สายลมวสันต์พัดกลีบท้อปลิวในอากาศราวกับเทพธิดาโปรยดอกไม้ กลิ่นอายมงคลล้อมวนไปทั้งนคร
จวนองค์ชายรองยามนี้ประดับประดาไปด้วยผ้ามงคลสีชาด และอักษรมงคล แเื่เดินเข้างานไม่ขาดสาย จูเกาเซวียนยืนอยู่หน้าโถงพิธี ข้างกายของเขาคือองค์ชายสามจูเกาซวนซึ่งถูกเ้าบ่าวตามตัวมาก่อนผู้ใด
ยามนี้สองพี่น้องยืนประจันหน้ากันอยู่ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังเป็พิเศษ หลังจากหายใจแล้วองค์ชายสามก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงน
“เสด็จพี่รอง จะให้ข้าไปรับเ้าสาวแทนท่านจริงหรือ เหตุใดท่านไม่ไปเองเล่า เกียรติของเ้าสาวจะเป็เช่นไรในสายตาชาวเมืองหากท่านไม่ยอมออกจากจวนไปรับนาง”
จูเกาเซวียนส่ายหน้า แววตาเฉยเมย “ข้าถูกลอบทำร้าย กระทั่งยามนี้ก็ยังไม่หายดี”
จูเกาซวนหลุดหัวเราะออกมา “นี่ก็ผ่านมานานแล้ว ท่านยังไม่หายอีกหรือ ผู้ใดเขาจะเชื่อกัน ?”
จูเกาเซวียนเหลือบตามองน้องชาย ก่อนจะแสร้งไอเบา ๆ ยิ่งไอเสียงก็ยิ่งดังขึ้น องค์ชายสามรีบยกมือห้าม “เอาละ ๆ ข้าไปรับพี่สะใภ้ให้ท่านก็ได้”
เขาถอนหายใจแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านเป็อย่างที่ข่าวลือว่าไว้จริง รักมั่นคงต่อคุณหนูจาง...”
จูเกาซวนยังพูดไม่จบ เสียงของเกาเฉินผิงก็ดังขึ้น “เอ้อร์หวงจื่อ...ท่านต้องเสด็จไปรับเ้าสาวเอง !”
ร่างสง่างามของบัณฑิตในชุดสีฟ้าเดินเข้ามาราวกับถูกพายุหอบ เขาประสานมือคารวะองค์ชายทั้งสองที่กำลังหันมามองด้วยสีหน้างุนงง
“ท่านจะให้ผู้อื่นไปรับเ้าสาวแทนไม่ได้นะ”
องค์ชายรองขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงส่งตัวแทนไปไม่ได้”
เกาเฉินผิงตอบเสียงต่ำดังพอให้ได้ยินกันเพียงสามคน “ยามนี้มีข่าวลือว่าท่านกับคู่หมายเดิมต้องพลาดสมรสกัน เ้าสาวนางนี้ไม่ใช่คนที่ท่านอยากแต่งด้วย โต๊ะพนันหลายแห่งในเมืองจึงเปิดเดิมพัน ว่าท่านจะเสด็จไปรับเ้าสาวด้วยพระองค์เองหรือไม่นะสิ”
จูเกาเซวียนสบตาน้องชาย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าฉงน “เื่ที่ข้าเคยมีคู่หมายมีคนรู้ไม่มาก ข่าวนี้แพร่มาจากที่ใดกัน”
องค์ชายสามยักไหล่ ไม่ออกความเห็นใด
เกาเฉินผิงแบมือ “ผู้ใดจะรู้... ยิ่งมีข่าวลือแพร่หลายข้างนอกเท่าใด ท่านยิ่งไม่อาจหักหน้าเ้าสาวของตนเองเช่นนี้ มันจะไม่เท่ากับเป็การยืนยันกับสาธรณะชนว่าท่านรักนางจนไม่ยอมไปรับตัวเ้าสาวหรอกหรือ”
องค์ชายสามพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อครู่เขาก็กำลังจะพูดประโยคนี้นี่เอง “หากเสด็จพี่รองรักแม่นาง...คนนั้นจริง ๆ ค่อยทูลขอเสด็จพ่อแต่งนางเข้ามาในตำแหน่งเช่อเฟยก็ได้ อย่าทำให้เื่ราวใหญ่โตเลย”
“เหลวไหล ! ข้าบอกเมื่อใดว่า้าแต่งนางเข้ามา”
จูเกาเซวียนตำหนิเสียงเขียว จากนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ไม่รู้ในใจคิดสิ่งใดอยู่ แววตาจึงได้ราบเรียบไร้ระลอกคลื่นเพียงนั้น ไม่ได้สนใจสีหน้างุนงงของน้องชายแม้แต่น้อย
เขาเงยหน้าขึ้น มองไปทางวังหลวง แววตาเข้มขึ้น
กระดิ่งทองสัมฤทธิ์ที่ห้อยอยู่ใต้ชายคาดังแว่วขึ้น เสียงใสกังวานราวกับจะปลุกสติผู้ฟัง
เสียงที่เปล่งออกมาสะบัดเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
“เตรียมม้า !”
ข่าวองค์ชายรองออกเดินทางร่วมขบวนรับตัวเ้าสาวด้วยตนเอง แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว
ภายในโรงน้ำชาข้างถนน มีเสียงสบถจากนักเสี่ยงโชคดังขึ้นระงม “น่าเสียดายนัก ข้าลงเดิมพันผิดข้าง !”
“ฮ่า ๆ ยังดีที่ข้าฉลาด เลือกลงเดิมพันอีกข้างไว้ด้วย”
สิ้นคำก็มีหมั่นโถวลูกโตยัดใส่ปากคนพูด พร้อมคำด่าหยาบคายเจือความสนิทสนมจากฝ่ายตรงข้าม
ณ จวนสกุลจาง จางลั่วหลินกำลังฟังรายงานจากสาวใช้อยู่เช่นกัน
“ท่านอ๋องออกจากจวนพร้อมขบวนรับตัวเ้าสาวแล้วเ้าค่ะคุณหนู”
จางลั่วหลินกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ริมฝีปากของนางสั่นระริก คล้ายกับว่าความมั่นใจในอดีตค่อย ๆ กัดกินนางทีละน้อย
ครั้งสุดท้ายที่นางพบองค์ชายรอง เขาวางตัวห่างเหินกับนางราวคนไม่รู้จักกัน หรือว่า...สมรสนี้ได้ทำให้ใจของเขาแปรเปลี่ยนไปแล้ว เขาเคยแสดงออกโดยนัยว่ายินดีกับการจับคู่ของครอบครัว
เขาขึ้นชื่อเื่ความเ็า ไม่ใกล้ชิดสตรีใด แต่ยามพบกันตามงานสังคมเขากลับไม่ได้ผลักใสนาง
สองปีกว่า ที่นางรอคอยเขาอย่างซื่อสัตย์อดทน ยามนี้เขากลับทิ้งนางไปอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ
“เตรียมรถม้า ข้าจะไปร้านจินอวี้ฝู่”
สาวใช้ข้างกายมีสีหน้าใรีบทักท้วงทันที “คุณหนูจะไปจริงหรือเ้าคะ หากท่านออกไปชาวเมืองจะนินทาเอาได้นะเ้าคะ”
หญิงสาวยิ้มเศร้า เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าจะยังเหลือชื่อเสียงใดอีก ข้าเลยวัยออกเรือนแล้ว จู่ ๆ กลับพบว่าคู่หมายต้องแต่งงานกับผู้อื่น เ้ายังคิดว่าชื่อเสียงของข้ายังหลงเหลืออยู่อีกหรือ”
สาวใช้คุกเข่าลงก้มหน้าต่ำ มือที่กุมกันไว้บีบแน่น “นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูไร้หนทางหรอกเ้าค่ะ จะต้อง...จะต้องมีคู่สมรสที่ดีกว่านี้แน่นอน”
จางลั่วหลินหัวเราะเบา ๆ ทว่าดวงตากลับว่างเปล่า “ยังจะมีบุรุษใดยอดเยี่ยมไปกว่าเขาอีก...” ดวงตาของนางวาวแสงขึ้น “อย่าพูดมาก ไปเตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้”
“เ้าค่ะคุณหนู”
ร้านจินอวี้ฝู่ตั้งอยู่บนถนนหลักของเมือง ขบวนรับตัวเ้าสาวจะต้องผ่านมาทางนี้อย่างแน่นอน ผู้คนที่มารอชมขบวนเ้าสาวจึงเนืองแน่นเต็มสองฝั่งถนน
ทันทีที่คุณหนูใหญ่สกุลจางมาปรากฏตัวที่ระเบียงหน้าร้านจินอวี้ฝู่ ก็นำพาเสียงซุบซิบให้ดังต่อ ๆ กันเป็ทอด ๆ ไปจนทั่วทั้งเมืองอีกครา ราวกับจะตอกย้ำข่าวลือให้แพร่ไปไกลยิ่งกว่าเดิม เื่ราวก็ยิ่งถูกแต่งเติมเสริมไปมากกว่าความเป็จริงยิ่งขึ้น
จวนสกุลซู
ซูอันหนิงมองภาพเ้าสาวในชุดสีแดงชาด สวมมงกุฎหงส์ แต่งหน้างดงามประณีตในกระจกทองเหลืองราวกับยังอยู่ในความฝัน
นางนิ่ง... นิ่งเกินไป จนฮูหยินรอบด้านต่างกะพริบตา มองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ
ซูหลินซื่อรีบเข้ามานั่งข้าง ๆ รวบมือบุตรสาวมากุมแล้วบีบเบา ๆ ริมฝีปากของนางสั่นระริกจนต้องเม้มปากไว้แน่น บุตรสาวที่กลายเป็เ้าสาวที่สวยที่สุด คือภาพที่คนเป็มารดาอยากจะเห็น
ซูฮูหยินกะพริบตาไล่ฝ้าน้ำตา ปั้นยิ้มกล่าวว่า “ออกเรือนแล้วให้เดินตามสามี เชื่อฟังสามี มีบุตรสืบสกุล จัดการบ้านเรือนให้ดี แต่ถ้า... ถ้า ลูกไม่มีความสุข ก็กลับบ้านเดิมได้เหมือนกัน”
เสียงอุทานของฮูหยินด้านหลังดังขึ้น เอ่ยทักท้วงเจือเสียงหัวเราะ “ซูฮูหยินล่ะก็... หวงจื่อเฟยยังไม่ทันแต่งออกไป ก็จะให้กลับบ้านเดิมแล้ว จะได้อย่างไรกัน”
ซูอันหนิงพยักหน้ากุมมือมารดาแน่น ดวงตาแดงเอ่อคลอด้วยประกายน้ำ “ท่านแม่ไม่ต้องห่วง หนิงเอ๋อร์ไม่ยอมให้ตนเองน้อยเนื้อต่ำใจหรอกเ้าค่ะ”
แม้นางจะผิดหวังที่จอมยุทธ์ผู้นั้นมิได้เป็อย่างที่วาดฝัน นางก็จะไม่ปล่อยให้ตนเองตกเป็เบี้ยล่างของเขาเด็ดขาด ต่อให้เขาจะมีคู่หมายเดิมที่รักใคร่ใจตรงกัน แล้วต้องแยกจากกันเพราะนาง ซูอันหนิงก็ไม่คิดว่านางคือผู้ผิด
หากจะผิด ก็ผิดที่มันคือสมรสพระราชทาน
“เ้าบ่าวมาถึงแล้ว”
เสียงขันทีจากกองงานพระราชพิธีดังมาจากด้านนอก เหล่าฮูหยินจึงได้เร่งให้คลุมผ้า ซูฮูหยินจึงหันไปหยิบผ้าคลุมหน้าเ้าสาวจากถาด ค่อย ๆ คลุมลงมา ปิดโลกเดิมของซูอันหนิงไว้นับแต่นั้น
ซูอันเหิงรออยู่นอกเรือนนานแล้ว เขาต้องทำหน้าที่แบกเ้าสาวไปขึ้นเกี้ยว
ยามที่เ้าสาวถูกพยุงออกมาจากห้องด้านใน แววตาของชายหนุ่มกลับไร้ประกายยินดี
การแต่งงานครั้งนี้เขาไม่เห็นดีด้วยแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะเป็สมรสพระราชทาน ต่อให้เป็องค์รัชทายาท แต่กลับไปมีข่าวฉาวกับสตรีอีกนางใน่ที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับน้องสาวของเขา ซูอันเหิงก็คงล้มงานแต่งนี้ไปแล้ว
เสียงกำหนดฤกษ์ของขันทีดังขึ้น เขาจึงหันหลังก้มตัวลงเพื่อแบกเ้าสาวขึ้นหลัง
ร่างที่แบกอยู่บนหลังสะท้านเบา ๆ ซูอันเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง ย่างก้าวเนิบช้าลงโดยไม่ตั้งใจ เขากระซิบเสียงเบาแต่หนักแน่น
“หนิงเอ๋อร์อย่ากังวลไปเลย เ้ายังมีสกุลซูอยู่ข้างหลัง หากเขาทำเ้าเสียใจก็ไม่ต้องเกรงใจ กลับบ้านมา สกุลซูเราจะเรียกร้องความเป็ธรรมให้เ้าเอง”
“พี่ใหญ่ หนิงเอ๋อร์ไม่เป็ไร”
“พี่รู้ เ้าอดทนเพื่อครอบครัว หากไม่อยากให้ท่านพ่อเสียใจมากไปกว่านี้ เ้าก็ห้ามอดกลั้นความไม่ยุติธรรม เข้าใจหรือไม่”
ซูอันหนิงพยักหน้าจนมงกุฎโขกศีรษะพี่ชาย ทั้งคู่หัวเราะออกมาเบา ๆ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อออกมาจากเรือนชั้นใน เสียงบรรเลงดนตรีก็ยิ่งดังก้อง
เ้าบ่าวยืนม้ารออยู่หน้าจวน เห็นเ้าสาวถูกแบกออกมาเขาจึงลงจากม้า ซูอันเหิงมององค์ชายรองครู่หนึ่ง อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยอมมารับน้องสาวเขาด้วยตนเอง เื่โต๊ะพนันเขาเองก็ทราบข่าวแล้วเช่นเดียวกัน
แต่หากไม่มีโต๊ะพนัน ก็พูดยากแล้วว่าองค์ชายรองผู้นี้ จะมารับเ้าสาวเองหรือไม่
หลังจากส่งตัวเ้าสาวขึ้นเกี้ยวแล้ว ซูอันเหิงก็หันไปประสานมือคารวะองค์ชายรอง ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่ง เป็ชั่วขณะหนึ่งของการมองตาซึ่งอัดแน่นไปด้วยคำพูดที่ไร้เสียง
ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างหมุนตัวไปคนละทาง
จูเกาเซวียนเดินไปทางหน้าขบวนเพื่อขึ้นม้า
ซูอันเหิงเดินไปรับสายบังเหียนม้าจากกองกำลังอวี่หลินที่ตั้งขบวนคอยอยู่ด้านหลัง กล่าวเสียงดังเพียงพอให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ยินว่า “ข้าจะคุมหน้าขบวน ที่เหลือกระจายตัวปกป้องหวงจื่อเฟย !”
“ขอรับ !”
เสียงกังวานที่ขานรับอย่างมีพลังทำให้จูเกาเซวียนชะงักฝีเท้า เขาเหลือบไปมองชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่ตั้งขบวนอย่างเป็ระเบียบด้านหลังเกี้ยวเ้าสาวแวบหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาไม่ทันสังเกต เพราะทุกคนล้วนสวมชุดแดงมงคลไม่แตกต่างกัน ทว่าเมื่อมองให้ละเอียดถี่ถ้วนถึงได้เข้าใจ
ไม่รอให้กองกำลังอวี่หลินวางกำลังเสร็จ เ้าบ่าวก็กระตุ้นม้าออกนำหน้าขบวนไปทันที
เสียงดนตรีบรรเลงรื่นเริง กลีบบุปผาถูกโปรยปรายไปตลอดทาง ท่ามกลางกลิ่นอายมงคล เกี้ยวแปดคนหามที่ห้อมล้อมไปด้วยองครักษ์สวมชุดแดงจากกองกำลังอวี่หลิน กลับคล้ายมีคลื่นใต้น้ำไหลวนอยู่เงียบ ๆ
กระทั่งขบวนเ้าสาวผ่านมาถึงหน้าร้านเครื่องประดับใหญ่ที่สุดของถนนหลวง
สตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงหน้าร้าน ตำแหน่งนั้นเปิดโล่ง สายตาสามารถทอดมองขบวนได้ชัดเจน นางสวมอาภรณ์สีอ่อน เรียบหรู ไม่ฉูดฉาด หากยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน กลับเด่นสะดุดตาราวกับหงส์ในฝูงไก่