บทที่ 109 วิชาหัตถ์เทวะฟื้นคืนนิรันดร์กาล
ชิว เหวินเจี้ยน เพียงแค่นเสียงออกมา “ฮึ~ ข้าก็แค่มนุษย์ผู้หนึ่ง”
กล่าวจบ ชิว เหวินเจี้ยน ก็ไม่รอช้าอีก เขาเริ่มเตรียมวัตถุดิบในทันที ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับสมุนไพรเลยแม้แต่น้อย เขาใช้เพียงวาดแค่วงแหวนเวทย์เล็กๆออกมาเท่านั้น
1วง ... 2วง ... 3วง ...~~~
100วง 200วง... ~~~~!!!!!
‘น...นี่มัน!! มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งจะสามารถสร้างวงแหวนเวทย์ที่มีความละเอียดสูงถึงหลายร้อยวงได้เช่นไร!’ ชายชรา ตกตะลึงแล้ว ตกตะลึงเล่า
“เอาหละ ข้าจะถามอาการของเจ้าเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น โปรดตอบมาให้ตรงคำถาม ถ้าไม่อย่างนั้น ฮึ ฮึ ฮึ จักรวาลแห่งนี้ ข้าจะเป็นคนปกครองแทนเสียเอง!” เสียงของ ชิว เหวินเจี้ยน ถึงแม้จะพูดออกมาไม่ได้ดังเสียเท่าไหร่นัก แต่ทว่าในใจของชายชราดูเหมือนว่าชิว เหวินเจี้ยน จะมีความสามารถทำเช่นนั้นได้จริงๆ แต่ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เขาคงคิดว่า ชิว เหวินเจี้ยน กำลังเพ้อฝันลมๆแล้งๆอยู่เป็นแน่
ชิว เหวินเจี้ยน จึงเริ่มถามอาการที่เกิดขึ้นในทันทีโดยไม่รอช้า “ยามที่อายุของเจ้าครบสามล้านปี วันนั้นจะเป็นวันที่คนผู้หนึ่งฝืนชะตาลิขิตสวรรค์ วันครบรอบวันเกิดจะมีสายฟ้าขนาดยักษ์สายหนึ่งพุ่งตกลงมา แน่นอนว่าถ้าเกิดคนผู้นั้นพลังยุทธ์ไม่สูงส่งถึงขั้นนิรันดร์ก็จะตกตายภายในทันที แต่ทว่าต่อให้รอดพ้นมาได้ ก็ยังมีอาการของพิษร้ายแห่งสายฟ้าสวรรค์อยู่ดี เพราะฉะนั้นเจ้าก็เลยเป็นแบบนี้ใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง! เจ้านี่รู้ละเอียดเสียอย่างกับว่า ตนเองอยู่ในเหตุการณ์อย่างไรอย่างนั้น ข้าหละนับถือเจ้าจริงๆ...” ถึงชายชราจะกล่าวออกไปโดยที่ไม่มีพิรุธ แต่ทว่าในใจของเขาเองกลับรู้สึกว่า ชิว เหวินเจี้ยน นั้นไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง ถึงขั้นขนาดที่อธิบายอย่างละเอียดโดยที่คล้ายๆกับที่ตนเองอายุครบสามล้านปี ในใจของชายชรายังคงเคารพ ชิว เหวินเจี้ยน อยู่เรื่อยมา ยิ่งนานไปเขาก็ยิ่งตื่นเต้น แต่ที่เขายังไม่ได้แสดงออกนั่นก็เป็นเพราะว่า อายุของพวกเขานั้น มันยังห่างไกลกันเกินไป (ถูกต้องครับ ชิว เหวินเจี้ยน แก่กว่าคุณผู้เฒ่าเยอะเลย แฮร่ๆ)
“เอาหละ อยู่เฉยๆอาจจะเจ็บเล็กน้อยเหมือนมดกัด... ทนหน่อยก็แล้วกัน มันไม่น่าจะถึงตาย!!” กล่าวจบ ชิว เหวินเจี้ยน ก็เริ่ม ลงมือทีละเล็กทีละน้อย
วงแหวนที่ ชิว เหวินเจี้ยน สร้างออกมาก่อนหน้านี้นับพันวง กำลังแทรกแซงเข้าไปในร่างกายของชายชราอย่างไม่ขาดสาย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายชราเริ่มรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาบ้างแล้ว ...20วงผ่านไป 30วง... 100วง...
“อึก…อ๊ากกกกก~~~~~” เสียของชายชราเริ่มหลุดออกมาแล้ว หลังจากที่ทนมาได้กว่า500วงผ่านไป
แน่นอนว่านี่คือการร้องตะโกนอย่างสุดเสียง เนื่องจากมันทรมานยากจะทานทนได้ ผู้คนข้างนอกประตูต่างก็ได้ยินกันถ้วนหน้า แต่ทว่าไม่มีใครกล้าเปิดประตูเข้ามาทั้งสิ้น เนื่องจากประตูบานนี้จอมมารในแต่ละรุ่นได้แต่กล่าวออกมาว่าทำนองเดียวกันว่า ‘ข้างในมีสมบัติชั้นสูง ถ้าเกิดมีผู้ใดเปิดออกมา วันนั้นจะเป็นวันที่จักรวาลแห่งนี้ล่มสลาย’
“อ๊ากกกก~~ ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว~~....” หลังจากผ่านไปได้1000วง นี่ก็เริ่มจะมืดแล้ว ตะวันเริ่มลาลับไป หลงเหลือแต่เพียงความมืดมิด และเสียงร้องโหยหวนอย่างกับภูติผี
หลังจากที่ได้เวลาแล้ว ชิว เหวินเจี้ยน ก็กล่าวขึ้นมาอีกหนึ่งรอบ ซึ่งนี่ก็เป็นขั้นตอนสุดท้ายของเขาแล้ว “เอาหละ ข้าจะเริ่มลงมือจริงๆแล้ว มันอาจจะเจ็บกว่ามดกัดเล็กน้อย เจ้าจงกัดฟันไว้ให้แน่น!!!”
ชิว เหวินเจี้ยน ได้อัดพลังควบแน่นพลังทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งถูกรีดเร้นออกมาจนหมดตัว บังคับให้ไปรวมอยู่บนฝ่ามือ เพื่อที่จะเริ่มลงมือใช้วิชาระดับนิรันดร์ที่เขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง และแน่นอนในโลกแห่งนี้ก็ไม่มีผู้ใดเคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของวิชาที่ชิว เหวินเจี้ยน กำลังจะใช้ออกมา
“วิชาหัตถ์เทวะฟื้นคืนนิรันดร์กาล!!!!”
ตู้ม~~~~ เกิดแสงสีแดงสว่างจ้าถึงขนาดที่ประชาชนในเมืองหลวงก็ยังมองแสงสว่างส่องมาจากตัวปราสาทได้อย่างชัดเจน นั่นจึงทำให้ประชาชนทุกคนคิดว่าตนเองได้เห็นปรากฏการณ์ที่แปลกตาเข้าให้แล้ว
“อ๊าก~~~~~~~~~~~~~!!!!!”
ไม่ได้มีเพียงแค่แสงสีแดงแปลกประหลาดเพียงเท่านั้น เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นตามมาเช่นกัน
เพียงเวลาผ่านไปแค่แว๊บเดียว ไม่ถึงนาทีเลยด้วยซ้ำ แสงสีแดงก็เริ่มจางหายไปพร้อมกับเสียงที่ร้องโหยหวน ซึ่งแต่ละคนต่างก็คิดว่านี่มันก็คือวันปล่อยภูติผีปีศาจ ซึ่งแต่ละคนถึงกับหวาดกลัว แต่บางคนก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นปรากฏการณ์เช่นนี้
ณ ในห้องของปราสาทจอมมาร... ชิว เหวินเจี้ยน และ ชายชรา ต่างก็นอนสลบอยู่ที่พื้น ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาสูญเสียพลังงานไปมาก และแน่นอนว่า ซูหยาง และ ซูเหยียน ก็กำลังจะกลับเข้ามาแล้ว เนื่องจากมันเริ่มจะครบกำหนดเวลาของพวกนางแล้ว...
และในตอนนั้นเอง พื้นที่ ที่ห่างออกไปจากตัวปราสาทอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ก็เริ่มมีผู้คนเดินทางมาชุมนุมกันอยู่ เหมือนพวกเขาจะวางแผนกำลังจะทำอันใดก็ไม่มีใครทราบ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งกันเป็นอย่างมาก ขนาดระดับจอมมารธรรมดาๆก็ไม่สามารถเทียบเคียงพวกเขาได้