Age of war

    ตอนที่ 60 สันดานของสัตว์ที่ทรงภูมิปัญญา

    เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัฐจักรชีวิตที่ไม่อาจหลีกหนีพ้น

    แต่ทว่ารัก โลภ โกรธ หลง มัวเมาในความต้องการ อยากมี อยากสบาย และอยากอยู่ในอำนาจ แม้จะเป็นผู้ดีที่ร่ำรวย ผู้ปกครองผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่คนยากจนที่ไม่มีจะกิน

    คิดว่าความต้องการที่ไม่สิ้นสุดนี้ ถูกจำกัดเฉพาะเพียงแค่มนุษย์หรือไม่?

    แม้แต่สัตว์เอง ถ้าถูกคนเลี้ยงให้อาหารทุกวันจนเคยตัว มันก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจ และใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

    พอได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อย แม้แต่เนื้อดิบมันก็ยังเลิกสนใจ

    ดังนั้น เราอาจอนุมานได้หรือเปล่าว่าความละโมบอันไม่สิ้นสุดนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์ที่เป็น

    ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนแต่มีความต้องการและความละโมภไม่แตกต่างกัน และยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งมีความต้องการและความหวดากลัวมากขึ้นตาม

    กลัวต่อความหิวโหยกระหาย กลัวต่อความทุกข์ทรมานทางกาย อยากได้อยากมี อยากเป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง

    สุดท้ายแล้ว คงมีแต่บุคคลที่พิเศษเท่านั้น จึงจะสามารถละซึ่งกิเลสและความต้องการอันเป็นสันดานธรรมชาติชีวิตที่มีสติปัญญาได้...



    เผ่าปักษาที่กำลังจัดประชุมผู้นำฝูง ในที่สุดพวกเขาก็ได้ข้อสรุปของทิศทางหลังจากนี้แล้ว

    พวกเขาจะใช้แผน [นารีพิฆาต]

    จากข้อมูลรายงานของปักษาแห่งการพยากรณ์ [คาร์เนต] ทำให้พวกเขารู้ว่าเผ่ามนุษย์นั้นมักมากในกามารมณ์

    หากยังไม่ลืมกัน เผ่าปักษาคือเผ่าที่มีสองเพศในร่างเดียว หากตัดอวัยะเพศชายทิ้งไป ฮอร์โมนเพศหญิงจะเพิ่มมากขึ้นจนทำให้มีรูปร่างเป็นสตรีเพศ

    พวกเขาจะใช้ประโยชน์จากรสนิยมของพวกมนุษย์ เพื่อหาโอกาสแทงข้างหลังกลับ

    เตรียมพร้อมที่จะตัดอวัยะเพศชายทิ้ง แล้วแปลงกายทั้งเผ่าให้กลายเป็นเพศหญิงแบบไม่มีข้อยกเว้น

    ใช้ความสวยงามและน่ารักเพื่อหลอกให้อีกฝ่ายตายใจ แล้วหาโอกาสขโมยทั้งเทคโนโลยีมาใช้งาน

    และถ้าเป็นไปได้ พวกเขาก็จะเข้าควบคุมคริสตัลแห่งชีวิตของมนุษย์ แล้วควบคุมให้เป็นทาสอย่างที่ทำกับพวกเขา

    “พวกเราไม่ยอมอยู่นิ่งใต้เท้าพวกมันเฉย ๆ แน่”

    พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์] และประชาชนของพวกเขาต่างพร้อมใจที่จะแปลงเพศกันแล้ว



    “จากการโหวตในที่ประชุม พวกเราจะควบคุมเผ่ามนุษย์นกในฐานะสิงมีชีวิตชนิดอื่น และใช้พวกมันในฐานะทาสกัน”

    คะแนนเสียงของผู้นำทั้งเก้าของมนุษย์ ได้เป็นเอกฉันท์มติว่าจะไม่ทำลายคริสตัลแห่งชีวิตของเผ่าปักษา แต่จะนำพวกมันมาเป็น [ทาส]

    “...ไม่คิดที่จะให้สิทธิพื้นฐานกับพวกมันเลยเรอะ? ”

    “ไม่มีความจำเป็นต้องสงสารศัตรู อย่าลืมว่าพวกมันเป็นฝ่ายบุกพวกเราก่อน อีกอย่าง พวกมันไม่ใช่ [มนุษย์] เป็นแค่สัตว์ปีกที่มีความฉลาดเท่านั้น”

    “... จริงของท่าน”

    ขนาดแม้แต่ผู้นำหัวโขนกังที่คิดคัดค้าน ยังมีความรู้สึกเห็นใจต่อศัตรูต่างเผ่าพันธ์เพียงแค่ผิวเผิน

    หากอีกฝ่ายเป็น [มนุษย์] คงได้พูดถึงสิทธิขั้นพื้นฐานกัน

    แต่พออีกฝ่ายเป็นตัวตนที่ไม่รู้จัก พวกเขาก็ลงมติปฏิบัติให้ฐานะสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ในทันที

    ซึ่งคงไม่แปลกนัก เพราะพวกเขายังไม่ได้มีความผูกพันธ์เหมือนอย่างที่มนุษย์มีให้กับสุนัขและแมว จนสร้างกฏหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงขึ้นมา

    ความจริงต้องบอกว่าพวกเขามองชาวปักษา เป็นมนุษย์ต่างดาวที่มีภัยอันตรายต่อพวกเขาเสียด้วยซ้ำไป

    “อีกอย่าง ยังไงต้องทำลายคริสตัลของพวกมันก่อนวันสิ้นโลกอยู่แล้ว ก่อนจะถึงเวลานั้น มาใช้งานให้คุ้มค่าดีกว่านะ”

    ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เลยทำให้ตัวแทนผู้นำอเมริกา กล้าที่จะกล่าวออกมาอย่างแล้งน้ำใจ

    [วันสิ้นโลก] สิ่งที่เทพเจ้าทั้งสามได้บอกพวกเขาเอาไว้ในวันแรก ได้รับการยืนยันจากหน่วยสำรวจแล้วว่าเป็นความจริง

    หลังจากที่เครื่องบินได้ถูกสร้างขึ้นมา หน่วยสังเกตุการณ์ก็ถูกส่งบินท่องออกไปทั่วท้องฟ้า

    และที่สุดขอบโลกนั้น พวกเขาได้พบกับความมืดมิดที่น่ากลัว

    สิ่งนั้นคืบคลานกลืนกินผืนทะเล และขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจนเข้าใกล้ทวีปไปทุกขณะ

    สิ่งนั้นทำให้พวกเขารู้ว่าเทพเจ้าเอาจริงกับเรื่องวันสิ้นโลก

    สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำพวกเขาให้ต้องกวาดล้างเผ่าพันธุ์อื่นให้หมดสิ้น

    อะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ ก็จงใช้ในการทำสงครามให้ถึงที่สุดเสีย

    “ถึงพวกมนุษย์นกจะไม่ฉลาด แต่ก็ไม่ได้โง่ พวกมันเชี่ยวชาญในการปลูกพืชมาก มีพืชรูปร่างคล้ายพืชทะเลจำนวนมากที่เมืองของพวกมัน พวกเราน่าจะเอามาใช้ดัดแปลงได้เหมือนที่หัวหน้านักวิจัย [ยะมะโตะ] ทำได้นะ”

    “เหมือนอย่างแร่ในฝันนั้นสินะ? ”

    ผู้นำจีนกับผู้นำโซเวียดพูดคุยกันอย่างออกรส

    แร่ที่เกิดจากการใช้พืชต่างโลกมาสังเคราะห์นั้น ได้ทำให้เกิดสินแร่ในฝันที่ทนทาน แข็งแรง ยืดหยุ่น เหนี่ยว ซับแรงกระแทกได้สูง ทนไฟได้มากกว่าหนึ่งพันองศา และมีน้ำหนักเบาเกิดขึ้นมา

    “แล้วตั้งชื่อให้มันได้หรือยัง? ”

    “เห็นว่าจะตั้งตามชื่อเทพของกรีกว่า [แร่ฮีเฟสตุส] นะ”

    พวกเขาสองคนพูดคุยกันต่อ

    ภายในหัวของพวกเขากำลังนึกถึงแสนยานุภาพกองทัพในฝันที่ใช้ตัวสินแร่ชนิดใหม่นี้สร้างขึ้นมา

    อย่างชุดเกราะนาโน หุ่นรบยักษ์ และอาวุธทีทำได้เพียงแต่วาดภาพเอาไว้

    “รบกวนกลับมาเข้าที่หัวข้อประชุมหลักด้วยค่ะ ท่านผู้นำโซเวียด กับท่านผู้นำจีน”

    เลขาหน้าจิ้งจอกตั๋งรีบดึงทุกคนกลับเข้าสู่หัวข้อการประชุมเดิม

    หัวข้อที่ว่า “จะทำอย่างไรกับเผ่ามนุษย์นกในหลังจากนี้”

    “ทาสก็คือทาส คุณตั๋งจะคิดอะไรมากละ? ”

    “คุณผู้นำอมเริกา เรียนด้วยความเคารพจากชาติที่โดนคุณเคยเอาไปใช้เป็นแรงงานทาส การเป็นทาสมันไม่สนุกเลยนะครับ”

    บุรุษผู้นำฝ่ายแอฟริกาค้านแนวคิดของผู้นำอเมริกาด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ

    “จริงอยู่ว่าพวกมันคือศัตรู และพวกเราต้องจัดการศัตรูให้สิ้น เพราะหลักฐานที่ชี้ชัดว่าโลกกำลังจะถูกกลืนกินมันเป็นเรื่องจริง แต่การจับศัตรูมาใช้งานเยี่ยงทาส นอกจากจะสร้างไฟแค้นแล้ว ยังจะถือว่าเป็นการมอบโอกาสให้ศัตรูหาทางสวนกลับด้วยนะครับ”

    “มีเหตุผล…”

    ผู้นำเอเชียเริ่มคล้อยตาม

    “แต่ว่าพวกเราดันเผยพลังการรบออกไปแล้ว คราวต่อไปคงเป็นฝ่ายอื่นที่รุมพวกเราแทน ถ้าจะทำลายคริสตัล กระผมว่าควรทำลายหลังจากที่ศัตรูเหลือเพียงเผ่าเดียวน่าจะดีที่สุดนะครับ และการใช้งาน ก็ไม่ควรใช้งานจนกดดันพวกเขาเกินไป เพราะผู้ที่เป็นทาส หากถึงจุดหนึ่งที่ทนไม่ได้ พวกเขาจะลุกขึ้นสู้แบบถวายหัวกันครับ เพราะผมคิดว่าหนึ่งในพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญา คือ [อิสระภาพ] ครับ”

    ผู้นำแอฟริกาเสนอความเห็นของตัวเองจนจบ

    สรุปคือเขาเห็นด้วยกับการใช้ทาสสงคราม แต่ควรอยู่ในกรอบที่ไม่รุนแรงจนเกินเลยไป

    ใช้พวกทาสต่างเผ่าแบบพอดีควร ไม่ใช่ทรมานเยี่ยงสิ่งของ

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลดการต่อต้านให้น้อยลงมากที่สุดนั่นเอง

    “ปกติ… ดีกว่า”

    ผู้นำสูงสุดกังพึมพำบางอย่างออกมาด้วยแววตาที่ดุดัน

    เขากำลังเริ่มคิดถึงมื้อกลางวัน ว่าอยากหาข้าวสวยร้อน ๆ ปกติกิน

    “ท่านหมายถึงให้ปฏิบัติกับพวกเชลยสงคราม โดยให้สิทธิพื้นฐานตามที่เสนอแนะมาตอนแรกสินะคะ? ”

    เลขาตั๋งช่วยเสริมเออเองจนมีความชัดเจนขึ้นมา

    “เออ… ใช่? ”

    กังตอบรับด้วยความงุนงง

    “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปใจดีมาก! เดียวพวกมันก็ได้ใจจนเหลิงหรอก พวกเราต้องแสดงอำนาจที่มากกว่าให้พวกมันกลัว กลัวจนไม่กล้าคิดต่อต้าน! ”

    ผู้นำอเมริกาค้านออกมาเสียงดัง

    “เหมือนที่เคยทำกับพวกบรรพบุรุษผมนะหรือ? พวกมะกันก็เป็นเสียแบบนี้”

    ผู้นำชาวแอฟริกาโต้เถียงกลับ

    “แกเองก็พอกันนั่นละ เรารู้ว่าท่านมีแอบนำสาว ๆ ของเผ่ามนุษย์นกไปเป็นนางบำเรอนะ! ”

    “ท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกเราทำเพื่อปกป้องจากพวกป่าเถื่อนอย่างพวกท่านต่างหาก! ”

    “โอ้ย พวกท่านช่วยรีบสรุปกันจะได้ไหมคะ? นี่ยังมีเรื่องของ [การจัดสรรกองทัพ] [การจัดสรรพื้นที่อาณานิคม] [การตามหาพวกมนุษย์มดที่หายตัวไป] และเรื่องการ [วางกำลังขยายดินแดน] ต่ออีกนะคะ! ”

    ตั๋งแผดเสียงด้วยความโกรธ

    ดูเหมือนว่าพวกเขาคงจะประชุมกันอีกนาน กว่าจะได้ข้อสรุปเหล่านี้อย่างจริงจัง



    ในช่วงเวลาเดียวกันของวันที่ 48 ช่วงเวลาบ่ายของวัน

    กลุ่มกองทัพของมนุษย์ที่ออกไปบุกในแนวหน้า ได้กลับมาถึงเมืองหลวงกันแล้ว

    พร้อมกับเชลยศึกที่จับมาได้

    แต่เนื่องจากมีจำนวนมากเกินกว่าจะดูแลไหว สุดท้ายจึงจับตัวกลับมาแค่เฉพาะระดับแม่ทัพสี่คน

    เอสเทอเผ่าภูติ

    บานากับแครอทเผ่ายักษา

    และสเลบที่ยังคงนอนสลบอยู่จากเผ่าอาร์โธร์โพดา

    เสียงหวูดรถไฟที่ส่งควันขึ้นท้องฟ้าได้ดังขึ้นไปทั่วผืนดิน

    แรงสั่นสะเทือนของขบวนม้าเหล็กที่ทรงพลัง ทำให้เหล่าสัตว์ร้ายพร้อมใจกันวิ่งหนีออกห่าง

    แนวกำแพงหินที่กำลังถูกสร้างใหม่ด้วยแร่สังเคราะห์ในฝันได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า

    พวกเขามาถึงเมืองหลวงของมนุษย์กันแล้ว



    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    “เอรีส เธอนะโหดร้ายจริง ๆ ดอง กับพรรคพวกที่ร่วมสู้มาด้วยกัน ยังกล้าทิ้งกลางทุ่งหญ้าได้ลงคอนะดอง~”

    “ฮือ… ฉันฉัน… ฉันไม่ได้…”

    “สงครามที่ผ่านมาทำตัวไร้ประโยชน์ไม่พอ ตอนนี้ยังจะมาหน้าด้านทำตัววางอำนาจเป็นผู้คุมพวกเราอีกนะดอง~”

    “ไม่… คือว่าฉัน…”

    “เธอไม่ใช่พรรคหรือเพื่อนของพวกเราอีกแล้วดอง! ”

    “แง~! ”

    อ๊ะ? ร้องไห้เลยแฮะ

    สงสัยคงจะแกล้งหนักมือไปหน่อย

    พวกเรากำลังถูกจับมัดอยู่ในกรงขังโลหะสี่เหลี่ยมร่วมกับเอรีส

    สาเหตุที่เอรีสมาอยู่ที่นี่นั้น เป็นเพราะพวกมนุษย์มองว่าเธอสนิทกับพวกเรามากที่สุด เลยจับให้มาเฝ้าพวกเราเอาไว้เพื่อลดความตึงเครียดลง

    ความจริงการหนีออกจากโซ่ล่ามและตู้กรงขังนี้ มันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับฉันดอง~

    แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะทำแบบนั้น

    และเนื่องจากว่าว่าเบื่อมาก ฉันเลยแหย่เอรีสเล่นมาตลอดการเดินทางเลยดอง แต่สงสัยจะแกล้งหนักมือไป เสื้อผ้าสีเขียวลายพรางของเธอเลยเปื้อนไปด้วยน้ำมูกน้ำตาไปหมดแล้ว

    “โอ๋~ น่าสงสาร~ คุณตัวจิ๋วตรงนั้นโหดร้ายจังเลยน้า~ เอรีสออกจะนิสัยซื่อตรง เธอไม่ได้ผิดหรอกนะจ๊ะ~”

    ยัยแครอทเข้าไปหาเอรีส แล้วให้เธอซบหน้าอกร้องไห้เพื่อเป็นการปลอบโยน

    ยัยนี่คิดอะไรอยู่เนี่ย? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ยัยแครอทจ้องจะกินเลือดกินเนื้อเอรีสอยู่ไม่ใช่หรอกหรือยังไงดอง~



    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    หึ หึ หึ เพราะการหักหลังของพวกมัน เลยทำให้บานาหมดสิ้นซึ่งความสนใจในตัวของยัยร่านเอรีสไปแล้ว

    สำหรับบานาแล้ว การทรยศหักหลังคือสิ่งงที่เขาไม่สามารถรับได้

    ดังนั้นยัยนี่จึงไม่ใช่ศัตรูของฉันอีกต่อไป

    แต่เพื่อทำให้บานามองว่าฉันคนนี้มีจิตใจดีงาม ฉันจึงถือโอกาสนี้เข้าไปปลอบโยนเอรีส แล้วทีนี้ บานาก็จะมองว่า “แครอทนั้นช่างอ่อนโยนยิ่งนัก”

    หุ หุ หุ แผนการของฉันช่างเหนือชั้นเสียจริง



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    ข้ากำลังมองดูยัยแครอทปลอบโยนผู้ทรยศเอรีส

    เธอสามารถแยกแยะเหตุและผลได้ ไม่เหมือนกับข้า

    ข้าเข้าใจว่าต้นเหตุเกิดจากนายเหนือหัวของเอรีส แต่ข้าไม่อาจยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หรอก

    พอเทียบกับยัยแครอทแล้ว ตัวข้าช่างถือว่าหัวใจคับแคบกว่ามากนัก

    “รถหยุดลงแล้วหรือ? ”

    อสูรเหล็กของเผ่ายักษาน้อยได้หยุดตัวลง

    แรงสั่นไหวและเสียงอันน่ารำคาญได้หยุดลง

    ในเวลาต่อมา บานประตูเหล็กด้านข้างก็ถูกเปิดออกพร้อมกับนักรบชุดเขียวของพวกมัน

    อาวุธที่ถือในมือ คือท่อนเหล็กที่มีอำนาจการทำลายล้างระยะไกลเหมือนธนู แต่มีความรุนแรงและยิงได้ต่อเนื่องสูงกว่า

    “$# ออกมา ##”

    เนื่องจากยังไม่คุ้นชินภาษาของเผ่ายักษาน้อยนัก เลยพอฟังออกแค่บางคำ

    เอรีสลุกขึ้นยืน เช็ดน้ำตาตัวเองออก แล้วพาพวกข้าลงมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง

    ส่วนเจ้าสุดยอดนักรบของเผ่าตัวเขี้ยว ดูเหมือนว่าจะตื่นขึ้นมาแล้ว

    เนื่องจากมันยังคงสวมชุดเกราะสีขาวที่ย้อมจนดำด้วยเลือดเอาไว้อยู่ ข้าจึงคาดเดาความรู้สึกของมันจากสีหน้าไม่ได้

    แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทางแล้ว คิดว่ามันคงกำลังมึนงงว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่

    มันมองมาที่ข้ากับพรรคพวกซึ่งกำลังถูกล่ามโซ่เหล็กหนาเข้าด้วยกันกับมันทีหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าดูแขนทั้งสี่ของตัวเอง ที่ถูกมัดรวมกันด้วยลวดเหล็กหนา

    “$##...”

    มันพูดบางอย่างออกมาคนเดียวเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างว่างาย

    พวกเราเชลยศึกทั้งสี่คนได้เดินลงมาจากอสูรเหล็ก

    และสิ่งแรกที่พวกข้าพบก็คือ---

    “แค๊ก!? อากาศอะไรกันเนี่ยดอง! ”

    อากาศอันแสนบริสุทธิ์ที่ชุ่มปอด

    … เดียวก่อนนะ

    “เอสเทอ อากาศ-ดี นะ นา~”

    ข้าพยายามพูดด้วยภาษาภูติเพื่อสื่อสารกับเอสเทอ

    “ดีกับผีสิดอง! ไม่เห็นควันสีดำที่เต็มท้องฟ้าตรงนั้นหรือยังไงดอง! พวกเผ่ามนุษย์ทนใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงเนี่ยดอง!? ”

    “เถียงไม่ออกเลยแฮะ…”

    เอรีสเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ของเอสเทอ

    ข้าหันหน้าไปมองแครอท แต่ดูเหมือนว่าเธอเองก็รู้สึกแบบเดียวกับข้า

    นั่นคืออากาศที่นี่สดชื่นมาก

    “... จะว่าไป เลือดของพวกแกเป็นสีดำนี่น่า คงจะใช้ CO2 ในการหายใจสินะดอง~”

    อะไรคือ CO2 กันฟะ…

    เอาเถอะ ตอนนี้มาสนใจสถานการณ์ปัจจุบันดีกว่า

    เมืองของพวกยักษาน้อยช่างน่าทึ่งมาก

    พื้นถนนที่ปูด้วยวัสดุบางอย่างซึ่งแข็งแรง เรียบ และทนทาน

    ซ้ำยังไร้รอยต่อ จนทำให้สามารถเดินได้สะดวก

    อาคารบ้านเรือนมีทั้งที่สร้างจากอิฐและไม้

    แต่ก็มีบางอาคารซึ่งกำลังก่อสร้างด้วยวัสดุอย่างโลหะและอะไรบางอย่างที่โปร่งใส

    แถมยังสูงเหยียดฟ้าจนน่ากลัวว่ามันตั้งอยู่ได้เช่นไร

    บนท้องถนนจะมีอสูรเหล็กรูปทรงกระบอกที่วิ่งด้วยขากลม ๆ สีดำ

    สิ่งนั้นบรรทุกพวกเผ่ายักษาน้อยเอาไว้เป็นจำนวนมาก

    ส่วนบนท้องฟ้านั้น มีอสูรนกเหล็กบินตัดผ่านด้วยความเร็วสูง

    มันบินด้วยความเร็วสูงจนปีกเหล็กกล้าตัดอากาศแยกออกเป็นเส้นสีขาวเด่นชัด

    มันไม่ขยับปีกเลยแม้แต่นิดเดียว

    เจ้าสิ่งนั้นบินได้ยังไงกัน?

    เพียงแค่ประเมินด้วยสายตา ข้าก็รู้แล้วว่าอารยธรรมของพวกมันก้าวล้ำเหนือกว่าเผ่าของข้าไปไกลลิบ

    “มาทางนี้”

    เอรีสนำพวกเราขึ้นอสูรเหล็ก

    พวกเราปีนขึ้นไปบนหลังของอสูร

    ดูเหมื่อนว่าพวกเขาจะฝึกฝึกอสูรพวกนี้มาอย่างดี เพราะว่าข้าไม่รู้สึกได้ถึงอาการต่อต้านแม้แต่น้อย

    ไม่สิ… เออ… มันยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ยนั่น?

    มันนิ่งสนิทราวกับว่าตายไปแล้วเลยละ…

    “มันเรียกว่าอะไรดอง? ”

    “ไม่รู้ไม่ชี้! ไม่พูดกับเอสเทอแล้ว! ”

    ยัยเปี๊ยกเอสเทอยิงคำถาม แต่ดูเหมือนว่าเอรีสจะงอนแก้มป่องไปแล้ว

    น่ารักแฮะ…

    ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน แต่ต่อให้ปากข้าจะฉีกออกมา ข้าก็ไม่คิดที่จะคุยกับเอรีสอีกต่อไป

    ข้าไม่ยอมให้อภัยต่อผู้ทรยศเด็ดขาด

    พวกเรานั่งเจ้าอสูรเหล็กวิ่งตัดผ่านเมืองมาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง

    มันวิ่งได้นิ่มและสบายมาก แทบจะไม่รู้สึกถึงแรงต่อต้านเลย

    “ถึงแล้ว”

    “คุกของพวกเราสินะ? ”

    “...”

    พวกมันพาพวกข้ามาหยุดที่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง

    อาคารนั้นถูกสร้างด้วยปูนสีเทาที่หนาทึบตันแข็งแรง

    มันไม่มีช่องหน้าต่างหรือรูกว้างสำหรับระบายอากาศ

    มีกำแพงสูงล้อมพร้อมกับลวดหนามอันตราย

    ที่ปลายมุมของกำแพง มีหอคอยสูงพร้อมเวรยามเฝ้ามอง

    “... หนาว!? ”

    และเมื่อเข้ามาสู่ภายในอาคาร อากาศที่ร้อนอบอ้าวก็ฉับพลันเปลี่ยนเป็นหนาวเย็นขึ้นมา

    ข้าไม่เคยสัมผัสอะไรแบบนี้มาก่อน

    ภายในอาคารนั้นสว่างเจิดจ้าได้โดยที่ไม่ต้องจุดคบเพลิง

    ประตูที่เลื่อนเปิดออกเองได้ราวกับใช้มนต์อาคม

    ข้างในอาคารนั้นเต็มไปด้วยเผ่ายักษาน้อยที่แผ่แรงกดดันออกมา

    พวกมันมีอาวุธครบมือ สวมเกราะผ้าบอบบางสีดำทับเสื้อสีเทาลายพราง

    พวกนี้คงเป็นผู้คุม

    “... ทำไมมีเผ่าปีกเยอะแบบนั้น? ”

    ข้างในพื้นที่คุก มีบางส่วนเป็นพื้นที่เปิดโล่งกว้าง

    และพื้นที่เปิดโล่งนั้น มีพวกเผ่าปีกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

    พวกมันกำลังทำไรน่าอยู่

    เป็นพันธมิตรกับพวกเผ่ายักษาน้อยหรือ?

    ไม่ใช่เลย นั่นนะคือทาสชัด ๆ

    พวกมันแส้เฆี่ยนตีพวกที่หมดแรงอย่างโหดเหี้ยม

    ข้าเห็นพวกเผ่าปีกบางคนนอนเป็นศพอยู่กลางไร่นา

    ศพนั้นถูกปล่อยวางทิ้งเอาไว้โดยไม่มีใครสนใจ ราวกับเป็นแค่เศษซากขยะกลางท้องทุ่ง

    และภาพนี้ทำให้ข้าเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาได้ในทันที ว่าพวกเผ่าปีก คงพ่ายแพ้ให้กับเผ่ายักษาน้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    มิเช่นนั้นคงไม่สามารถอธิบายทาสสงครามตรงหน้าข้าได้

    ถึงจะสามารถเข้าใจได้ว่านี่คือสภาพของผู้แพ้สงคราม เพราะตามประวัติศาสตร์ของพวกเราเผ่ายักษาเองก็มีการกระทำเช่นนี้กับผู้แพ้สงครามเช่นกัน

    แต่ถึงจะเข้าใจ ข้าก็ไม่อาจทำใจยินดีกับภาพตรงหน้าได้อย่างใจเย็น

    “อืม… ศัตรูเยอะพอประมาณ แต่กำลังหันหลังให้ น่าจะได้เวลาแล้วดอง~”

    ในตอนนั้นเองที่เจ้าจิ๋วเอสเทอพึมพำบางอย่างออกมา

    “เอรีส แขนด้วนแบบนั้นคงลำบากแย่สินะดอง”

    “เออ…? ”

    ในตอนนั้นเองที่ปีกของเอสเทอเรืองแสงขึ้นมา

    “เราจะช่วยเธอให้ได้แขนกลับมาเองดอง~”

    มวลอากาศรอบปีกเอสเทอได้รวมตัวกันจนเกิดเป็นก้อนพลาสม่าขนาดเล็ก

    ก้อนพลาสม่านั้นวิ่งทะลุอกซ้ายของเอรีสกับพวกผู้คุมตรงหน้าทั้งหมดไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

    “ทำ-ไม-? ”

    “นี่ฉันทำเพื่อเธอนะดอง...”

    เอสเทอพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

    “เอสเทอ เจ้าทำอะไรลงไปนะ! ”

    ข้ากรีดเสียงใส่เอสเทอ

    “ก็ทำแบบนี้ไง”

    เอสเทอสร้างก้อนพลาสม่าขนาดเล็กออกมาอีกครั้ง ก่อนที่จะพุ่งโจมตีเข้าใส่กุญแจมือของข้า แครอท และเจ้านักรบเผ่าเขี้ยวที่ยืนอยู่ด้านข้างของข้า

    มือและเท้าของพวกข้าได้เป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง

    “พวกมนุษย์อุตสาห์พาพวกเรามาส่งถึงเมือง ไหน ๆ ก็มาถึงแล้วทั้งที ไม่คิดจะลองสำรวจสักหน่อยกันก่อนหรือดอง? ไม่แน่ว่าอาจจะได้ของขวัญชิ้นโตกลับไปก็ได้นะดอง~”



    แผนที่สรุปของเกมส์แห่งสงคราม ณ วันที่ 48

    sds​