ผู้กอบกู้

    ตอนที่ 30 ภายในถ้ำ

            ที่ทะเลสาบแห่งหนึ่งนอกกำแพงร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเหนือทะเลสาบ


            การินยังไม่ไปที่ป่าวงกตทันทีชายหนุ่มมาที่ทะเลสาบซึ่งเขากับอลิสเคยมาสู้กับกบหนามทมิฬตอนนี้สภาพของมันเละเทะเป็นที่สุด ต้องเป็นเพราะการบุกของสัตว์ร้ายที่คาปรานำมาแน่นอนที่เมื่อผ่านทะเลสาบแห่งนี้พวกมันก็ใช้ร่างใหญ่โตเดินตัดผ่านทะเลสาบแห่งนี้


            การินเหาะไปอย่างเชื่องช้ามุ่งหน้าไปทางป่าวงกตตามเส้นทางที่เขาเคยเดินทางกับอลิสใช้เวลาเพียงสามวันการินก็มาถึงทุ่งหญ้าที่ล้อมรอบป่าวงกต


            ชายหนุ่มเรียกนักรบจิตวิญญาณทิ้งไว้หนึ่งตัวด้านนอกป่าวงกตก่อนที่ตัวของชายหนุ่มจะเดินเข้าไปในป่าอย่างเงียบเชียบ


            เนื่องจากครั้งก่อนการินถูกเล่นงานทันที่เข้ามาในป่าทำให้ไม่ได้สำรวจสภาพแวดล้อมได้ถนัดตอนนี้ชายหนุ่มได้เข้ามาหยุดยืนอยู่บริเวณริมชายป่านานนับนาทีก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดถึงได้เริ่มสำรวจป่าแห่งนี้อย่างละเอียด


            ต้นไม้บริเวณชายป่าจะสูงและหนาแน่นกว่าด้านในแทบทุกต้นเป็นต้นไม้ที่การินไม่รู้จักทั้งหมดเดินไปสักพักก็พบกับบริเวณที่ต้นไม้ถูกเผาไหม้จนโล่งเขารู้ได้ทันทีว่าตรงนี้ต้องเป็นสถานที่ที่อลิสและเขาสู้กับกอลิล่าเขี้ยวอสูรชายหนุ่มเดินอ้อมเขตที่ถูกไฟไหม้ไป ระหว่างนี้การินพบสัตว์ร้ายระดับทั่วไประดับหมู่บ้านและระดับเมืองหลายตัวแต่ก็หลบซ่อนตัวแล้วอ้อมผ่านพวกมันมาได้อย่างง่ายดาย


            การินใช้เวลาเดินเท้าอยู่เกือบสัปดาห์กว่าจะมาถึงสถานที่ที่เป็นทุ่งหญ้าโล่งกว้างแห่งหนึ่งและที่ใจกลางของทุ่งหญ้าก็มีภูเขาหินขนาดใหญ่ที่สูงทะลุชั้นเมฆไปเมื่อการินได้มาอยู่ใกล้ ๆจึงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันขุมหนึ่งที่แผ่ออกมาจากตัวภูเขาหิน


            และเมื่อการินได้มาเห็นใกล้ๆ ถึงได้พบว่าตรงตีนภูเขามีโพรงถ้ำน้อยใหญ่มากมายเรียงรายกันอยู่เล็กสุดมีขนาดเท่ารูหนู ใหญ่สุดกว้างสูงไม่ต่ำกว่าร้อยเมตร


            การินยังไม่เข้าไปสำรวจดูทันทีแต่เลือกเดินวนภูเขาหินโดยรักษาระยะห่างไม่เข้าใกล้ภูเขาหินเกินห้ารอยเมตร


            จากที่เขาสำรวจดูมีโพรงถ้ำมากกว่าพันแห่งอยู่ตรงตีนภูเขาหินและจากบรรดาโพรงถ้ำพันกว่าแห่งนั้นมีอยู่โพรงหนึ่งที่มีความกว้างสูงเพียงสามสี่เมตรที่บริเวณโดยรอบระยะสามร้อยเมตรไม่มีโพรงถ้ำแห่งอื่นอยู่เลยนี่ทำให้มันดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก


            การินรอจนมืดจึงได้สุ่มเข้าไปสำรวจโพรงถ้ำที่กว้างกว่าสามสิบเมตรสูงยี่สิบเมตรชายหนุ่มเดินเข้าไปโดยไร้เสียงฝีเท้าแม้จะอยู่ในความมืดแต่ด้วยสายตาของการินก็ยังทำให้เขาพอจะมองเห็นทุกอย่างได้สลัวๆ


            ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปเกือบร้อยเมตรก็ต้องชะงักเพราะเบื้องหน้านั้นมีร่างใหญ่โตกำลังขดตัวนอนอยู่เนื่องจากเห็นไม่ชัดการินจึงรู้เพียงว่าสัตว์ร้ายตัวนี้มีรูปร่างคล้ายสิงโตแต่กลับมีเขาเหมือนกวาง


            สัตว์ร้ายระดับอาณาจักร!


            แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากสัตว์ร่างยักษ์ซึ่งนอนอยู่ทำให้การินตกใจเล็กน้อย


            ชายหนุ่มจ้องมองสิ่งชีวิตร่างยักษ์ให้ชัดแล้วจึงพบว่าที่คอของมันมีโซ่เส้นเล็กเส้นหนึ่งพันรอบอยู่


            การินค่อย ๆถอยออกมาจากโพรงแห่งนี้อย่างเงียบเชียบแล้วไปสำรวจโพรงใกล้ ๆ ซึ่งกว้างสิบเมตร สูงสิบห้าเมตรครั้งนั้นเป็นสัตว์ร้ายลักษณะเหมือนค้างคาวและแรงกดดันที่แผ่ออกมาก็ทำให้การินตกใจอีกครั้ง


            สัตว์ร้ายระดับอาณาจักร!


            การินถอยกลับออกมานอกถ้ำพึมพำด้วยสีหน้าดำมืด


            “อย่าบอกนะ...”


            ชายหนุ่มสายศีรษะแล้วไปสำรวจโพรงถ้ำแห่งอื่นๆ ผลสำรวจที่ได้ทำเอาชายหนุ่มหน้าซีด ตอนนี้เขาสำรวจโพรงถ้ำมาแล้วร้อยกว่าแห่งทุกแห่งล้วนมีสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรอยู่ภายในนั้น และไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้มีโซ่เส้นเล็กพันรอบส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายพวกมันไว้


            ภูเขาเขาหินนั้นมีโพรงถ้ำมากกว่าพันแห่งถ้าทุกแห่งล้วนมีสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรอยู่ภายในแล้วละก็นี่ย่อมเป็นฝันร้ายสำหรับมวลมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย


            การินสูดหายใจลึกชายหนุ่มไม่เข้าไปสำรวจถ้ำทุกถ้ำอีกแต่เดินอ้อมไปอีกด้านของภูเขาหินที่นั่นมีถ้ำที่สะดุดตาอยู่หนึ่งแห่ง การินเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบ


            ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปกว่าสามร้อยเมตรจึงพบทางแยกสามทางหลังจากพิจารณาสักพักแล้วการินจึงตัดสินใจเดินเข้าไปที่ทางแยกตรงกลางซึ่งมีบันไดลงไปด้านล่างต่างจากอีกสองทางที่เป็นทางเรียบ


            การินเดินลงตามบันไดนั้นอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบโดยไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาไกลขนาดไหนในที่สุดโพรงถ้ำมืดมิดที่มีบันได้นี้ก็ได้มีสิ่งที่แตกต่างจากเดิมนั่นก็คือตามผนังถ้ำด้านข้างทุก ๆ สิบเมตรจะมีคริสตัลสีฟ้าส่องแสงติดอยู่พวกมันถูกฝังไว้ในผนังถ้ำอย่างมีระเบียบดูไม่เหมือนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสักนิด


            ชายหนุ่มยังคงเดินต่อไปด้วยฝีเท้าไร้เสียงนับตั้งแต่เจอคริสตัลสีฟ้าดูเหมือนความกว้างของถ้ำจะค่อย ๆ แคบลงเรื่อย ๆที่ละเล็กละน้อยจนในที่สุดหลังจากเดินมาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วการินก็พบกับประตูบานหนึ่งที่กว้างสองเมตรสูงสามเมตร ประตูทั้งบานทำมาจากโลหะสีทองแดงดูแข็งแรงทนทาน


            การินครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเหินไปผลักประตูเปิดออกขณะบานประตูค่อย ๆ เปิดออกแสงสลัวสีม่วงก็ค่อย ๆ สาดส่องออกมาเมื่อบานประตูเปิดออกเต็มที่แล้วแสงสีม่วงจึงสาดกระทบเข้ากับร่างการินทั้งร่าง


            หลังบานประตูทองแดงนี้เป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ทั่วผนังถ้ำติดไว้ด้วยคริสตัลสีม่วงที่เปล่งแสงสลัว ๆ ออกมาขนาดของพวกมันไม่สม่ำเสมอบ้างใหญ่บ้างเล็ก


            ใจกลางโถงถ้ำมีคริสตัลอันใหญ่อยู่หนึ่งแท่งภายในคริสตัลก้อนใหญ่มีเงาร่างสีดำที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์อยู่ด้านใน นอกจากนี้ยังมีโซ่เส้นเล็กนับพันเส้นที่พุ่งออกมาจากทั่วผนังถ้ำเชื่อมต่อเข้ากับคริสตัลใจกลางห้องผิวโซ่มีคลื่นสีม่วงกระเพื่อมแผ่วเบาออกมาให้เห็นอย่างเลื่อนราง


            การินพลันนึกถึงโซ่ที่พันรอบส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเหล่าสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่อยู่ในโพรงถ้ำนับพันเล่านั้น


            “หรือว่า...”


            การินพึมพำพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้คริสตัลสีม่วงก้อนนั้นโดยหลบเลี่ยงไม่ให้ร่างกายแตะโดนโซ่เส้นเล็กเหล่านั้น


            “ไม่นึกเลยว่าจะมีมนุษย์คนไหนเล็ดรอดจิตสัมผัสของข้ามาได้”


            เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากด้านหลังของชายหนุ่มเมื่อการินหันกลับไปก็พบกับร่างที่สูงราวสองเมตร รูปร่างคล้ายมนุษย์มีเขาสองเขางอกออกจากหน้าผาก นัยน์ตาดำมีสีแดงก่ำดุจเลือดผิวหนังทั่วร่างเป็นสีม่วงที่กลางหลังสะพายดาบใหญ่ซึ่งมีลักษณะแบบเดียวกับที่คาปราครอบครอง หลังฝ่ามือขวามีรอยประทับสีดำ


            เมื่อเห็นว่าการินไม่พูดอะไรเอาแต่นิ่งเงียบบราม่าจึงแสยะยิ้มกล่าวเสียงเรียบ


            “ดูเหมือนคนที่จัดการกับคาปราในตอนที่มันกำลังหนีจะเป็นเจ้าอย่างนั้นสินะเพราะข้าสัมผัสไม่ได้เลยว่ามีใครอยู่ในบริเวณนั้นตอนที่คาปราตายทั้งยังเป็นผู้จัดการกับเสี้ยววิญญาณขององค์ราชันที่ครอบครองร่างของคาปราด้วย”


            การินครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา


            “แกคือสัตว์ร้ายที่ท่านกลาซิสเจอเมื่อหนึ่งพันสองร้อยปีก่อนใช่ไหม?”


            บราม่าไม่พูดอะไรเพียงพยักหน้ารับ


            การินเม้มริมฝีปากแล้วถามขึ้นอีกครั้ง


            “การที่แกสั่งให้คาปราไปบุกพวกเราก็เพื่อเตือนไม่ให้พวกเรามายุ่งที่ป่าวงกตใช่หรือเปล่า”


            บราม่าหัวเราะ


            “ถูกต้องด้วยความฉลาดของมนุษย์อย่างพวกเจ้าน่าจะเข้าใจความนัยของข้าได้ไม่ยากทางเลือกที่ดีที่สุดของพวกเจ้าก็คือพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่เสียใจภายหลังเมื่อตายไปแล้วแต่ข้าไม่คิดเลยว่าในเหล่ามนุษย์อ่อนแอจะมีบุคคลพิเศษที่หลบเลี่ยงจิตสัมผัสได้แบบเจ้าอยู่นี่ถ้าเจ้าไม่เปิดประตูทองแดงบานนี้ข้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าบุกรุกเข้ามา”


            จากนั้นบราม่าก็ปรบมือเบาๆ


            “นับว่าฉลาดมากในเมื่อมีบุคคลที่สามารถหลบเลี่ยงพลังจำพวกจิตสัมผัสจึงส่งคนผู้นั้นมาเพื่อทำลายแผนการของข้าเพราะจากทุกการกระทำของข้าดูเหมือนไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้นในป่าวงกตนี้มากที่สุด”


            การินนิ่งเงียบไม่พูดจาจากความรู้สึกของชายหนุ่มสัตว์ร้ายตนนี้ต้องอยู่ในระดับทวีปแน่นอนอีกทั้งแรงกดดันที่แผ่ออกมายังมหาศาลกว่าคาปราสองถึงสามเท่า


            ทั้งคู่เงียบไปอยู่นาน


            บราม่าจ้องการินนิ่งๆ โดยที่มุมปากมีรอยยิ้ม


            หน้าผากการินมีเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นแล้วไหลลงไปตามแก้มของชายหนุ่มจากนั้นจึงมาหยุดรวมอยู่ปลายคางผ่านไปนานนับนาทีเหงื่อหยดนั้นจึงหยดลงกระทบพื้นหิน


            ร่างของการินพลันพุ่งไปด้านหน้าง้างหมัดต่อยเข้าใส่สัตว์ร้ายตนนี้


            ทว่าบราม่ากับทำเพียงยกมือข้างหนึ่งมารับหมัดขอการินไว้แขนข้างที่รับหมัดหยับถอยไปเล็กน้อย


            บราม่าหัวเราะ


            “ไม่น่าเล่าเจ้าคาปราที่กำลังอ่อนแอรวมถึงเสี้ยววิญญาณขององค์ราชันถึงแพ้ให้กับเจ้าที่แท้แม้เจ้าจะมีระดับเพียงอาณาจักรแต่เรียวแรงของเจ้าเทียบได้กับระดับทวีปที่เลื่อนขั้นใหม่ๆ เลยทีเดียว”


            ร่างของการินจางหายไปแล้วโผล่ที่จุดเดิมห่างจากบราม่าไปห้าก้าว


            บราม่าไม่ตามเข้าไปโจมตีชายหนุ่มทั้งยังทำราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เกิดอะไรขึ้น


            “จริงสิเจ้ามีชื่อว่าอะไรข้ามีชื่อว่าบราม่า ชื่อนี้เป็นองค์ราชันตั้งให้เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนข้ายังคงจำช่วงเวลาอันสงบสุขเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนได้ตอนนั้นที่เผ่ามนุษย์และสัตว์ร้ายยังต่างคนต่างอยู่พวกเราเหล่าสัตว์ร้ายมีทวีปเป็นของตนเอง อ้อ จริงสิเมื่อหมื่นปีก่อนมีทวีปอยู่ทั้งหมดเก้าทวีป เป็นของสัตว์ร้ายอย่างพวกเราสี่ทวีปเป็นของมนุษย์สี่ทวีปส่วนอีกหนึ่งทวีปเป็นทวีปร่วมที่มีทั้งมนุษย์และสัตว์ร้ายอยู่ด้วยกันซึ่งก็คือทวีปที่พวกเราอยู่ตอนนี้นี่แหละข้าเองก็เกิดและเติบโตที่นี่ ครอบครัวข้าเป็นข้ารับใช้องค์ราชันมาหลายรุ่นพอมาถึงรุ่นของข้าไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่…”


            การินจ้องมองไปยังสัตว์ร้ายซึ่งพร่ำพูดไม่หยุดในสมองครุ่นคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี