สุดยอดนักผจญภัย

    ห้าองค์กรมรณะ

    หลังจากที่เก็บทรัพยากรทั้งหมดแล้วไลท์ก็ขึ้นมาด้านบน

    ไลท์เห็นว่ากองทัพมนุษย์กำลังแบ่งหน้าที่กันอยู่ไม่ว่าจะเป็นหน่วยสำรวจ หน่วยเก็บเกี่ยวทรัพยากร 

    ไม่มีใครรู้ว่าทรัพยากรแทบทั้งหมดอยู่ในปราสาทใต้ทะเลเพราะไลท์ได้เก็บทรัพยากรทั้งหมดไว้ที่ตัวเองแล้ว แต่ถึงทุกคนจะรู้แต่ก็ไม่มีใครกล้าบ่นไลท์แม้แต่คนเดียว เพราะไลท์ทำให้พวกเขาสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนระดับAได้สบายๆ ถ้าหากไม่มีไลท์พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนได้ทันเวลาหรือไม่

    ถ้าหากดันเจี้ยนแตกเมืองฟาร์เนียที่อยู่ไม่ไกลก็จะเป็นเป้าหมายการบุกโจมตีของพวกมอนเตอร์ทันที และมันจะทำให้มีการเสียชีวิตของคนจำนวนมาก 

    เมื่อทุกคนเห็นไลท์เดินขึ้นมาจากทะเล พวกเขาต่างก็ทำความเคารพไลท์ด้วยความชื่นชม การสังหารบอสดันเจี้ยนในชั่วพริบตาเดียวทำให้พวกเขารู้สึกนับถือมาก

    ไลท์เดินไปหลังก้อนหินขนาดใหญ่ที่สูงกว่าหกเมตร ไม่นานก็เดินออกมาพร้อมกับกางเกงขาสั้นสีดำและแว่นกันแดด ส่วนเสื้อเขาไมได้ใส่เพราะเขาอยากนอนเล่นที่ริมชายหาด

    ทันใดนั้นทุกคนก็มองมาที่ไลท์ด้วยแววตาชื่นชมยิ่งกว่าเก่า นี้สินะตัวตนที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด

    จากนั้นไลท์ก็หยิบเก้าอี้นอนออกมาพร้อมกับร่มขนาดใหญ่เพื่อกันแดด

    “ พวกนายก็พักผ่อนกันบ้าง ไหนๆก็มีเวลาว่างกันแล้วก็ลองเล่นน้ำทะเลดูบ้างก็ได้ ” ไลท์พูดกับบายเนียร์ จากนั้นก็ยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มอย่างอารมณ์ดี

    บายเนียร์ที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมานิดๆ จากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะหยิบเก้าอี้ออกมานั่งใต้ต้นไม้

    ที่แท้บรรยากาศมันก็สบายๆแบบนี้นิเอง~ 

    บายเนียร์หยิบน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่มพร้อมกับบรรยากาศสบายๆพร้อมกับฟังเสียงคลื่นลมทะเลไปด้วย 

    “ จริงสิมันต้องทำเตาปิ้งย่างอาหารทะเลแล้ว ” ไลท์ที่นอนอาบแดดอยู่พึมพำเบาๆก่อนที่เขาจะเรียกคนของเมืองฟาร์เนียมา

    “ รับทราบท่านไลท์ ” เจ้าหน้าที่ตอบรับด้วยความตื่นเต้นก่อนที่จะวิ่งไปบอกกับเจ้าเมืองไนท์ทอส

    เมื่อไนท์ทอสได้ยินเขาก็สั่งลูกน้องจัดการทันที

    ไม่นานเตาปิ้งย่างจำนวนมากก็ถูกวางตั้งไว้อยู่บนชายหาด

    ไลท์บอกให้เวโรนิก้าทำน้ำจิ้มซีฟู้ดเพื่อกินกับอาหารทะเล 

    ไม่นานกลิ่นหอมของเนื้อกุ้งเนื้อปูก็ลอยโชยไปทั่วชายหาด 

    เสียงท้องของทุกๆคนดังขึ้น เนื่องจากพวกเขาได้ใช้แรงในการต่อสู้กับมอนเตอร์ไปมาก และเมื่อพวกเขาได้กลิ่นหอมของที่ปิ้งย่างทำให้พวกเขารู้สึกหิวขึ้นมา

    ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็เตรียมพร้อมเสร็จแล้ว

    ไลท์จึงบอกให้ทุกๆคนลงมือกินกันได้อย่างเต็มที่ 

    เนื้อของมอนเตอร์อร่อยพอๆกับเนื้อของสัตว์เวทย์ 

    ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงไลก้าและคอลรุยก็กลับมาพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

    “ ลูกพี่พวกเราพบเหมืองแร่เหล็กทมิฬฉันจึงเก็บแร่พวกมันมาจนหมดเลยล่ะ ” ไลก้าพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีแม้ว่าเขาจะไม่มีอีเตอร์แต่เขาก็ใช้หอกทำลายผนังเหมืองแร่และเก็บแร่เหล็กทมิฬมาจนหมด

    แร่เหล็กทมิฬเป็นแร่ชนิดพิเศษที่มีความแข็งแกร่งทนทานและยืดหยุ่นมากกว่าแร่เหล็กดำอย่างมาก เรียกสั้นๆว่าเป็นแร่ที่อัพเกรดจากแร่เหล็กดำอีกที

    “ ไม่เลวๆพวกนายไปกินปิ้งย่างกันก่อนเถอะไม่ก็ไปเล่นน้ำทะเลผ่อนคลายก็ได้ ” ไลท์พูดขึ้น

    ไลก้าที่เป็นนักกินอยู่แล้วเขาย่อมไปกินปิ้งย่างอยู่แล้ว ส่วนคอลรุยเองก็ไปกินปิ้งย่างด้วยเช่นกัน

    ผ่านไปกว่าสองชั่วโมงทุกๆคนก็เริ่มอิ่มจึงค่อยๆเก็บเตาปิ้งย่าง

    จากนั้นสาวๆของเดธปาร์ตี้ก็เปลื่ยนเสื้อผ้าเป็นแบบสบายๆและเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน 

    ส่วนคนอื่นๆก็พากันเดินเล่นรอบๆเกาะหรือไม่ก็ออกจากดันเจี้ยนเพื่อไปทำอย่างอื่น

    หลังจากที่ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ทุกๆคนก็ทำการเก็บของและออกจากดันเจี้ยน 

    ที่ด้านนอกดันเจี้ยน 

    ไนท์ทอสและคนอื่นๆพากันขอบคุณพวกไลท์ที่ช่วยเหลือในการเคลียร์ดันเจี้ยนในครั้งนี้

    ไนท์ทอสต้องการมอบเงินให้กับไลท์แต่ไลท์ปฏิเสธ เขามาช่วยเพราะไม่ได้ต้องการเงิน ถ้าจะถามว่าเขามีสิ่งใดมากที่สุดคำตอบก็คือเงิน เพราะว่าเงินหลังจากที่ฆ่าพวกระดับSฝ่ายมืดได้เขาก็ได้มามากกว่าพันล้านจีเซลแล้ว 

    สังหารอาร์คโทเน่ที่เมืองคาร์ซัสค่าหัวสี่ร้อยเก้าสิบล้านจีเซล 

    สังการรอสโมเทียที่เมืองยูซ่าค่าหัวหกร้อยสามสิบห้าล้านจีเซล 

    ไลท์พักอยู่ที่เมืองฟาร์เทียอีกหนึ่งวัน ซึ่งตอนเย็นเมืองฟาร์เทียได้จัดงานเลี้ยงฉลองที่สามารถเคลียร์ดันเจี้ยนได้

    วันต่อมาไลท์และคนอื่นๆได้ซื้ออาหารและเครื่องดื่มรวมไปถึงของใช้ส่วนตัวและออกเดินทางต่อ 

    “ วันหน้าพวกเราจะไปที่ไหนดี? ” เวโรนิก้าในฐานะพลขับถามขึ้น

    “ ฉันว่าพวกเราไปหาเมืองที่มีช่างตีเหล็กเก่งๆและสร้างอาวุธกันไหม? ” ไลท์พูดขึ้น

    “ เป็นความคิดที่เยี่ยมมากเลยลูกพี่ ” ไลก้าพูดขึ้นเพราะหอกของเขาก็เริ่มที่จะมีรอยบิ่นเกิดขึ้นแล้ว ส่วนคนอื่นๆก็เห็นด้วยกับความคิดของไลท์ 

    “ แล้วมีใครพอรู้ไหมว่าเมืองไหนมีช่างตีเหล็กที่เก่งๆบ้าง? ” ไลท์ถามขึ้น

    “ ฉันพอรู้มาว่าที่ป้อมปราการมาการ์ มีพวกเผ่าคนแคระอาศัยอยู่พวกเขาชำนาญในการสร้างอาวุธเป็นอย่างมาก ” เบเรียลพูดขึ้น

    “ หือ?ที่นี้มีเผ่าคนแคระด้วยหรอเบเรียล ” ไลท์ถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น นี้สิสมกับเป็นโลกแฟนตาซี

    " มีสิ นอกจากเผ่าคนแคระแล้วก็ยังมีเผ่าเอลฟ์ และเผ่ามนุษย์สัตว์อยู่ด้วย เพียงแต่พวกนั้นก็มีอาณาเขตเป็นของตัวเอง 

    ในหอคอยแห่งนิรันดร์มีเผ่าพันธุ์อยู่สี่เผ่าพันธ์หลักได้แก่มนุษย์ ปีศาจ เอลฟ์ และคนแคระ 

    แต่ละเผ่าพันธ์ุก็จะมีอาณาเขตเป็นของตัวเอง เผ่าพันธุ์มนุษย์จะมีพื้นที่เยอะที่สุด รองลงมาก็คือเผ่าพันธุ์ปีศาจ จากนั้นก็เป็นเอลฟ์และคนแคระตามลำดับ " เบเรียลพูดขึ้นก่อนที่จะหยิบแผนที่โลกในแหวนมิติของเธอออกมา

    เผ่าพันธุ์มนุษย์กินพื้นที่ไม่ต่ำครึ่งหนึ่งของแผนที่โลก เผ่าปีศาจจะอยู่ด้านบนของแผนที่กินพื้นที่ประมาณสามส่วนของแผนที่ เผ่าเอลฟ์และเผ่าคนแคระมีพื้นที่เพียงหนึ่งส่วนของแผนที่ 

    “ เผ่าพันธุ์คนแคระชอบค้าขายกับเผ่าพันธุ์มนุษย์จึงทำให้ทั้งสองเผ่าพันธุ์เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน ส่วนเผ่าเอลฟ์เป็นเผ่าที่ไม่ยุ่งกับใครและวางตัวเป็นกลาง ส่วนเผ่าปีศาจเป็นศัตรูกับทั้งสามเผ่าพันธุ์ นอกจากเผ่าปีศาจแล้วอีกสองเผ่าพันธุ์ไม่สามารถออกจากหอคอยแห่งนิรันดร์ได้ ” เบเรียลอธิบาย 

    ไลท์และคนอื่นๆต่างก็เข้าใจโลกภายในหอคอยแห่งนิรันดร์มากยิ่งขึ้น 

    “ นึกไม่ถึงเลยว่าภายในหอคอยแห่งนิรันดร์จะมีอะไรแบบนี้ด้วย ” เดซี่พูดอย่างตื่นเต้น

    “ จริงสิเบเรียลแล้วเผ่าพันธุ์มนุษย์สัตว์อยู่ตรงไหน? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะในแผนที่ไม่มีดินแดนของเผ่ามนุษย์สัตว์

    “ เผ่าพันธุ์มนุษย์สัตว์เองก็เคยมีดินแดนอยู่แต่พวกมันถูกเผ่าพันธ์ุปีศาจทำลายจนเกือบสูญพันธุ์ ซึ่งตอนนี้พวกมันอาศัยอยู่ตรงบริเวณนี้ ” เบเรียลชี้ไปยังจุดๆหนึ่งในแผนที่ที่วาด 

    บริเวณที่เผ่าพันธุ์มนุษย์สัตว์อาศัยอยู่ติดกับสถานที่ที่ของเผ่าพันธุ์เอลฟ์

    “ ที่แท้ก็แบบนี้นิเอง ” ไลท์พึมพำอย่างเข้าใจ

    “ งั้นพวกเราก็เดินทางไปที่ป้อมปราการมาการ์กันเถอะ ” ไลท์พูดขึ้น

    หลังจากนั้นก็เป็นเบเรียลที่บอกเส้นทางให้กับเวโรนิก้า

    การเดินทางจากเมืองฟาร์เนียไปยังป้อมปราการมาการ์ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือน เนื่องจากระยะห่างที่อยู่ไกลกันหลายหมื่นกิโลเมตร

    ตลอดการเดินทางกลุ่มของไลท์ฝึกฝนกันอย่างหนักในทุกๆวัน เนื่องจากพวกเขาต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้นให้ได้มากที่สุด พวกเขาไม่อยากเป็นตัวถ่วงของไลท์

    หนึ่งเดือนผ่านไป

    พวกไลท์ก็เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ

    “ หัวหน้ามีคนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาค่ะ ” เวโรนิก้าตะโกนขึ้น

    “ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอเวโรนิก้า? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยความสงสัย 

    “ เมืองดอฟฟูลถูกพวกองค์กรมืดที่ชื่อว่าองค์กรกระโหลกสีชาดโจมตี พวกเขาจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาค่ะ ” เวโรนิก้าตอบ

    “ ทำไมเจ้าพวกองค์กรมืดมันถึงมีมากมายนักนะ ” เดซี่ตะโกนด้วยความไม่พอใจ นี้ก็เป็นองค์กรที่สามแล้วนะที่พวกเขาเจอในรอบครึ่งปี 

    " ก็เป็นเรื่องปกติ พวกองค์กรมืดมันชอบทำลายเมืองหรือไม่ก็ปล้นเมืองต่างๆเพื่อหาทรัพยากรมาเลี้ยงดูองค์กรของพวกมันเอง อีกอย่างองค์กรแห่งความมืดเป็นแหล่งรวมอาชญากรที่ชั่วร้าย ซึ่งมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันองค์กร แต่องค์กรที่แข็งแกร่งที่สุดมีอยู่ห้าองค์กรด้วยกัน หรือที่เรียกว่า ห้าองค์กรมรณะ องค์กรเพลิงสุริยันและองค์กรวิญญาณโลกันต์เทียบกับห้าองค์กรมรณะไม่ได้แม้แต่นิดเดียว 

    องค์กรแห่งความมืดที่แข็งแกร่งที่สุดคือองค์กรเทพปีศาจมรณะ จากนั้นก็เป็นองค์กรดาร์คฟาวเวอร์ องค์กรพิษสังหาร องค์กรเดธการ์เดี้ยน องค์กรดาร์คโซล

    แต่ละองค์กรมีตัวตนระดับSSอย่างน้อยห้าคน ส่วนองค์กรเทพปีศาจมรณะมีตัวตนระดับSSถึงแปดคนเลยทีเดียว แต่โชคดีที่พวกองค์กรแห่งความมืดไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกันและบางครั้งพวกมันก็มีปัญหากันเอง 

    สภาจอมเวทย์เองก็ไม่กล้าที่จะจัดการกับองค์กรแห่งความมืดทั้งห้านี้เพราะถ้าหากพวกเขาพลาดท่าขึ้นมาพวกเขาอาจจะถูกองค์กรแห่งความมืดอื่นๆโจมตีและเกิดความเสียหายอย่างหนักได้ เพราะฉะนั้นสภาจอมเวทย์และองค์กรแห่งความมืดจึงคาดอำนาจกันมาอย่างยาวนาน 

    ส่วนที่ด้านนอกของหอคอยแห่งนิรันดร์แม้ว่าจะมีองค์กรแห่งความมืดอยู่บ้างแต่พวกมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับภายในหอคอยแห่งนิรันดร์ เนื่องจากภายในหอคอยแห่งนิรันดร์มีทรัพยากรมากกว่าภายนอกนั่นเอง " เบเรียลอธิบายให้ฟัง

    “ นึกไม่ถึงเลยว่าองค์กรแห่งความมืดจะมีเยอะขนาดนี้ ” ไลท์ที่ได้ยินก็ยังอึ้ง 

    “ เพราะอย่างนี้องค์กรแห่งความมืดจึงบุกเมืองต่างๆของฝั่งแสงสว่างเพื่อตัดกำลังและก็สามารถเพิ่มทรัพยากรให้กับองค์กรของตัวเองได้ พวกเธอรู้ไหมล่ะว่าทุกๆวันจะมีองค์กรแห่งความมืดบุกเมืองอย่างน้อยหนึ่งเมือง ด้วยเหตุนี้สภาจอมเวทย์จึงวุ่นวายอย่างมาก ไหนจะต้องรับมือกับพวกแห่งความมืด เผ่าพันธุ์ปีศาจ และดันเจี้ยน ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ต้องยืมมือกิลด์จอมเวทย์และสมาคมนักผจญภัยในการช่วยเหลือพวกเขา ” เบเรียลพูดขึ้น

    ไลท์และคนอื่นๆก็ได้แต่นิ่งอึ้ง 

    ในทุกๆวันจะมีเมืองถูกพวกองค์กรแห่งความมืดบุกโจมตี ถ้าโชคดีที่สามารถรับมือได้ก็รอดไปแต่ถ้าไม่พวกเขาก็จะถูกกวาดล้างจนหมดเมือง นี้คือความน่ากลัวของโลกใบนี้

    ไม่แปลกที่กิลด์จอมเวทย์และนักผจญภัยในเมืองต่างๆก็ได้รับความเคารพและบางคนก็ทำตัวหยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปมีปัญหากับพวกเขา 

    “ เวโรนิก้าเมืองดอฟฟูลไปทางไหน? ” ไลท์ถามขึ้น

    “ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ” เวโรนิก้าตอบ

    “ แล้วต้องใช้เวลาเดินทางนานแค่ไหน? ” ไลท์ถามขึ้นอีกครั้ง

    “ ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ” เวโรนิก้าตอบ

    ไลท์ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ พวกเธอตามมาทีหลังแล้วกันฉันจะมุ่งหน้าไปก่อน ” 

    ทุกๆคนไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะถ้าหากไลท์ไปเร็วขึ้นชาวเมืองก็จะมีโอกาศรอดมากยิ่งขึ้น ไม่งั้นชาวบ้านก็คงจะเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรื่องพวกนี้ช้าแม้แต่วินาทีเดียวทุกอย่างก็จะเปลื่ยนไป

    ไลท์ลอยตัวและบินไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

    “ พี่เวโรนิก้าเร่งความเร็วขึ้นให้สุดๆไปเลย ” ไลก้าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ ไม่ต้องให้นายมาบอกหรอกน่า ” เวโรนิก้าพูดพร้อมกับเร่งความเร็วให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบนาที

    ไลท์ก็บินมาถึงเมืองดอฟฟูล 

    เวลานี้ภายในเมืองดอฟฟูลมีเปลวเพลิงปะทุขึ้นหลายพื้นที่ 

    ไลท์มองดูด้วยสีหน้าเย็นชาพร้อมกับจิตสังหารที่ปะทุออกมาจนทำให้บรรยากาศสั่นไหว

    ไลท์ไม่ได้อยากจะทำตัวเป็นพระเอกในนิยายที่ออกปราบคนชั่ว แต่สำหรับองค์กรมืดพวกนี้มันต้องถูกกำจัดเนื่องจากพวกมันเข่นฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์จนถึงขั้นทำลายเมือง เรื่องนี้ถ้าหากเขาไม่รู้ก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าหากเขารู้เขาก็จะต้องจัดการเจ้าพวกสารเลวนี้ให้หมดไปจากโลก

    ไลท์ไม่ได้เสียเวลาแม้แต่นิดเดียวเขาบินลงมาจากท้องฟ้าทันที อยู่ห่างจากพื้นดินประมาณห้าสิบเมตร 

    ไลท์เห็นมองดูก็รู้ว่าองค์กรแห่งความมืดที่ชื่อว่าองค์กรกระโหลกสีชาดสวมชุดคลุมสีชาด 

    “ เหอะแบบนี้ก็แยกง่ายหน่อย ” ไลท์ยิ้มอย่างเย็นชาก่อนที่จะสร้างดาบปราณนับแสน 

    ไลท์หลับตาลงก่อนที่จะใช้จิตสัมผัสตรวจสอบพวกองค์กรกระโหลกสีชาด ก่อนที่เขาจะสั่งให้ดาบปราณทั้งหมดสังหารพวกองค์กรกระโหลกสีชาดทิ้งทันที

    จิตสัมผัสของไลท์เปรียบเสมือนกับเรดาร์ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทุกอย่างได้อย่างชัดเจน 

    กองทัพฝั่งเมืองดอฟฟูลที่กำลังเสียเปรียบแต่เมื่อจู่ๆมีดาบสีทองจำนวนมากไล่ฆ่าองค์กรกระโหลกสีชาดอย่างรวดเร็วพวกเขาก็รู้สึกตกใจครู่หนึ่งก่อนที่พวกเขาจะแสดงสีหน้าตื่นเต้นและเริ่มมีกำลังใจที่จะฆ่าพวกองค์กรกระโหลกสีชาด 

    “ ฆ่าพวกสารเลวให้หมด ” 

    เสียงตะโกนของกองทัพฝั่งเมืองดอฟฟูลดังขึ้นต่อเนื่อง 

    ผ่านไปครึ่งชั่วโมง องค์กรกระโหลกสีชาดก็ถูกกำจัดทิ้งอย่างสิ้นซาก ซึ่งจำนวนของพวกมันมีไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน ส่วนผู้นำของพวกมันเป็นตัวตนระดับA+เท่านั้น ซึ่งมันก็ถูกไลท์ฆ่าทิ้งทันทีที่เจอ