บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 บ้านที่ทำให้ผู้คนแทบหยุดหายใจ

            “ได้ยินว่าอยากจะซื้อบ้านเหรอ? ยังหาที่เหมาะไม่ได้?” หวังเมี่ยวเอ๋อพูดออกมาทื่อๆโดยที่ไม่รู้ว่ามีเนื้อหาสื่อถึงอะไรกันแน่

            “คือเป็นเพราะว่าไม่อยากได้พวกตึกที่มีลิฟต์น่ะค่ะแล้วตอนนี้ที่ดินก็หาซื้อยากจะตายไปบ้านที่มีไม่กี่ชั้นต่างก็อยู่ออกไปทางนอกเมืองหมด หาซื้อยากจริงๆ ค่ะ” ปัญหาของการซื้อบ้านเรื่องนี้แม้แต่ไข่มุกลึกลับเองยังไม่อาจจะช่วยแก้ไขได้

            หวังเมี่ยวเอ๋อยิ้มขึ้น “ที่จริงฉันรู้จักบ้านที่ต้องการจะขายอยู่นะเหมาะกับความต้องการของเธอดีด้วย แต่ว่าราคาก็ออกจะแพงหน่อย เอาไว้พาไปดูไหมล่ะ?”

            หลินลั่วหรานยื่นไปจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนจะพร่ำบอกคำขอบคุณ “แบบนั้นช่วยได้เยอะเลยค่ะช่วงนี้ฉันกังวลเรื่องนี้มาก เรื่องราคาไม่มีปัญหาเลยฉันยังมีก้อนแร่ที่ยังไม่ได้ผ่าอยู่อีกก้อนยังไงน่าจะพอเป็นเงินดาวน์ได้อยู่บ้างนะคะ?"

            เมื่อได้ยินว่าหลินลั่วหรานยังมีก้อนแร่อยู่อีกหวังเมี่ยวเอ๋อรู้เรื่องที่เธอได้เงินหกล้านมาเมื่อครั้งก่อนก็คิดขึ้นมาได้ว่าก้อนแร่ของหลินลั่วหรานจะต้องไม่แย่แน่ๆเรื่องบ้านหลังนั้นก็ต้องพาเธอไปดูได้อยู่แล้ว

            หวังเมี่ยวเอ๋อโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะกดเสียงลงพูด “ผักที่เธอเอามาให้น่ะดีกว่าผักที่ตระกูลซุยหาซื้อมาเสียอีก ไม่ใช่แค่รสชาติดีแต่ช่วงนี้ยังรู้สึกว่าท้องไส้ดีขึ้นมาด้วย ริ้วรอยเล็กๆ บนหน้าก็ไม่มีแล้วมีประโยชน์เสียยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ดังๆ เสียอีก ต้องขอบคุณเธอจริงๆนะน้องสาว...ผักพวกนั้นต้องแพงมากเลยใช่ไหม? หรือว่าจะเป็นผักเทคโนโลยีใหม่?”

            หลินลั่วหรานได้แต่คิดในใจฉันบอกออกไปว่าปลูกในพื้นที่ลึกลับได้ไหมนะ? เธอจึงได้แต่ตามน้ำคำพูดของพี่หวังไปโดยไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับใดๆ ทิ้งให้เป็นความลึกลับอยู่แบบนั้น

            เมื่อคิดดูแล้วพวกเธอก็ไม่ใช่คนที่รู้จักอะไรกันมานานมากนักลองนับดูก็เป็นเวลาไม่เกินสองเดือนที่ผ่านมาเท่านั้นอายุห่างกันไปกว่าหนึ่งช่วงอายุ แต่นิสัยกลับเข้ากันได้ดีจนน่าประหลาดหวังเมี่ยวเอ๋อดูเหมือนกับพี่สาวคนโตที่คอยช่วยหลินลั่วหรานโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนอยู่หลายครั้ง

            หลินลั่วหรานรู้ดีว่าเธอต้องลำบากเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองจึงอยากจะตอบแทนเธอในด้านนี้มาตลอด ช่วงนี้เธอก็ไปหาข้อมูลมาไม่น้อยในใจของเธอมีวิธีการขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่สำเร็จเท่านั้นเธอไม่อยากจะให้ความหวังอะไรมากนักจึงได้แต่พูดออกไปโดยไม่ใส่รายละเอียดอะไรมากนัก

            “พี่หวังเดี๋ยวฉันจะมีของขวัญอะไรให้ ถึงตอนนั้นช่วยรับเอาไว้ด้วยนะคะ เป็นเซอร์ไพรส์น่ะ!”

            แม้ว่าจะรู้สึกประหลาดใจ แต่หวังเมี่ยวเอ๋อก็รู้จักนิสัยของหลินลั่วหรานอยู่พูดว่าเป็นเซอร์ไพรส์ ก็ไม่ควรจะบอกเธอล่วงหน้าหวังเมี่ยวเอ๋อได้แต่ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนจะตกลงเรื่องวันไปดูบ้านกับหลินลั่วหราน

            วันต่อมาหลินลั่วหรานก็นำเอาโสมป่าไปให้อาจารย์เจี่ยหลังจากที่ทั้งสองฝึกไท่เก๊กเสร็จแล้ว ถึงได้หยิบนำกล่องหุ้มผ้าไหมออกมาพร้อมทั้งส่งให้อาจารย์เจี่ยด้วยความนอบน้อม

            อาจารย์เจี่ยแปลกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าหลินลั่วหรานจะยังไม่ลืมเรื่องของขวัญไหว้ครูที่เคยพูดไว้เมื่อเห็นกล่องหุ้มผ้าไหมสวยงาม ก็รู้ได้ว่าลูกศิษย์สาวคนนี้ตั้งใจเลือกมาให้จริงด้านในเป็นอะไรเขาก็ไม่ได้ดู เพียงแต่รับมาด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่ในใจก็ยังรู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กๆ

            โสมป่าอายุหกสิบปี น้ำหนักห้าสิบกรัมเดิมทีตามตลาดก็แบ่งขายเป็นตามกรัมกันทั้งนั้น อย่างไรก็ต้องหลายพันหยวนของที่ได้ผลิตมาจากพื้นที่ลึกลับของหลินลั่วหรานแม้แต่เหล่าพืชผักยังมีฤทธิ์ของยาบำรุงแล้วจะนับอะไรกับเมล็ดโสมป่าที่เดิมทีก็เต็มไปด้วยพลังอยู่แล้วแบบนี้

            ของขวัญไหว้ครูที่ดูมีคุณค่าขนาดนี้แต่หลินลั่วหรานก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะสิ่งที่อาจารย์เจี่ยสอนให้กับเธอนั้นไม่ใช่แค่ไท่เก๊กธรรมดาทั่วไปอย่างที่เธอคิดในตอนแรก!

            มันต่างไปจากคำอธิบายด้วยตัวอักษรเหล่านั้นหลินลั่วหรานประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อพบว่าสิ่งที่อาจารย์เจี่ยสอนให้เธอคือการควบคุมจิตใจแม้จะเป็นแค่การกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่เมื่อนำมาปรับใช้กับร่างกายของเธอแล้วกลับมีประโยชน์เป็นอย่างมาก หรืออาจจะเรียกได้ว่า มันคือวิธีการฝึกศาสตร์อย่างหนึ่ง

            หลินลั่วหรานไม่รู้เหตุผลเช่นกันเธอสามารถเห็นพลังต่างๆ ได้ทำให้เธอได้เห็นว่านอกจากพลังในเส้นเลือดของอาจารย์เจี่ยที่ดูมีพลังกว่าคนทั่วไปก็ไม่ได้มีอะไรที่ดูเหมือนกับผู้ฝึกศาสตร์ แต่กลับมีวิธีการฝึกศาสตร์ง่ายๆอย่างการกำหนดลมหายใจ นี่อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า อาจารย์เจี่ยหรือบรรพบุรุษมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับผู้ฝึกศาสตร์หรือไม่เขาก็อาจจะเป็นทายาทของผู้ฝึกศาสตร์สักคน?

            การเรียนรู้การกำหนดลมหายใจช่วยให้ความร้อนใจของหลินลั่วหรานเบาบางลง หลินลั่วหรานมองว่าการให้โสมป่าเป็นของขวัญให้แก่อาจารย์เจี่ยเป็นสิ่งที่สมควรแล้วเธอจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายมันเท่าไรนัก

            ......

            วันนี้เป็นวันหยุดของหลินลั่วหรานเมื่อคิดขึ้นมาได้ว่ารถที่เพิ่งซื้อมาไม่นานไม่ค่อยได้ถูกเอาออกมาใช้จะให้จอดทิ้งไว้เฉยๆ ก็น่าเสียดาย เธอจึงขับรถไปตามนัดที่จะไปดูบ้านกับเป่าเจี่ยด้วยตัวเอง

            พี่หวังบอกเอาไว้แล้วว่าจะรอพวกเธออยู่ที่โรงงานหวู่หลินเมื่อหลินลั่วหรานขับเข้าไปถึง ก็เห็นรถฮัมเมอร์เตะตาของพี่หวังได้ในทันที

            ใช่แล้วหวังเมี่ยวเอ๋อดูแลธุรกิจของตระกูลหวังด้วยตัวเองนิสัยของเธอจึงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ราวกับผู้ชาย เธอมักจะพูดเสมอว่าต้องเป็นฮัมเมอร์เท่านั้นถึงจะดูกล้าหาญดุดันคู่ควรกับเธอ...เพราะแบบนี้เป่าเจียจึงรู้สึกเคารพเธอมากช่วงนี้คนที่เธอเคารพก็มีเพียงหวังเมี่ยวเอ๋อเพียงคนเดียวผู้บังคับบัญชาฉินรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ตกลงหมั้นให้เธอไว้ตั้งแต่แรกเพราะไม่อย่างนั้นในตอนที่หลานสาวที่เต็มไปด้วยความกล้าแก่นราวกับเด็กผู้ชายคนนี้ต้องแต่งงานจากออกไปเขาคงต้องกังวลมากทีเดียว

            “พี่หวัง เราจะไปไหนกันเหรอ?” เมื่อเห็นไอดอลของตัวเอง เป่าเจียก็แปลงร่างเป็นน้องหมาตัวน้อยเข้าไปประจบ

            หวังเมี่ยวเอ๋อยกมือทักทาย “ตามพี่ไปเดี๋ยวก็รู้เองไม่พาไปขายหรอกน่า” ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงเมื่อหลินลั่วหรานเห็นท่าทางดุดันของหญิงสาวทั้งสอง ก็ได้แต่ยอมแพ้

            หลายปีที่ผ่านมานี้จำนวนรถส่วนตัวในเมือง R เพิ่มขึ้นมากบางครั้งรถติดเสียจนขี่จักรยานออกมาเองยังดีเสียกว่าหลินลั่วหรานจึงจัดการจอดรถเอาไว้ที่โรงงานแล้วนั่งรถของฮัมเมอร์ของพี่หวังมากับเป่าเจีย

            “เอ พี่หวังทำไมฉันถึงรู้สึกว่าช่วงนี้พี่ดูขาวขึ้นนะ?” น้องหมาขี้ประจบอย่างฉินเป่าเจียนั่งอยู่บริเวณที่นั่งข้างคนขับนั่งพิจารณาหวังเมี่ยวเอ๋อมาตลอดทาง

            หวังเมี่ยวเอ๋อยิ้มกว้างออกมาเสียจนริ้วรอยตามขอบตาพากันปรากฏให้เห็น “จริงเหรอ? พี่ซุยของเธอก็พูดแบบนี้ แต่คิดว่าหลอกกันเล่นเสียอีกสงสัยว่าผักที่น้องหลินให้มาจะเป็นของดีจริงๆ นะ!”

            เป่าเจียพยักหน้าด้วยความประทับใจทั้งสามพากันยิ้มหัวเราะ ก่อนจะเดินทางมาถึงจุดหมาย

            เมื่อมองไปยังรอบข้างที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างคุ้นตาแสดงให้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้ออกมาไกลจากตัวเมืองนัก ที่นี่เต็มไปด้วยตึกอารามและก็เป็นอพาร์ทเม้นท์มีลิฟต์เหมือนกันนี่? หลินลั่วหรานสงสัยแต่หวังเมี่ยวเอ๋อกลับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

            เมื่อเดินเข้ามาก็พบว่าเป็นถนนโบราณที่ถูกปรับปรุงใหม่ของเมือง R สไตล์ของยุคหมิงชิง บรรยากาศโบราณชวนดึงดูดผู้คนมากมายให้เข้ามาเยี่ยมเยือน

            เป่าเจียค่อนข้างมั่นใจในการเลือกของไอดอลของตัวเองจึงผลักหลินลั่วหรานที่ยืนนิ่งให้เดินตามพี่หวังไป

            พี่หวังหยุดอยู่หน้าประตูสีแสดบานใหญ่ที่อยู่ห่างจากถนนโบราณเส้นนั้นสองเส้นถนนก่อนจะหันมาถามหลินลั่วหรานด้วยความภาคภูมิใจ “บ้านหลังนี้เป็นไง?”

            กำแพงรอบถนนเส้นนี้ต่างเป็นอิฐโบราณรวมเข้ากับประตูสีแสดบานใหญ่ ทำให้ตาของหลินลั่วหรานเริ่มพร่ามัวเธอไม่รู้เลยว่าในบริเวณใกล้ๆ กับศูนย์กลางของเมือง R จะมีบ้านแบบนี้อยู่ด้วย

            “นี่เป็นของส่วนตัวเหรอคะ?” หลินลั่วหรานรู้สึกขายหน้าขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ทนไม่ไหวจนต้องถามออกมาเรื่องนี้จะว่าเธอก็คงไม่ได้ เธอชินกับการเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งไม่รู้บ้านแบบนี้สามารถซื้อขายกันได้เธอคิดว่ามันเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์มาโดยตลอดด้วยซ้ำ!

            หวังเมี่ยวเอ๋อหัวเราะลั่นออกมา “ยัยเด็กโง่นี่มันผ่านการปรับปรุงสร้างใหม่มาแล้ว ถ้าเป็นบ้านเก่าของกี่ร้อยปีก่อนจริงต่อเจ้าของบ้านยอมขายให้ แม้แต่แผ่นอิฐก็ต่างเป็นโบราณวัตถุทั้งนั้น อยู่แล้วรู้สึกสบายใจเหรอ?”

            ใบหน้าของหลินลั่วหรานขึ้นสีแดงขึ้นมาเมื่อเป่าเจียเห็นท่าทางเขินอายของเธอก็หัวเราะตามมาอีกคน

            เนื่องจากหวังเมี่ยวเอ๋อคุยไว้แล้วว่าวันนี้จะพาคนมาดูบ้าน ประตูใหญ่สีแสดจึงไม่ได้ถูกล็อกเอาไว้และก็ไม่ได้ปิดเอาไว้สนิทนัก

            หวังเมี่ยวเอ๋อผลักประตูพาหลินลั่วหรานเข้าไปด้านในและน่าจะเพื่อความสะดวกในการให้รถผ่านเข้าออก ธรณีประตูบานใหญ่จึงถูกเปิดออกไว้หลังจากเดินเข้ามาด้านซ้ายมือคือห้องขนาดใหญ่ที่ถูกปรับให้กลายเป็นโกดังจอดรถที่มีความลึกค่อนข้างมาก ดูเหมือนว่าจะสามารถจอดได้ถึงสองคัน

            ต้นอบเชยต้นใหญ่ถูกปลูกเอาไว้บริเวณมุมกำแพงของโกดังจอดรถมีความสูงกว่าเท่าตัวของกำแพง ดูเหมือนจะมีอายุบ้างแล้ว แม้ตอนนี้จะเป็นฤดูหนาวแต่กิ่งก้านใบกลับยังดูเขียวชอุ่ม ให้ร่มเงาแก่พื้นที่แห่งนี้

            บริเวณใกล้กำแพงถูกปลูกเรียงรายไปด้วยพุ่มกุหลาบจีนและยังมีสวนหินพร้อมบ่อเลี้ยงปลาถูกสร้างเอาไว้ แสงอาทิตย์ฤดูหนาวสาดส่องลงมาปลาคาร์ปตัวโตแข็งแรงแหวกว่ายไปทั่ว เมื่อเดินเข้ามาแล้วหลินลั่วหรานก็รู้สึกก้าวขาไม่ออกอยู่เล็กน้อย

            ดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะมีความกว้างไม่ต่ำกว่าสองร้อยตารางเมตรบนพื้นถูกปูด้วยก้อนอิฐขนาดสามตารางฟุต บริเวณใกล้ๆกับตัวบ้านก็ยังปลูกต้นหวูถงต้นใหญ่เอาไว้ โต๊ะเก้าอี้หินถูกวางไว้ภายในต้นไม้ใหญ่ดูแล้วน่าจะเอาไว้เพื่อนั่งพักตากลม

            ภายในบ้านไม้ มีห้องอยู่สามห้องต่างดูเหมือนตึกขนาดสองชั้นเล็กๆ ทั้งนั้น ด้านข้างก็เป็นห้องใหญ่ห้องเดียวที่มีเพียงหนึ่งชั้นห้องที่อยู่ห่างออกไปที่สุดก็คือห้องที่ถูกสร้างให้เป็นโกดังจอดรถห้องนั้นอีกสองห้องที่อยู่ติดกับโกดังจอดรถ คือห้องครัวและห้องทานอาหารห้องใหญ่

            ห้องที่อยู่ตรงกลาง ชั้นล่างเป็นห้องรับแขกและห้องหนังสือ ด้านบนต่างก็เป็นห้องนอนภายในยังถูกประดับไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ได้ดูขัดกับสไตล์ของบ้านเอาไว้ไม่เพียงแต่รู้สึกสบาย แต่เมื่อเข้ามาอยู่แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะไม่สะดวก

            อย่าพูดถึงอาการใจเต้นของหลินลั่วหรานเลยแม้แต่เป่าเจียเอง เดินเข้ามาเพียงไม่กี่ก้าวก็ร้องตะโกนออกมา “หรูเกินไปแล้ว...จะให้ชาวบ้านธรรมดาๆแบบพวกฉันใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไงกัน...”

            แต่หลินลั่วหรานกลับรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในบ้านโบราณในสมัยหลายร้อยปีก่อน

            หวังเมี่ยวเอ๋อรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้จึงลากทั้งสองเดินผ่านห้องอาหารเข้าไปก่อนจะพบกับประตูที่พาออกไปยังด้านหลังของตัวบ้าน

            เมื่อเห็นด้านหลังที่มีขนาดใหญ่กว่าด้านหน้ากว่ากี่เท่าเป่าเจียที่แทบจะหยุดหายใจกับภาพตรงหน้าสุดท้ายก็หลุดสบถคำที่ไม่ค่อยสุภาพนักออกมา

            “แม่เจ้า!”

    คล้ายกับเรื่องบ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน