สวรรค์นิรันดร์กาล

    คำเชิญชวนของโหลวหลาน

            แม้ตอนนี้ฉางเฟิงจะรู้ดีว่าตนเองนั้นไร้พลังในการต่อต้านวังสวรรค์ในอนาคตแต่ฉางเฟิงก็มีเวลาเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองเป็นเวลา2 ปี ซึ่งเวลาสองปีนี้ฉางเฟิงต้องใช้เวลาให้คุ้มที่สุด

            “การบ่มเพาะที่เร็วที่สุดคือการต่อสู้ตอนนี้ในอาณาจักรสวรรค์เหลือเพียงแค่นิกายซากศพแล้วที่เป็นศัตรูกับพวกเราดังนั้นเจ้าควรที่จะกำจัดพวกมันก่อนและค่อยเดินทางไปยังทวีปเซียนและเริ่มการตรวจสอบหาข้อมูลของจิตวิญญาณโลก”ซีรั่วหยานกล่าว

            “นั่นสินะ”

            จากนั้นพวกคนอื่นๆก็แยกย้ายกันไปพักเพราะเรื่องของวังสวรรค์ในตอนนี้ยังเร็วเกินไปสำหรับพวกเขา

            จากนั้นเสี่ยวจินและเสี่ยวเฮ่ยก็ถูกซีรั่วหยานเรียกตัวเข้าไปในภาพสวรรค์นิรันดร์ส่วนฉางเฟิงได้นำชีพจรเซียนไว้ใต้นิกายบุปผาพริบตานั้นเองกลิ่นอายในเมืองบุปผาก็เปลี่ยนไป ไม่สิต้องบอกว่าในอาณาจักรสวรรค์ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายเซียนอย่างแท้จริง

            และสำหรับระดับจักรพรรดิหลายคนกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการฝึกฝนฝ่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

            “สมแล้วจริงๆด้วยชีพจรเซียนเส้นนี้ไม่เพียงแต่จะปรากฎเซียนเท่านั้นแต่จะต้องปรากฎจักรพรรดิเซียนขึ้นมาในอนาคตอีกด้วย”ฉางเฟิงตื่นเต้น

            คนในนิกายบุปผาพากันตื่นเต้นดีใจเพาะการบ่มเพาะของพวกเขาทะลวงระดับได้ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

            สำหรับชีพจรจักรพรรดิฉางเฟิงได้นำมันหลอมเข้ากับชีพจรจักรพรรดิของจงโจวซึ่งตอนนี้จงโจวได้ถูกซงเทียนสยบไปแล้ว ด้วยอำนาจของซงเทียนที่กลายเป็นเซียนสี่นิกายถูกทำลายเกือบครึ่งราชวงศ์ทั้งหมดพินาศทำให้ไม่มีใครกล้าต่อต้านซงเทียนอีก

            และหลังจากที่ซงเทียนได้ทำการควบคุมจงโจวแล้วฉางเฟิงก็ให้ซงเทียนประจำการอยู่ที่จงโจวต่อไปและเมื่อฉางเฟิงหลอมรวมชีพจรจักรพรรดิทั้งสองเข้าด้วยกันสำเร็จชีพจรเซียนอีกเส้นก็ถือกำเนิดขึ้นแม้จะไม่ทรงพลังเท่ากับชีพจรเซียนที่ฉางเฟิงได้มาจากนครใต้พิภพแต่ก็ทำให้ระดับจักรพรรดิทะลวงขั้นเซียนได้

            และสำหรับซงเทียนก็สามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจในตอนนี้อำนาจของอาณาจักรสวรรค์เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่มากทวีปจงโจวทั้งหมดกลายเป็นของอาณาจักรสวรรค์

            และมีข่าวอีกอย่างที่ทำให้พวกฉางเฟิงแปลกใจคือนิกายซากศพได้หนีออกจากจงโจวไปแล้ว พวกของเมิ่งฝู่ได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเสี่ยวเฮ่ยจึงพากันหวาดกลัวและรีบหลบหนีออกไป

            สำหรับคนฉลาดอย่างผู้นำนิกายซากศพย่อมรู้ว่าความแข็งแกร่งของเสี่ยวเฮ่ยนั้นเหนือกว่าเซียนไปแล้วนั่นคือจักรพรรดิเซียน

            ข่าวนี้ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับฉางเฟิงเช่นกันเพราะช่วงเวลานี้อาณาจักรสวรรค์ต้องการเวลาในการพัฒนาความแข็งแกร่งให้มั่นคง

            หลังจากจัดการหลายๆอย่างแล้วโหลวหลานก็ได้มาพบกับฉางเฟิงอีกครั้ง

            “ข้ามาหาเจ้าในวันนี้เพราะอยากจะเชิญชวนเจ้าไปยังทวีปเซียนสีกครั้ง”โหลวหลานกล่าว

            “เหตุผลละ”ฉางเฟิงแปลกใจ

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่อยากไปเยี่ยมตระกูลฉางงั้นเหรอ”โหลวหลานกล่าว

            “นั่นไม่น่าจะใช่เหตุผลที่เจ้ามาชวนข้า”ฉางเฟิงส่ายหัว

            “ชิชั่งเป็นผู้ชายที่ไม่น่ารักเอาซะเลีย ก็ได้ข้านั้นต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าเร็วๆนี้หอสมบัติของกำลังจะมีการจัดการแข่งขันกันขึ้น ซึ่งเป็นการแข่งขันของหอสมบัติของแต่ละทวีปง่ายๆก็เป็นการแข่งขันกันว่าใครจะมีคุณสมบัติกลายเป็นผู้นำนั่นแหละ” โหลวหลานกล่าว

            “แล้วมันคือการแข่งขันแบบใหน”

            “มีการแข่งขันการต่อสู้การปรุงยา และค่ายกล สามอย่าง ซึ่งคะแนนจะแบ่งออกเป็น 40 30 30 คะแนนขอแค่ทางเราชนะได้สักสองอย่างพวกเราก็จะได้กลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำทันที”โหลวหลานกล่าว

            “เจ้าใช้คำว่าพวกเราเหมือนกับว่าข้าตอบตกลงแล้ว”ฉางเฟิงส่ายหัว

            “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรแน่นอนว่าข้าไม่ให้เจ้าช่วยฟรีๆหรอกสำหรับข้อมูลจิตวิญญาณของโลกข้าจะช่วยเจ้าสืบหาอย่างเต็มที่ ยิ่งถ้าข้าได้ตำแหน่งผู้นำมาข้าก็ยิ่งมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับของหอสมบัติแม้แต่การสืบหาการเคลื่อนใหวของวังสวรรค์ข้ายังทำได้”โหลวหลานยิ้มอย่างมั่นใจ

            “โอ้แค่นั้นงั้นเหรอ” ฉางเฟิงยิ้ม

            “เจ้าต้องการอะไรหรือยากได้ข้าเป็นภรรยา ก็ได้ข้าจะยอมเสียเปรียบเล็กน้อยเพื่ออนาคตของข้า” โหลวหลานกล่าวด้วยสีหน้าท้อแท้

            “เสียเปรียบงั้นเหรอเจ้าจะประเมินตนเองสูงเกินไปแล้ว แถมข้าไม่ต้องการเจ้าเสียหน่อย เอาเป็นว่าเจ้าติดหนีหน้า1 ครั้ง ในอนาคตเมื่อข้ามีเรื่องให้ช่วยเจ้าจะต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่” ฉางเฟิงกล่าว

            “นี่เจ้าเป็นพวกพ่อค้าเจ้าเล่ห์งั้นเหรอทำไมถึงได้ชั่วร้ายแบบนี้”โหลวหลานถึงกับไม่พอใจ

            เพราะการที่ติดหนี้1 ครั้งมันทำให้นางกังวลว่าในอนาคตชายคนนี้จะให้นางทำอะไรให้แต่นางเองก็ไม่มีทางเลือกเพราะในทวีปจงโจวมีเพียงฉางเฟิงที่จะช่วยนางในการชิงตำแหน่งผู้สืบทอดผู้นำได้

            เมื่อโหลวหลานไม่มีทางเลือกนางก็ได้แต่ยอมทำตามข้อตกลงทั้งสองสาบานต่อเต๋าสวรรค์ทันทีเพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายทรยศแน่นอนว่าคำสาบานจะเป็นผลเมื่อฉางเฟิงทำให้นางได้รับตำแหน่งผู้สืบทอดมาเท่านั้น

            หลังจากปรึกษากันฉางเฟิงนั้นจะลงแข่งขั้นปรุงยาและประลองส่วนค่ายกลนางจะลงประลองด้วยตัวเองและสำหรับการทดสอบอีกอย่างคือการหาผลกำไรในจงโจวนางเองก็มั่นใจอยู่แล้วเพราะด้วยการค้าขายกับฉางเฟิงทำให้นางได้รับกำไรมาจำนวนมากเพราะเม็ดยาของฉางเฟิงนั้นมีคุณภาพที่สูงและเมื่อส่งกลับไปขายให้กับสาขาใหญ่นางก็ยิ่งได้ผลงานที่สูง

            “แล้วจะออกเดินทางตอนใหน”ฉางเฟิงกล่าว

            “อีก10 วันเราจะออกเดินทาง”

            “ดีอีก 10 วันแล้วเจอกัน”

            หลังจากแยกกันฉางเฟิงก็ได้เตรียมความพร้อมทันทีส่วนทางพวกเสี่ยวจินและเสี่ยวเฮ่ยหลังจากคุยบางเรื่องที่เป็นความลับต่อฉางเฟิงอีกด้วยแต่สีหน้าของทั้งสองกลับดูหนักแน่นจริงจังอย่างมาก

            “เกิดอะไรขึ้น”ฉางเฟิงอดที่จะถามออกมาไม่ได้

            “ไม่มีอะไรเพียงแต่ศัตรูของพวกเราคือวังสวรรค์เพราะฉนั้นเราจึงต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้”เสี่ยวจินกล่าว

            “นายน้อยไม่ต้องกังวลต่อให้ต้องตายข้าก็จะปกป้องท่านเอาไว้ให้ได้”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “เรื่องนั้นยังมาไม่ถึงอย่างน้อยในช่วงเวลา2 ปีข้าจะต้องกลายเป็นเซียนอย่างแน่นอนพวกเจ้าไม่ต้องกังวล” ฉางเฟิงกล่าว

            “แล้วนายน้อยตามหาพวกเรามีเรื่องอะไร”เสี่ยวจินสงสัย

            “ข้ากำลังจะเดินทางไปยังทวีปเซียนในอีก10 วันดังนั้นข้าต้องการให้หนึ่งในพวกเจ้าไปกับข้า เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ข่าวของข้าจะไปถึงหูทูตคนนั้นของวังสวรรค์หรือยังดังนั้นข้าต้องการคนปกป้อง”ฉางเฟิงกล่าว

            “ครั้งนี้ข้าให้เจ้ากิ้งก่าไปก็แล้วกันข้าต้องไปทำธุรบางอย่าง”เสี่ยวจินกล่าว

            “งั้นเหรอถ้างั้นคราวนี้เสี่ยวเฮ่ยไปกับข้าก็แล้วกัน” ฉางเฟิงพยักหน้าและไม่ได้ถามอะไรเสี่ยวจินมากนักเห็นได้ชัดว่าซีรั่วหยานจะต้องสั่งการอะไรพวกเสี่ยวจินไปอย่างแน่นอน