข้าขอแค่ไม่โดนไม้ฟาดก้นเหมือนตอนฝึกในหมู่บ้านก็พอแล้ว"
ในลานฝึกกระบี่ ศิษย์กว่าห้าสิบคนยืนเรียงแถว หน้าพวกเขาคืออาจารย์โม่จิงเหอ
ชายชราผมขาวยาวเกือบถึงเอว ดวงตาเรียบเย็น แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้ศิษย์ทุกคนเงียบกริบ
"วันนี้ พวกเจ้าจะได้เรียนรู้ว่ากระบี่...ไม่ใช่แค่ท่าทาง แต่เป็นการฝึกจิต ฝึกเจตจำนง"
เสียงไม้กระบี่ฟาดอากาศดังก้องทั่วลาน เสาไม้สูงเท่าคนยืนตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า พร้อมแผ่นกระดานวางบนยอด
"ภารกิจของวันนี้ คือยืนทรงตัวบนแผ่นไม้ แล้ววาดท่ากระบี่ขั้นแรก 'เงาจันทร์เฉือนลม' ให้ครบสิบรอบ โดยไม่ตกจากเสา ไม่ว่าท่าจะผิดหรือถูก"
เสียงโอดครวญจากศิษย์บางคนดังแว่ว แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยค้านตรง ๆ
เซียฉินปีนขึ้นเสาไม้ เขาหลับตาชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าแล้วเริ่มเคลื่อนไหว
ในอีกมุมของสำนัก ลานฝึกเวทธาตุ
ฉู่เหยียนยืนอยู่กลางลานที่รายล้อมด้วยเสาไม้สูงเรียงราย ท่ามกลางลมอ่อน ๆ ที่พัดโบกธงฝึกไปมา
อาจารย์หญิงผู้ดูแลกลุ่มธาตุลมเดินผ่านพร้อมกล่าวว่า
"ธาตุลมมิใช่เพียงพลังที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว หากแต่เป็นศิลปะแห่งการรับรู้ การควบคุมจังหวะ และการซึมซับพลังรอบตัว"
ฉู่เหยียนได้รับการฝึกฝนให้วิ่งและกระโดดระหว่างเสาไม้สูงขนาดต่างกัน
โดยต้องประคองเปลวเทียนเล็ก ๆ บนฝ่ามือให้เปลวไม่ดับ แม้จะต้องเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง
"ถ้าเจ้าวิ่งเร็วเกิน เปลวเทียนจะดับ ถ้าช้าเกิน เจ้าจะตกจากเสา"
เป็นการฝึกที่เน้นสมาธิ ความสมดุล และความเข้าใจธรรมชาติของธาตุลม
ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการใช้อาวุธระยะกลางอย่างหอกในอนาคต — ทำให้การแทงหอกแฝงจังหวะลวงและรวดเร็วประหนึ่งสายลม
หอฝึกโอสถ
หงเทียนไม่ได้เลือกสายโอสถโดยตรง แต่เขาถูกส่งมาฝึกเสริมเพราะมีค่าพลังร่างกายสูงที่สุดในกลุ่ม
เพื่อทำความเข้าใจ "พลังพื้นฐานของโอสถรักษาและเสริมพลัง"
เขากำลังบดสมุนไพรด้วยหินกลมด้วยแรงเต็มกำลัง เหงื่อไหลอาบแผ่นหลัง
ขณะที่ศิษย์ผู้ควบคุมการฝึก — ถงเหวินอวี่ — จ้องมองด้วยสีหน้าสนุก
"ไม่ใช่แค่บดแรงอย่างเดียว ต้องดูจังหวะ หยินหยางในเนื้อสมุนไพร ขืนแรงผิดส่วน โอสถจะกลายเป็นผงขี้เถ้าไร้ค่า"
หงเทียนเริ่มสังเกตจังหวะหมุนของหินบด และน้ำหนักการกดในแต่ละช่วง
การฝึกนี้ไม่ใช่เพื่อให้เขากลายเป็นนักหลอมโอสถ หากแต่เป็นการสอนให้เข้าใจ
"สมดุลและจังหวะของการใช้แรง" — ซึ่งเมื่อนำไปใช้กับหอก จะทำให้แรงแทงสมดุลและต่อเนื่อง ไม่แตกจังหวะกลางคัน
ในช่วงบ่าย ทุกกลุ่มถูกเรียกไปรวมที่ลานกลาง
ผู้อาวุโสเมิ่งจิวก้าวขึ้นแท่น ประกาศเสียงดัง:
"จากนี้ไป 10 วันข้างหน้า จะเป็นการประเมิน 'การรวมกลุ่มเบื้องต้น'
ผู้ใดสามารถร่วมมือกับศิษย์ต่างสายฝึก เพื่อแก้โจทย์ภารกิจที่เราจะมอบให้ได้... ผู้นั้นจะได้สิทธิ์เข้าสู่ 'หอฝึกขั้นกลาง' ล่วงหน้า!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
"และแน่นอน...พวกเจ้าจะได้เจอ 'กลุ่มฝึกสายตรงของผู้อาวุโสประจำสาย'
ที่จะทำหน้าที่เป็นคู่ต่อสู้จำลอง หากพวกเจ้ารอด...พวกเขาอาจเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าจริงในอนาคต"
เซียฉินมองเพื่อนรอบตัวและแอบสบตากับหลินซือเหยา
ไม่มีคำพูดใดถูกเอ่ย แต่สายตาทุกคู่ต่างรู้ดี
--
ในเงาของหอเวท
ศิษย์ระดับสูงในชุดดำ พูดกับชายชรารูปร่างผอมบางที่ยืนหลับตาอยู่
"เจ้าว่ากลุ่มนั้นจะรอดจากการฝึกคราวนี้หรือไม่?"
เสียงตอบกลับมาอย่างเบา ๆ แต่ชัดเจน
"ถ้าพวกเขารอดได้...อนาคตของสำนักชิงเหอ จะเปลี่ยนไปจากนี้"