ตอนที่๒๐
เขาคือปราณโอฬารปฐี
ขบวนทัพของราชสำนักไม่ได้เอิกเกริกยิ่งใหญ่เท่าใดนักภายหลังจากแตรยาวเป่านำทางบรรดาทหารกล้ายี่สิบนายก็ปรากฏกายเป็แถวตอนลึกสี่แถวเดินตบเท้าเสียงกึกก้องถนนตามต่อด้วยรถม้าอีกสี่คัน
คันแรกเป็รถม้าของทูตฟิราสยามที่ปรากฏกายผู้คนก็แซ่ซ้องปรบมือเกรียวกราวโดยเฉพาะชาติพันธุ์ยูโรเปี้ยน
ตามต่อด้วยรถม้าของสกุลวายุภักษ์ทวิชและนรารัตน์ปรารถนาที่จะมาชมการประลองในครั้งนี้เขาอยากจะเห็นด้วยตาตนเองว่าปราณในวัยหนุ่มอายุ ๑๕ ปี จะมีความเก่งกาจอาจหาญมากน้อยเพียงใด
รถม้าคันที่สามเป็ของพระองค์เ้าดาบทองและพระมหาจักรพรรดิฯเมื่อทั้งสองปรากฏกายชาวประชาก็ยืนตรงกล่าวสรรเสริญโดยพร้อมเพรียงกัน
ปิดท้ายขบวนด้วยรถม้าของอุรคะบองหลา ในตำแหน่งราชองครักษ์พร้อมด้วยคนติดตามกลุ่มก้อนของรัตนาครแต่ไม่มีสบชัยและสหายซึ่งนอนพักรักษาตัวยาว
อุรคะเองนั้นมิได้กล่าวโทษปราณที่ลงมือรุนแรงกับลูกน้องของตนเพราะรู้นิสัยใจคอดี เพียงแต่อุรคะยังไม่ได้สืบหาความจริงจากภุชโคเพราะนางรีบมาขอไปอยู่ที่สำนักหมัดอินทรีชั่วคราว อุรคะเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยและยังชื่นชมปราณที่กล้าหาญท้าทายฟิราสทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครหน้าไหนในอาณาจักรกล้าอวดกำแหง
พระองค์เ้าดาบทองและพระมหาจักรพรรดิลงนั่งในร่มที่จัดเตรียมไว้ให้ส่วนฟิราสนั้นอยู่ด้านล่างเตรียมตัวประลองรอบกายฟิราสมีคนติดตามสองคนคอยนวดเฟ้นเพราะเรียนรู้จากวิถีการนวดของไชยครามและเห็นว่าช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดี
สามพี่น้องร่วมสาบานกดดันมิใช่น้อยที่ได้เห็นพลพรรคราชสำนักมากันคึกคักเช่นนี้เริ่มรู้สึกการประลองครั้งนี้อาจจะไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิด
“ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจพิกลเกรงว่าการประลองครั้งนี้อาจจะไม่ราบรื่น ถ้าไม่ชอบมาพากลเราควรจะต้องช่วยเ้าเด็กหนุ่มนั่นนะ!”
ปฏิมากรเอ่ยขึ้นเบาๆให้ท่านพี่ทั้งสองรับรู้สายตาปราดมองทวิชและนรารัตน์ที่บุคลิกลักษณะควาสง่างามเช่นแต่ก่อนจางหายไปแล้วก็ส่ายศีรษะช้าๆ
“ไม่น่าเลย!...ไม่คิดว่าท่านทั้งสองจะกลายเป็อย่างนี้ไปได้!”
ชาลจับบ่าปฏิมากรแล้วส่ายศีรษะ
“ทุกคน้าเอาตัวรอดต่างมีวิถีทางของตนทั้งนั้นและ ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก เส้นทางใครเส้นทางมันตราบใดที่เดินคนละเส้นมิได้กันและไม่สร้างความเดือดร้อนใดๆเราก็จำต้องปล่อยให้เป็ไปตามนั้น!”
“หึหึหึ...น้องรอง!...ข้าเพิ่งจะได้ยินเ้ากล่าวโดนใจก็วันนี้แหละ”
เขตขามกลั้วหัวเราะเบาๆแล้วจึงเล่าเื่ราวเมื่อครั้งวัยหนุ่มสาวของทั้งสองให้ฟังว่าทั้งทวิชและนรารัตน์นั้นต่างมีความทะเยอทะยานที่สูงนัก
ครั้นเมื่อทราบว่าสดายุมีพลังฌานยุทธ์ก้าวะโพวกเขาก็มุ่งมั่นจะไปให้ถึงบ้างแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถฝึกฝนได้หนักหนาเท่าสดายุ
“แต่ทวิชมีดีอย่างหนึ่งคือสมองและปัญญาเขาเป็นักประดิษฐ์คิดค้นต่อยอดและเป็คนช่างสงสัยการก่อตั้งสำนักนภาเวหาหาวในตอนนั้นก็เพื่อแสดงสิ่งประดิษฐ์ของเขา แรกๆก็มีคนปฏิเสธ และทุกวันนี้ล่ะ!กลับกลายเป็กลุ่มชนชั้นนำและนักฌานยุทธ์ฝีมือดีที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ ตอนนี้คงยากที่จะให้สกุลวายุภักษ์กลับมารักใคร่เพื่อนพ้องดังเดิม!”
ทั้งปฏิมากรและชาลที่ไม่รู้ความเป็มาก็พยักหน้าเข้าใจพากันถอนหายใจยาวกวาดตามองหาเด็กหนุ่มผู้หิวแสงก็ยังไม่ปรากฏกาย
ผู้คนทยอยเข้ามาดูการประลองมากขึ้นเรื่อยๆจนทุกพื้นที่อัดแน่นด้วยฝูงชน
“เที่ยงครึ่งแล้วเ้าเด็กหนุ่มนั่นยังไม่ปรากฏตัวอีกหรือ?เสียมารยาทแท้ๆ กล้าให้ผู้ใหญ่มานั่งรอเช่นนี้!”
พระองค์เ้าดาบทองเริ่มหงุดหงิดกับการรอคอยร้อนถึงทวิชต้องเข้ามาสนทนาคลายความกังวล
“เรียนฝ่าาตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เ้าเด็กปราณเป็คนตรงเวลาเสมอ ตอนนี้น่าจะเดินทางอยู่พระองค์ลืมแล้วหรือว่าสำนักหมัดอินทรีอยู่ระหว่างอโยดาและอ่างสุวรรณเขาย่อมเดินทางมาช้ากว่าพวกเรา”
ได้ยินการอธิบายเช่นนี้ก็คลายความกังวลแล้วหันมองพระบิดา
“พระบิดา!...ท่านมีดำริให้ไปสร้างสำนักหมัดอินทรีแห่งใหม่นั้นไกลเกินไปเราจึงต้องรอเช่นนี้”
“ฮ่าๆๆๆแค่เื่เล็กน้อยเ้ายังเก็บมาเป็เื่ราวใหญ่โตทั้งๆที่หาได้สลักสำคัญอันใดไม่ อดใจรอเถอะ!...รับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอย”
องค์ไชยครามเอ่ยด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขนึกถึงใบหน้าเด็กน้อยปราณและความสามารถที่เคยเห็นก็ยังคงรักและเอ็นดูไม่เสื่อมคลายตอนนี้องค์ไชยครามคลายความคลั่งนิกายจอมเทพลงเพราะทางนั้นเข้าหาพระองค์เ้าดาบทองที่เป็สหายจะสะดวกสบายกว่า
ไกลๆ ออกไป นักฌานยุทธ์ผู้โดดเด่นในชุดเหลืองดำหนึ่งคนและชุดเขียวมรกตอีกหนึ่งคนเดินมาถึงสนามประลองก็ต่างพยักหน้าให้แก่กัน
“ข้าเดาว่าเด็กหนุ่มที่พวกเราเห็นในใบปลิวต้องเป็ปราณอย่างแน่นอน...ข้าจำแววตาและความมุ่งมั่นเช่นนั้นได้อย่างชัดเจน”
สมิงไพรวัลย์ เ้าสำนักสมิงมรกตเดินทางมาพร้อมดุสิต เมฆมรกต เป็การส่วนตัว สมิงอยากจะมาสืบดูให้รู้ความว่าเด็กหนุ่มที่ว่านั้นจะเป็จริงดังที่เขาเดาไว้หรือไม่อีกทั้งยังถือโอกาสได้สังเกตพฤติกรรมของนักฌานยุทธ์ต่างแดนและพระองค์เ้าดาบทองอีกด้วย
ดุสิตนั้นเห็นด้วยกับสมิงทุกประการั้แ่พิมพ์ลภัสแต่งงานกับคำรณปรศุและย้ายไปอยู่ที่ถมนคร ดุสิตก็รู้สึกเศร้ามิใช่น้อยเพราะจู่ๆบุตรทั้งสองก็ต้องจากไกล จะกลับมาเยี่ยมเยียนก็เดือนละครั้งเท่านั้น
โชคดีที่ยังมีสมิงเป็ที่ปรึกษาและช่วยบ่มเพาะพลังฌานยุทธ์จนดุสิตปรับเปลี่ยนพลังฌานยุทธ์จากสีเขียวเป็เหลือง-ดำแซมเขียวได้โดยสมบูรณ์ทั้งยังฝึกฝนกระบวนท่าทั้งหมดจนครบถ้วน
ทั้งสองได้เห็นการก้าวะโของสำนักวิหคอัคคีและสำนักเดินอากาศวิหคอัคคีโดยลืมปักษาไปสิ้นก็เคืองขุ่นมิใช่น้อยทางด้านทวิชนั้นก็พยายามตีสนิทกับในรั้วในวังและเสนอผลงานของตนจนสำนักสมิงมรกตเองก็ถูกลดระดับความสัมพันธ์จากราชสำนักไม่ต่างจากสำนักหมัดอินทรี
ทุกคนต่างตั้งตาคอยพิธีกรจากราชสำนักขึ้นมาประกาศให้ราษฎรได้รับทราบข้อมูลตามใบปลิวทุกประการโดยเฉพาะนามของปราณที่เขียนไว้ว่า “เด็กหนุ่มผู้หิวแสง” ก็กลายเป็การเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างมากมาย
เมื่อได้เวลา ๑๒.๓๐ น. วงพนันเริ่มเปิดให้ผู้คนเริ่มมาร่วมวางเงินต่างก็ลงพนันข้างฟิราสอย่างไม่ต้องสงสัย
“ข้าลงเดิมพันฝั่งเ้าเด็กหนุ่มหิวแสงคนนั้น!”
ทันทีที่ผู้คนได้ยินเช่นนั้นต่างก็หันมองบุรุษชราผมขาวโพลนท่าทางใจดีในชุดเกราะสีดำแดงลายเต่ามองดูก็รู้ว่าเป็นักฌานยุทธ์ในระดับสูงแต่กลับวางเดิมพันฝั่งเด็กหนุ่มที่ยังไม่รู้ที่มาและความสามารถ
“ท่านจะประสาทกลับหรือเปล่า?เ้าเด็กหนุ่มคนนั้นยังไม่มีใครเห็นฝีไม้ลายมือ ว่ากันว่าอยากเด่นดังมีชื่อเสียงในอาณาจักรจึงคิดบ้าๆท้าประลองท่านทูตฟิราส” เ้ามือย่นคิ้วถามสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เอาเถอะน่า!...หน้าที่ของเ้าคือจัดการเื่เงินเดิมพันมิใช่หรือ?ข้าวางเงินเดิมพันข้างเ้าหนูนั่น ๑๐,๐๐๐ เหรียญทอง!”
ได้ยินจำนวนเงินวางเดิมพันทำเอาหัวเราะร่วนกันใหญ่ เ้ามือทนขำไม่ไหวแต่ก็จำใจรับพนัน
“เออก็ดีเหมือนกัน! นานๆจะเจอแบบนี้สักที ข้าจะได้ไม่ต้องควักเนื้อจนเกินไป”
แล้วจึงทำเื่หลักฐานการวางเงินให้เขตขามอย่างชัดเจนวงเงินเดิมพันได้หรือเสียเป็จำนวนห้าเท่าจากจำนวนเงินทุน ดังนั้นเมื่อเขตขามวางเดิมพันเช่นนี้ หากแพ้เขาจะต้องควักอีก ๔๐,๐๐๐ เหรียญทองแต่หากชนะจะได้เงินรางวัลรวมเงินทุนเป็ ๖๐,๐๐๐ เหรียญทอง
“ท่าทางน่าสนุก!...งั้นข้าขอวางเดิมพันข้างเ้าหนุ่มหน้าอ่อนนั่นด้วย...”
สมิงเดินก้าวเข้ามาแล้วกล่าวทักทายเขตขามอย่างเป็กันเองผู้าุโเต่าทมิฬรีบประนมกรทักบุรุษที่ดูอายุเยาว์กว่าเขาจนผู้คนรอบๆ ยืนตะลึง
ต่างเดากันว่าบุรุษที่มาใหม่คนนี้ต้องเป็นักฌานยุทธ์ระดับสูงแน่นอนแม้กระทั่งผู้าุโผมขาวเบื้องหน้ายังต้องประนมกรไหว้ก่อน พากันงุนงงว่าเหตุไฉนคนเก่งกาจขนาดนี้จึงวางเงินเดิมพันข้างเด็กหนุ่มหน้าอ่อนนั่น
“ท่านสมิง!...ท่านดุสิต!!!...ไม่ได้เจอกันนานวันนี้เดินทางมาที่นี่ หวังว่าท่านคงคิดเช่นเดียวกับข้าเป็แน่!”
เขตขามเอ่ยทักบุรุษยุคาด้วยความนอบน้อมสมิงและดุสิตสบตากันแล้วพยักหน้า ดุสิตประนมกรทักทายเขตขามแล้วจึงว่าเขากับสมิงคิดเช่นนั้นั้แ่ได้เห็นรูปแล้วแต่ไม่มั่นใจเท่าใดนัก
“สิ่งที่ข้ามั่นใจอย่างหนึ่งและคิดว่าเป็ปราณนั่นคือความกล้าหาญท้าประลองคนที่มีท่าว่าจะเก่งกาจกว่าอีกทั้งแววตาท่าทางหยิ่งยโสเช่นนั้นคงจะเป็ใครไปไม่ได้”
ดุสิตพูดจบสมิงก็วางเงินเดิมพันจำนวน๑๐,๐๐๐ เหรียญทองลงบนโต๊ะ เ้ามือรับไปอย่างงงๆ แต่ก็ยิ้มสบายใจ
“ท่านพูดถึงปราณ...ปราณเด็กน้อยจอมอัจฉริยะแห่งมหรรณพาลัยเมื่อเจ็ดปีที่แล้วใช่หรือไม่?”
ชายนักพนันวัยห้าสิบต้นๆที่กำลังจะวางเงินข้างฟิราสชะงักในบทสนทนาของนักฌานยุทธ์ทั้งสาม ทั้งสามพยักหน้าตอบดุสิตจึงว่า
“ข้ามั่นใจว่าเด็กหนุ่มหิวแสงที่ใบปลิวประกาศนามน่าเกลียดเช่นนั้นต้องเป็เด็กน้อยปราณในวันนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยถ้าพวกท่านไม่แน่ใจลองพินิจดูให้ชัดๆถึงแววตาท่าทางและชุดสีขาวกางเกงดำที่สวมใส่สิ!...มีความคล้ายกับชุดของสำนักหมัดอินทรีหรือไม่ล่ะ?”
ทันทีที่ดุสิตฟันธงเช่นนั้นนักพนันที่กำลังจะวางเงินข้างฟิราสก็เปลี่ยนใจหันมาลงฝั่งเด็กนุ่มผู้หิวแสงนั้นทันทีดุสิตใจเต้นระทึกลุ้นว่าจะใช่หรือไม่
บุรุษคนหนึ่งหน้าตาดุดันจ้องหน้าดุสิตแล้วจึงกล่าวเสียงดุ
“ถ้าหากไม่ใช่เ้าเด็กปราณนั่นท่านต้องชดใช้เงินพนันให้ข้าด้วยนะท่านดุสิต!...แต่หากใช่จริงๆแม้ปราณจะแพ้ข้าก็ไม่ว่าอันใด!”
ดุสิตกอดอกมีความมั่นใจสูงว่าเด็กหนุ่มต้องเป็ปราณอย่างแน่นอนท่าทางแบบนี้เขาคุ้นเคยเป็อย่างดี กับประโยคประณามเขาจนสะท้านทั่วเมืองอโยดาว่า “ดุสิตผู้พ่ายแพ้แก่มารดาของปราณ”(ภาคปฐมบท บทที่ ๑๒๔ดุสิตผู้พ่ายแพ้แก่มารดาของปราณ) นึกขำกับความขลาดเขลาเบาปัญญาและอันธพาลในเวลานั้นยิ่งนักนึกอยากจะให้ปราณปรากฏตัวไวๆ
ฉับพลันก็มีเสียงดังแหวกอากาศมาหยุดเหนือน่านฟ้าลานประลองกลางแจ้งผู้คนต่างแหงนหน้าขึ้นมองตามเสียงที่มา มือป้องหน้าผากบังแสงแดดยามเที่ยงที่เจิดจ้าบ้างก็ชี้มือให้ดูด้วยบนฟากฟ้าความตื่นเต้น
ร่างบุรุษหนุ่มในชุดขาวั้แ่ศีรษะจรดเท้าสวมเกราะไหล่ สนับแขน-เข่า-ขา สีทอง ด้านหลังมีปีกสีทองข้างละหนึ่งเมตรครึ่งกระพืออยู่กลางหาวแขนแกร่งทั้งสองข้างโอบประคองหญิงสาวร่างอรชรสวมชุดน้ำตาลแดงผมยาวสีแดงทางฝั่งขวาส่วนฝั่งซ้ายเป็หญิงสาวนางสวมเกราะแดงเงาผมยาวสลวย
บุรุษหนุ่มหมุนกายเป็เกลียวกลางอากาศลดระดับลงมายืนกลางลานโล่งอย่างช้าๆพร้อมปีกทองที่ค่อยๆ หดหายเข้าสู่สะบัก
ทันทีที่ทุกคนเห็นสาวงามทรงเสน่ห์อายุเยาว์คือภุชโคส่วนอีกอนงค์คือสาวงามเ้าสำนักหมัดอินทรี จึงคาดเดาได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มหิวแสงที่อยู่ในใบประกาศนั้นคือปราณ โอฬารปฐี เ้าหนูจอมอัจฉริยะ หนึ่งในหกมหัศจรรย์แห่งมหรรณพาลัยหรือภูตอินทรีเร้นลับแห่งหกกาฬภูต
“ปราณ...นั่นปราณโอฬารปฐีจริงๆ ด้วย!!!!”
คนที่รู้จักะโนามของชายหนุ่มราวกับเป็ญาติสนิทแล้วลุกขึ้น ทำเอาคนที่เคยได้ยินนามกระทำตามโดยอัตโนมัติเสียงปรบมือต้อนรับเด็กหนุ่มดังกึกก้อง บ้างก็ขนลุกด้วยความตื่นเต้นเจ็ดปีที่นามนี้มิได้ปรากฏในเมืองอโยดา บัดนี้เด็กน้อยคนนั้นกลับมาแล้วกลายเป็ชายหนุ่มรูปงามที่เหาะเหินเดินอากาศและมีปีกราวพญาอินทรีอย่างแท้จริง...