ยามบ่าย
เจคนั่งเอามือกุมศีรษะอยู่บนเก้าอี้คร่ำครวญในใจว่า
‘เวรเอ๊ยทำไมยัยนั่นมาโผล่ที่นี่ได้ฟะ’
เจคนึกถึงจูนในตอนที่เรียนหนังสือโดยมีเออร์วินเป็นคนสอน เขานึกไม่ถึงว่าจูนจะโผล่มาทั้งยังดูจะรู้จักเออร์วินอีกด้วย
‘หรือว่าทั้งหมดเป็นแผนล้างแค้นของจูน’ ความคิดนี้โผล่ขึ้นมาในหัวของเจค ก่อนที่จะสลัดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว จูนมีศักยภาพขนาดไหนตัวเขานั้นทราบดี เพราะหากเธอมีเส้นสายระดับนี้ตั้งแต่แรกคงไม่อับจนหนทางในตอนที่เขาไปเก็บหนี้เด็ดขาด ดังนั้นเรื่องทั้งหมดต้องเป็นความคิดของเออร์วิน เขาสรุปสิ่งเหล่านี้ในหัวก่อนจะนึกถึงปัญหาที่เขาต้องแก้อีกอย่างก็คือ
“จะขอโทษจูนยังไงดี” เขาพึมพำออกมาเบา ๆ กับสิ่งที่เขาได้ทำลงไปกับจูนนั้นแน่นอนว่าเขาเองก็รู้สึกผิด แต่ในโลกที่เวทย์มนต์คือทุกสิ่งและตัวเขาก็ทำได้แค่กดคนระดับเดียวกับเขาเพื่อให้ตัวเขาและพวกพ้องอยู่สูงกว่าก็แสดงให้เห็นว่าเขามีค่าในสายตาพวกชนชั้นสูงทั้งหลาย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเพื่อปกป้องตัวเขาและพวกพ้องของเขา
แต่ตอนนี้ฐานะที่เขาเพียรสร้างขึ้นมานั้นกลับมีแววจะพังทลายลงจากการปรากฏตัวของเออร์วิน มาเป็นเช่นนี้การมาของจูนเป็นปัญหาและทำให้ความรู้สึกผิดของเขากลับคืนมา จากความสัมพันธ์ระหว่างเออร์วินกับจูนที่พูดเรื่องข้อตกลง แม้เขาจะไม่รู้ว่าทั้งคู่ตกลงอะไรกันแต่เขาก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งในวันข้างหน้าจูนจะต้องมาที่นี่อีกแน่ ดีไม่ดีอาจเป็นทุกวันเลยก็ได้และที่สำคัญจูนกับอันนาก็ดูจะเข้ากันได้ดีเสียด้วย ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการคือขอโทษเธอ ทว่าเขากลับเป็นคนขอโทษใครไม่เป็นและนี่คือสาเหตุที่ทำให้เขากลุ้มอยู่ตอนนี้
เจคนึกถึงตอนที่ใกล้เที่ยงที่เออร์วินตัดสินใจยุติการสอนหนังสือแล้วเลี้ยงสเต๊กทุกคนเหมือนเมื่อวาน แต่ก่อนกลับเด็กชายพูดกับเจคว่า
‘คือว่าคุณจูนเธออาจจะตามคนอื่นไม่ทันอยู่บ้างผมอาจต้องรบกวนคุณเจคคอยช่วยให้คำแนะนำคุณจูนหน่อยนะครับ’
เจคที่ได้ฟังดังนั้นแทบไม่อยากจะเอาหัวโขกกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอด ทุกคนต่างก็เพิ่งเริ่มเรียนวันนี้มันจะไม่มีเรียนไม่ทันคนอื่นได้ยังไงฟะ เห็นได้ชัดว่าเจตนาของอีกฝ่ายต้องการแกล้งตน เจครู้สึกปวดศีรษะหันไปมองคนอื่นในบ้านพบว่า เนียกำลังเขียนชื่อตัวเองลงสมุดอย่างสนุกสนานโดยมีอันนาคอยอยู่ข้าง ๆ ภาพที่เห็นนั้นทำให้เจครู้สึกอุ่นในทรวงอกก่อนจะพึมพำออกมา
‘ให้ทุกคนเรียนหนังสืองั้นเหรอ’
ภายในห้องของเออร์วิน
เออร์วินที่ตอนนี้ผ่านการแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่เพื่อเตรียมพบปะกับพ่อค้ายามบ่าย คนที่ช่วยเขาแต่งตัวก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นสาวใช้ประจำตัวของ ลิลิธ พี่สาวเขา ส่วนเรเวนนั้นได้แต่คอยช่วยภายใต้คำแนะนำของเกรซ เออร์วินนั่งรอเวลาอย่างสบายอารมณ์เรเวนกับเกรซสาวใช้สองคนยืนอยู่ใกล้ ๆ ลิลิธให้เกรซมาช่วยดูแลเออร์วินอีกแรงโดยให้เหตุผลว่าช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้วก็คือไม่ไว้ใจเรเวนที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวและให้คอยจับตามองเรเชลน้องสาวต่างมารดาของตน
เออร์วินนั่งพลางเคาะโต๊ะริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีกล่องไม้สองใบวางซ้อนกันอยู่ เกรซมองเออร์วินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู ผิดกับเรเวนที่สีหน้าดูไร้อารมณ์
ประตูห้องเปิดขึ้นเสียงร้องของเรเชลดังนำเจ้าตัว
“ท่านพี่เออร์วินขาแต่งตัวเสร็จแล้วหรือยังคะ”
ก่อนจะมีร่างของเด็กผู้หญิงเดินนำเข้ามา เรเชลยามนี้แม้ว่าจะไว้ผมทรงหางม้าเช่นเดิมแต่ก็มีการเซตผมให้ดูดียิ่งขึ้น เดรสสีชมพูที่เธอใส่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นนางฟ้าตัวน้อย ๆ ด้านหลังของเธอตามมาด้วยแม็กกี้สาวใช้ส่วนตัวของเรเชล เออร์วินยิ้มให้น้องสาวต่างมารดา
“เสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะเราไปกันเถอะ”
เออร์วินลุกจากเก้าอี้หันไปพูดกับสองสาวใช้พร้อมชี้ไปที่กล่องบนโต๊ะ
“เดี๋ยวรบกวนช่วยถือกล่องสองใบนั้นให้หน่อยนะครับ”
แล้วเดินตรงไปที่ประตูเรเชลก็เข้ามาจับมือของเขาแล้วเดินคู่กันออกจากห้องไป เรเวนกับเกรซเดินไปที่โต๊ะหยิบกล่องไม้ขึ้นมาสองใบก่อนจะเดินตามทั้งคู่ไปโดยมีแม็กกี้เดินตามหลังเธอ
สองพี่น้องเดินจูงมือกันตามทางมาเรื่อย ๆ เหล่าสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาดตามที่ต่าง ๆ พอได้มาเห็นภาพนี้ต่างก็พากันอมยิ้ม ทั้งสองเดินลงบันไดมาที่ห้องโถงพบว่ามีคนหลายคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว คนส่วนใหญ่แต่งตัวเหมือน ๆ กันบ่งบอกถึงฐานะข้ารับใช้ แต่ที่เด่นที่สุดมีสองคนคนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนผมสีทองไว้หนวดและเครา รูปร่างภูมิฐานสูงโปร่งสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีที่ดูมีราคา ที่มือข้างซ้ายสวมแหวนสามวงแต่ละวงประดับด้วยอัญมณีที่มีสีต่างกันมีสีเหลือง สีขาว และสีฟ้า
ข้างกายชายคนนั้นยืนไว้ด้วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกับเออร์วิน ผมสีทองเช่นเดียวกับบิดาเธอแต่กลับมีท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ขาดความมั่นใจ ข้างกายของเธอมีสาวใช้คนหนึ่งยืนอยู่ เออร์วินสบตากับเด็กผู้หญิงคนนั้นพลันอุทานออกมา
“ “เอ๊ะ!” ”
ชายคนนั้นหันไปมองลูกสาวของตนด้วยความสงสัยแต่เด็กผู้หญิงกลับเพียงจ้องมองเออร์วินไม่วางตา
‘เป็นเขา เขาคือเจ้าชายของเมืองนี้’ เด็กสาวคนนั้นคิดในใจก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เธอออกหน้าแทนหญิงชาวบ้านขอแมวคืนจากอีกฝ่าย
เออร์วินเดินลงบันไดมายืนต่อหน้าชายคนนั้นเขาสังเกตว่าอีกฝ่ายปรากฏความดูแคลนอยู่ในสายตาก็ลบมันหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทำการทาบฝ่ามือกับอกซ้ายของตนแล้วค้อมกายลง
“กระหม่อมวานเชสโก้ โบมองต์จากอาณาจักรวาเดนพะย่ะค่ะ” ก่อนจะแนะนำเด็กผู้หญิง “นี่คือบุตรีของกระหม่อมอาบิเกล โบมองต์”
อาบิเกลก้มหน้างุดพลางถอนสายบัวให้เออร์วิน เออร์วินยิ้มให้แล้วแนะนำตัว
“เจ้าชายเออร์วิน ไพร์ล็อก ทางนี้เป็นน้องสาวของผมเจ้าหญิงเรเชล ไพร์ล็อกครับ”
วานเชสโก้ทำความเคารพให้เรเชล เออร์วินผายมือไปอีกทาง
“เชิญทางนี้เลยครับ”
พูดจบก็เดินนำทุกคนไป วานเชสโก้สำรวจมองสิ่งต่าง ๆ ในพระราชวัง พบว่านี่เป็นเพียงพระราชวังเล็ก ๆ สมกับเป็นเมืองที่อยู่ชายขอบของทวีปอาร์เคนัส แน่นอนว่าย่อมเทียบไม่ได้กับปราสาทพระราชวังของเมืองใหญ่ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขากลับอึ้งก็คือความสะอาด ไม่ได้หมายความว่าที่นี่ไม่มีสิ่งมีค่าคอยประดับประดาแต่เขาหมายถึงมันสะอาดจริง ๆ เขาพบว่าในพระราชวังนี้ไม่เพียงแต่ดูสบายตาแม้แต่กลิ่นเหม็นสักนิดก็ไม่มี ซึ่งต่างจากพระราชวังหรือปราสาทเมืองใหญ่ ๆ ที่มักมีกลิ่นแปลก ๆ ทำให้บางครั้งต้องมีการใช้วงแหวนเวทย์มนต์ช่วยในการกำจัดกลิ่นแต่ก็ยังกำจัดกลิ่นไม่ได้ทั้งหมด
“เป็นพระราชวังที่สะอาดมากพะย่ะค่ะเจ้าชาย”
วานเชสโก้เอ่ยปากชมในขณะที่เกรซกับแม็กกี้เพียงยิ้มเล็กน้อย ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการใส่ใจเรื่องความสะอาดของเออร์วิน แม้ว่าตอนแรกเหล่าสาวใช้ต่างก็โอดครวญอยู่บ้างว่าเจ้าชายเรื่องมากเกินไป แต่ภายหลังก็พบว่าเมื่อที่ทำงานและที่อยู่อาศัยสะอาดปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้ว พวกเธอต่างไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยและสุขภาพจิตของพวกเธอก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งหมดมาที่ด้านหลังปราสาทซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ราชินีเอลิเซียมาดื่มชาเมื่อวาน ตอนนี้ที่นี่มีโต๊ะและเก้าอี้จัดรอไว้อยู่ก่อนแล้ว เออร์วินเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงเกรซกับแม็กกี้ทำหน้าที่เสิร์ฟชาให้ทั้งสามคนและเสิร์ฟกาแฟให้เออร์วิน ทันทีที่กลิ่นกาแฟโชยไปทั่ววานเชสโก้ก็มองน้ำสีดำในถ้วยของเด็กชายด้วยความฉงน
“นี่คือ?”
“กาแฟน่ะครับ คุณวานเชสโก้จะลองสักหน่อยไหมครับ”
“ขอบพระทัยองค์ชาย”
เออร์วินหันไปพยักหน้าให้เกรซเธอก็นำถ้วยมาอีกใบก่อนจะรินกาแฟให้แล้วเสิร์ฟให้วานเชสโก้ เขายกขึ้นมาจิบหนึ่งทีก่อนจะขมวดคิ้วไม่ทราบว่าจะบรรยายรสชาตินี้ยังไงดี เออร์วินยิ้มแล้วพูดว่า
“ผมนั้นไม่ค่อยสันทัดในเรื่องการดื่มชาเท่าไหร่น่ะครับ แต่ที่ชอบดื่มจริง ๆ ก็คือกาแฟนี่แหละ ถ้าคุณวานเชสโก้รู้สึกว่ามันดื่มยากไปก็มีวิธีทำให้ดื่มง่ายอยู่นะครับ เพียงเติมนมหรือน้ำตาลลงไปก็จะได้รสชาติไปอีกแบบ เพียงแต่ว่าผมชอบที่จะดื่มมันเพียว ๆ มากกว่า”
เขาพูดจบเกรซก็วางจานลงบนโต๊ะบนจานมีเหยือกสีเงินข้างเหยือกมีถ้วยที่เต็มไปด้วยน้ำตาลทราย วานเชสโก้ทำตามคำแนะนำด้วยการยกเหยือกสีเงินขึ้นมารินนมใส่ถ้วยกาแฟ แล้วจึงยกขึ้นจิบสายตาของเขาก็ดูประทับใจขึ้นมา
“ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะครับ”
เออร์วินถามเขาพร้อมกับรอยยิ้ม เรเชลที่ดื่มชาอยู่ก็พูดขึ้นบ้างว่า
“จะว่าไปคนที่ทานกาแฟได้โดยไม่ใส่นมหรือน้ำตาลเนี่ยก็มีแต่ท่านพี่เออร์วินแล้วก็ท่านพ่อเท่านั้นแหละค่ะ ส่วนหนูไม่ว่าจะใส่อะไรยังไงก็ขมอยู่ดี”
เออร์วินเสริมทันที
“อย่าลืมสิว่ามีท่านพี่ลิลิธด้วยอีกคน”
เรเชลไม่ตอบคล้ายกับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่พี่ชายของตนพูด เออร์วินก็ไม่ได้ว่าอะไรกับความสัมพันธ์ที่เหมือนลิ้นกับฟันของเธอกับพี่สาวนี้เขากลับจนปัญญาจะแก้ไข ไม่เข้าใจว่าทำไมสองพี่น้องต่างมารดาถึงไม่ถูกกันนัก
อาบิเกลดื่มชาอยู่เงียบ ๆ แต่คอยเหลือบมองเออร์วินอยู่เป็นระยะ วานเชสโก้ดื่มชาจนหมดถ้วยแววตาฉายแววประทับใจออกมา ก่อนจะพูดกับเออร์วินว่า
“ไม่ทราบว่าเจ้าชายเออร์วินพอจะ...”
“ถ้าท่านวานเชสโก้ถูกใจเดี๋ยวผมจะให้คุณเกรซแบ่งให้ท่านครับ”
วานเชสโก้มีสีหน้ายินดีกล่าวว่า
“ขอบพระทัยเป็นอย่างยิ่งพะย่ะค่ะเจ้าชาย” ก่อนจะเหลียวมองไปที่ด้านหลังสั่งการว่า “เอาของมาสิ” คนรับใช้คนหนึ่งส่งกล่องไม้ใบหนึ่งมาให้เขา รับกล่องไม้มาเปิดฝาแง้มดูนิดหนึ่งก่อนจะวางลงบนโต๊ะดันไปตรงหน้าเออร์วินกล่าวว่า
“นี่เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากกระหม่อมรบกวนรับไว้ด้วย”
เออร์วินเปิดกล่องดูพบว่าในกล่องเป็นปืนสั้นกระบอกหนึ่ง รูปทรงของปืนสั้นคล้ายคลึงกับปืน Queen Anne Pistol ในโลกเดิมของเขา ลวดลายอักขระเวทย์มนต์ที่ถูกสลักบนตัวปืนทำให้เกิดการไหลเวียนของมานารอบ ๆ ปืนกระบอกนี้ ข้าง ๆ ปืนกระบอกนี้มีคริสตัลสีแดงที่บ่งบอกว่ามันเป็นคริสตัลธาตุไฟ
“อาร์ติแฟกต์?”
วานเชสโก้ยิ้มให้เขาแล้วพยักหน้าอธิบายว่า
“ปืนกระบอกนี้เป็นผลงานที่ช่างอักขระเวทย์มนต์คนหนึ่งในอาณาจักรเวสทาเลียสร้างขึ้น โดยการนำผลงานของพวกคนแคระมาประยุกต์ใช้กับระบบเวทย์มนต์ วิธีใช้ก็ง่าย ๆ เพียงแค่...”
วานเชสโก้พูดไม่ทันจบเออร์วินก็เปิดฝาด้านบนตัวปืนก่อนจะพบว่ามีช่องอยู่ เขาหยิบคริสตัลธาตุไฟจากในกล่องขึ้นมาใส่ลงในช่องแล้วปิดฝา ทันใดนั้นอักขระเวทย์มนต์บนตัวกระบอกปืนก็เรืองแสงสีแดงขึ้นมา เขาลุกจากเก้าอี้เดินไปทางหน้าผาเห็นคลื่นสาดซัดเข้ามาไม่หยุด หันกระบอกปืนไปทางท้องทะเลอันไกลโพ้นแล้วลั่นไกไปสามนัดติด กระสุนเพลิงสามนัดพุ่งออกจากปากกระบอกปืนหายลับไปในอากาศ ไร้ซึ่งเสียงและแรงถีบที่เกิดจากจุดระเบิดที่คุ้นเคย
เออร์วินมองปืนในมือลองพลิกดูไปมาพบเห็นชื่อหนึ่งสลักอยู่ อาเซีย กัล คาดว่าเป็นนักอักขระเวทย์มนต์ที่สร้างปืนนี้ขึ้นมา เออร์วินเคาะปืนในมือเล่นสองทีพลางคิดอะไรบางอย่างก่อนจะหมุนตัวเดินกลับมานั่งที่กล่าวกับวานเชสโก้พลางนำเอาคริสตัลสีแดงออกจากปืนแล้ววางปืนกับก้อนคริสตัลกลับลงในกล่องว่า
“ไม่เลวเลยครับเจ้านี่”
“หากเจ้าชายดีใจกระหม่อมยินดีพะย่ะค่ะ” วานเชสโก้ยิ้มออกมาโดยไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นได้ผ่านประตูมรณะมารอบหนึ่ง
ในตอนที่ทุกคนเอาแต่สนใจเออร์วินทดลองยิงปืนนั้นกลับมีสองคนที่ดูเหมือนสงบนิ่ง แต่ประสาทสัมผัสของทั้งคู่กลับจดจ่ออยู่กับตัวของเออร์วิน คนหนึ่งตั้งใจว่าหากปืนกระบอกนั้นมีการเล่นแง่อะไรขึ้นมาจะพาเออร์วินเคลื่อนย้ายผ่านเงาหนีไปก่อน แต่อีกคนกลับใช้สายตาที่เย็นชาจ้องไปยังแผ่นหลังของเออร์วินตลอดเวลา ตั้งใจว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าชายผู้นี้จะทำทุกวิถีทางเพื่อดึงเจ้าชายออกจากอันตรายแล้วเปิดฉากการนองเลือดขึ้นมาทันที
แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรเวนก็เริ่มคลายการระวังลงในขณะที่เกรซกลับทำเพียงขยับแว่นตาแต่เหมือนสะกดอะไรบางอย่างลงไปจนแววตาของเธอกลับมาสดใสเหมือนเช่นเคย
วานเชสโก้ที่รอดพ้นจากความตายโดยไม่รู้ตัวรู้สึกสงสัยในใจเกี่ยวกับการที่อีกฝ่ายรู้วิธีใช้ปืนโดยที่เขายังไม่ทันแนะนำวิธีใช้จนจบ แต่ก็ไม่ได้คิดถามมากความเพราะถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นแค่เศษขยะอยู่ดี ในตอนแรกเขาก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างว่าที่พระราชาเมืองนี้ให้เด็กอายุสิบขวบทั้งยังเป็นขยะที่ด้อยพรสวรรค์เรื่องเวทย์มนต์มาต้อนรับเขา แต่พอคิดดูอีกทีนี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เด็กคนนี้สูบเลือดสูบเนื้ออีกฝ่าย ขณะที่วานเชสโก้กำลังคิดว่าจะกอบโกยผลประโยชน์จากอีกฝ่ายยังไงดี เดิมทีเขาเป็นพ่อค้าที่ให้ความสำคัญกับความแฟร์และไม่เน้นเอาเปรียบลูกค้าจนเกินไปซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากพ่อค้าของสมาคมการค้าไครอส แต่ถ้าหากอีกฝ่ายไม่ให้เกียรติเขาล่ะก็นั่นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ไม่ทราบว่าที่คุณวานเชสโก้มาในวันนี้มีสินค้าอะไรจะนำเสนอให้ผมครับ”
‘มาแล้ว’ วานเชสโก้คิดในใจพลางถูมือใต้โต๊ะก่อนจะสั่งให้คนรับใช้ที่ด้านหลังนำกล่องใบหนึ่งออกมา วานเชสโก้เปิดกล่องเผยให้เห็นกระจกบานหนึ่งอยู่ข้างใน เขาหยิบกระจกบานนั้นขึ้นมาทันใดนั้นก็มีแสงพุ่งออกมาจากตัวกระจกปรากฏเป็นร่างของมังกรตัวหนึ่ง ทันทีที่เห็นมังกรตัวนี้ปรากฏแม็กกี้กับเรเชลก็มีท่าทีแตกตื่นทันที
มังกรในทวีปอาร์เคนัสจัดเป็นทั้งเทพและสัตว์อสูรขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเจอกับมังกรที่มีสติปัญญาและนิสัยยังไง แต่มังกรที่โผล่ออกมาจากกระจกนี้กลับทำเพียงบินวนไปมา วานเชสโก้พูดแนะนำสินค้าของตน
“นี่คือกระจกฉายภาพสรรพสัตว์ นอกจากภาพมังกรแล้วยังมีภาพของสัตว์อื่นอีกมากมาย”
พูดแล้วเขาเปลี่ยนภาพที่ฉายเป็นสัตว์เป็นสัตว์ต่าง ๆ ทั้งกริฟฟิน ฮาร์ปี้ ไวเวิร์น และสัตว์อื่น ๆ เช่นเสือโคร่งลมกรด หรือฝูงกวางหกขาเป็นต้น ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เรเชลกับแม็กกี้เป็นอย่างมาก ส่วนเรเวนกับเกรซเพียงแค่ยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่แสดงความรู้สึกอะไรทั้งสิ้น
เออร์วินมองภาพเหล่านั้นก็ผุดคำนึงขึ้นมาในหัว ‘โฮโลแกรมสินะ’
วานเชสโก้เป็นพ่อค้าจึงชำนาญในการสังเกตสีหน้าของคน ทันทีที่เขาเห็นสีหน้าของเออร์วินก็ใจกระตุกทันที เดิมเขามองว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กสิบขวบหากเอาสินค้าที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจออกมาน่าจะช่วยให้งับเหยื่อง่ายขึ้น แต่เออร์วินกลับเพียงแต่มองภาพเหล่านั้นด้วยความสนใจ ใช่แค่เพียงสนใจเท่านั้น วานเชสโก้ยังไม่ยอมแพ้เขาเห็นว่าเจ้าหญิงเรเชลดูจะสนใจไม่น้อยจึงคิดใช้แผนให้เธออ้อนพี่ชายให้ซื้อให้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากเพื่อเชื้อเชิญให้เจ้าหญิงมาลองเล่นดูเออร์วินก็พูดขึ้นว่า
“ท่านวานเชสโก้มีอย่างอื่นอีกไหมครับ”
วานเชสโก้ชะงักทันทีเขาไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะขัดจังหวะเขาดื้อ ๆ แบบนี้ แต่ก็ไม่สะดวกจะดึงดัน จึงทำการเสนอสินค้าชิ้นใหม่ทันที ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็เสนอสินค้าอีกหลายชิ้นทั้งอาวุธ อุปกรณ์เวทย์มนต์ อาร์ติแฟกต์ ชิ้นส่วนสัตว์อสูรหายากทั้งหลาย ในบรรดาพวกนี้มีเพียงเขาราชสีห์นภาเท่านั้นที่เออร์วินตกลงซื้อในราคาหนึ่งพันสองร้อยเหรียญทอง นอกนั้นเพียงมองอย่างสนใจแล้วก็ปล่อยผ่าน
จนกระทั่งวานเชสโก้ได้แนะนำมาถึงของชิ้นหนึ่ง เขาเปิดกล่องออกเผยให้เห็นสร้อยลูกปัดข้อมือ วานเชสโก้อธิบายว่า
“นี่เป็นอาร์ติแฟกต์ธาตุดินที่มีนามว่า กองพันทหารดิน คนที่จะใช้อาร์ติแฟกต์ชนิดนี้ได้นั้นมีเงื่อนไขก็คือจะต้องเป็นคนที่มีความเข้ากันได้กับเวทย์ธาตุดิน ตัวสร้อยลูกปัดมีทั้งหมดยี่สิบสี่ลูก มันสามารถสร้างหุ่นดินขึ้นมาได้ยี่สิบสี่ตัว”
เรเชลดูจะไม่ค่อยสนใจของชิ้นนี้เท่าไหร่เพราะแค่สร้างหุ่นธาตุดินแม้ตอนนี้เธอเองจะยังสร้างไม่ได้ แต่เธอมั่นใจว่าจะสร้างได้ในอนาคตอย่างแน่นอนเพราะเธอตั้งใจฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ แต่เออร์วินมองสร้อยลูกปัดนั้นอย่างสนใจสาเหตุเพราะมันเป็นอาร์ติแฟกต์ไม่ใช่อุปกรณ์เวทย์มนต์ อุปกรณ์เวทย์มนต์ทำงานได้โดยการจ่ายมานาของผู้ใช้ แต่อาร์ติแฟกต์ทำงานได้โดยการดูดซับมานาในอากาศ นั่นหมายความว่าต่อให้ผู้ใช้ผลาญมานาไปจนเกลี้ยงก็ยังมีเจ้าสิ่งนี้เป็นไพ่ตาย เออร์วินไม่รอให้วานเชสโก้แจ้งราคาก็พูดออกมาว่า
“ซื้อ!”