เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัฐจักรชีวิตที่ไม่อาจหลีกหนีพ้น
แต่ทว่ารัก โลภ โกรธ หลง มัวเมาในความต้องการ อยากมี อยากสบาย และอยากอยู่ในอำนาจ แม้จะเป็นผู้ดีที่ร่ำรวย ผู้ปกครองผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่คนยากจนที่ไม่มีจะกิน
คิดว่าความต้องการที่ไม่สิ้นสุดนี้ ถูกจำกัดเฉพาะเพียงแค่มนุษย์หรือไม่?
แม้แต่สัตว์เอง ถ้าถูกคนเลี้ยงให้อาหารทุกวันจนเคยตัว มันก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจ และใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
พอได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อย แม้แต่เนื้อดิบมันก็ยังเลิกสนใจ
ดังนั้น เราอาจอนุมานได้หรือเปล่าว่าความละโมบอันไม่สิ้นสุดนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์ที่เป็น
ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนแต่มีความต้องการและความละโมภไม่แตกต่างกัน และยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งมีความต้องการและความหวดากลัวมากขึ้นตาม
กลัวต่อความหิวโหยกระหาย กลัวต่อความทุกข์ทรมานทางกาย อยากได้อยากมี อยากเป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง
สุดท้ายแล้ว คงมีแต่บุคคลที่พิเศษเท่านั้น จึงจะสามารถละซึ่งกิเลสและความต้องการอันเป็นสันดานธรรมชาติชีวิตที่มีสติปัญญาได้...
เผ่าปักษาที่กำลังจัดประชุมผู้นำฝูง ในที่สุดพวกเขาก็ได้ข้อสรุปของทิศทางหลังจากนี้แล้ว
พวกเขาจะใช้แผน [นารีพิฆาต]
จากข้อมูลรายงานของปักษาแห่งการพยากรณ์ [คาร์เนต] ทำให้พวกเขารู้ว่าเผ่ามนุษย์นั้นมักมากในกามารมณ์
หากยังไม่ลืมกัน เผ่าปักษาคือเผ่าที่มีสองเพศในร่างเดียว หากตัดอวัยะเพศชายทิ้งไป ฮอร์โมนเพศหญิงจะเพิ่มมากขึ้นจนทำให้มีรูปร่างเป็นสตรีเพศ
พวกเขาจะใช้ประโยชน์จากรสนิยมของพวกมนุษย์ เพื่อหาโอกาสแทงข้างหลังกลับ
เตรียมพร้อมที่จะตัดอวัยะเพศชายทิ้ง แล้วแปลงกายทั้งเผ่าให้กลายเป็นเพศหญิงแบบไม่มีข้อยกเว้น
ใช้ความสวยงามและน่ารักเพื่อหลอกให้อีกฝ่ายตายใจ แล้วหาโอกาสขโมยทั้งเทคโนโลยีมาใช้งาน
และถ้าเป็นไปได้ พวกเขาก็จะเข้าควบคุมคริสตัลแห่งชีวิตของมนุษย์ แล้วควบคุมให้เป็นทาสอย่างที่ทำกับพวกเขา
“พวกเราไม่ยอมอยู่นิ่งใต้เท้าพวกมันเฉย ๆ แน่”
พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์] และประชาชนของพวกเขาต่างพร้อมใจที่จะแปลงเพศกันแล้ว
“จากการโหวตในที่ประชุม พวกเราจะควบคุมเผ่ามนุษย์นกในฐานะสิงมีชีวิตชนิดอื่น และใช้พวกมันในฐานะทาสกัน”
คะแนนเสียงของผู้นำทั้งเก้าของมนุษย์ ได้เป็นเอกฉันท์มติว่าจะไม่ทำลายคริสตัลแห่งชีวิตของเผ่าปักษา แต่จะนำพวกมันมาเป็น [ทาส]
“...ไม่คิดที่จะให้สิทธิพื้นฐานกับพวกมันเลยเรอะ? ”
“ไม่มีความจำเป็นต้องสงสารศัตรู อย่าลืมว่าพวกมันเป็นฝ่ายบุกพวกเราก่อน อีกอย่าง พวกมันไม่ใช่ [มนุษย์] เป็นแค่สัตว์ปีกที่มีความฉลาดเท่านั้น”
“... จริงของท่าน”
ขนาดแม้แต่ผู้นำหัวโขนกังที่คิดคัดค้าน ยังมีความรู้สึกเห็นใจต่อศัตรูต่างเผ่าพันธ์เพียงแค่ผิวเผิน
หากอีกฝ่ายเป็น [มนุษย์] คงได้พูดถึงสิทธิขั้นพื้นฐานกัน
แต่พออีกฝ่ายเป็นตัวตนที่ไม่รู้จัก พวกเขาก็ลงมติปฏิบัติให้ฐานะสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ในทันที
ซึ่งคงไม่แปลกนัก เพราะพวกเขายังไม่ได้มีความผูกพันธ์เหมือนอย่างที่มนุษย์มีให้กับสุนัขและแมว จนสร้างกฏหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงขึ้นมา
ความจริงต้องบอกว่าพวกเขามองชาวปักษา เป็นมนุษย์ต่างดาวที่มีภัยอันตรายต่อพวกเขาเสียด้วยซ้ำไป
“อีกอย่าง ยังไงต้องทำลายคริสตัลของพวกมันก่อนวันสิ้นโลกอยู่แล้ว ก่อนจะถึงเวลานั้น มาใช้งานให้คุ้มค่าดีกว่านะ”
ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เลยทำให้ตัวแทนผู้นำอเมริกา กล้าที่จะกล่าวออกมาอย่างแล้งน้ำใจ
[วันสิ้นโลก] สิ่งที่เทพเจ้าทั้งสามได้บอกพวกเขาเอาไว้ในวันแรก ได้รับการยืนยันจากหน่วยสำรวจแล้วว่าเป็นความจริง
หลังจากที่เครื่องบินได้ถูกสร้างขึ้นมา หน่วยสังเกตุการณ์ก็ถูกส่งบินท่องออกไปทั่วท้องฟ้า
และที่สุดขอบโลกนั้น พวกเขาได้พบกับความมืดมิดที่น่ากลัว
สิ่งนั้นคืบคลานกลืนกินผืนทะเล และขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจนเข้าใกล้ทวีปไปทุกขณะ
สิ่งนั้นทำให้พวกเขารู้ว่าเทพเจ้าเอาจริงกับเรื่องวันสิ้นโลก
สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำพวกเขาให้ต้องกวาดล้างเผ่าพันธุ์อื่นให้หมดสิ้น
อะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ ก็จงใช้ในการทำสงครามให้ถึงที่สุดเสีย
“ถึงพวกมนุษย์นกจะไม่ฉลาด แต่ก็ไม่ได้โง่ พวกมันเชี่ยวชาญในการปลูกพืชมาก มีพืชรูปร่างคล้ายพืชทะเลจำนวนมากที่เมืองของพวกมัน พวกเราน่าจะเอามาใช้ดัดแปลงได้เหมือนที่หัวหน้านักวิจัย [ยะมะโตะ] ทำได้นะ”
“เหมือนอย่างแร่ในฝันนั้นสินะ? ”
ผู้นำจีนกับผู้นำโซเวียดพูดคุยกันอย่างออกรส
แร่ที่เกิดจากการใช้พืชต่างโลกมาสังเคราะห์นั้น ได้ทำให้เกิดสินแร่ในฝันที่ทนทาน แข็งแรง ยืดหยุ่น เหนี่ยว ซับแรงกระแทกได้สูง ทนไฟได้มากกว่าหนึ่งพันองศา และมีน้ำหนักเบาเกิดขึ้นมา
“แล้วตั้งชื่อให้มันได้หรือยัง? ”
“เห็นว่าจะตั้งตามชื่อเทพของกรีกว่า [แร่ฮีเฟสตุส] นะ”
พวกเขาสองคนพูดคุยกันต่อ
ภายในหัวของพวกเขากำลังนึกถึงแสนยานุภาพกองทัพในฝันที่ใช้ตัวสินแร่ชนิดใหม่นี้สร้างขึ้นมา
อย่างชุดเกราะนาโน หุ่นรบยักษ์ และอาวุธทีทำได้เพียงแต่วาดภาพเอาไว้
“รบกวนกลับมาเข้าที่หัวข้อประชุมหลักด้วยค่ะ ท่านผู้นำโซเวียด กับท่านผู้นำจีน”
เลขาหน้าจิ้งจอกตั๋งรีบดึงทุกคนกลับเข้าสู่หัวข้อการประชุมเดิม
หัวข้อที่ว่า “จะทำอย่างไรกับเผ่ามนุษย์นกในหลังจากนี้”
“ทาสก็คือทาส คุณตั๋งจะคิดอะไรมากละ? ”
“คุณผู้นำอมเริกา เรียนด้วยความเคารพจากชาติที่โดนคุณเคยเอาไปใช้เป็นแรงงานทาส การเป็นทาสมันไม่สนุกเลยนะครับ”
บุรุษผู้นำฝ่ายแอฟริกาค้านแนวคิดของผู้นำอเมริกาด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ
“จริงอยู่ว่าพวกมันคือศัตรู และพวกเราต้องจัดการศัตรูให้สิ้น เพราะหลักฐานที่ชี้ชัดว่าโลกกำลังจะถูกกลืนกินมันเป็นเรื่องจริง แต่การจับศัตรูมาใช้งานเยี่ยงทาส นอกจากจะสร้างไฟแค้นแล้ว ยังจะถือว่าเป็นการมอบโอกาสให้ศัตรูหาทางสวนกลับด้วยนะครับ”
“มีเหตุผล…”
ผู้นำเอเชียเริ่มคล้อยตาม
“แต่ว่าพวกเราดันเผยพลังการรบออกไปแล้ว คราวต่อไปคงเป็นฝ่ายอื่นที่รุมพวกเราแทน ถ้าจะทำลายคริสตัล กระผมว่าควรทำลายหลังจากที่ศัตรูเหลือเพียงเผ่าเดียวน่าจะดีที่สุดนะครับ และการใช้งาน ก็ไม่ควรใช้งานจนกดดันพวกเขาเกินไป เพราะผู้ที่เป็นทาส หากถึงจุดหนึ่งที่ทนไม่ได้ พวกเขาจะลุกขึ้นสู้แบบถวายหัวกันครับ เพราะผมคิดว่าหนึ่งในพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญา คือ [อิสระภาพ] ครับ”
ผู้นำแอฟริกาเสนอความเห็นของตัวเองจนจบ
สรุปคือเขาเห็นด้วยกับการใช้ทาสสงคราม แต่ควรอยู่ในกรอบที่ไม่รุนแรงจนเกินเลยไป
ใช้พวกทาสต่างเผ่าแบบพอดีควร ไม่ใช่ทรมานเยี่ยงสิ่งของ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลดการต่อต้านให้น้อยลงมากที่สุดนั่นเอง
“ปกติ… ดีกว่า”
ผู้นำสูงสุดกังพึมพำบางอย่างออกมาด้วยแววตาที่ดุดัน
เขากำลังเริ่มคิดถึงมื้อกลางวัน ว่าอยากหาข้าวสวยร้อน ๆ ปกติกิน
“ท่านหมายถึงให้ปฏิบัติกับพวกเชลยสงคราม โดยให้สิทธิพื้นฐานตามที่เสนอแนะมาตอนแรกสินะคะ? ”
เลขาตั๋งช่วยเสริมเออเองจนมีความชัดเจนขึ้นมา
“เออ… ใช่? ”
กังตอบรับด้วยความงุนงง
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปใจดีมาก! เดียวพวกมันก็ได้ใจจนเหลิงหรอก พวกเราต้องแสดงอำนาจที่มากกว่าให้พวกมันกลัว กลัวจนไม่กล้าคิดต่อต้าน! ”
ผู้นำอเมริกาค้านออกมาเสียงดัง
“เหมือนที่เคยทำกับพวกบรรพบุรุษผมนะหรือ? พวกมะกันก็เป็นเสียแบบนี้”
ผู้นำชาวแอฟริกาโต้เถียงกลับ
“แกเองก็พอกันนั่นละ เรารู้ว่าท่านมีแอบนำสาว ๆ ของเผ่ามนุษย์นกไปเป็นนางบำเรอนะ! ”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกเราทำเพื่อปกป้องจากพวกป่าเถื่อนอย่างพวกท่านต่างหาก! ”
“โอ้ย พวกท่านช่วยรีบสรุปกันจะได้ไหมคะ? นี่ยังมีเรื่องของ [การจัดสรรกองทัพ] [การจัดสรรพื้นที่อาณานิคม] [การตามหาพวกมนุษย์มดที่หายตัวไป] และเรื่องการ [วางกำลังขยายดินแดน] ต่ออีกนะคะ! ”
ตั๋งแผดเสียงด้วยความโกรธ
ดูเหมือนว่าพวกเขาคงจะประชุมกันอีกนาน กว่าจะได้ข้อสรุปเหล่านี้อย่างจริงจัง
ในช่วงเวลาเดียวกันของวันที่ 48 ช่วงเวลาบ่ายของวัน
กลุ่มกองทัพของมนุษย์ที่ออกไปบุกในแนวหน้า ได้กลับมาถึงเมืองหลวงกันแล้ว
พร้อมกับเชลยศึกที่จับมาได้
แต่เนื่องจากมีจำนวนมากเกินกว่าจะดูแลไหว สุดท้ายจึงจับตัวกลับมาแค่เฉพาะระดับแม่ทัพสี่คน
เอสเทอเผ่าภูติ
บานากับแครอทเผ่ายักษา
และสเลบที่ยังคงนอนสลบอยู่จากเผ่าอาร์โธร์โพดา
เสียงหวูดรถไฟที่ส่งควันขึ้นท้องฟ้าได้ดังขึ้นไปทั่วผืนดิน
แรงสั่นสะเทือนของขบวนม้าเหล็กที่ทรงพลัง ทำให้เหล่าสัตว์ร้ายพร้อมใจกันวิ่งหนีออกห่าง
แนวกำแพงหินที่กำลังถูกสร้างใหม่ด้วยแร่สังเคราะห์ในฝันได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า
พวกเขามาถึงเมืองหลวงของมนุษย์กันแล้ว
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“เอรีส เธอนะโหดร้ายจริง ๆ ดอง กับพรรคพวกที่ร่วมสู้มาด้วยกัน ยังกล้าทิ้งกลางทุ่งหญ้าได้ลงคอนะดอง~”
“ฮือ… ฉันฉัน… ฉันไม่ได้…”
“สงครามที่ผ่านมาทำตัวไร้ประโยชน์ไม่พอ ตอนนี้ยังจะมาหน้าด้านทำตัววางอำนาจเป็นผู้คุมพวกเราอีกนะดอง~”
“ไม่… คือว่าฉัน…”
“เธอไม่ใช่พรรคหรือเพื่อนของพวกเราอีกแล้วดอง! ”
“แง~! ”
อ๊ะ? ร้องไห้เลยแฮะ
สงสัยคงจะแกล้งหนักมือไปหน่อย
พวกเรากำลังถูกจับมัดอยู่ในกรงขังโลหะสี่เหลี่ยมร่วมกับเอรีส
สาเหตุที่เอรีสมาอยู่ที่นี่นั้น เป็นเพราะพวกมนุษย์มองว่าเธอสนิทกับพวกเรามากที่สุด เลยจับให้มาเฝ้าพวกเราเอาไว้เพื่อลดความตึงเครียดลง
ความจริงการหนีออกจากโซ่ล่ามและตู้กรงขังนี้ มันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับฉันดอง~
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะทำแบบนั้น
และเนื่องจากว่าว่าเบื่อมาก ฉันเลยแหย่เอรีสเล่นมาตลอดการเดินทางเลยดอง แต่สงสัยจะแกล้งหนักมือไป เสื้อผ้าสีเขียวลายพรางของเธอเลยเปื้อนไปด้วยน้ำมูกน้ำตาไปหมดแล้ว
“โอ๋~ น่าสงสาร~ คุณตัวจิ๋วตรงนั้นโหดร้ายจังเลยน้า~ เอรีสออกจะนิสัยซื่อตรง เธอไม่ได้ผิดหรอกนะจ๊ะ~”
ยัยแครอทเข้าไปหาเอรีส แล้วให้เธอซบหน้าอกร้องไห้เพื่อเป็นการปลอบโยน
ยัยนี่คิดอะไรอยู่เนี่ย? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ยัยแครอทจ้องจะกินเลือดกินเนื้อเอรีสอยู่ไม่ใช่หรอกหรือยังไงดอง~
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
หึ หึ หึ เพราะการหักหลังของพวกมัน เลยทำให้บานาหมดสิ้นซึ่งความสนใจในตัวของยัยร่านเอรีสไปแล้ว
สำหรับบานาแล้ว การทรยศหักหลังคือสิ่งงที่เขาไม่สามารถรับได้
ดังนั้นยัยนี่จึงไม่ใช่ศัตรูของฉันอีกต่อไป
แต่เพื่อทำให้บานามองว่าฉันคนนี้มีจิตใจดีงาม ฉันจึงถือโอกาสนี้เข้าไปปลอบโยนเอรีส แล้วทีนี้ บานาก็จะมองว่า “แครอทนั้นช่างอ่อนโยนยิ่งนัก”
หุ หุ หุ แผนการของฉันช่างเหนือชั้นเสียจริง
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
ข้ากำลังมองดูยัยแครอทปลอบโยนผู้ทรยศเอรีส
เธอสามารถแยกแยะเหตุและผลได้ ไม่เหมือนกับข้า
ข้าเข้าใจว่าต้นเหตุเกิดจากนายเหนือหัวของเอรีส แต่ข้าไม่อาจยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หรอก
พอเทียบกับยัยแครอทแล้ว ตัวข้าช่างถือว่าหัวใจคับแคบกว่ามากนัก
“รถหยุดลงแล้วหรือ? ”
อสูรเหล็กของเผ่ายักษาน้อยได้หยุดตัวลง
แรงสั่นไหวและเสียงอันน่ารำคาญได้หยุดลง
ในเวลาต่อมา บานประตูเหล็กด้านข้างก็ถูกเปิดออกพร้อมกับนักรบชุดเขียวของพวกมัน
อาวุธที่ถือในมือ คือท่อนเหล็กที่มีอำนาจการทำลายล้างระยะไกลเหมือนธนู แต่มีความรุนแรงและยิงได้ต่อเนื่องสูงกว่า
“$# ออกมา ##”
เนื่องจากยังไม่คุ้นชินภาษาของเผ่ายักษาน้อยนัก เลยพอฟังออกแค่บางคำ
เอรีสลุกขึ้นยืน เช็ดน้ำตาตัวเองออก แล้วพาพวกข้าลงมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง
ส่วนเจ้าสุดยอดนักรบของเผ่าตัวเขี้ยว ดูเหมือนว่าจะตื่นขึ้นมาแล้ว
เนื่องจากมันยังคงสวมชุดเกราะสีขาวที่ย้อมจนดำด้วยเลือดเอาไว้อยู่ ข้าจึงคาดเดาความรู้สึกของมันจากสีหน้าไม่ได้
แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทางแล้ว คิดว่ามันคงกำลังมึนงงว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่
มันมองมาที่ข้ากับพรรคพวกซึ่งกำลังถูกล่ามโซ่เหล็กหนาเข้าด้วยกันกับมันทีหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าดูแขนทั้งสี่ของตัวเอง ที่ถูกมัดรวมกันด้วยลวดเหล็กหนา
“$##...”
มันพูดบางอย่างออกมาคนเดียวเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างว่างาย
พวกเราเชลยศึกทั้งสี่คนได้เดินลงมาจากอสูรเหล็ก
และสิ่งแรกที่พวกข้าพบก็คือ---
“แค๊ก!? อากาศอะไรกันเนี่ยดอง! ”
อากาศอันแสนบริสุทธิ์ที่ชุ่มปอด
… เดียวก่อนนะ
“เอสเทอ อากาศ-ดี นะ นา~”
ข้าพยายามพูดด้วยภาษาภูติเพื่อสื่อสารกับเอสเทอ
“ดีกับผีสิดอง! ไม่เห็นควันสีดำที่เต็มท้องฟ้าตรงนั้นหรือยังไงดอง! พวกเผ่ามนุษย์ทนใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงเนี่ยดอง!? ”
“เถียงไม่ออกเลยแฮะ…”
เอรีสเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ของเอสเทอ
ข้าหันหน้าไปมองแครอท แต่ดูเหมือนว่าเธอเองก็รู้สึกแบบเดียวกับข้า
นั่นคืออากาศที่นี่สดชื่นมาก
“... จะว่าไป เลือดของพวกแกเป็นสีดำนี่น่า คงจะใช้ CO2 ในการหายใจสินะดอง~”
อะไรคือ CO2 กันฟะ…
เอาเถอะ ตอนนี้มาสนใจสถานการณ์ปัจจุบันดีกว่า
เมืองของพวกยักษาน้อยช่างน่าทึ่งมาก
พื้นถนนที่ปูด้วยวัสดุบางอย่างซึ่งแข็งแรง เรียบ และทนทาน
ซ้ำยังไร้รอยต่อ จนทำให้สามารถเดินได้สะดวก
อาคารบ้านเรือนมีทั้งที่สร้างจากอิฐและไม้
แต่ก็มีบางอาคารซึ่งกำลังก่อสร้างด้วยวัสดุอย่างโลหะและอะไรบางอย่างที่โปร่งใส
แถมยังสูงเหยียดฟ้าจนน่ากลัวว่ามันตั้งอยู่ได้เช่นไร
บนท้องถนนจะมีอสูรเหล็กรูปทรงกระบอกที่วิ่งด้วยขากลม ๆ สีดำ
สิ่งนั้นบรรทุกพวกเผ่ายักษาน้อยเอาไว้เป็นจำนวนมาก
ส่วนบนท้องฟ้านั้น มีอสูรนกเหล็กบินตัดผ่านด้วยความเร็วสูง
มันบินด้วยความเร็วสูงจนปีกเหล็กกล้าตัดอากาศแยกออกเป็นเส้นสีขาวเด่นชัด
มันไม่ขยับปีกเลยแม้แต่นิดเดียว
เจ้าสิ่งนั้นบินได้ยังไงกัน?
เพียงแค่ประเมินด้วยสายตา ข้าก็รู้แล้วว่าอารยธรรมของพวกมันก้าวล้ำเหนือกว่าเผ่าของข้าไปไกลลิบ
“มาทางนี้”
เอรีสนำพวกเราขึ้นอสูรเหล็ก
พวกเราปีนขึ้นไปบนหลังของอสูร
ดูเหมื่อนว่าพวกเขาจะฝึกฝึกอสูรพวกนี้มาอย่างดี เพราะว่าข้าไม่รู้สึกได้ถึงอาการต่อต้านแม้แต่น้อย
ไม่สิ… เออ… มันยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ยนั่น?
มันนิ่งสนิทราวกับว่าตายไปแล้วเลยละ…
“มันเรียกว่าอะไรดอง? ”
“ไม่รู้ไม่ชี้! ไม่พูดกับเอสเทอแล้ว! ”
ยัยเปี๊ยกเอสเทอยิงคำถาม แต่ดูเหมือนว่าเอรีสจะงอนแก้มป่องไปแล้ว
น่ารักแฮะ…
ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน แต่ต่อให้ปากข้าจะฉีกออกมา ข้าก็ไม่คิดที่จะคุยกับเอรีสอีกต่อไป
ข้าไม่ยอมให้อภัยต่อผู้ทรยศเด็ดขาด
พวกเรานั่งเจ้าอสูรเหล็กวิ่งตัดผ่านเมืองมาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
มันวิ่งได้นิ่มและสบายมาก แทบจะไม่รู้สึกถึงแรงต่อต้านเลย
“ถึงแล้ว”
“คุกของพวกเราสินะ? ”
“...”
พวกมันพาพวกข้ามาหยุดที่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง
อาคารนั้นถูกสร้างด้วยปูนสีเทาที่หนาทึบตันแข็งแรง
มันไม่มีช่องหน้าต่างหรือรูกว้างสำหรับระบายอากาศ
มีกำแพงสูงล้อมพร้อมกับลวดหนามอันตราย
ที่ปลายมุมของกำแพง มีหอคอยสูงพร้อมเวรยามเฝ้ามอง
“... หนาว!? ”
และเมื่อเข้ามาสู่ภายในอาคาร อากาศที่ร้อนอบอ้าวก็ฉับพลันเปลี่ยนเป็นหนาวเย็นขึ้นมา
ข้าไม่เคยสัมผัสอะไรแบบนี้มาก่อน
ภายในอาคารนั้นสว่างเจิดจ้าได้โดยที่ไม่ต้องจุดคบเพลิง
ประตูที่เลื่อนเปิดออกเองได้ราวกับใช้มนต์อาคม
ข้างในอาคารนั้นเต็มไปด้วยเผ่ายักษาน้อยที่แผ่แรงกดดันออกมา
พวกมันมีอาวุธครบมือ สวมเกราะผ้าบอบบางสีดำทับเสื้อสีเทาลายพราง
พวกนี้คงเป็นผู้คุม
“... ทำไมมีเผ่าปีกเยอะแบบนั้น? ”
ข้างในพื้นที่คุก มีบางส่วนเป็นพื้นที่เปิดโล่งกว้าง
และพื้นที่เปิดโล่งนั้น มีพวกเผ่าปีกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
พวกมันกำลังทำไรน่าอยู่
เป็นพันธมิตรกับพวกเผ่ายักษาน้อยหรือ?
ไม่ใช่เลย นั่นนะคือทาสชัด ๆ
พวกมันแส้เฆี่ยนตีพวกที่หมดแรงอย่างโหดเหี้ยม
ข้าเห็นพวกเผ่าปีกบางคนนอนเป็นศพอยู่กลางไร่นา
ศพนั้นถูกปล่อยวางทิ้งเอาไว้โดยไม่มีใครสนใจ ราวกับเป็นแค่เศษซากขยะกลางท้องทุ่ง
และภาพนี้ทำให้ข้าเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาได้ในทันที ว่าพวกเผ่าปีก คงพ่ายแพ้ให้กับเผ่ายักษาน้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
มิเช่นนั้นคงไม่สามารถอธิบายทาสสงครามตรงหน้าข้าได้
ถึงจะสามารถเข้าใจได้ว่านี่คือสภาพของผู้แพ้สงคราม เพราะตามประวัติศาสตร์ของพวกเราเผ่ายักษาเองก็มีการกระทำเช่นนี้กับผู้แพ้สงครามเช่นกัน
แต่ถึงจะเข้าใจ ข้าก็ไม่อาจทำใจยินดีกับภาพตรงหน้าได้อย่างใจเย็น
“อืม… ศัตรูเยอะพอประมาณ แต่กำลังหันหลังให้ น่าจะได้เวลาแล้วดอง~”
ในตอนนั้นเองที่เจ้าจิ๋วเอสเทอพึมพำบางอย่างออกมา
“เอรีส แขนด้วนแบบนั้นคงลำบากแย่สินะดอง”
“เออ…? ”
ในตอนนั้นเองที่ปีกของเอสเทอเรืองแสงขึ้นมา
“เราจะช่วยเธอให้ได้แขนกลับมาเองดอง~”
มวลอากาศรอบปีกเอสเทอได้รวมตัวกันจนเกิดเป็นก้อนพลาสม่าขนาดเล็ก
ก้อนพลาสม่านั้นวิ่งทะลุอกซ้ายของเอรีสกับพวกผู้คุมตรงหน้าทั้งหมดไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“ทำ-ไม-? ”
“นี่ฉันทำเพื่อเธอนะดอง...”
เอสเทอพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“เอสเทอ เจ้าทำอะไรลงไปนะ! ”
ข้ากรีดเสียงใส่เอสเทอ
“ก็ทำแบบนี้ไง”
เอสเทอสร้างก้อนพลาสม่าขนาดเล็กออกมาอีกครั้ง ก่อนที่จะพุ่งโจมตีเข้าใส่กุญแจมือของข้า แครอท และเจ้านักรบเผ่าเขี้ยวที่ยืนอยู่ด้านข้างของข้า
มือและเท้าของพวกข้าได้เป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง
“พวกมนุษย์อุตสาห์พาพวกเรามาส่งถึงเมือง ไหน ๆ ก็มาถึงแล้วทั้งที ไม่คิดจะลองสำรวจสักหน่อยกันก่อนหรือดอง? ไม่แน่ว่าอาจจะได้ของขวัญชิ้นโตกลับไปก็ได้นะดอง~”
แผนที่สรุปของเกมส์แห่งสงคราม ณ วันที่ 48