ฉันตื่นในตอนเช้าจากเสียงเคาะประตูเรียกของหลินฉันไม่ได้เปิดประตูรับแขก เพราะสภาพฉันมันแย่มากจริงๆ จึงเพียงพูดผ่านช่องไปเบาๆ
“ฉันยังง่วงจากปาร์ตี้พวกเธอไปเที่ยวกันต่อเลย”
ถึงจะรับรู้ได้ถึงความห่วงใยจากเพื่อนฉันก็ไม่กล้าเอาร่างกายอันบอบช้ำนี้ไปเจอคนอื่นๆ ไม่อยากทำให้งานกร่อยและสิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ฉันไม่อยากเห็นหน้าเขา
แม้แต่สายเรียกเข้าจากพี่ทัณณ์ฉันยังไม่กล้ารับเลย เพราะฉันพึ่งมีความสัมพันธ์กับชายอื่นคาสายเขามันแทบไม่ต่างจากการไปยืนแก้ผ้าต่อเขา
‘...ถ้าไอ้นั่นรู้ว่าฉันเคยเอาเธอบ่อยขนาดไหนมันก็คงขยะแขยงเธอเหมือนกันแหละปิ่นมุก….’
คำพูดของภามม์เด่นชัดขึ้นอีกครั้งมันกลายเป็นเรื่องจริงที่น่าละอาย ที่ฉันกล้าเอาร่างกายที่แปดเปื้อนน้ำคาวของชายอื่นไปมอบให้เขาพี่ทัณณ์จะรู้สึกยังไง ถ้าวันนึงเขารู้ว่าฉันไม่ได้สูงส่ง ล้ำค่าและมีศักดิ์ศรีอย่างที่เขาเคยเอ่ยปากชม และฉันทำตัวได้น่าสมเพชแบบนี้…. กับเพื่อนตัวเอง
ครืดดดด ครืดดดด
สายเรียกเข้า “พ่อ”
“ค่ะพ่อ”
“...ค่ะ”
คำตอบรับเพียงหนึ่งคำแสดงความเข้าใจและไม่ขัดขืนพ่อวางสายไปแล้ว ฉันได้แต่ถอนหายใจเพื่อปรับอารมณ์
ณคืนวันสุดท้ายก่อนที่จะกลับไปสู่โลกความเป็นจริง หลินจองโต๊ะดินเนอร์ริมหาดสำหรับกลุ่มเราเอาไว้อาหารหลากหลายเชื้อชาติวางเรียงรายหลายสิบจานอย่างกับจะยกคนทั้งเกาะมากินกลิ่นหอมๆ ของอาหารทำให้ฉันลืมความเจ็บปวดในชีวิตไปชั่วขณะ
“หื้มมมมกลิ่นหอมเรียกน้ำย่อยมาก” เมี่ยงตาวาวมองอาหารบนโต๊ะ
“แน่ล่ะนี่ฉันลัดคิวจองตัวเชฟประจำเกาะเลยนะ”
“เลิกอวดอ้างเถอะน่าาารู้แล้วว่าเธอเส้นใหญ่ ฉันกินละนะหิว”
ภวินบ่นเพราะรอทานมื้อนี้มาตั้งแต่เย็น กว่าสาวๆ จะแต่งตัวสวยเสร็จก็ดึกภามม์นั่งฝั่งตรงข้ามฉัน เขาเงียบดั่งคนไม่มีตัวตนซึ่งก็ไม่ต่างจากฉันเลยที่ตักอาหารและเคี้ยวอย่างช้าๆ กลืนลงคออย่างยากลำบาก
“นี่ สองคนปลายโต๊ะน่ะ ซาบซึ้งอาหารอยู่หรอเงียบจนคิดว่าเป็นจ่าเฉย”
“อ่าาาพอดีพ่อฉันเรียกตัวฉุกเฉินน่ะ น่าจะเป็นธุระสำคัญ”
“ฮะ!มาเที่ยวก็ตามหรอ พ่อแกนี่เขี้ยวชะมัด” เมี่ยงบ่น
“จะกลับเลยหรอพรุ่งนี้วางแผนว่าจะไปเที่ยวคาเฟต์ในเมืองต่อสักที่ เสร็จก็จะกลับกันแล้ว....”
“พรุ่งนี้เช้าฉันจะบินกลับเลยน่ะโทษทีนะ”
“โห เสียใจ” หลินทำท่างอแง
“ไว้ฉันจะชดเชยทริปหน้านะ”
“ชิ เที่ยวกันแค่นี้ก็ได้”
ภามม์ได้แต่นั่งฟังเงียบๆพลางมองฉันเป็นระยะ แววตาของเขามันหม่นๆ ไม่ได้เจ้าเล่ห์เหมือนเคย แม้จะมีสาวๆ แวะเวียนมาโปรยท่าทางยั่วยวนแต่เขากลับก้มหน้าลงต่ำเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
‘คงไม่ใช่รู้สึกผิดหรอก เพราะคนอย่างภามม์น่ะหรอจะรู้สึกผิด...’
คำถามในหัวผุดขึ้นมาด้วยเพราะไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้ ไม่เคยเห็นภามม์ในเวอร์ชั่นนี้ฉันจึงเดาทางไม่ถูกว่าเขากำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไรอยู่
ครืดดดด ครืดดดด
สายเรียกเข้า P’Thann
“ค่ะพี่ทัณณ์”
ทันทีที่เอ่ยชื่อของปลายสายภามม์เงยหน้าขึ้นจ้องฉันตาเขม็ง ฉันลุกปลีกตัวหนีไปคุยให้ไกลสายตาน่ากลัวของเขา
“เอ่อ ขอโทษค่ะบนเกาะสัญญาณไม่ค่อยดี”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะปิ่นปลอดภัยดี”
เขาถามสารทุกข์สุขดิบเช่นเคย
“ค่ะ ...ก็สนุกค่ะ”
“ไม่ค่ะพี่ทัณณ์ทุกอย่างโอเคดี”.... ซะที่ไหนล่ะตอนนี้ฉันอึดอัดสุดๆ เลย
“.....”
“พี่ทัณณ์คะ” ฉันเรียกขัดประโยคหวานๆ นั้น
“พวกเรา…..”
“เป็นพี่น้องกันดีกว่าไหมคะ”
ปลายสายเงียบไป ยิ่งทำให้ฉันอึดอัดใจและรู้สึกผิด
“ปิ่นขอโทษนะคะ… ”
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่พี่…ฮึก”
…เป็นฉันเองที่ไม่ควรเอาตัวและใจที่สกปรกนี้ไปให้คนดีๆ อย่างเขาถึงเคยคิดว่าตัวเองจะเปิดใจรับคนอื่นได้ สุดท้ายแล้วกลับไม่ใช่เลย…
“ปิ่นขอโทษค่ะ พี่ทัณณ์ดีมากๆฮึก ดีจนปิ่นมีความสุข แต่มันยังไม่ใช่ความสุขในเรื่องนั้น”
แม้ปลายสายจะเสียงสั่นเครือแต่เขาก็ยังพยายามปลอบใจฉันและทำเหมือนว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“พี่จะโกธร จะเกลียดปิ่นก็ได้นะปิ่นขอโทษจากใจจริงๆ”
“ฮึก…พี่ทัณณ์”
เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดมีเพียงเสียงสะอื้นด้วยความรู้สึกผิดตอบกลับไป พี่ทัณณ์กดวางสายโดยไม่ลืมที่จะบอกให้ฉันดูแลตัวเองดีๆเป็นการล่ำลาให้กับความสัมพันธ์ที่มีความสุขสั้นๆ ของเรา
เพราะเหตุผลนี้ฉันจึงไม่ควรจะดึงใครมาเพื่อให้ลืมภามม์ ไม่ควรใช้ใครเป็นเครื่องมือให้ภามม์หึงหวงและไม่ควรเอาความรู้สึกใครมาเหยียบย่ำแบบนี้
แม้จะรู้สึกผิดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามุมหนึ่งก็แอบโล่งใจดั่งยกภูเขาออกจากอก เพราะฉันปล่อยคนดีๆอย่างพี่ทัณณ์ให้เป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องมาทนทุกข์กับความรู้สึกปลอมๆ ที่ฉันพยายามปั้นให้เขาเห็น
‘ฉันรู้ว่าฉันเริ่มใหม่ได้แต่แค่ ….ยังไม่ใช่ตอนนี้’