หลังจากขึ้นฝั่งแล้วทั้งสองต่างเร่งเดินทาง แต่ด้วยสองเท้าอันแสนสั้นประกอบกับการไม่ยอมปลุกชิกิงามิขึ้นมารับใช้ ทำให้เสียเวลาไปมาก จนความไม่พอใจของเด็กหญิงระเบิดออกมา
ความจริงไม่ใช่เขาไม่ยอมปลุกเพียงแต่ไม่กล้าปลุก คำเตือนของสามเณรรูปนั้นอยู่ ๆ ก็ดังก้องขึ้นมาในหัว
“ขอเตือนสองข้อ หนึ่ง ชิกิงามิของประสกมีปัญหา แฝงด้วยจิตอาฆาตวิญญาณแค้น หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข มันจะเกินควบคุม สอง...”
ไอ้ข้อแรกนี่แหละ กวนใจเหลือเกิน ข้อสองก็ใช่ เขารู้ตัวดีว่าตนประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะตนความจริงเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์ ความรู้ ความคิดเกินเด็กไปแล้ว พอทัดเทียมนักปราชญ์ในยุคนี้ก็ว่าได้ อาจแพ้ความรู้เฉพาะทางบางอย่าง ทว่าความรู้รอบตัวน่าจะชนะขาดลอย
ไม่ใช่สมองดีกว่า แต่ด้วยพลังของยุคสมัย อารยธรรมมนุษย์ก้าวหน้าเกินกว่าสมัยนี้ไปมากแล้ว
เขาจึงแสร้งเป็นคนชอบโอ้อวด คำก็ ‘อัจฉริยะ’ สองคำก็ ‘อัจฉริยะ’ เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นเป็นตัวประหลาด ส่วนเรื่องประมาทนั้นอาจมีบ้าง ต้องโทษความไม่รู้เป็นเหตุ ทว่านับแต่เจอนักดาบผู้นั้นเขาก็สาบานในใจ นับแต่นี้ไปตนจะใช้ชีวิตอย่างรอบคอบระมัดระวัง ไม่ล้อเล่นกับอะไรทั้งนั้น
ยุคนี้ไม่เหมือนที่บันทึกในประวัติศาสตร์ ไม่แน่ใจว่าบันทึกตกหล่น บันทึกเกิดสูญหายไปตามกาลเวลา แต่รวมความว่าความรู้ที่เล่าเรียนหรือเคยได้ยินมา ไม่อาจนำมาใช้ได้กับโลกยุคนี้ กระทั่งโลกนี้ใช่ยุคอดีตจริงหรือไม่ ยังไม่กล้าคาดเดา เอาไว้ให้เป็นเรื่องของอนาคตแล้วกัน
เพื่อให้มีชีวิตรอดในยุคอันโหดร้ายนี้ พลังเป็นสิ่งจำเป็น
‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’
คำนี้เพิ่งมารู้ซึ้งเอากับตัวก็วันสองวันนี้ ดังนั้นเรื่องชิกิงามิก็เช่นกัน ที่พึ่งหนึ่งเดียวกลับเกิดปัญหา ช่วงสุดท้ายก่อนสังหารหนอนปรสิตไลอ้อนมีท่าทางผิดปกติ ความกระหายเลือดขึ้นสูงจนสัมผัสได้ ด้วยใจเชื่อมถึงกันรสเลือดในปากที่ตนรู้สึกฝาด ไลอ้อนกลับรู้สึกหวานอร่อย ดูท่าเณรน้อยเจ้าปัญญากล่าวถูกต้อง หรือวัตถุดิบอย่างหนังสุนัขป่ามีปัญหา หวังว่าเมื่อถึงที่นั่นคงมีคำตอบ
อาจด้วยความคิดเช่นนี้ ไม่ว่าโนะฮิเมะจะพูดกล่อมอย่างไร เขาก็ไม่ยอมปลุกชิกิงามิขึ้นมาเป็นพาหนะ ได้แต่กล่าวเฉไฉไปเรื่อยจนเธอรำคาญ
พอเห็นการเดินทางยิ่งนานยิ่งล่าช้า เธอจึงใช้ท่าไม้ตาย
“ตุบ!”
“อย่าโทษข้าเลยนะเจ้าหนู” โนะฮิเมะยกยิ้มมุมปาก
“จิ๊บ ๆ”
เสียงสกุณาร่ำร้อง อากาศเย็นรื่นผสมกลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นหญ้าสดใหม่อบอวลไปทั่ว
“โอยยยย!”
ต้าหมินให้รู้สึกปวดคอยิ่งนัก ดูท่าเมื่อคืนคงนอนตกหมอน รู้สึกตัวตื่นอีกทีพบตนอยู่ริมลำธารสายหนึ่ง เสียงธารน้ำไหลผสานบรรยากาศยามเช้าพาให้ใจเบิกบานไม่น้อย เหมือนว่าอาการที่คอค่อยบรรเทา
เอ๊ะ! ที่ไหนเนี่ย ก่อนนี้เหมือนเดินอยู่บนถนนดี ๆ อยู่ภาพตัดเหมือนคนหลับใน ตื่นมาแปลกถิ่น
“ไง ตื่นแล้วเหรอ”
“อืม หิวแล้วล่ะ ว่าแต่ทำไมรอบตัวไม่คุ้นเลย” ต้าหมินลูบท้อง รู้สึกโหวงมากเหมือนสามารถกินช้างได้ทั้งตัว
“พวกเราถึงที่หมายแล้วล่ะ”
“หา! ไหนบอกว่าอีกไกล ทำไมข้าหลับไปแป๊บเดียวตื่นมาก็ถึง จะว่าไปรู้สึกท้องว่างแปลก ๆ หรือว่า…”
“ไกลน่ะไกล ข้าวิ่งทั้งวันทั้งคืนเลยถึงไวน่ะ อ้อ เจ้าหลับไปสองวันได้”
“หา!”
สองวันถึงว่าหิวขนาดนี้ แล้วใครมันจะหลับได้สองวัน
“นี่ นี่ ตกลงไม่ขอโทษกันเลยเหรอ” ต้าหมินส่งสายตาพิฆาตไปยังคนตรงหน้า
“ขอโทษ?”
“เนี่ย หัวปูดแล้ว” เขาลองเอามือขวาลูบศีรษะ เหมือนจุดเหนือท้ายทอยบวมขึ้นมานิดหน่อย
“อ้อ โทษที”
“เธอกล่าวให้มันจริงใจหน่อยได้ไหม”
“ก็เจ้าเดินช้านิ หากข้าคืนร่างเดิมก็แข้งขาสั่นอีก” เด็กหญิงยืนโยกตัวไปมา ยกเท้าซ้ายขึ้นมาสะกิดน่องขวาเป็นระยะ คล้ายคนรู้สึกผิด
“เลยตีหัวข้าให้สลบอย่างนั้นเหรอ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ข้าสาบานได้คิดว่าแค่วันเดียว ที่ไหนได้เจ้าไม่ตื่นสักที ข้าเลยวิ่งยาวจนถึงจุดหมายล่ะ”
พอโนะฮิเมะกล่าวจบ คนคล้ายถูกปลดปล่อยจากความรู้สึกผิดกลับมาเป็นคนเดิมดังเดิม
“รีบล้างหน้าล้างตาเข้าสิ เดี๋ยวไม่ทันอาหารเช้า”
เขามองรอบตัวไม่เห็นกองไฟ ไม่เห็นอาหารแม้แต่น้อย ขณะกำลังสงสัยเสียงเสียงหนึ่งเกิดดังขึ้น
“แก๊ง แก๊ง แก๊ง”
เสียงระฆังดังทั่วบริเวณ
“ไปกันเถอะได้เวลาแล้ว”
เธอยื่นมือช่วยฉุดให้ลุกขึ้น
หลังจากล้างหน้าล้างตา เด็กทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปตามทางน้อยจนถึงซุ้มประตูสูงใหญ่ แขวนป้ายไว้ว่า
‘วัดซูเซ็นจิ’
ด้านในพระรูปหนึ่งกำลังกวาดลานวัด ใบไม้แห้งกองสุมอยู่หลายกอง ท่านกวาดช้ายิ่ง กวาดอย่างตั้งใจ จนคนที่มองเห็นรู้สึกไม่อยากรบกวน ถึงกระนั้นเด็กหญิงกลับเดินเข้าไปหา ทันใดนั้นพระสงฆ์รูปนั้นหยุดกวาดทันที หันมามองเด็กทั้งสองด้วยแววตาลึกซึ้งครู่หนึ่ง
“ช่วยแจ้งเจ้าอาวาสด้วยว่าคนที่ท่านรออยู่มาถึงแล้ว”
พระรูปนั้นพยักหน้ารับ ผายมือเชื้อเชิญเด็กทั้งสองเข้าไปด้านใน ระหว่างทางไม่มีการสนทนาใด ๆ คล้ายกับนี่คือสิ่งอันสมควรแล้ว ทั้งไม่ถามชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ขอข้อมูลแต่อย่างใด
ยิ่งเดินยิ่งชวนฉงน พระรูปนี้คล้ายพาทั้งสองเดินวนรอบวัด ผ่านหอระฆัง ผ่านหอพระหลังใหญ่ที่มีพระสงฆ์นั่งสวดมนต์กันเต็ม ภายในแขวนโคมไฟทำด้วยไม้แน่นขนัด ตรงกลางมีองค์พระพุทธรูปสีทององค์เล็กตั้งอยู่ภายในเรือนไม้ขนาดย่อม ดูคล้ายกับเรือนย่อยในเรือนใหญ่ บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายอย่างไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้
เด็กชายยืนมองด้วยความสงสัย ไม่ทันไรพระรูปนั้นก็ส่งสายตาเหมือนต้องการเร่ง จากนั้นท่านนำทางผ่านสระน้ำ ผ่านสวน ผ่านเรือนไม้เรียงต่อกันซึ่งน่าจะเป็นกุฏิ ผ่านโรงครัว ห้องเก็บฟืน สวนผัก แปลงดอกไม้
ยิ่งเดินยิ่งไกลจากบริเวณวัดเรื่อย ๆ
สมัยนี้กุฏิเจ้าอาวาสท่านอยู่ห่างถึงเพียงนี้หรือเนี่ย
ต้าหมินได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
สุดท้ายมาถึงซุ้มโทริอิไม้สีแดงตั้งอยู่หน้าทางน้อยเส้นหนึ่ง รอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้แลร่มรื่นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านข้างซุ้มโทริอิมีต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งให้ความรู้สึกเก่าแก่โบราณ มีเชือกเส้นใหญ่พันอยู่รอบ หากตั้งอยู่แถวบ้านที่โลกเดิมล่ะก็รับรองต้องมีผ้าสามสีผูกอยู่แน่นอน
พระสงฆ์รูปนั้นพนมมือ ค้อมศีรษะเล็กน้อยคล้ายเป็นการบอกลา จากนั้นท่านก็เดินหายกลับทางเดิม ทิ้งให้เด็กชายยืนงงอยู่ตรงนั้น
“ถึงแล้วล่ะ” โนะฮิเมะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี
“อ้าว แล้วไหนกุฏิท่านเจ้าอาวาส”
“ใครบอกเจ้ากัน”
“เมื่อครู่เธอเอ่ยว่าท่านรออยู่ไม่ใช่หรือ”
“อ้อ นั่นเป็นรหัสยืนยันน่ะ หากพวกเราไม่มาพระรูปนั้นก็ต้องกวาดลานวัดไปตลอด ลำบากท่านแย่”
“หา!”
“เข้าไปกันเถอะ”
ต้าหมินได้แต่เก็บความสงสัยก้าวเท้าผ่านซุ้มประตูเข้าไป อยู่ ๆ เหมือนเดินผ่านม่านน้ำตก รู้สึกถึงแรงกดที่ถาโถมมาจากด้านบน ความเย็นฉ่ำและแรงหน่วงเหมือนใต้เท้าคือสายน้ำ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงครู่ พอก้าวเท้าเข้ามาภายในได้แล้วความรู้สึกเหล่านั้นค่อยหายเป็นปลิดทิ้ง เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ฟู่”
โนะฮิเมะถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เมื่อพวกเราอยู่ในนี้ก็ปลอดภัยแล้วล่ะ”
เธอเดินนำอย่างคนรู้ทาง
มองจากภายนอกเห็นเพียงซุ้มประตูนี้ และดงไม้ด้านหลัง ทว่าพอก้าวเข้ามาภายในดงไม้พลันหายไป สองข้างทางชันเล็กน้อยเหมือนกำลังเดินขึ้นเนิน มีการเซาะดินให้เป็นขั้นบันไดช่วยให้เดินง่ายขึ้น
พอพ้นเนินเล็ก ๆ ค่อยพบกับอาคารไม้หลังหนึ่ง มีหน้าจั่วเป็นไม้ฉากขัดกันสองอันดูแปลกตา หลังคาปูด้วยแผ่นไม้ให้ความรู้สึกเก่าแก่ รอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีทางเดินปูด้วยอิฐเต็มไปด้วยตะไคร่เขียว ราวกับไม่มีใครอยู่ที่แห่งนี้เป็นเวลานาน
แต่แปลก พื้นกลับสะอาดสะอ้านไม่มีเศษใบไม้แห้งแม้แต่น้อย
ทันทีที่เท้าก้าวเหยียบบนแผ่นอิฐทางเดินพลันรู้สึกเสียวสันหลังชอบกล จนอดหันหลังไปมองไม่ได้ แทบไม่น่าเชื่อตรงสุดเนินที่เพิ่งเดินผ่านมา กลับปรากฏรูปปั้นจิ้งจอกตั้งอยู่ซ้ายขวาราวกับเป็นทวารบาลผู้รักษาประตู ไม่ทราบตั้งอยู่ตั้งแต่เมื่อไร
พอหันหน้ากลับมาพบเจอกับสตรีผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีขาวคาดสายรัดสีแดง ชุดที่ใส่คล้ายกับชุดของมิโกะตามศาลเจ้า
เธอไม่กล่าวคำทักทายใด เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสอง เธอพลันกลับหลังหันพาเดินอ้อมอาคารไม้ เข้าประตูข้างซึ่งเปิดค้างไว้ ภายในไม่ถึงกับมืดสนิท ยังพอมีแสงอาทิตย์รำไรส่องผ่านร่องไม้เข้ามาบ้าง
หลังจากต้าหมินกับโนะฮิเมะเดินเข้าไปภายใน ประตูที่เปิดค้างไว้พลันปิดเอง จู่ ๆ ห้องกลับสว่างขึ้นราวกับอยู่กลางสนามกีฬา เจิดจ้าหาใดเปรียบ รอบด้านสว่างไสวเต็มไปด้วยแสงขาวจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
ทันใดนั้นหนังสุนัขป่าที่เก็บไว้ในกระเป๋าพลันส่งเสียงกรีดร้อง ควันสีดำเป็นสายลอยขึ้นมา ไม่ถึงอึดใจควันนั้นก็สลายไป พร้อมกับแสงสว่างในห้องที่ดับลง กลับกลายเป็นห้องมืดดังเดิม
ประตูห้องที่ปิดกลับเปิดออกเอง สตรีผู้นั้นที่น่าจะอยู่ในห้องกลับอยู่ข้างนอก ไม่แน่ใจว่าออกไปตั้งแต่เมื่อไร
“ห้องนี้คือห้องพักของพวกเจ้า โรงครัวอยู่ด้านหลัง วางของแล้วมารับประทานข้าวก่อน แล้วค่อยสนทนากัน”
พอพูดจบเธอก็เดินหายไป ทิ้งให้ต้าหมินจมอยู่กับความสงสัยเหมือนอยู่ในม่านหมอก
ตอนหน้าเปิดเผยจุดกำเนิดของราชันปีศาจทั้งสามและที่มาของพลังเทพ