บทที่ 3 ไม่เข็ดหลาบ
ในวงการนี้ ความแข็งแกร่งคือาา มีมารยาทไปก็ไร้ประโยชน์ และไม่มีคำว่าเพื่อน เป็เพียงคนที่ร่วมทำภารกิจด้วยกันเท่านั้น ไม่แทงข้างหลังนับว่ามีน้ำใจมากแล้ว
ฮาเดสจะพูดอะไรได้อีก? แถมเวลานี้รถของเป้าหมายทั้งสองคันก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
เขาจ้องเขม็งลู่เฉิงเฟิงอย่างดุเดือด พลางขบคิดในใจว่าจะชำระแค้นหลังจากงานนี้เสร็จ โอกาสในการเป็ผู้นำทีมที่แย่งชิงมาอย่างยากลำบาก ดังนั้นจะต้องไม่มีอะไรผิดพลาด
ฮาเดสทำมือส่งสัญญาณ คนอื่น ๆ ก็เปิดประตูลงจากรถทันที
รถเป้าหมายทั้งสองคันแล่นบนูเาคดเคี้ยว ไม่เร็วมากนัก
รถยนต์ทั้งสองคันเป็รถซีดานเมอร์เซเดสเบนซ์สีดำ
ทันใดนั้น รถคันหน้าก็เบรกกะทันหัน รถคันหลังก็เบรกตาม
ในรถคันหลัง ซูอี้จวินนั่งอยู่เบาะหลัง เอกสารในมือจำนวนหนึ่งร่วงออกจากมือ เพราะแรงผ่อน หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากเนียนละเอียดเม้มแน่น ถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?"
คนขับก็ไม่ทราบสาเหตุ เห็นเพียงรถคันหน้าเปิดประตูออก จากนั้นเหล่าบอดี้การ์ดร่างกำยำในชุดดำก็วิ่งเข้ามา เมื่อลดกระจกหน้าต่างลง บอดี้การ์ดที่วิ่งเข้ามาก็โน้มตัวลงกำลังจะพูด ทันใดนั้นก็มีเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น ่ระหว่างคิ้วของบอดี้การ์ดคนนั้นถูกะุปืนเจาะทะลวงเป็รู
เืแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าคนขับรถ ตัวเขาแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง ่วินาทีก่อนที่จะกรีดร้อง ปืนพกติดตั้งกระบอกเก็บเสียงก็ยื่นเข้ามาจากหน้าต่างรถทาบระหว่างคิ้วของเขา
จากนั้น ก็ลั่นไกปืนโดยไม่ลังเล
ะุเจาะผ่านศีรษะคนขับ พุ่งทะลุออกไปทางด้านหลังศีรษะ ดึงเืออกมาเป็ก้อนและทำให้เบาะหนังสีขาวอ่อนเป็สีแดง
หญิงสาวใกลัว ใบหน้างามซีดเผือด ดวงตาที่เคยสดใสพลันสั่นระริกด้วยความกลัว ก่อนจะกรีดร้อง ชายชาวตะวันตกที่ถือปืนอยู่ด้านนอกรถก็ยกนิ้วชี้จรดริ้มฝีปาก "ชู่ว..."
ฮาเดสเปิดประตูรถจากหน้าต่างฝั่งคนขับ จากนั้นจึงเดินมาเปิดประตูฝั่งซูอี้จวิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "คุณหนูซู กรุณาลงจากรถด้วย"
ซูอี้จวินยังพอมีสติอยู่บ้าง รู้ว่าในตอนนี้ไร้หนทางปฏิเสธ จึงจำใจลงจากรถด้วยอาการสั่นเทา แขนขาอ่อนแรง เซไปสองสามก้าว ก่อนจะเกาะประตูรถไว้เพื่อทรงตัว
เหลือบไปมองรถคันหน้า กระจกรถเต็มไปด้วยรอยเื รับรู้ทันทีว่าบอดี้การ์ดถูกสังหารหมดแล้ว
การลอบสังหารระดับนี้ ไม่ใช่เื่ท้าทายมากนัก สำหรับนักฆ่ามืออาชีพ
ปลายข้าวสาลี เคียวปลิดิญญา และเงามรณะเดินเข้ามา ในมือของพวกเขาถือกล้องบันทึกภาพจากรถทั้งสองคัน
เมื่อทั้งสามเห็นหญิงสาว ใบหน้าของพวกเขาก็อดประหลาดใจไม่ได้
ซูอี้จวินสูงประมาณ 168 เิเ รูปร่างสมบูรณ์แบบ ผิวขาวเนียนผ่อง สวมชุดสูทเข้ารูปสีอ่อน เผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่ม เอวคอดบาง สะโพกโค้งเว้า รับกับขาขาวเรียวครึ่งหนึ่งที่โผล่ออกมาใต้กระโปรงสั้น
ส่วนใบหน้าของหญิงสาวก็น่าตะลึงไม่แพ้กัน คิ้วสมบูรณ์แบบคล้ายภาพวาด มีไฝความงามจาง ๆ ระหว่างคิ้ว สันจมูกโด่งตรง กลีบปากงดงามราวกับแกะสลักมาอย่างดี ระบายสีแดงระเรื่อราวกับเชอร์รี่ ชวนให้ผู้คนหลงไหลและอยากลิ้มลอง
มือและเท้าของซูอี้จวินเย็นเฉียบ ภายในใจหวาดกลัวจนสุดขีด และตระหนักได้ว่าคืนนี้ตัวเองคงไม่รอดแล้ว เพราะคนเหล่านี้ปล่อยให้เธอเห็นใบหน้าของพวกพวกเขา ซึ่งจุดประสงค์ของมันย่อมเห็นได้เด่นชัด
ทว่าหญิงสาวยังอยากหาโอกาสรอดให้ตัวเองด พูดด้วยเสียงสั่นว่า “คุณ… คุณ… คุณ… คุณ้าเงินเหรอ?”
ฮาเดสเต็มไปด้วยความใคร่ พยายามซ่อนแววตาที่หื่นกระหายอยากหนัก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเส่า "คุณหนูซู เรา้าข้อมูลการวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับยาต้านมะเร็งของคุณ"
ในที่สุดซูอี้จวินก็เข้าใจจุดประสงค์ของคนเหล่านี้ ที่แท้พวกเขามาเพราะยาต้านมะเร็งที่พัฒนาขึ้นใหม่ของเธอ
ยาต้านมะเร็งตับชนิดนี้เพิ่งจะเริ่มต้นพัฒนา แต่ยังไม่ได้รับการทดสอบ จึงถูกเก็บเป็ความลับอย่างเคร่งครัด ใครเป็คนปล่อยข่าว?
หญิงสาวตระหนักได้ว่าคงจะมีสายลับวนเวียนอยู่รอบตัว ทว่าก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กระชากหน้ากากคนคนนั้นออกมาหรือเปล่า?
มีการลงทุนอย่างมากกับยาต้านมะเร็งนี้ จนทำให้เงินทุนของกลุ่มบริษัทซูเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง หากยาต้านมะเร็งนี้ประสบความสำเร็จในการทดลอง ไม่เพียงแต่ช่วยผู้ป่วยมะเร็งตับได้มากขึ้น แต่ยังช่วยกลุ่มบริษัทซูให้อยู่รอดต่อไปอีกด้วย
“ของสำคัญขนาดนั้น ฉันจะพกติดตัวมาได้ยังไง?”
ฮาเดสแสยะยิ้มชั่วร้าย "คุณหนูซู ฉันหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือเป็อย่างดี และอย่าเล่นตุกติก"
“ส่งหล่อนมาให้ฉัน ฉันขอแค่ครึ่งชั่วโมง รับรองว่าหล่อนยอมพูดหมดเปลือกแน่นอน”
เคียวปลิดิญญาพูดด้วยสีหน้าหื่นกระหาย
เงามรณะยิ้มอย่างหื่นกาม "ส่งมาให้ฉัน แค่สิบห้านาทีก็พอแล้ว"
“งั้นเราทำด้วยกันเลยเป็ไง?”
ดวงตาปลายข้าวสาลีแฝงประกายความเ้าเล่ห์
ฮาเดสยิ้มอย่างชั่วร้าย "คิดได้ดีนี่ ในเมื่อคุณหนูซูไม่ให้ความร่วมมือ งั้นพวกเราคงต้องร่วมมือกับคุณแทนแล้ว"
ใบหน้าหญิงสาวซีดราวกับกระดาษ และแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว คล้ายกับสัตว์ตัวน้อยที่กำลังจะถูกล่า
ฮาเดสก้าวไปข้างหน้า คว้าผมของหญิงสาว แล้วดึงไปที่รถด้วยรอยยิ้มหื่นกระหาย
ซูอี้จวินดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง ทว่าด้วยเรี่ยวแรงของเธอจะไปเทียบกับฮาเดสได้อย่างไร?
"เฮ้ย ดูนี่สิ"
ทันใดนั้นเสียงของลู่เฉิงเฟิงก็ดังขึ้น
ฮาเดสและคนอื่น ๆ หันไปมองโดยไม่รู้ตัว เห็นเพียงลู่เฉิงเฟิงกำลังเล่นมีดบินที่เปล่งประกายเย็บเยียบอยู่ในมือ
“ดูเหมือนเื่ของตั๊กแตนตำข้าว จะไม่ทำให้พวกแกเรียนรู้เลยสินะ?”
ลู่เฉิงเฟิงเคยพูดเอาไว้ที่แดนัให้นักฆ่าคนอื่นได้ยิน การฆ่าคนนั้นทำได้ แต่ห้ามข่มขืนเด็ดขาด
การฆ่าคนเป็งานของพวกเขา แต่การข่มขืนเป็การกระทำของสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น
ตั๊กแตนตำข้าวก็เป็หนึ่งในนักฆ่า ครั้งหนึ่งระหว่างปฏิบัติภารกิจ ตั๊กแตนตำข้าวเมินคำพูดของลู่เฉิงเฟิง และล่วงเกินหญิงสาวคนหนึ่ง... สุดท้ายลู่เฉิงเฟิงก็ใช้มีดบินสังหารคนคนนั้นจนกลายเป็เม่นต่อหน้าทุกคน
หลังเกิดเหตุการณ์นี้ พวกเขาคิดว่าลู่เฉิงเฟิงคงจบเห่แน่ ทว่าไม่คาดคิดผู้บริหารระดับสูงขององค์กรทำได้เพียงปรับเงินลู่เฉิงเฟิงเล็กน้อย และกักขังไว้เป็เวลาสามวัน นี่คือโทษที่เบามากสำหรับนักฆ่าชั้นนำ
ท้ายที่สุดแล้ว นักฆ่าชั้นนำล้วนเป็ต้นไม้เงิน เป็เื่ยากที่จะปฏิเสธแหล่งสร้างเงิน
แววตาของลู่เฉิงเฟิงเย็นเยียบ "ทำไมพวกแกถึงเข้าใจยากแบบนี้? หรือคนที่ตายไปมันน้อยเกินไป"
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกไป ฮาเดสและอีกสามคนก็ตึงเครียดขึ้นทันที มองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวง ถอยหลังไปสองสามก้าว นิ้วมือที่กำปืนซีดเผือด แต่ไม่มีความกล้าที่จะยกมันขึ้นมา
พวกเขาได้เห็นกับตาแล้วว่ามีดบินของลู่เฉิงเฟิงนั้นน่ากลัว และคาดเดาได้ยากเพียงใด ในระยะใกล้ขนาดนี้ ต่อให้ฮาเดสจะเป็นักฆ่าระดับ SSS เช่นเดียวกับลู่เฉิงเฟิง ก็ไม่กล้ารับประกันว่าะุของเขาจะเร็วกว่ามีดพกของลู่เฉิงเฟิง
ฮาเดสเคยต่อสู้กับลู่เฉิงเฟิงมาแล้วหลายครั้ง ภายในระยะสิบเมตร เขาไม่มีโอกาสลั่นไกปืนแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ลู่เฉิงเฟิงไม่เคยพลาดเป้าในการสังหาร ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าท้าทาย และเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง
“ภารกิจสำคัญที่สุด”
ฮาเดสกัดฟันกรอดแล้วพูด
“หึ ฉันนึกว่าแกจะพูดว่าผู้หญิงสำคัญกว่าซะอีก พวกไร้ประโยชน์ ทำฉันเสียเวลาจริง ๆ”
ลู่เฉิงเฟิงควงมีดบินในมือ พร้อมก้าวไปอย่างเชื่องช้า
ฮาเดสและคนอื่น ๆ จ้องมีดบินในมือของลู่เฉิงเฟิงอย่างระแวดระวัง
“วางใจได้ ฉันยังไม่ฆ่าพวกแกตอนนี้หรอก เพราะฉันคนเดียวเก็บกวาดที่เกิดเหตุไม่ได้แน่... ไหนขอฉันดูหน่อยว่าผู้หญิงแบบไหนที่เปลี่ยนพวกแกจากคนกลายเป็เดรัจฉานได้?”
เมื่อครู่ ร่างสูงของฮาเดสบังซูอี้จวินจนหมด ทำให้ลู่เฉิงเฟิงไม่เห็นว่าอีกฝ่ายหน้าตาแบบไหน?
ฮาเดสปล่อยตัวซูอี้จวิน
“เอาล่ะ เงยหน้าขึ้นมาให้ฉันดูหน่อยสิ”
ร่างกายบอบบางของหญิงสาวสั่นเทา พลางเงยหน้าที่ซีดเผือดขึ้นให้ลู่เฉิงเฟิงดู
เมื่อดวงตาทั้งคู่ปะทะกัน กลับทำให้ดวงตาของลู่เฉิงเฟิงหดเกร็ง ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับระรอกคลื่น
“พี่ชาย… พี่ชาย ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาสิ!”
ใบหน้าของเด็กชายวัย 10 ขวบเปื้อนเื ความทรงจำสุดท้ายก่อนหมดสติคือใบหน้าเล็ก อ่อนเยาว์และตื่นตระหนก ไฝงามจาง ๆ ระหว่างคิ้วของเด็กสาว และยังมีอมยิ้มรสสตรอเบอร์รี่ที่ยังไม่ได้แกะ อยู่ในมือของเธอ