วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 60 : แดนเอกภพเทวะ บททดสอบแห่งจักรพรรดิบรรพกาล

    บทที่ 60 : แดนเอกภพเทวะ บททดสอบแห่งจักรพรรดิบรรพกาล


    ละอองแสงสีทองคำที่ล่องลอยอยู่ทั่วนภากาศ เปล่งประกายระยิบระยับประดุจดวงดาวนับล้านดวงที่จุติลงมาบนพื้นพิภพ ดินแดนที่ตั้งอยู่ใจกลางห้วงเหวโกลาหลบรรพกาลแห่งนี้ ไร้ซึ่งความมืดมิด ไร้ซึ่งความหนาวเหน็บ ทว่ากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเป็นนิรันดร์ที่สามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ปุถุชนต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเลื่อมใส

    ราชสีห์เพลิง 'จินหลิน' ร่อนลงแตะพื้นหยกขาวบริสุทธิ์ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มันสูดดมปราณวิญญาณที่หนาแน่นจนกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำค้างเข้าไปเต็มปอด ร่างกายที่บอบช้ำจากการเดินทางข้ามมิติพลันได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วปานปาฏิหาริย์

    "ปราณเทวะ... นี่คือปราณเทวะที่แท้จริง! เพียงแค่หายใจ ข้าก็รู้สึกเหมือนสายเลือดกิเลนบรรพกาลของข้ากำลังจะวิวัฒนาการ!" จินหลินส่งกระแสจิตด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่น

    หลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้หยิ่งยโส ก้าวลงจากหลังสัตว์พาหนะ นางทอดสายตามองดูเทือกเขาสีทองคำและน้ำตกสีรุ้งที่ไหลย้อนกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความตื่นตะลึง ทว่าในขณะเดียวกัน นางกลับรู้สึกถึง 'แรงกดดัน' ที่มองไม่เห็นกดทับลงมาบนไหล่ ราวกับว่ากฎเกณฑ์ของแผ่นดินนี้กำลังปฏิเสธการมีอยู่ของนาง

    "อึก..." หลิงอวี้ซีขมวดคิ้ว ปราณราชันย์ยุทธ์ในร่างของนางไหลเวียนเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด "สถานที่แห่งนี้... ศักดิ์สิทธิ์เกินไป สัจธรรมของมันอยู่เหนือกว่าวิถีเต๋าที่ข้าเคยฝึกฝนมาทั้งชีวิต ราวกับว่าหากข้าก้าวเดินผิดพลาดเพียงก้าวเดียว แผ่นดินนี้ก็จะบดขยี้ข้าให้กลายเป็นธุลี"

    "นั่นเป็นเพราะรากฐานของเจ้า คือรากฐานของมนุษย์ปุถุชน ทว่าดินแดนแห่งนี้ คืออาณาเขตของเทพเจ้า"

    ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินมายืนเคียงข้างนาง แผ่นหลังของเขาตั้งตรงสง่างาม ไร้ซึ่งท่าทีอึดอัดหรือถูกกดทับ ตรงกันข้าม นัยน์ตาสองสีของเขากลับสาดประกายเจิดจ้า รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา

    "สำหรับข้า... ที่นี่คือบ้าน"

    มังกรหนุ่มอ้าแขนออก รับเอาปราณเทวะที่หลั่งไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรอย่างตะกละตะกลาม ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะในจุดตันเถียนของเขากำลังเริงระบำ มหัคฆเพลิงทั้งสี่ดวงลุกโชนอย่างเบิกบานใจ ร่องรอยความบอบช้ำจากการต่อสู้กับยอดฝีมือขอบเขตที่แปด มลายหายไปจนสิ้นในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ!

    เขาหันไปมองสตรีโฉมงาม "อวี้ซี จับมือข้าไว้"

    หลิงอวี้ซีชะงักไปเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นแววตาที่จริงจังของเขา นางก็ยอมยื่นมือเรียวขาวเนียนไปวางลงบนฝ่ามืออันอบอุ่นของบุรุษหนุ่ม ทันทีที่สัมผัสกัน ซูหลงอวิ๋นก็ถ่ายทอด 'ปราณหยินหยางเทวะ' เข้าไปห่อหุ้มร่างของนางเอาไว้ ประดุจการมอบตราประทับแห่งผู้ปกครอง เพื่อคุ้มครองนางจากแรงกดดันของกฎเกณฑ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    ความรู้สึกอึดอัดมลายหายไปในพริบตา หลิงอวี้ซีลอบถอนหายใจยาว นางสบตากับเขา "ขอบใจเจ้า..."

    "เก็บคำขอบคุณไว้ก่อนเถิด ภารกิจของพวกเราเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น" ซูหลงอวิ๋นกระตุกยิ้ม เขากระชับมือนางแน่นขึ้น ก่อนจะพาเดินนำลัดเลาะไปตามเส้นทางหยกขาว มุ่งหน้าสู่ใจกลางของมหาทวีปที่แท้จริงแห่งนี้

    ตลอดเส้นทาง พวกเขาพบเห็นซากปรักหักพังของวิหารและตำหนักที่สร้างจากผลึกดารา แม้จะพังทลายไปตามกาลเวลานับล้านปี ทว่าก็ยังคงหลงเหลือเค้าโครงความยิ่งใหญ่ที่มหาทวีปทั้งห้าในโลกภายนอกมิอาจเทียบเคียง สมุนไพรวิญญาณระดับแปดและระดับเก้าที่สูญพันธุ์ไปแล้ว งอกเงยอยู่ตามซอกหินประดุจวัชพืชไร้ค่า

    ทว่าซูหลงอวิ๋นกลับมิได้หยุดแวะเก็บเกี่ยวสมุนไพรเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว คือ 'แก่นแท้' ของดินแดนแห่งนี้

    ในที่สุด พวกเขาก็เดินทางมาถึงใจกลางของดินแดนเอกภพเทวะ

    เบื้องหน้าของพวกเขา คือห้วงอากาศที่ว่างเปล่า ทว่าเมื่อซูหลงอวิ๋นเปิดจุดตันเถียน เรียกเอา 'แผ่นแผนที่ดาราจักรบรรพกาล' ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนทั้งสี่ชิ้นออกมา... ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น!

    วิ้งงงงงง!

    แผนที่ดาราจักรเปล่งแสงสีทองอร่าม พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มันขยายตัวออกกลายเป็นค่ายกลขนาดยักษ์ ลำแสงนับหมื่นสายสาดส่องลงมากระทบความว่างเปล่าเบื้องหน้า

    ครืนนนนน!

    มิติที่ว่างเปล่าพลันบิดเบี้ยวและปริร้าว ก่อนจะค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็น 'พระราชวังลอยฟ้า' ขนาดมโหฬารที่ซ่อนตัวอยู่อีกมิติหนึ่ง!

    พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากทองคำบรรพกาลและหินอุกกาบาตทมิฬ บานประตูขนาดยักษ์สลักลวดลายการก่อกำเนิดของเอกภพ กลิ่นอายอำนาจที่อยู่เหนือล้ำกว่าสัจธรรมใดๆ ในโลกหล้า แผ่ซ่านออกมากดทับจนมวลอากาศกลายเป็นของแข็ง!

    นี่คือ 'วิหารจักรพรรดิเทพยุทธ์' สถานที่พำนักสุดท้ายของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!

    "นี่น่ะรึ... มรดกที่แท้จริงที่เจ้าตามหา..." หลิงอวี้ซีมองดูพระราชวังด้วยความยำเกรง

    "ใช่แล้ว" ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินเข้าไปใกล้บานประตูขนาดยักษ์ เขายกมือขวาขึ้นทาบลงบนลวดลายเอกภพ

    "ผู้สืบทอดแห่งสัจธรรม... กลับมาทวงบัลลังก์คืนแล้ว! เปิดออกเสีย!"

    ตู้มมมม!

    พลังปราณหยินหยางเทวะถูกถ่ายทอดลงไป บานประตูศิลาที่ปิดตายมานับล้านปีส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ก่อนจะค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างช้าๆ ต้อนรับผู้เป็นนายที่แท้จริง

    ซูหลงอวิ๋นจูงมือหลิงอวี้ซีก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในวิหารนั้นกว้างใหญ่ไพศาลประดุจโลกอีกใบหนึ่ง ไม่มีเสาค้ำยัน ไม่มีสิ่งประดับตกแต่งที่วิจิตรตระการตา มีเพียงความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับประดุจพวกเขากำลังเดินอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศ

    และ ณ สุดปลายทางของห้วงอวกาศนั้น...

    ปรากฏ 'บัลลังก์ดาราจักร' ที่สลักจากผลึกแก้วโปร่งใส ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว เหนือบัลลังก์นั้น มีดวงแสงสีทองคำบริสุทธิ์ขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ ลอยนิ่งอยู่ มันแผ่กลิ่นอายการสร้างสรรค์และการทำลายล้างที่สมบูรณ์แบบที่สุดออกมา!

    "นั่นคือ... 'แก่นกำเนิดเอกภพ' " ซูหลงอวิ๋นเบิกตากว้าง นัยน์ตาสองสีสาดประกายความปรารถนาอย่างบ้าคลั่ง "มันคือมรดกชิ้นสุดท้าย... พลังตระหนักรู้และสัจธรรมทั้งหมดที่จักรพรรดิเทพยุทธ์รุ่นก่อนทิ้งเอาไว้! หากข้าหลอมรวมมันได้ ข้าจะทะลวงผ่านคอขวด และก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหม่ที่อยู่เหนือล้ำกว่าปุถุชน!"

    ทว่า ในจังหวะที่ซูหลงอวิ๋นกำลังจะก้าวเดินเข้าไปหาบัลลังก์นั้นเอง...

    "หยุดอยู่ตรงนั้น... ผู้ร่วงล้ำ"

    สุรเสียงที่แหบพร่า เก่าแก่ และเต็มไปด้วยอำนาจที่สามารถฉีกกระชากวิญญาณของราชันย์ยุทธ์ให้เป็นชิ้นๆ ได้เพียงแค่เอื้อนเอ่ย ดังก้องกังวานมาจากทุกทิศทุกทางของวิหารอวกาศ!

    แสงสีทองคำบนบัลลังก์พลันหมุนวนและควบแน่น ก่อเกิดเป็น 'เงาร่างจำแลง' ของบุรุษผู้หนึ่ง!

    เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมจักรพรรดิลวดลายมังกรเทวะ ใบหน้าถูกบดบังด้วยแสงสว่าง ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมา กลับเหมือนกับซูหลงอวิ๋นในยามที่เขาปลดปล่อยพลังขั้นสูงสุดทุกประการ... ไม่สิ! มันทรงอำนาจและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่านับล้านเท่า!

    แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากเงาร่างนี้ เหนือล้ำกว่า 'จ้านอู๋หยา' จักรพรรดิยุทธขอบเขตที่แปด หรือแม้แต่กึ่งเทพ! มันคือกลิ่นอายของ 'เทพเจ้าที่แท้จริง'!

    "แรงกดดันนี่มัน... อั้ก!"

    หลิงอวี้ซีไม่อาจต้านทานได้ ขาทั้งสองข้างของนางทรุดลงกระแทกพื้นวิหาร นางกระอักเลือดออกมา แม้จะมีปราณหยินหยางของซูหลงอวิ๋นคุ้มครอง ทว่าต่อหน้าเศษเสี้ยวเจตจำนงของเทพเจ้า มนุษย์ย่อมเป็นได้แค่ฝุ่นผง!

    ซูหลงอวิ๋นเองก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง กระดูกทุกชิ้นส่งเสียงลั่นประดุจจะแตกหัก เข่าของเขางอลงเล็กน้อยภายใต้แรงกดทับที่มหาศาล

    "เจ้าครอบครองคัมภีร์ของข้า... และมีสายเลือดที่เหมาะสม..." เงาร่างจักรพรรดิบรรพกาลกล่าวเสียงราบเรียบ "ทว่า การจะสืบทอดบัลลังก์และแก่นกำเนิดเอกภพของข้า... ลำพังเพียงสายเลือดและโชคชะตายังไม่เพียงพอ"

    "ผู้ที่จะยืนอยู่เหนือสวรรค์ ต้องมีเจตจำนงที่แข็งแกร่งกว่าสวรรค์! หากเจ้าคุกเข่าลงต่อหน้าข้า... เจ้าก็เป็นได้เพียงแค่ข้ารับใช้ที่สืบทอดพลัง มิใช่ 'จักรพรรดิ' องค์ใหม่!"

    "บททดสอบแห่งข้า... คือการยืนหยัดต่อต้านอำนาจของเทพเจ้า!"

    บูมมมมมมม!!!!!

    แรงกดดันมหาศาลถูกเพิ่มระดับขึ้นเป็นสิบเท่า! พุ่งตรงมากดทับลงบนร่างของซูหลงอวิ๋นแต่เพียงผู้เดียว!

    พื้นห้วงอวกาศใต้เท้าของซูหลงอวิ๋นเกิดรอยแตกร้าว! ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง เลือดสีทองคำพุ่งทะลักออกจากเจ็ดทวาร! ความเจ็บปวดจากการถูกกฎเกณฑ์ระดับเทพเจ้าบดขยี้ มันโหดร้ายยิ่งกว่าตอนที่หลอมรวมเพลิงมารนับร้อยเท่า!

    "ซูหลงอวิ๋น!" หลิงอวี้ซีกรีดร้องด้วยความหวาดผวา นางพยายามจะคลานเข้าไปช่วย ทว่าก็ถูกม่านพลังที่มองไม่เห็นกระแทกกระเด็นออกไป

    "อย่า... เข้ามา..."

    ซูหลงอวิ๋นเค้นเสียงลอดไรฟัน เขากัดฟันแน่นจนห้อเลือด นัยน์ตาสองสีที่เคยเย่อหยิ่ง บัดนี้เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงฉาน ทว่า... เขากลับไม่ยอมปล่อยให้เข่าของตนแตะพื้น!

    คุกเข่าต่อหน้าผู้อื่นงั้นรึ? ต่อให้เป็นจักรพรรดิรุ่นก่อน... หรือสวรรค์เบื้องบน ข้า ซูหลงอวิ๋น ก็ไม่เคยมีธรรมเนียมคุกเข่าให้ผู้ใด!

    "อ๊ากกกกกก!"

    ซูหลงอวิ๋นคำรามก้องสุดเสียง! เขาจุดระเบิดพลังวิญญาณและพลังชีวิตทั้งหมดที่มี!

    "ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ! ระเบิดสัจธรรม!"

    ภายในจุดตันเถียน ทารกวิญญาณที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ เบิกตากว้างและปลดปล่อยแสงสว่างที่ทำลายล้างที่สุดออกมา! มหัคฆเพลิงทั้งสี่ดวง... เพลิงปรโลก เพลิงสุริยัน เพลิงอสนีบาต และเพลิงมาร พุ่งทะยานออกมาลุกโชนห่อหุ้มร่างของเขาประดุจเกราะเทพเจ้า!

    "กายามังกรเทวะ... ตื่นรู้!"

    เสียงมังกรคำรามดังก้องออกมาจากสายเลือด! เกล็ดสีทองคำปูดโปนขึ้นปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย พละกำลังอันบ้าคลั่งผลักดันให้เขายืดขาที่งออยู่ กลับมาตั้งตรงได้อย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง!

    "เจ้าคิดว่าข้ามาที่นี่... เพื่อมาเป็น 'ตัวแทน' ของเจ้างั้นรึ! ตาแก่บรรพกาล!"

    ซูหลงอวิ๋นแหงนหน้าขึ้นท้าทายเจตจำนงของเทพเจ้า นัยน์ตาสองสีสาดประกายความโอหังที่อยู่เหนือล้ำกว่าสัจธรรมใดๆ ในเอกภพ!

    "ข้ามิได้มาเพื่อสืบทอดบัลลังก์ของเจ้า! ข้ามาเพื่อ 'สร้าง' บัลลังก์ของข้าเอง! สัจธรรมของเจ้า มันเก่าแก่และคร่ำครึไปแล้ว! บัดนี้ ข้าคือผู้ที่จะก้าวข้ามเจ้า และเหยียบย่ำสวรรค์ชั้นที่เก้าให้จมลงใต้ฝ่าเท้าของข้า!"

    "เคล็ดวิชาเทวะ... สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ... ผสานร่างจริง!"

    ตู้มมมมมมมมมมม!!!!!

    ซูหลงอวิ๋นมิได้เรียกเงาร่างจำแลงออกมาเบื้องหลัง ทว่าเขาบีบอัดวิชาระดับเทวะ ให้หลอมรวมเข้ากับ 'ร่างกายเนื้อ' ของตนเองโดยตรง!

    ร่างของเขาขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย กล้ามเนื้อและเกล็ดมังกรทอประกายแสงสีฟ้าครามและสีทองคำสลับกัน กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาในยามนี้ พุ่งทะยานทะลุขีดจำกัดของขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด... ทะลวงผ่านกฎเกณฑ์ของปุถุชน ไปปะทะกับแรงกดดันของเทพเจ้าอย่างสูสี!

    กึก!

    แผ่นหลังของเด็กหนุ่มตั้งตรงตระหง่าน! เขายืนหยัดอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ดาราจักรอย่างองอาจ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งการสยบยอม!

    ความเงียบงันเข้าปกคลุมวิหารอวกาศชั่วขณะ

    ก่อนที่... เงาร่างของจักรพรรดิบรรพกาล จะระเบิดเสียงหัวเราะดังกังวานก้อง!

    "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่งนัก! มิยอมสยบต่อสวรรค์ มิยอมคุกเข่าให้แม้แต่ผู้สร้าง! ความจองหองและโอหังที่ไร้ขอบเขตเช่นนี้... สมแล้วที่เป็นผู้ที่คัมภีร์ของข้าเลือกสรร!"

    เงาร่างจำแลงค่อยๆ ลดแรงกดดันลง ก่อนจะสลายตัวกลายเป็นละอองแสงสีทอง "จำคำของเจ้าไว้ให้ดี ไอ้หนู... จงก้าวข้ามข้า และเหยียบย่ำสรวงสวรรค์ให้จงได้... มรดกแห่งจักรพรรดิ เป็นของเจ้าแล้ว!"

    สิ้นคำกล่าว ละอองแสงทั้งหมดก็พุ่งทะยานเข้าไปรวมตัวกันที่ 'แก่นกำเนิดเอกภพ' บนบัลลังก์

    ซูหลงอวิ๋นหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาสลายพลังเพลิงและกายามังกร กลับคืนสู่สภาพปกติ เลือดสีทองคำยังคงไหลอาบใบหน้า ทว่ารอยยิ้มของเขากลับกว้างขวางและเต็มไปด้วยความปิติ

    "ข้าบอกแล้ว... ว่าไม่มีผู้ใดทำให้ข้าคุกเข่าได้"

    เขาก้าวเดินขึ้นบันไดผลึกแก้ว ตรงไปยังบัลลังก์ดาราจักร ก่อนจะยื่นมือออกไป คว้าจับ 'แก่นกำเนิดเอกภพ' เอาไว้ในกำมือ!

    วิ้งงงงงงง!

    ในเสี้ยววินาทีที่มือของเขาสัมผัสกับแก่นกำเนิด... พลังงานที่บริสุทธิ์และเก่าแก่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสร้างโลก ก็พุ่งทะลักเข้าสู่ร่างของเขาประดุจสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ผืนดินอันแห้งผาก!

    "นี่คือพลังแห่งการตระหนักรู้... สัจธรรมแห่งสวรรค์และปฐพี..."

    ซูหลงอวิ๋นหลับตาลง ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือบัลลังก์อย่างช้าๆ แสงสีทองคำและดาราจักรนับหมื่นแสน หมุนวนอยู่รอบกายของเขาประดุจจักรวาลที่กำลังก่อตัว!

    ภายในจุดตันเถียน ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะกำลังสูบกลืนแก่นกำเนิดเอกภพอย่างตะกละตะกลาม!

    การจะก้าวข้ามจากขอบเขต 'วิญญาณก่อกำเนิด' (ขอบเขตที่ 4) ไปสู่ขอบเขต 'ตัดวิญญาณ' (ขอบเขตที่ 5) นั้น มิใช่เพียงการสะสมพลังปราณให้มากพอ ทว่ามันคือการ 'ตัด' ความผูกพัน กิเลส หรือข้อจำกัดของปุถุชน เพื่อให้จิตวิญญาณหลอมรวมเข้ากับสัจธรรมแห่งเต๋าได้อย่างสมบูรณ์

    ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป มักจะตัดความรัก ตัดความหวาดกลัว หรือตัดกิเลสตัณหา...

    ทว่า สำหรับจักรพรรดิเทพยุทธ์ ผู้มีวิถีแห่งการปกครองและการทำลายล้าง... สิ่งที่เขาต้องตัด มิใช่ความรู้สึกของมนุษย์

    "ในเมื่อข้าต้องการจะยืนอยู่เหนือสวรรค์... สิ่งที่ข้าต้องตัดทิ้ง... ก็คือ 'ลิขิตสวรรค์' และ 'ข้อจำกัดแห่งกฎเกณฑ์'!"

    ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น นัยน์ตาสองสีสาดประกายความเด็ดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด! เขาชัก 'กระบี่กลืนเงา' ออกมาจากฝัก!

    ทารกวิญญาณในร่าง ก็ทำท่าชักกระบี่สีทองคำออกมาเช่นกัน!

    "วิถีแห่งเทวะ... ตัดสวรรค์สะบั้นลิขิต!"

    ฉัวะ!!!!!

    ซูหลงอวิ๋นและทารกวิญญาณ ตวัดฟันกระบี่ออกไปในห้วงอากาศธาตุพร้อมกัน!

    รังสีกระบี่ที่อัดแน่นด้วยสัจธรรมทั้งหมดที่เขามี มิได้ฟาดฟันใส่ศัตรู ทว่ามันฟาดฟันเข้าใส่ 'โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น' ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ของฟ้าดินที่ผูกมัดโชคชะตาและขีดจำกัดของเขาเอาไว้!

    เพล้งงงงงงงง!

    เสียงโซ่ตรวนแห่งลิขิตสวรรค์แตกสลายดังกังวานก้องไปทั่วทั้งวิหารอวกาศ!

    เมื่อขีดจำกัดถูกทำลายลง พลังปราณที่อัดอั้นอยู่ในแก่นกำเนิดเอกภพ ก็ระเบิดออกผลักดันรากฐานของเขาให้พุ่งทะยานข้ามฝั่งแห่งความตาย!

    ตู้มมมมมมมมมมม!!!!!

    เสาแสงสีทองคำและสีดำทมิฬพุ่งทะยานทะลุหลังคาวิหาร ขึ้นไปส่องสว่างเหนือห้วงเหวโกลาหล! กลิ่นอายพลังปราณที่หนักหน่วงและทรงอำนาจ พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ระเบิดออกจากร่างของบุรุษชุดขาว!

    ขอบเขตตัดวิญญาณ ขั้นต้น! (ขอบเขตที่ 5 ขั้นต้น)

    ความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดได้บรรลุผลแล้ว! ซูหลงอวิ๋นก้าวเข้าสู่ขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงอย่างเต็มตัว! ทารกวิญญาณเทวะของเขาบัดนี้เติบโตขึ้นเทียบเท่าเด็กเจ็ดขวบ สวมชุดเกราะสัจธรรมและกวัดแกว่งเพลิงสวรรค์ทั้งสี่ดวงได้อย่างอิสระ!

    ทว่า สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของการก้าวเข้าสู่ขอบเขตตัดวิญญาณ คือการก่อกำเนิด 'อาณาเขต' ของตนเอง!

    วิ้งงงงงง!

    กฎเกณฑ์หยินและหยางที่สมบูรณ์แบบ แผ่ซ่านออกจากร่างของซูหลงอวิ๋น ครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยลี้! ในอาณาเขตนี้ กฎของสวรรค์ไร้ความหมาย! มีเพียงคำสั่งของซูหลงอวิ๋นเท่านั้นที่เป็นสัจธรรม! สิ่งที่เขาให้เป็นไฟ ย่อมต้องแผดเผา สิ่งที่เขาให้เป็นน้ำแข็ง ย่อมต้องเยือกแข็ง!

    'อาณาเขตจักรพรรดิเทพยุทธ์กลืนสวรรค์' ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!

    "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" ซูหลงอวิ๋นแหงนหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและทรงอำนาจ เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่เอ่อล้นประดุจสามารถขยี้ดวงดาวได้ด้วยมือเปล่า!

    "ขอบเขตตัดวิญญาณ! บัดนี้... หากต้องเผชิญหน้ากับตาแก่ขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' (ขอบเขตที่ 6) ข้าสามารถบดขยี้พวกมันได้ง่ายดายประดุจบี้มด โดยไม่ต้องพึ่งพาวิชาเทวะให้เหนื่อยแรง! และหากเป็นตัวตนระดับ 'ราชันย์ยุทธ์' (ขอบเขตที่ 7)... อาณาเขตของข้า ก็เพียงพอที่จะปะทะกับพวกมันได้อย่างสูสี!"

    ช่องว่างแห่งพลัง ถูกสติปัญญาและมรดกแห่งจักรพรรดิลบเลือนไปจนหมดสิ้น! มัจจุราชผู้นี้ มีเขี้ยวเล็บที่คมกริบพอจะฉีกกระชากคอหอยของทุกขุมอำนาจในโลกหล้าแล้ว!

    ขณะเดียวกัน พลังงานส่วนเกินจากแก่นกำเนิดเอกภพที่ซูหลงอวิ๋นดูดซับไม่หมด ได้ไหลทะลักแผ่ซ่านไปทั่ววิหาร!

    หลิงอวี้ซีที่นั่งอยู่บนพื้นพลันสัมผัสได้ถึงปราณเทวะอันบริสุทธิ์ นางไม่รอช้า รีบโคจรพลัง 'กายาเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์' เพื่อดูดซับของกำนัลตกหล่นเหล่านั้นเข้าสู่ร่างทันที!

    ปราณเทวะที่หลงเหลืออยู่ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยว ทว่าสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในโลกปุถุชน มันคือโอสถทิพย์ระดับสวรรค์!

    ปัง! ปัง! ปัง!

    พลังปราณของสตรีศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง รอยร้าวในรากฐานที่เคยมีถูกสมานจนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และผลักดันให้นางก้าวข้ามขีดจำกัด!

    ขอบเขตราชันย์ยุทธ์ ขั้นสูง! (ขอบเขตที่ 7 ขั้นสูง)

    ขอบเขตราชันย์ยุทธ์ ขั้นสูงสุด! (ขอบเขตที่ 7 ขั้นสูงสุด)

    หลิงอวี้ซีลืมตาดอกท้อขึ้น อาณาเขตเหมันต์บรรพกาลของนางระเบิดออก ทรงพลังและหนาวเหน็บไม่แพ้ 'อาณาเขตเหมันต์นิรันดร์' ของไป๋รั่วปิง ประมุขวังเหมันต์เลยแม้แต่น้อย! บัดนี้ นางก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดเทียบเท่ากับศัตรูคู่อาฆาตของนางแล้ว!

    "ข้า... ข้าทะลวงถึงขั้นสูงสุดของราชันย์ยุทธ์แล้ว..." นางก้มมองฝ่ามือตนเองด้วยความเหลือเชื่อ หยาดน้ำตาแห่งความปิติเอ่อคลอ

    ซูหลงอวิ๋นร่อนลงมายืนอยู่เบื้องหน้านาง เขายื่นมือออกไปช่วยดึงสตรีโฉมงามให้ลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสองสีสบตากับนางด้วยความเย่อหยิ่ง

    "การเดินทางเพื่อหนีหัวซุกหัวซุน... สิ้นสุดลงแล้ว อวี้ซี"

    เขากระชับกระบี่กลืนเงาในมือ ทอดสายตามองกลับไปยังบานประตูวิหารอวกาศ ที่ซึ่งเชื่อมต่อกับโลกภายนอก

    "มหาอำนาจทั้งสามทวีป... นักพรตเทียนจี... ไป๋รั่วปิง... และจ้านอู๋หยา..." ซูหลงอวิ๋นเอ่ยชื่อศัตรูทั้งสามด้วยรอยยิ้มที่แฝงความตายอันเป็นนิรันดร์ "พวกมันบังอาจออกประกาศิตล่าหัวข้า ทำให้ข้าต้องรอนแรมอย่างยากลำบาก..."

    "บัดนี้ ดาบของจักรพรรดิถูกลับจนคมกริบแล้ว... ถึงเวลาที่เราจะกลับไป 'เชือดคอ' พวกกบในกะลาเหล่านั้นเสียที!"

    สองบุรุษและสตรี ผู้ครอบครองพลังที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน พร้อมแล้วที่จะหวนคืนสู่โลกภายนอก เพื่อกวาดล้างมหาอำนาจและเปลี่ยนสวรรค์ให้กลายเป็นทะเลเพลิง!

    มหาสงครามแห่งการชำระแค้นและทวงคืนบัลลังก์... ได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว!


    (จบบทที่ 60)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน