เช้าวันรุ่งขึ้น ไป่ฉีอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงมารอข้างล่าง พอถึงเวลาทางทีมงานก็ให้ผู้เข้าแข่งขันขึ้นรถตู้ เพราะจำนวนคนลดลงแล้ว การใช้รถใหญ่มันเปลืองงบของรายการ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ใช้รถบัสแล้ว
รถตู้พาพวกเขามายังสวนสาธารณะของเมืองนี้ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่มีการแบ่งโซนสำหรับให้มีร้านขายอาหาร และโซนนั่งทานอาหาร โดยโซนนั่งทานอาหารนั้นจะมีการจัดให้เหมือนกับสวนหน้าบ้านที่เหมาะแก่การทานอาหารกลางแจ้ง หากอากาศร้อนมาก ก็มีร่มที่สามารถประกอบเข้ากับโต๊ะได้ไว้คอยให้บริการ
“เอาล่ะทุกคนลงจากรถได้แล้ว พวกเราถึงสถานที่แข่งขันรอบแรกของวันนี้แล้ว” พิธีกรกล่าว หลังจากนั้นไป่ฉีกับผู้เข้าแข่งขันอีก 3 คนก็ทะยอยลงจากรถ ขณะเดียวกันพวกเขาก็เห็นต่านต้านกับจูเหลียน พร้อมกับผู้เข้าแข่งขันอีก 2 คนลงมากจากรถตู้อีกคัน
“เอาละครับทุกคน ตอนนี้ก็สายแล้ว บางคนกินอะไรรองท้องมานิดหน่อย แต่คงจะหิวกันแล้ว ดังนั้นเราจึงจัดมื้อใหญ่ให้ครับ สำหรับอาหารที่เป็นโจทย์ในวันนี้ก็คือ สเต็กหมูดำครับ” พิธีกรกล่าว พร้อมกับผายมือไปยังเต็นท์ใกล้ ๆ ซึ่งมีการใช้ผ้าปิดไว้ พอกล้องจับภาพไปที่เต็นท์ ผ้าก็ถูกปลดออก เผยให้เห็นพ่อครัวกำลังทำการย่างสเต็กหมูบนกระทะอยู่ ผู้เข้าแข่งขันต่างก็ทำเสียงฮือฮา ทำตัวให้ตื่นเต้นตามสคริปที่ทางทีมงานได้นัดแนะเอาไว้
“ว่าแต่ ผักในจานนั้นต้องกินด้วยสินะครับ” ไป่ฉีชี้ไปที่จานสเต็กที่เตรียมเสร็จแล้ว
“ถูกต้อง การกินเนื้ออย่างเดียวมันไม่ดีต่อร่างกายนะ การกินแหลกน่ะไม่ใช่แค่กินอย่างเดียว แต่เราต้องเคารพอาหารที่เรากิน เคารพตัวเองด้วย ถ้าพร้อมแล้วทุกคนประจำที่ได้เลยครับ” พิธีกรกล่าว
ทีมงานได้พาผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนไปนั่งประจำที่ ระหว่างนั้นพิธีกรเข้าไปสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน เพื่อรอให้จำนวนอาหารที่เตรียมมีจำนวนมากระดับหนึ่งก่อน มันคงไม่ดีถ้าหากว่าระหว่างแข่งขัน อาหารเกิดขาดไม่มีเสิร์ฟขึ้นมา
เมื่อได้สัญญาณจากทีมงานในครัวแล้ว ทางผู้กำกับจึงได้ส่งสัญญาณให้พิธีกรเริ่มดำเนินรายการต่อได้
“เอาล่ะครับ ทุกอย่างพร้อมแล้ว แข่งกินสเต็กหมูดำ 45 นาที เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน
อุปกรณ์ที่ทางทีมงานให้มามีมีดกับส้อมสำหรับหั่นและจิ้มเนื้อ พอได้สัญญาณเริ่ม ทุกคนก็เริ่มลงมือหั่นเนื้อหมูทันที เพียงแต่….
“โอ้ การใช้มีดของไป่ฉีสุดยอดมาก ผมยังมองไม่ทันเหมือนเดิมเลย” พิธีกรได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง ไป่ฉีสามารถหั่นชิ้นสเต็กได้เร็วมาก เพียงแค่ 2 วินาที เขาสามารถหั่นสเต็กทั้งชิ้นออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำได้แล้ว
ไป่ฉีไม่รอช้า เขาส่งเนื้อหมูเข้าปากอย่างต่อเนื่อง ตามด้วยผักสลัด เขาได้สอบถามแล้วว่าซอสไม่ต้องกินก็ได้ ดังนั้นไป่ฉีจึงไม่แตะซอสเลย การกินของเขานั้นเร็วพอ ๆ กับตอนเขาเร่งสปีดกินเมื่อวาน ผู้เข้าแข่งขันบางคนที่เห็นถึงกับทำมีดกับส้อมหลุดมือเลยทีเดียว
“เร็วโคตร” นักกินแหลกชายที่มารถตู้คันเดียวกับต่านต้าน จ้องไป่ฉีจิ้มเนื้อเข้าปากอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาตกตะลึงไปเลยทีเดียว
“เร็วเกินไปแล้ว” จูเหลียนอ้าปากค้าง
'เจ้าบ้านี่คิดจะหยามกันตั้งแต่รอบแรกเลยเรอะ' ต่านต้านคิด เขาจึงพยายามเร่งหั่นสเต็กหมูในจานให้เร็วขึ้น แต่ความเร็วก็ไม่สามารถสู้ไป่ฉีได้
การแข่งขันผ่านไปกว่า 30 นาที ไป่ฉีทิ้งห่างคู่แข่งขันคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ไป่ฉีกินไปแล้วกว่า 30 จาน น้ำหนัก 1 จานคือ 500 กรัม ต่านต้านที่เป็นแชมป์เก่า กินไป 15 จานเท่านั้น ส่วนจูเหลียนนั้นอยู่ที่ 14 จาน นอกจากนั้นคนอื่นต่างก็อยู่กันที่ 10 กว่าจาน
“สภาพตอนนี้ทุกคนกินช้าลงมากครับ คงเพราะผักสลัดที่ให้มา บวกกับน่าจะเคี้ยวไม่ละเอียด ตอนนี้เริ่มจะกินไม่ลงกันแล้ว ยังไงก็พยายามเข้านะครับ 2 คนที่รั้งท้ายจะต้องตกรอบ พยายามเข้า” พิธีกรกล่าว
ตอนนี้สีหน้าของแต่ละคนต่างไม่สู้ดี เพราะผักสดทำให้หลาย ๆ คนเริ่มอิ่ม บวกกับการเคี้ยวไม่ละเอียดทำให้พวกเขาเริ่มอิ่มกันแล้ว แต่ที่ทำให้พวกเขาทรมานมากที่สุดคือการเคี้ยวเนื้อสเต็กนั้นมันทำให้เมื่อยกรามสุด ๆ ทุกคนต่างสงสัยว่าไป่ฉีที่แทบจะไม่เคี้ยวเนื้อหรือผักเลย กลับยังกินด้วยความเร็วขนาดนั้น แถมไม่แสดงอาการอะไรเลย
เคร้ง
ไป่ฉีวางส้อมกับมีดลง เขาเริ่มจิบน้ำชาช้า ๆ ก่อนจะหรี่ตามองไปทางขวาเพื่อมองผู้เข้าแข่งขันทุกคน เนื่องจากที่นั่งของไป่ฉีคราวนี้อยู่ริมซ้ายสุด ไป่ฉีจึงต้องทำผลงานให้โดดเด่นเพื่อให้กล้องจับภาพมาที่ตัวเอง แต่การหรี่ตามองแบบนี้ทำให้ทุกคนรู้เลยว่าไป่ฉีกำลังท้าพวกเขาว่า “ฉันจะหยุดรอพวกแก ถ้าพวกแกแน่จริงก็กินให้ได้เท่าฉันสิ” นั่นทำให้ต่านต้านนั้นเดือดจัด เขายิ่งเร่งความเร็วในการกินขึ้นไปอีก
“ต่านต้าน ถ้านายแหวะออกมานายจะแพ้เลยนะ ฉันว่ากินแบบถนอมตัวหน่อยดีกว่า” จูเหลียนเตือน เธอเห็นสายตาของไป่ฉีที่ท้าทายเธอแล้ว แต่เธอคิดว่านี่เป็นแผนที่จะกำจัดต่านต้าน เพราะต่านต้านนั้นยั่วโมโหง่าย หากทำให้ต่านต้านกินเร็วขึ้นจนสุดท้ายอาเจียนออกมา ต่านต้านจะถูกปรับแพ้ในทันที จูเหลียนมองไปที่ไปฉีพร้อมกับนึกในใจ 'เจ้าหนูนี่แผนสูงจริง ๆ เราเองก็ต้องระวังตัวเหมือนกัน'
“ผมจะเริ่มนับถอยหลังแล้วนะครับ 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 หมดเวลา” พิธีกรเป่านกหวีดเพื่อเป็นสัญญาณสิ้นสุดการแข่งขัน จากนั้นพิธีกรก็ประกาศจำนวนจานที่กินไปของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ 2 คนต้องตกรอบไป ส่วนนักกินแหลกรุ่นพี่ทั้ง 4 คนยังอยู่กันครบ
“เอาล่ะ ทุกคน เตรียมตัวย้ายที่กันได้แล้ว เราจะไปยังสถานที่แข่งขันต่อไปกัน” พิธีกรกล่าว
ตอนนี้คนเหลืออยู่กัน 6 คนก็จริง แต่ก็ยังใช้รถตู้ 2 คันอยู่ เพราะต้องบวกช่างกล้องกับทีมงาน รวมถึงพิธีกรด้วย เพื่อไม่ให้รถแน่นจนเกินไป โดยไป่ฉีนั้นขึ้นรถคันเดียวกับต่านต้านและจูเหลียน ซึ่งพิธีกรรายการเองก็เช่นกัน เพราะเขาต้องสัมภาษณ์ระหว่างเดินทางว่าคนที่ได้ 3 อันดับแรกรู้สึกยังไงกันบ้าง
“ไป่ฉี ดูนายกินเยอะมากเลยนะรอบนี้ แบบนี้รอบหน้าจะกินไหวเหรอ” พิธีกรกล่าว
“ไหวครับ ผมยังเก็บที่ว่างไว้สำหรับการแข่งขันอีกรอบนึง อย่างน้อยก็น่าจะมีเวลาให้ย่อยสักพัก” ไป่ฉีกล่าว
หลังจากนั้นพิธีกรก็ได้สัมภาษณ์จูเหลียนกับต่านต้านต่อ เมื่อสัมภาษณ์เสร็จแล้ว พิธีกรก็เปลี่ยนไปขึ้นรถตู้อีกคันเพื่อสัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้เข้าแข่งขันที่เหลือต่อ
ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงในการมาถึงสถานที่จัดแข่งขันรอบที่ 2 ของวันนี้ โดยสถานที่แข่งขันในครั้งนี้เป็นทะเล ทำให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างคิดว่าการแข่งครั้งนี้เป็นอาหารทะเล
“รอบนี้จะเป็นอะไรกันนะ” ต่านต้านพึมพำขึ้น
“จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ นายมีสิทธิ์เลือกด้วยรึไง” จูเหลียนกล่าว เธอจ้องไปที่ไป่ฉี เธอรู้สึกว่าไป่ฉีนั้นเหมาะที่จะเป็นดาราอย่างมาก เขามีบรรยากาศที่ดูลึกลับน่าดึงดูดอย่างแปลกประหลาด ถึงอาชีพนักมวยปล้ำส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงก็ตาม แต่เธอก็เคยได้เรียนศิลปะการป้องกันตัวมาบ้าง ถ้าจะให้พูดถึงไป่ฉีในแง่นี้ สำหรับเธอแล้วไป่ฉีถือเป็นคนที่อ่านทางได้ยาก ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ไม่มีการบอกใบ้ใด ๆ ถ้าเป็นศัตรูก็เป็นศัตรูประเภทที่เธอไม่อยากสู้ด้วยมากที่สุด
“ทุกคนครับ เรามากันที่ทะเล คงจะพอเดากันได้แล้วสินะครับว่าเราจะแข่งกินอะไรกัน” พิธีกรกล่าว
“อาหารทะเล” ทุกคนตอบพร้อมกัน
“ใช่ครับ แต่มันไม่ใช่อะไรที่จะให้พวกคุณกินกันง่าย ๆ อย่างพวกกุ้ง ปลา หรือหอยหรอกนะครับ” พิธีกรกล่าว พร้อมกับเดินไปทางทีมงานที่ถือจานที่มีฝาครอบไว้
“สิ่งที่พวกคุณต้องแข่งกินกันในรอบที่ 2 นี้ก็คือ.........” พิธีกรหยุดพูด พร้อมกับเปิดฝาที่ครอบจานออก เผยให้เห็นปลาหมึกย่างทั้งตัว กลิ่นซอสที่เกิดจากการนำปลาหมึกไปย่างและจุ่มในซอสแล้วเอามาย่างอีกรอบ ลอยมาเตะจมูกทุกคน
“มันคือปลาหมึกย่างซอสครับ” พิธีกรกล่าว ผู้เข้าแข่งขันบางคนจับกรามของตัวเอง ไม่คิดว่ารายการจะโหดขนาดนี้ ให้เคี้ยวเนื้อหมูแล้ว นี่ยังต้องมาเคี้ยวเนื้อปลาหมึกอีกเหรอ ปลาหมึกต่อให้สดขนาดไหน ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ มันคงเหนียวและเคี้ยวยากมากแน่ ๆ
“ทุกคนเชิญนั่งประจำที่ครับ” ทีมงานกล่าว พร้อมกับพาผู้เข้าแข่งขันไปนั่งประจำที่
ไป่ฉีได้สอบถามว่าเขาสามารถขอมีดได้รึเปล่า เนื่องจากเนื้อปลาหมึกค่อนข้างเหนียว เขาอยากตัดกินเป็นคำเล็ก ๆ ซึ่งทางทีมงานได้สอบถามไปยังผู้กำกับรายการ และคำตอบก็คือสามารถขอมีดมาใช้ในการตัดได้
“การแข่งกินปลาหมึกย่างซอส ภายในเวลา 45 นาที เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน
“ขอมีดด้วยครับ” ไป่ฉียกมือขอมีดกับทางทีมงาน เมื่อทีมงานนำมาให้ ต่านต้านกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต่างก็ขอมีดเช่นเดียวกัน
ไป่ฉียังคงใช้มีดได้อย่างคล่องแคล่ว เขาหั่นปลาหมึกย่างเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้สามารถจิ้มเข้าปากได้ทันที ความเร็วในการกินยังคงเหมือนกับรอบแรก ในขณะที่คนอื่นลำบากในการหั่นปลาหมึกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นอกจากนี้หลังผ่านไปได้ 20 นาที ทุกคนก็เริ่มออกอาการ ไม่ใช่อาการที่แสดงว่าอิ่ม แต่เป็นอาการปวดกรามเนื่องจากต้องเคี้ยวปลาหมึกติดต่อกันเป็นเวลานาน
ด้วยความที่ไป่ฉีนั้นกินเร็วตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้คนอื่นต่างก็เร่งจังหวะตามไปด้วย การตัดหรือหั่นเนื้อปลาหมึกแบบลวก ๆ ทำให้ใช้เวลาเคี้ยวในปากนานขึ้น กรามของพวกเขาก็จะปวดและล้า ยิ่งทำให้กินได้ช้าลงแทนที่จะเร็วขึ้น สุดท้ายคนที่ใจเย็นและตัดแบ่งชิ้นเนื้อปลาหมึกย่างให้พอดีคำ คือจูเหลียนกับต่านต้าน ทั้งสองคนนี้ระวังตัวตั้งแต่รอบที่แล้ว พวกเขารู้ว่าไป่ฉีมักวางแผนในการแข่งแต่ละครั้งเอาไว้ ซึ่งรอบที่แล้ว พวกเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อกับดักของไป่ฉีเหมือนกัน
ในเวลาที่ทุกคนเห็นไป่ฉีเริ่มเทน้ำมาดื่ม นั่นเป็นสัญญาณบอกว่าเขากินไปถึงในจุดที่เขาวางแผนเอาไว้แล้ว และเขามั่นใจว่าจะไม่มีใครสามารถตามเขาได้ทัน
ในการแข่งรอบที่ 2 ของวันนี้ ไป่ฉีเอาชนะทุกคนไปได้แบบขาดลอยเหมือนรอบแรก คนที่ตกรอบไปคือผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ ทำให้ตอนนี้เหลือผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 5 คน ไป่ฉีเป็นผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่เพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่
หลังจากการแข่งขันรอบที่ 2 ของวันนี้จบลง ไป่ฉีกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นก็ขึ้นรถตู้กลับไปยังที่พัก
พอจบมื้อเย็นอาหารเย็นทางทีมงานได้แจ้งว่าจะมีการสัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่ง พอสัมภาษณ์เสร็จแล้ว ไป่ฉีถึงโทรหาซีหลัวเพื่อคุยเรื่องสถานสงเคราะห์เด็กต่อจากเมื่อวาน ตามด้วยการส่งข้อความหาเมิ่งชิงชิงเพื่อขอให้ลากิจแทนเขาในวันพรุ่งนี้ด้วย ก่อนจะไปอาบน้ำและเข้านอน
_____________________________________
ส่งงานต่อครับ ^^