ตอนที่ 2
“นี้มันอะไรกัน”
ภาพที่เหมือนจอโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอ
จอตรงหน้าบอกว่าชายคนนี้อายุยังไม่ถึงคาดและอายุขัยจริงๆจะสิ้นสุดอยู่ที่ 86 ปี แต่ตอนนี้อายุของเขา 25 ปี
“แล้วมันหมายความว่ายังไง”
แต่ทว่าอะไรไม่รู้ดลใจให้เธอยื่นมือออกไปวางเอาไว้ที่กลางอกก่อนจะปรากฏแสงสีขาวดำสลับกันไปมา เมื่อแสงสีขาวดำหายไปเธอก็เอามือออก
แค่ก แค่ก
เสียงไอของชายคนนี้ทำให้เธอแปลกใจาแที่ได้รับก็เริ่มสมานกัน เืเสียก็ไหลออกมา แล้วบนจอก็ปรากฏคำว่า รอด
แปลว่าผู้ชายคนนี้รอดแล้ว
“อ่ะ โอ๊ย...”ความเ็ปตามร่างกายทำให้เธอร้องออกมาแล้วไม่รู้ทำไมถึงได้เ็ปโดยไม่รู้สาเหตุเช่นนี้
ฟางเหนียง อายุ 15ขวบปี
อายุขัย ไม่ระบุ
เหลือ ไม่ระบุ
“มันคืออะไร”สิ่งที่ปรากฏบนหน้าทำให้เธอไม่เข้าใจ
“พร์ของเ้าที่พญามัจจุราชมอบให้เ้าสามารถดึงคนขึ้นมาจากความตายได้ ถ้าหากเ้าจะช่วย ไม่ว่าคนคนนั้นจะใกล้ๆตายหรือว่าตายไปแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมงเ้าสามารถดึงคนคนนั้นขึ้นมาจากความตายได้...
แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยอายุขัยของเ้าเ้าช่วยหนึ่งคน อายุขัยของเ้าจะลดลงไปหนึ่งปี”
เธอจำได้ว่าเสียงนี้เป็เสียงของเทพคนนั้นแต่ว่าสิ่งนี้มันเป็พร์แน่หรือ มันเป็พร์หรือคำสาปกันแน่ช่วยคนอื่นแต่อายุขัยของตัวเองกลับลดลง
บุรุษชุดดำค่อยลืมตาขึ้นแต่ยังคงมองเห็นไม่ค่อยชัด
เขายังไม่ตาย
ถึงแม้จะมองไม่ชัดแต่เขารู้ว่ามีใครบางคนอยู่ข้างๆจึงยืนมือออกไปแล้วกระชากตัวคนนั้นเข้ามาหา
“ว้าย!”
สตรี
ทั้งเสียงรูปร่างที่บอบบางและความนุ่มหยุ่นที่อกของเขาบอกว่าคนนี้คือสตรี
“ปล่อยข้าคิดจะรังแกข้ารึไง”
“มะ...แม่นาง”เขายอมปล่อยนางตามที่นาง้า
“ถ้าเ้าไม่เป็อะไรแล้วข้าขอตัว”
“ดะ...เดี๋ยว...”
แต่ไม่ทันเมื่อนางเดินออกไปแล้ว
ฟางเหนียงเดินออกไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าหยกชิ้นนั้นตกอยู่ข้างๆ คนชุดดำ ไม่ใช่ว่าเก็บไม่ดีแต่มันมีมือที่เป็โชคชะตาของทั้งสองดึงออกมา
“นายท่านได้โปรดรออีกสักหน่อยเถอะเ้าค่ะ รอคุณหนูสามก่อน”
“นี้เ้าจะทำให้การเดินทางกลับล่าช้าไม่รู้หรืออย่างไร”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นนะเ้าคะฮูหยินใหญ่”
“นางหายไปก็ดีก็แค่คนไร้ค่าคนหนึ่ง” คุณหนูใหญ่พูด
“ท่านพ่อรอพี่สาวอีกหน่อยเถอะนะขอรับ จื่อเอ๋อร์ขอร้องท่าน”
เสนาบดีเจียงมองบุตรชายที่เอ่ยขอด้วยน้ำเสียงสั่นแววตาส่งความอ้อนวอน
“แค่ครึ่งชั่วโมงถ้านางยังไม่มาก็กลับทันที”
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ”
“ขอบพระคุณนายท่าน”
แม้จะอยากคัดค้านแต่ก็ทำไม่ได้
หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงร่างของสตรีในชุดหม่อมแหม่มก็เดินเข้ามา
“พี่สาว”
“คุณหนู”
ทั้งลู่จื่อและอิงอี้ต่างก็วิ่งเข้าไปกอดฟางเหนียงแน่นและปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา
“นางสวะ” คุณหนูรองพูด แน่นอนว่าทุกคนได้ยิน
“กลับได้แล้วเสียเวลามามากพอแล้ว”
ขบวนของตระกูลเจียงเร่งเดินทางกลับให้เร็วที่สุดก่อนที่ดวงตะวันจะลับขอบฟ้า
หลังจากที่กลับมาจากการไหว้พระขอพรบนูเาเธอคิดว่าเธอคงต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อหาเงิน แต่ถ้าจะเอาพวกนั้นออกมาใช้เฉยๆ คงได้มีคำถามตามมาแน่
“ที่จวนนี้มีประตูหลังจวนหรือไม่”
“มีเ้าค่ะคุณหนูถามทำไมหรือเ้าคะ”
“ข้าอยากออกไปข้างนอกโดยที่ไม่มีใครรู้”
“คุณหนู”
“ข้าไม่เคยออกจากจวนไม่มีใครรู้จักข้าหรอกคงคิดว่าข้าเป็สาวใช้ของจวนมากกว่า”
“แต่ว่า...”
“ข้าอยากหาเงิน”
“ให้ข้าทำดีกว่าเ้าค่ะ”
“ถ้าข้าสามารถทำเองได้ข้าอยากทำ”
เธออธิบายถึงเหตุผลต่างๆที่เธออยากหาเงิน จนอิงอี้ที่ได้ฟังจนต่อคำพูดของเธอ
“ทำไมผู้คนถึงได้เยอะขนาดนี้กันนะ”
ถึงแม้จะสงสัยแต่เธอก็เลือกเดินไปยังจุดหมายของเธอ ซึ่งก็คือร้านขายผ้าเพราะเธอจะปักและทำถุงหอมขาย เธอเป็ถึงทายาทบริษัทเครื่องสำอางเชียวนะแค่ทำถุงหอมจะไปยากอะไร
เมื่อมาถึงร้านขายผ้าเธอก็เลือกผ้าไปหลายพับ รวมทั้งด้ายหลากสีแม้ว่าท่าทางของเถ้าแก่ร้านจะไม่ค่อยอยากต้อนรับเธอสักเท่าไรแต่เมื่อมีลูกค้าก็ต้องบริการ
“เถ้าแก่ท่านพอจะทราบหรือไม่ ว่าร้านใดรับขายถุงหอมบ้าง”
“ก็มีแค่ร้านพวกเครื่องความงามของสตรี”
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ”กลเธอโค้งตัวทำการเคารพ ก่อนจะเดินออกจากร้านไป
แต่เธอเพิ่งจะเดินออกมาจากร้านขายผ้าได้ไม่นานกลับมีเสียงร้องโหวกเหวกโวยวายดังขึ้น
“หลบไป”
เธอหันไปมองทางด้านหนึ่งก็เห็นรถม้าที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว และแน่นอนว่าเธอหลบไม่ทันจึงหลับตาลงกอดพับผ้าแน่น
แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บ
คนขับรถม้านิ่งตลึง
เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นรถม้าที่วิ่งด้วยความเร็วขนาดนี้ไม่อาจหยุดกะทันหันได้แต่เมื่อครู่ตนเห็นเงาดำที่น่ากลัวปรากฏบังสตรีนางนั้นเอาไว้แล้วม้าที่วิ่งด้วยความเร็วก็หยุดลง
“อยากตายนักหรือไง”
“เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไรพ่ะย่ะคะองค์หญิงแค่คนขว้างทางรถม้า”
ขว้างทาง...
เธอเนี่ยนะขว้างทางเธอเดินของเธอดีๆ นะ
ผู้คนต่างก็หยุดการกระทำของตัวเองแล้วมองเหตุการณ์ตรงหน้า
“แล้วคนผู้นั้นเป็อะไรหรือไม่”
“กระหม่อมจะลงไปดูเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะคะ”
“ไม่ต้องข้าจะลงไปดูเอง”
“องค์หญิงมันไม่เหมาะสมเพคะ” นางกำนัลคนสนิทเอ่ยท้วง
“ไม่เหมาะสมอย่างไรคนขับรถม้านี้ก็คนในความดูแลของข้า ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”
“องค์หญิง...”
“อย่าขัดข้าอีกเลย”
ประตูรถม้าเปิดออก ปรากฏสตรีในชุดสีฟ้าน้ำเงินสวยหรูเครื่องประดับศีรษะที่สวยงามนั้นโดยรวมแล้วสตรีนางนี้คงเป็บุตรีของตระกูลสูงศักดิ์เป็แน่
ดวงตาของเธอเบิกกว้างข้าวของต่างๆ ร่วงลงกับพื้น เมื่อได้เห็นใบหน้าของสตรีที่ออกมาจากรถม้าซึ่งสตรีนางนั้นก็มีอาการไม่ต่างจากเธอ
“คะ...แคท...”
“ตะ...ต้นหอม...”
สตรีที่อยู่บนรถม้าะโจากรถม้าอย่างไม่รักษาท่าทีแล้ววิ่งไปหาสตรีอีกนางและสวมกอดท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย
“หอมฉัน...ฉันคิดว่าจะไม่ได้เจอแกอีกแล้ว”
“ฉันเองก็เหมือนกัน”พร้อมกับยกมือขึ้นกอดตอบ
“ฉันขอโทษ”
“ไม่เป็ไรมันผ่านไปแล้ว คิดเสียว่าหมดบุญจากที่นั่นเถอะ”
“องค์หญิงเพคะ”นางกำนัลคนสนิทออกมาจากรถม้าก็เห็นองค์หญิงของตนยืนกอดกับสตรีนางหนึ่งอยู่
“องค์หญิง...”เธอเอ่ยทวน
“อือฉันเข้ามาอยู่ในร่างขององค์หญิงแคว้นไป๋เป็บุตรีขององค์ฮ่องเต้แคว้นไป๋น่ะ” พูดเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่สองคน
ซึ่งเธอเองก็พยักหน้าเข้าใจ
“เราไปหาที่คุยกันเถอะ”
“อือ”
เธอก็ไม่ปฏิเสธเพราะเธอเองก็อยากคุยกับเพื่อนของเธอมากและยังคิดถึงมากเช่นกัน
“พวกเ้าเก็บข้าวของของสหายของข้าเร็วแล้วพวกเ้าก็นั่งข้างนอกข้า้าพูดคุยกับสหายของข้าเพียงแค่สองคน” กล่าวจบก็จูงมือของต้นหอมขึ้นรถม้า
จากนั้นเมื่อชาวบ้านเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจอีกก็สลายตัวหายไป
“เรามาใช่ภาษาของที่นี้เถอะแล้วก็เริ่มจากการแนะนำตัวเองเป็อันดับแรก งั้นมาเริ่มจากข้า...” จากนั้นก็จัดท่าทางการนั่งของตัวเองให้สมกับการเป็องค์หญิง
“ข้าองค์หญิงแปดเหยียนเหม่ยกวาง อายุ 15 ขวบปี”
“บุตรีคนที่สามของเสนาบดีกรมพระคลังเจียงฟางเหนียง อายุ 15 ขวบปีเช่นกันเพคะ”
“อย่าเพคะสิแต่เ้าเป็บุตรีของขุนนาง แต่ทำไมเ้าถึง...” เพราะสภาพของฟางเหนียงไม่ต่างไปจากสาวใช้สักนิด
“ข้ามันก็แค่คนไร้ค่าของตระกูลเจียงถึงแม้จะเป็ถึงคุณหนู แต่กลับต่ำกว่าบ่าวในจวนเสียอีกดีที่น้องชายของข้าถูกปฏิบัติดีกว่าข้าหน่อย”
“ให้ตายเถอะเป็พ่อที่ลำเอียงจริงๆ ข้าจะบอกให้เสด็จพ่อลดเบี้ยหวัดเสนาบดีกรมพระคลัง” เหม่ยกวางพูดออกมาด้วยเพราะโกรธแทนสหาย
“อย่าเลย”
“แต่ว่า...”
“ข้าสามารถเอาตัวรอดได้ตอนนี้ก็กำลังจะทำถุงหอมขาย ข้ากำลังหาเงิน”
“ถุงหอม...จริงสิเ้าเป็ทายาทบริษัทเครื่องสำอางนิ...” เหม่ยกวางพูดแล้วยิ้มออกมาก่อนจะคิดบางอย่างออกแล้วพูดขึ้น
“เรามาร่วมหุ้นกันดีไหมเปิดร้านเครื่องสำอางและโรงเตี๊ยมที่นี่ ฝีมือการทำของคาวหวานของเ้าก็ดีจนสามารถเปิดภัตตาคารหรูๆได้”
“ข้าไม่มีเงินทุน”
“นี้ใคร...” พลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
“ข้าองค์หญิงเหยียนเหม่ยกวางธิดาขององค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นไป๋เชียวนะ เงินเพียงเล็กน้อยข้าหาให้ได้สบายมาก”
“ลูกจ้างพ่อครัวแม่ครัวละ”
“มีคนครัวมากมายที่ถูกไล่ออกเพียงเพราะทำอาหารไม่ถูกปากของเหล่านางสนมขององค์ฮ่องเต้และองค์หญิงคนอื่นๆถ้าเ้า้าข้าก็จะให้คนของข้าไปติดต่อมาให้”
“แล้วที่ปลูกโรงเตี๊ยม”
“ข้าจัดการเองข้าออกเงินก่อน พอได้กำไรเ้าค่อยทยอยคืนข้า ว่าอย่างไร...”
เธอทำหน้าครุ่นคิดสักนิดแล้วตอบ
“ตกลง”
“โอเค” แล้วทั้งสองคนก็แท็กมือกัน
ก่อนจะแยกย้ายกันกลับซึ่งเธอก็กลับเข้าจวนทางประตูด้านหลังของจวน
“คุณหนู”
“แม่นม เกิดอะไรขึ้นท่านร้องไห้ทำไม” เธอถาม เพราะก่อนที่เธอจะออกไปก็ยังดีๆอยู่แต่พอเธอกลับเข้ามาแม่นมกลับมาร้องไห้ ดูจากดวงตาที่แดงแล้วคงร้องไห้มานานพอสมควร
“นายท่านนายท่านจะให้คุณหนูออกเรือนไปเป็อนุของคุณชายตู้ บุตรชายของอำมาตย์ตู้เ้าค่ะ”
“ออก...ออกเรือน...”
“เ้าค่ะเราหนีไปเถอะเ้าค่ะ หนีจากจวนนี้ข้าไม่อาจทนเห็นคุณหนูไปเป็อนุของชายมักมากผู้นั้นได้ชายผู้นั้นไม่เหมาะกับคุณหนูของนมสักนิด”
“จะทำอย่างไรได้ในเมื่อท่านพ่อ้าอย่างนั้น ข้าที่เป็ลูกไม่อาจขัดได้”
“ไม่ใช่คุณหนูไม่ใช่บุตรีของชายผู้นี้”
“หมายความว่าอย่างไร”คำพูดของอิงอี้ทำให้เธอไม่เข้าใจ
“คุณหนูถึงเวลาที่คุณหนูจะต้องรับรู้ความจริงแล้วข้าจะไม่ยอมให้คุณหนูมาลำบากเช่นนี้อีก...ความจริงแล้วท่านแม่ของคุณหนูเป็องค์หญิงเพียงพระองค์เดียวแห่งแคว้นจูเชว่ท่านพ่อคุณหนูเป็ถึงแม่ทัพแห่งแคว้นจูเชว่แต่เพราะในตอนที่ท่านแม่ทัพต้องออกไปปราบโจรูเา ทำให้เหล่าฮูหยินรองและคนอื่นๆภายในจวนคิดกำจัดท่านแม่ของคุณหนู...
พวกนางรู้ว่าท่านแม่ของคุณหนูตั้งท้องและกลัวว่าจะคลอดบุตรชายออกมาจึงร่วมมือกันกำจัด”
“แล้วท่านแม่ทัพรู้หรือไม่”
“รู้เพคะ...ฮูหยินรองลวงท่านแม่ของคุณหนูออกจากจวนด้วยอุบายที่ว่าไปขอพรที่วัดให้ท่านแม่ทัพจากนั้นก็มีนักฆ่าหวังฆ่าท่านแม่ของคุณหนู แต่ดีมีเหล่าองครักษ์ช่วยกันเอาไว้จึงทำให้ท่านแม่ของคุณหนูและนมหนีมาได้”
“แล้วทำไมท่านแม่ถึงมาเจอกับเสนาบดีเจียงได้”