“พี่หลัวชิงไม่ต้องอาย ใครเล่าจะไม่เคยเจ็บป่วย หากหลบเลี่ยงการรักษาเพราะอับอาย นั่นต่างหากจึงจะทำร้ายตนเอง ในฐานะนักหลอมโอสถ โรคภัยไม่แบ่งชั้นวรรณะ ไม่จำแนกฐานะ ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เจ็บป่วยตลอดชีวิต และไม่มีใครเลือกได้ว่าจะป่วยเป็นอะไร”
เสียงใสกังวานของฮวาชิงเหยียนดั่งธาราเย็นใสไหลซึมเข้าไปในใจของทุกคน ผู้คนรอบข้างพลันรู้สึกว่าถ้อยคำนั้นช่างตรงใจนัก
จริงอย่างที่นางว่า...ใครเล่าจะควบคุมไม่ให้ตนป่วยไข้ได้ ใครเล่าจะเลือกได้ว่าจะเป็นโรคใด
หลัวชิงได้ฟังเช่นนั้น ใบหน้าก็คลายความกระดากลง ยิ้มอย่างรู้สึกซาบซึ้งใจ “นักหลอมโอสถฮวา เช่นนั้นโรคของข้ากับภรรยา...ไม่ว่าต้องใช้เงินมากเพียงใด ข้าก็ยินดีจ่าย”
เมื่ออันเหนียงที่อยู่ในอ้อมแขนของหลัวชิงได้ยินถ้อยคำจริงใจจากเขา พลันรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจผิดมาโดยตลอด เห็นเขาเชื่อมั่นในตัวฮวาชิงเหยียนถึงเพียงนี้ นางก็อดที่จะเริ่มมีความหวังเช่นกันไม่ได้
ฮวาชิงเหยียนกล่าวไว้ไม่ผิด อันเหนียงเติบโตในป่าเขา อาหารกินที่ล้วนเป็นเนื้อสัตว์อสูรที่บิดาออกล่า และส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูรธาตุไฟ นางจึงกินเนื้อสัตว์อสูรธาตุไฟเหล่านั้นเป็นประจำตั้งแต่วัยเยาว์ หลังแต่งกับหลัวชิง หลายคราก็ตั้งครรภ์ แต่กลับไม่สามารถอุ้มท้องจนคลอดได้แม้แต่ครั้งเดียว นางเคยไปพบนักหลอมโอสถ พวกเขากลับบอกเพียงว่าในกายของนางมีธาตุไฟมากเกินไปจึงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถรักษาได้
หลังจากนั้นนางก็เลี่ยงเนื้อสัตว์อสูรธาตุไฟมาโดยตลอด พยายามจะตั้งครรภ์อีกครั้งให้ได้ ทว่าก็ไม่ประสบความสำเร็จเสียที ยิ่งเมื่อช่วงสองสามปีหลัง หลัวชิงไม่แตะต้องนางอีกเลย นางจึงเริ่มไม่สบายใจนัก คิดว่าเขาคงเบื่อหน่ายตนที่ไม่สามารถมีลูกได้ นั่นจึงเป็นเหตุที่นางมักเซ้าซี้หลัวชิงเรื่องมีบุตรอยู่ร่ำไป
เมื่อฮวาชิงเหยียนเห็นสายตาเปี่ยมความคาดหวังของสองสามีภรรยา ก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยว่า “แน่นอน พี่หลัวชิง นี่คือโอสถสำหรับรักษาโรคของท่าน หากดื่มแล้วโคจรลมปราณควบคู่ไปด้วย เพียงครึ่งชั่วยามก็จะเห็นผล หรือหากปล่อยให้โอสถออกฤทธิ์เอง ภายในหนึ่งชั่วยามก็สามารถรักษาหายได้เช่นกัน แต่ข้าแนะนำว่าควรดื่มตอนที่ไม่มีคนอยู่รอบข้างจะดีกว่า”
หลัวชิงได้ยินประโยคสุดท้าย ก็นึกถึงอาการที่เกิดขึ้นหลังดื่มยาเมื่อวานตอนเย็น เช้าวันนี้ และเมื่อช่วงกลางวัน ใบหน้าเขาแดงก่ำขึ้นมาทันที
อันเหนียงดูจะเข้าใจความนัยในถ้อยคำนั้น ใบหน้าก็แดงเรื่อเช่นกัน แต่เมื่อนางมองไปยังฮวาชิงเหยียน แววตาที่เคยระแวงกลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกขอบคุณและคาดหวัง
ฮวาชิงเหยียนไม่ทำให้นางผิดหวัง นางยื่นมือออกไปพลางเอ่ยกับอันเหนียงว่า “พี่สะใภ้หลัว เชิญนั่งก่อน ข้าต้องจับชีพจรเพื่อตรวจดูอาการท่านให้แน่ชัด”
หลัวชิงรีบประคองภรรยาให้นั่งลง พลางจ้องมองฮวาชิงเหยียนที่กำลังตรวจชีพจรให้นางด้วยสายตาจริงจัง
ฮวาชิงเหยียนตรวจชีพจรเสร็จก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
“ตลอดหลายปีมานี้ท่านไม่กินของที่มีธาตุไฟเลย ทำให้พิษร้อนในกายค่อยๆ ลดลง หากดื่มยาที่ข้าจัดให้ ภายในครึ่งเดือนก็สามารถขจัดพิษร้อนออกไปได้หมด ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ โอกาสมีบุตรย่อมมีอีกมาก”
อันเหนียงนั้นเป็นโรคมีบุตรยาก ทว่าโรคนี้ในชาติก่อนของฮวาชิงเหยียนไม่ต่างอะไรจากไข้หวัดเล็กน้อย สามารถรักษาได้ไม่ยาก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สองสามีภรรยาก็หันมาสบตากันด้วยความตื่นเต้น
อันเหนียงรีบกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณนักหลอมโอสถฮวา หากข้าตั้งครรภ์ได้จิงๆ ถึงชาติหน้าจะต้องเป็นวัวเป็นม้าชดใช้ท่าน ข้าก็ยินดี!”
หลัวชิงเองก็มองฮวาชิงเหยียนอย่างเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง เอ่ยถามว่า “นักหลอมโอสถฮวา ท่านเชี่ยวชาญเรื่องการปรุงโอสถไม่ใช่หรือ ท่านไม่มีโอสถที่ขจัดพิษร้อนในกายของภรรยาข้าได้ทันทีเลยหรือ”
ฮวาชิงเหยียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าว “มีสิ ทว่าแม้แต่โอสถน้ำฟื้นฟูโลหิตทั่วไป ยังต้องจ่ายหนึ่งพันตำลึงทอง แต่หากใช้เพียงเทียบยาแล้วจัดหาสมุนไพรมาต้มกินครึ่งเดือน ค่าใช้จ่ายจะไม่เกินหนึ่งร้อยตำลึงทอง”
ฮวาชิงเหยียนดูจากชุดของหลัวชิงกับอันเหนียง ก็พอจะเดาได้ว่าไม่ใช่ผู้มั่งมี แม้จะพอจ่ายได้ แต่หากต้องเสียถึงสองพันตำลึงทอง ก็เกรงว่าจะลำบากไม่น้อย
อันเหนียงยิ่งซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อของนาง แต่หลัวชิงกลับยืนยันหนักแน่น “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอท่านช่วยปรุงโอสถให้ภรรยาข้าสักขวดเถิด ข้ายินดีจ่าย!”
อันเหนียงเอ่ยพลางแสร้งถลึงตาใส่หลัวชิงด้วยท่าทีหยอกเย้า “ไม่ต้อง จัดสมุนไพรมาต้มกินก็พอ เจ้าจะรีบร้อนไปทำไม ข้ายังไม่อยากตั้งครรภ์เร็วขนาดนั้นเสียหน่อย หากตั้งครรภ์หน้าตาข้าคงจะโรยราเร็วขึ้น เจ้าอยากให้ข้าแก่เร็วหรือ!”
หลังได้ยินเช่นนั้น หลัวชิงถึงกับพูดไม่ออก ฝูงชนรอบด้านพากันหัวเราะครืน ฮวาชิงเหยียนเองก็รับรู้ได้ถึงความรักใคร่แน่นแฟ้นระหว่างสามีภรรยาคู่นี้
ฮวาชิงเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนว่า “พี่สะใภ้หลัววางใจเถิด ข้าจะจ่ายเทียบโอสถบำรุงผิวให้ หากดื่มต่อเนื่อง ริ้วรอยกับกระฝ้าที่ใบหน้าจะค่อยๆ จางลง ผิวพรรณก็จะดีขึ้นด้วย”
“จริงหรือ! ขอบคุณนักหลอมโอสถฮวา!” อันเหนียงไม่คาดคิดว่าฮวาชิงเหยียนจะมีเทียบโอสถบำรุงผิว
หลังฮวาชิงเหยียนจัดเทียบยาสองชุดเสร็จ ก็มอบโอสถกับเทียบยาสองชุดนั้นให้หลัวชิง เมื่อนางรับเงินหนึ่งพันยี่สิบตำลึงทองมาแล้วจึงอธิบายวิธีต้มกับวิธีใช้ให้พวกเขา จากนั้นยืนส่งทั้งสองเข้าไปในร้านโอสถเทียนชิงเพื่อนำเทียบยาไปจัดสมุนไพร
ฮวาชิงเหยียนกล่าวกับผู้คนที่อยู่รอบด้านว่า เทียบยาแต่ละฉบับคิดเพียงสิบเหรียญทองเท่านั้น
สีหน้าของผู้คนที่ได้ยินต่างเผยความลังเล แต่ส่วนใหญ่ก็เริ่มเชื่อมั่นในตัวฮวาชิงเหยียนมากขึ้นเรื่อยๆ ใครจะไปคิดว่าเด็กสาวที่เคยถูกมองว่าไร้พรสวรรค์ไม่อาจฝึกตนได้ กลับรักษาโรคของหลัวชิงได้จริง มิหนำซ้ำยังมองอาการของอันเหนียงออกตั้งแต่แรกพบด้วย
เมื่อได้ยินเรื่องของฉางจื่อโหรว และเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ดูแลร้านหลินกับต้าโถวในวันนี้ พวกเขาก็มิอาจกล่าวหาว่าทั้งหมดเป็นการร่วมมือหลอกลวงได้อีกต่อไป บางส่วนถึงกับเริ่มแย่งกันนั่งหน้าแผงกันอย่างตื่นเต้น
“นักหลอมโอสถฮวา เวลานั่งสมาธิข้าจะรู้สึกปวดท้องตลอด ท่านช่วยดูให้ข้าหน่อยเถิด!”
“ข้าก่อนๆ! นักหลอมโอสถฮวา ข้าฝันร้ายทุกคืน พอตื่นมาก็เหงื่อท่วมตัว ซ้ำยังอ่อนแรงเหมือนจะลุกจากเตียงไม่ไหวด้วย!”
เสียงเรียกถามดังระงมไม่ขาดสาย ต่างรีบบอกอาการของตนให้ฮวาชิงเหยียนวินิจฉัยให้ตนก่อน
“หา นักหลอมโอสถฮวา? พี่เย่ว์โหรวของข้ามานั่งตรวจรักษาอยู่ที่นี่เลยหรือ นี่ๆๆ พวกเจ้าหลีกทางหน่อยสิ!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงใสเจื้อยแจ้วของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น จากนั้นผู้คนรอบข้างพลันรู้สึกถึงพลังบางอย่างผลักให้พวกเขาแยกออกไปคนละด้านจนทางตรงกลางเปิดกว้างเป็นแนวยาว
หญิงสาวในชุดเวทสีเหลืองอ่อนผู้มีท่วงท่าสูงศักดิ์ยกมือสะบัดเบาๆ พลางหัวเราะหยัน “น่ารำคาญจริงๆ ต้องให้คุณหนูอย่างข้าลงมือเองเสียก่อนถึงจะยอมหลีกทางกัน มาเถิด พี่หลิงเฟิง เราไปทักทายพี่เย่ว์โหรวกันหน่อยดีกว่า”
หญิงสาวนางนั้นยังไม่ทันได้ดูว่าใครเป็นคนอยู่ในแผง ก็โผเข้ากอดแขนชายหนุ่มในชุดยาวสีขาวกรอมเท้าผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม
ด้านหลังพวกเขายังมีบรรดาคุณชายคุณหนูจากตระกูลมั่งคั่งติดตามมาอีกหลายคน
ทันทีที่ทุกคนหันไปมองยังแผงยา สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกคือป้ายอักษรขนาดใหญ่ซึ่งเขียนว่า ‘รักษาผู้สิ้นหวังไร้ทางเยียวยาโดยเฉพาะ’ จนสายตาเลื่อนไปยังบุคคลที่อยู่หลังแผงขายยา และเมื่อเห็นใบหน้าของฮวาชิงเหยียนอย่างชัดเจน พวกเขาก็พากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“ฮวาชิงเหยียน! เจ้าไร้ค่านี่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
หญิงสาวในชุดเหลืองอ่อนร้องขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะฉุดแขนชายหนุ่มในชุดขาวให้ตามนางไปยังหน้าแผง จากนั้นชี้ไปที่ฮวาชิงเหยียนพลางตะคอกเสียงแข็งด้วยโทสะ “ฮวาชิงเหยียน เจ้านี่ช่างไร้ยางอายเสียจริง! กล้าเอาชื่อพี่เย่ว์โหรวมาแอบอ้างหลอกลวงชาวบ้าน! ไปขอขมาพี่สาวข้าเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้นข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้!”
เมื่อผู้คนโดยรอบเห็นใบหน้าหญิงสาวผู้นั้นชัดเจนก็พากันถอยกรูด ถึงจะโกรธกับคำพูดของนาง แต่ด้วยฐานะสูงส่งจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยโต้ตอบ แม้แต่ต้าโถวกับพวกก็ยังได้แต่กำหมัดแน่นโดยไม่อาจพูดอะไรออกมา
ทว่าฮวาชิงเหยียนกลับเชิดหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง เหลือบมององค์หญิงเจ็ดจวินอู๋ย่าเล็กน้อย ก่อนจะทอดสายตามองบรรดาชาวบ้านที่นิ่งเงียบด้วยความหวาดหวั่น แววตาของนางพลันแข็งกร้าวเย็นเยียบ น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นชัดถ้อยชัดคำ “องค์หญิงเจ็ด ฝ่าบาทไม่เคยสอนท่านหรือว่าให้เคารพรักประชาชน? หรือว่าท่านแค่ทำเป็นไม่ได้ยินคำสอนของฝ่าบาทกันเจ้าคะ”
จวินอู๋ย่าย่อมฟังความเสียดสีในน้ำเสียงของฮวาชิงเหยียนออก นางโมโหจนก่นด่ากลับไปว่า
“เหลวไหล! การกระทำขององค์หญิงเช่นข้า ไม่ต้องให้คนไร้ค่าอย่างเจ้ามาสั่งสอน!”
“อ้อ ถ้าไม่ใช่คนไร้ค่าก็สั่งสอนได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ เช่นนั้นทุกคนที่อยู่ที่นี่มาช่วยกันสั่งสอนองค์หญิงเจ็ดหน่อยเถิด ว่าผู้มีเชื้อราชวงศ์ควรมีมารยาทและการอบรมเลี้ยงดูอย่างไร”
“เจ้า...กล้าหรือ!” ถ้อยคำของฮวาชิงเหยียนเสมือนคมมีดทิ่มแทงกลางใจ จวินอู๋ย่าถึงขั้นจะกระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคืองใจ และอยากชักแส้ออกมาฟาดใส่นางผู้นี้ให้ดับดิ้นตรงหน้าเสียเดี๋ยวนั้น
เสียงทุ้มสุภาพเปี่ยมอำนาจพลันดังขึ้น “องค์หญิงเจ็ด อย่าได้ถือสากับของไร้ค่า ยิ่งเอ่ยปากด้วย ยิ่งทำให้เสียเกียรติเปล่าๆ”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น จวินอู๋ย่าก็เงยหน้ามองจ้าวหลิงเฟิงที่กำลังส่งสายตาอ่อนโยนให้ตน ใบหน้าของนางก็แดงก่ำขึ้นมาโดยพลัน นางพยักหน้าอย่างเขินอาย “อื้ม ข้าจะฟังพี่หลิงเฟิงก็แล้วกัน พี่หลิงเฟิง คนไร้ค่าผู้นี้แอบอ้างชื่อพี่เย่ว์โหรวเพื่อหลอกลวงผู้คน เราควรทำเช่นไรกับนางดีเล่า”
ฮวาชิงเหยียนหันไปทางจ้าวหลิงเฟิงที่มองนางราวกับเป็นมดปลวกที่เขาจะบี้ให้แหลกเมื่อไรก็ได้
ขณะนั้นเอง บรรดาคุณชายตระกูลใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ส่งเสียงออกความเห็น
“ง่ายยิ่งนัก ก็แค่ทุบแผงของนางให้ราบก็สิ้นเรื่อง!”
“แค่นั้นมันยังน้อยเกินไป ตีขานางให้หักเสียเลย จะได้ไม่กล้าออกมาหลอกลวงใครอีก!”
องค์หญิงเจ็ดกล่าวอย่างเด็ดขาดในทันที “ข้าว่าตีขานางให้หักไม่พอ ต้องลากตัวนางไปขอขมาพี่เย่ว์โหรวด้วยถึงจะสาสม!”
“ใช่ๆ วิธีขององค์หญิงเจ็ดดีที่สุด!”
เหล่าคุณชายจากตระกูลใหญ่ทั้งหลายพากันเห็นด้วย และส่งเสียงเสริมตามมาไม่ขาดสาย ทั้งยังหารือกันต่อหน้าฮวาชิงเหยียนอย่างอุกอาจว่าจะจัดการนางอย่างไรดี
จวินอู๋ย่ามองฮวาชิงเหยียนอย่างยโส หวังจะเห็นสีหน้าหวาดกลัวของอีกฝ่าย แต่ทันทีที่สบตากับฮวาชิงเหยียน นางก็ต้องตะลึง เพราะอีกฝ่ายยังคงยิ้มละไม ไม่เพียงไม่หวาดหวั่น แต่ยังดูราวกับกำลังขบขันอยู่ด้วยซ้ำ!
“ฮวาชิงเหยียน! เจ้าหัวเราะอะไร!”
จวินอู๋ย่ารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างคับแน่นในอก นางจงใจพูดเสียงดังเพื่อลดเกียรติของอีกฝ่ายให้ต่ำตม แต่กลับได้รับรอยยิ้มอันสงบนิ่งของฮวาชิงเหยียนตอบกลับมาจนรู้สึกเหมือนกำลังชกใส่ปุยนุ่น นางจ้องฮวาชิงเหยียนเขม็งด้วยความกราดเกรี้ยว
ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “ข้าเพียงคิดว่าข้อเสนอขององค์หญิงเจ็ดนั้นน่าสนใจไม่น้อย ทว่า...คนที่สมควรโดนจัดการควรเป็นพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านมากกว่ากระมัง องค์หญิงเจ็ดคิดเห็นเช่นไรเจ้าคะ”
“เจ้า...หมายความว่าอย่างไร!”
เมื่อเห็นสายตาของฮวาชิงเหยียนมองมายังมือของตน จวินอู๋ย่าก็รู้สึกเย็นวาบที่ฝ่ามืออย่างน่าประหลาด สายตาเย็นเยียบคู่นั้นประหนึ่งกระบี่คมจ้องทะลุทะลวงจนไฟโทสะในอกลุกโชน
ด้วยความโกรธ จวินอู๋ย่าจึงสะบัดข้อมือชักแส้ที่พกติดตัวออกมา ก่อนจะฟาดลงที่พื้นตรงหน้าฮวาชิงเหยียนจนเกิดเสียงดังสนั่น