เพียงชั่วพริบตา ความมืดมิดของยามราตรีก็คืบคลานการเข้ามา
ท้องฟ้ายามราตรีนั้นเต็มไปด้วยดวงดารา หากมองไปยังเบื้องหน้า จะเห็นเทือกเขาครามอันไร้สิ้นสุด ยังคงส่องแสงสว่างไสว พระราชวังนับไม่ถ้วนตั้งเรียงรายส่องแสงสว่างสดใสราวกับอัญมณีก็ไม่ปาน ดั่งดวงดาราซึ่งฝังตัวอยู่ภายในเทือกเขาครามยามราตรี ในยามราตรีของหุบเขาเซียนจะเป็นเช่นนี้ เปรียบเช่นดังสายธาราแห่งดวงดาว
แน่นอนว่าสำหรับสนามประลองเซียนไท่ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สูงสุด ความงดงามอันยิ่งใหญ่ตระการตานั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์
ภายในสถานที่แห่งนั้น มีคนสองคนกำลังยืนอยู่บนสนามประลองเซียนไท่ คนทั้งสองนั้นก็คือ อู่ อวี้ และ เจ้านิกาย เฟิง ซัวหยา เฟิง ซัวหยา กำลังวาดมือเคลื่อนไหวไปมาอย่างช้า ๆ หากมองดูจากระยะไกลจะเห็นได้ว่าเขากำลังควบคุมสนามประลองเซียนไท่แห่งนี้อยู่ โดยไม่ปริปากเอ่ยใด ๆ ออกมา เสมือนว่าเขากำลังเข้าสู่ห้วงภวังค์สมาธิ
ส่วนทางด้าน อู่ อวี้ ก็กำลังควงพลองสีทองในมือเหวี่ยงเล่นไปมา ตรงส่วนปลายทั้งสองด้านของพลองนั้น เป็นสีแดงเข้ม เปลวเพลิงปกคลุมส่วนปลายทั้งสองด้านของพลอง ทั้งแสงสว่างเจิดจ้า และ ความร้อนแรง สมดั่งนามของมันว่ามันเป็น พลองพิชิตมาร
พลองพิชิตมารมีความยาวอยู่ที่ 7 ฉือ หากจับมันตั้งวางบนพื้น ขนาดความสูงของมันจะมากกว่า อู่ อวี้ พลองนี้มีน้ำหนักกว่า 3,000 จิน ยามเมื่อกวัดแกว่งมันนั้นช่างดูทรงอานุภาพอย่างยิ่ง อู่ อวี้ ยังคงไม่วางมันลง เมื่อเขาพิจารณามันอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เขาก็พบว่าอาวุธชิ้นนี้เหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง
เรียบง่าย เที่ยงตรง ดุดัน!
" ดูเจ้าชื่นชอบอาวุธชิ้นนี้มาก อย่างไรก็ดีเจ้ายังไม่ได้เรียนรู้วิธีการใช้พลองเล่มนี้ แต่ข้ามี " ตำราพื้นฐานการใช้พลอง " มันคือศาสตร์แห่งเต๋า ที่จะช่วยให้เจ้าเรียนรู้วิธีการใช้งานศาสตราชนิดนี้ มันคือเคล็ดวิชาซึ่งผสานศาสตร์แห่งวิญญาณเข้าไป วิธีการใช้งานของศาสตราเจ้า ไม่ควรจะแปลกแยกไปจากวิถีพื้นฐานอันไร้สิ้นสุดหรอก ฉะนั้น ‘ตำราพื้นฐานการใช้พลอง’ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เคล็ดพื้นฐานในระดับมนุษย์ แต่มันก็ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับเจ้า หากเจ้าต้องการใช้งานมันได้อย่างแท้จริง เจ้าต้องผสมผสานจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับศาสตราชิ้นนี้ เพื่อที่จะทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น เจ้าต้องผ่านประสบการณ์ต่อสู้อย่างน้อยหมื่นครั้ง” เฟิงซัวหยาหันหลังกลับมา ทันทีที่เขาสะบัดมือตำราหนามากกว่า 5 ฉื่อ ก็ลอยเข้าไปหา อู่ อวี้ ท่ามกลางสายลมของค่ำคืนอันมืดมิดในยามราตรี ชุดคลุมของ เฟิง ซัวหยา โบกสะบัดพลิ้วไหวตามสายลม คิ้วคมกริบราวกับกระบี่ ดวงตาดุจพยัคฆ์ ท่าทางของท่านในยามนี้ดูราวกับเซียนกระบี่ผู้สยบโลกหล้า ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับ อู่ อวี้ ที่จะหันหน้าไปเผชิญกับท่านอย่างตรงไปตรงมาได้
ฝูงชนต่างพากันแยกย้ายเดินทางออกกันมาหมดแล้ว จากนั้นไม่กี่วันต่อมา อู่ อวี้ ก็เดินทางออกจากนิกายกระบี่สวรรค์ ฉะนั้น เฟิง ซัวหยา จึงรอเขาอยู่เพื่ออธิบายบางสิ่งบางอย่างให้ฟัง
เป็นศิษย์อาจารย์เพียงแค่ 1 วัน ก็เปรียบดั่งเป็นบิดาไปตลอดชีวิต ทั้งนี้เขายังเป็นผู้ช่วยชีวิต อู่ อวี้ 3 ครั้ง 3 ครา เขาคือผู้อยู่ในระดับสร้างแกนลมปราณนภา! อู่ อวี้ รับคัมภีร์มาจากท่านอย่างไม่เกรงใจ " ทุกสรรพสิ่งนั้นไม่อาจแยกออกจากรากเหง้า ตำราพื้นฐานการใช้พลอง ตำราเล่มนี้บอกวิธีการใช้อาวุธทุกชนิด เหล่าสาวกต้องมีจิตใจแน่วแน่อุทิศตนเพื่อการฝึกฝน "
ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ที่เขาต้องห่างหายไปจากนิกายกระบี่สวรรค์นานกว่า 10 ปี
เขาคือศิษย์ของ เฟิง ซัวหยา แต่กลับปฏิเสธกระบี่! อู่ อวี้ รู้สึกละอายใจต่อ เฟิง ซัวหยา ยิ่งนัก ถึงแม้เขาพยายามหักห้ามใจ แต่ทว่าเขาก็ไม่อาจปฏิเสธแรงปรารถนาจากพลองพิชิตมารได้
เห็นได้ชัดว่าสายตาของ อู่ อวี้ ในยามนี้ช่างสว่างไสวเร่าร้อน ในที่สุด เฟิง ซัวหยา ก็ต้องยอมตัดใจ แม้ภายในหัวใจของเขาจะรู้สึกไม่พึงพอใจเพียงใดก็ตาม แต่ในทางกลับกันเขาก็ชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของ อู่ อวี้ ยิ่งนัก จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า " ความปรารถนาในหัวใจของเจ้านั้นแรงกล้าอย่างยิ่ง นี่คือต้นทุนที่ต้องใช้บนเส้นทางฝึกตนในภายภาคหน้าของเจ้า ดี! งั้นข้าจะช่วยถากถางเส้นทางที่เจ้าก้าวเดินให้กว้างมากยิ่งขึ้น! "
ถึงแม้ท่าทางของ เฟิง ซัวหยา จะดูห่างเหิน แต่แท้จริงแล้วเขากลับรู้สึกภาคภูมิใจในความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ อีกทั้งยังยอมรับในเส้นทางที่ อู่ อวี้ เลือกก้าวเดิน ดวงตาดุจพยัคฆ์ทั้งคู่ของเขากำลังจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ แต่แล้วมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมมากยิ่งขึ้น
" การที่ข้ามาที่นี่ เหตุเพราะมีเรื่องจะกล่าวกับเจ้าสักสองสามเรื่อง " แต่ในฐานะอาจารย์ หากมีสิ่งใดติดค้างสงสัยภายในใจ เขาจำต้องซักถามเพื่อล่วงรู้ให้กระจ่าง ไม่ใช่เพียงเพราะ อู่ อวี้ ได้สร้างผลงานโดดเด่นน่าตื่นตะลึง จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องลึกลับที่เขานั้นปิดบังซ่อนอยู่
" เชิญท่านอาจารย์กล่าวมาได้เลย" อู่ อวี้ วางพลองพิชิตมารลงชั่วคราว
เฟิง ซัวหยา กล่าวว่า " เรื่องแรก เนื่องจากเจ้าได้มาเป็นศิษย์ของข้าแล้ว ข้าจำเป็นต้องรู้ประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิตที่ผ่านมาของเจ้า ฉะนั้นเจ้าจงเล่าให้ข้าฟังโดยละเอียด "
มันคือสิ่งเลวร้ายที่ อู่ อวี้ เก็บซ่อนไว้ในใจจนเติบใหญ่ อู่ อวี้ ได้เล่าเรื่องว่าตนเองเติบโตมาจากที่ใด แล้วเกิดเหตุการณ์เช่นใดขึ้นกับเขาในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ เริ่มตั้งแต่เขาโดนใส่ร้าย ต่อมา ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ให้เขากลืนกินผงพรากวิญญาณ แล้วขับไล่เขาออกจากอาณาจักร จากนั้น ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็สั่งให้ปีศาจอสรพิษหว่านชิงมากินเขาเป็นอาหาร การกระทำที่เกิดขึ้นสำหรับเซียนเต๋าแล้ว ถือเป็นเรื่องอุกอาจร้ายแรงอย่างยิ่ง แต่สีหน้าของ เฟิง ซัวหยา ยังคงเรียบเฉยราวกับว่าคุ้นชินกับมัน
" หากเป็นดังที่เจ้าว่า อู่ อวี้ เช่นนั้นเจ้าก็ควรกลับไปแก้แค้น ข้าจะไม่ห้าม หรือ รั้งเจ้า เพราะเจ้าจะต้องฟันฝ่าและก้าวไปยังทางเส้นทางของตนด้วยกำลังของตนเอง วางใจเถอะ ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะทำได้อย่างแน่นอน เพราะยังไงแล้วเจ้าก็คือลูกศิษย์ของข้า แค่ศิษย์เพียงคนเดียวของพรรคจงหยวนตกตายไป มันคงมิกล้าถึงขนาดตั้งตนเป็นศัตรูกับนิกายกระบี่สวรรค์ของเรา " เฟิง ซัวหยา กล่าวอย่างไม่แยแส
สิ่งที่ เฟิง ซัวหยา กล่าว นั้นแตกต่างจาก ซู หยานหลี่ นางปรารถนาให้ อู่ อวี้ แก้แค้นอย่างลับ ๆ แต่ดูเหมือน เฟิง ซัวหยา จะไม่แยแสในเรื่องนี้ เมื่อได้ยินที่เขากล่าวมันจะทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก ในภายภาคหน้า อู่ อวี้ เขาจะได้ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้มากนัก
ข้าจะต้องสังหารมันให้จงได้!
แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างย่อมแตกต่างออกไป เมื่อได้รับการสอนสั่งจากอาจารย์
" คำถามที่สอง เรื่องมรดกของเจ้า " สำหรับ เฟิง ซัวหยา แล้ว สิ่งแรกนั้นอาจจะไม่สำคัญ แต่พอกล่าวถึงเรื่องที่สอง ดวงตาของเขาก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของ อู่ อวี้ และ ในตอนนั้นเอง อู่ อวี้ ก็รู้สึกเสมือนกับว่า เฟิง ซัวหยา เข้ามาในร่างกายของเขา
" ข้ารู้ว่า เจ้าได้รับมรดกชิ้นนี้มาจาก เสิ่น อู๋เต้า จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับตัวเจ้า นั่นก็คือการสละร่างจากหนึ่งในประตูแห่งธรรม เจ้าต้องผ่านขั้นตอนการสละร่าง จนในที่สุดมันก็ทำให้เจ้ามีพลังมากมายมหาศาลเช่นนี้ อีกทั้งเจ้ายังสามารถกลายร่างเป็นวานรทองคำได้อีก นี่มันเปรียบได้ดั่งปีศาจ! " คำกล่าวของ เฟิง ซัวหยา มันทำให้จิตใจของอู่ อวี้เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
" ท่านอาจารย์ "
" เจ้าไม่ต้องกังวลไป การที่เจ้ารับสิ่งเหล่านี้ก็นับว่าเป็นโชควาสนาอย่างยิ่ง ในวันนี้ข้าเพียงปรารถนาที่จะบอกความจริงกับเจ้าให้ล่วงรู้ "
" เชิญท่านอาจารย์กล่าวต่อ " ในยามแรก อู่ อวี้ ยังคิดว่า เขาจำเป็นต้องส่งมอบกายาเพชรอมตะให้ท่านอาจารย์เสียอีก เนื่องจากว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับมรดกนี้ ที่เขาเล่าให้ เฟิง ซัวหยาฟัง มันดีจนน่าเหลือเชื่อ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เฟิง ซัวหยา มิใช่คนละโมบชั่วร้ายเช่นนั้น
จากนั้น เฟิง ซัวหยา ก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เจ้าจำต้องรู้ไว้ ภายในดินแดนเทพตงเสิ้งนั้นมีประวัติยาวนานไร้สิ้นสุด ช่วงเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานนั้น มีเทพ เซียน ปีศาจอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศในใต้หล้า จนกระทั่งมหาสงครามระหว่างเทพเซียนกับปีศาจก็อุบัติขึ้น ในเวลานี้มีผู้ฝึกตนมากมายถูกฆ่าล้างสังหาร ท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานไร้ที่สิ้นสุด อัจฉริยะปีศาจปรากฏขึ้นมากมายราวกับเม็ดทราย ท่ามกลางหมู่คนผู้มีพรสวรรค์โดดเด่น ได้มีผู้บรรลุเข้าสู่วิถีแห่งเต๋า เมื่อถึงยามนิพพานคนผู้นั้นก็ได้ทิ้งมรดกของตนเองเอาไว้ แม้แต่ภายในเทือกเขาคราม ยังมีมรดกมากมายนับไม่ถ้วน เพียงแต่กระทั่งข้าเองก็ยังไม่เคยค้นพบมัน.... "
เมื่อ เฟิง ซัวหยา กล่าวมาถึงจุดนี้ อู่ อวี้ เขาย่อมล่วงรู้ว่าหมายถึงเช่นไร
" ท่านอาจารย์กำลังจะบอกข้าว่า มรดกสวรรค์มากมายที่อยู่ในโลกแห่งนี้ ข้าที่เพิ่งได้รับหนึ่งในมรดกนั้นมา บางทีมันอาจจะเป็นมรดกพิเศษที่อยู่ในนิกายกระบี่สวรรค์แห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับประวัติเก่าแก่ที่มีมาอย่างยาวนาน หากนำมาเปรียบเทียบกับมรดกที่อยู่ในพื้นปฐพีทั่วหล้าแล้ว มันเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นผงเท่านั้น และอย่าได้หลงระเริงทะนงตนไปกับวาสนานี้ เพราะในภายภาคหน้าเมื่อข้าอยู่ในเส้นทางแห่งเซียน ข้าจำต้องระมัดระวังตัวให้มาก ใช่หรือไม่? "
" เจ้าฉลาดยิ่งนัก " เมื่อ เฟิง ซัวหยา เห็นเขาเข้าใจในความหมายที่ตนนั้นอยากจะสื่อ มันก็ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
สำหรับ เฟิง ซัวหยา แล้ว วิธีสละร่างของ อู่ อวี้ นั้น ไม่ใช่เรื่องพิเศษมากนัก เนื่องจากเขาเคยเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้มาแล้ว
หลายปีที่ผ่านมา เขาเห็นผู้เยาว์หนุ่มสาวมากมายประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แล้วกลายเป็นทะนงตนชั่วช้าไปในที่สุด การกระทำ และ ความคิดเช่นนั้น ส่งผลให้ผู้เยาว์หนุ่มสาวได้ตกตายไปแล้วกว่าครึ่ง
อู่ อวี้ ไตร่ตรองชั่วครู่แล้วคิดขึ้นมาว่า " ดูเหมือนว่าในสายตาของท่านอาจารย์ ผู้ซึ่งเป็นเซียนที่บรรลุสู่ระดับสร้างแกนนภา การจำแลงร่างเซียนวานรของข้านั้น จักไม่ได้พิเศษอันใด ข้านั้นมัวแต่กังวลว่าข้าจะต้องสูญเสียมันไปเนื่องจากท่านอาจารย์ต้องการมัน คงเป็นข้าที่คิดมากเกินไป"
หลังจากที่เข้าใจพูดคุยกับ เฟิง ซัวหยา แล้วนั้น มันยิ่งทำให้เขาไว้วางใจ และ เคารพนับถือในตัวของ เฟิง ซัวหยา มากยิ่งขึ้น เพียงแต่หนทางของการฝึกตนนั้นมันแสนยากลำบาก ซึ่งมีไม่กี่คนนักที่พบมรดกล้ำค่า แล้วไม่คิดล่อลวงแย่งชิงมันไป ทั้งที่มรดกชิ้นนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้ ครั้นในตอนวัยเยาว์ เขาได้ถูกเหล่าผู้คนริษยาในราชสมบัติมาโดยตลอด จึงทำให้ อู่ อวี้ กลายเป็นคนหวาดระแวงระแวดระวังไม่ไว้ใจผู้ใด เพราะกลัวว่าผู้อื่นจะมาแย่งชิงสมบัติของตน
" ไปเถอะ ข้าขอให้เจ้าโชคดีในวิถีทางของเจ้า " เฟิง ซัวหยา โบกมือลาส่ง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังคงยืนอยู่บนสนามประลองเซียนไท่ต่อ
ด้วยความละอายใจ อู่ อวี้ ไม่กล้าหันกลับมามองอาจารย์ตนเองอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ตัดสินใจจากลา แล้วมุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่ตนเองวางเอาไว้ เมื่อเขารู้ว่ากำลังจะได้เดินทางกลับไปยังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ภายในทรวงอกของเขาก็ร้อนรุ่มเสมือนดั่งมีเพลิงแดงฉานเผาไหม้อยู่!
หนี้แค้นโลหิต ความอัปยศอดสูที่ได้รับ การใส่ร้าย เขาจดจำมันได้เสมอ ผู้กระทำผิดต้องชดใช้ด้วยราคาแสนแพง!
ในสายตาของ อู่ อวี้ เขานั้นไม่หวาดกลัวต่อความตาย ซึ่งข่าวลือได้แพร่กระจายออกไปว่า องค์ชายแห่งอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ได้จบชีวิตภายในคมเขี้ยวปากของอสรพิษ แต่บัดนี้เขาองค์ชาย อู่ อวี้ กำลังจะกลับไปเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว!
......
ณ ประตูศิลาหมื่นกระบี่!
ที่นี่คือประตูทิศทักษิณ (ทิศใต้) ของนิกายกระบี่สวรรค์ เมื่อผ่านประตูนี้ไป จะไม่ใช่อาณาเขตของนิกายกระบี่สวรรค์อีกต่อไป แน่นอนว่ายังมีพวกป่าเขาที่ต้องข้ามผ่านอีกนับหมื่นลูก ถึงจะไปยังเขตแดนของมนุษย์ได้
เมื่อมองดูจากระยะไกลแล้ว แท้จริงแล้วประตูศิลาหมื่นกระบี่นั้น ดูราวกับกระบี่ขนาดยักษ์ที่มีความสูงกว่า 10 จ้าง ปักสูงขึ้นไปจนถึงบนยอดเขา อย่างไรก็ตามกระบี่นับหมื่นนี้ไม่ใช่กระบี่ที่แท้จริง แต่เป็นศิลาซึ่งถูกแกะสลักจนกลายเป็นศิลากระบี่ ซึ่งเจ้านิกายเฟิง ซัวหยา เป็นคนผ่าศิลา และ แกะสลักมันขึ้นด้วยตนเอง
อู่ อวี้ เดินข้ามป่าที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกระบี่ศิลานักหมื่น เมื่อมองไปยังศิลากระบี่ขนาดใหญ่ ซึ่งถูกผ่าจนขาดครึ่งแยกออกเป็นสองนั้นแล้ว ร่องรอยกระบี่ได้แผ่สัมผัสกลิ่นอายอันหนาวเย็นกดทับออกมาอย่างรุนแรง ภายในสัมผัสจิตของเขาได้ปรากฏภาพของ เฟิง ซัวหยา กำลังโบยบินอยู่บนท้องนภา จากนั้นก็สะบัดมือให้ศาสตราบินนั้นพุ่งทะยานออกไป ต่อมาก็ฟาดฟันมันลงไปบนก้อนศิลาขนาดยักษ์อันไร้สิ้นสุด จนปรากฏเป็นศิลาแกะสลักรูปกระบี่ขนาดใหญ่ ซึ่งมันทำให้จิตใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงคละเคล้ากับความเคารพเทิดทูนอย่างยิ่ง
บนกระบี่ศิลายักษ์ มีร่องรอยของหยาดพิรุณที่พร่างพรมลงมามากมาย และ ร่องรอยแสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่แผดเผา หากประเมินจากร่องรอยเหล่านี้แล้ว สามารถบอกได้ว่ามันถูกตั้งไว้มาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
" ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของท่านอาจารย์ การได้เป็นศิษย์ของท่าน ถือได้ว่าเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่มากที่สุดในชีวิตของเรา" ซู หยานหลี่ หวนลำลึกถึงความทรงจำเมื่อครั้งอดีต จากนั้นนางก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
โม่ ซือซู ทำเสียงจิ๊จ๊ะ จากนั้นก็กล่าวว่า " หึ พูดก็พูดเถอะ ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์เฟิงจะเป็นคนปากแข็งไปบ้าง แต่แท้จริงแล้วก็เป็นคนดีมากทีเดียว ในปีนี้ท่านอาจารย์ก็แอบทำอะไรให้พวกเรา เหล่าศิษย์พี่น้องตั้งมากมายหลายอย่าง"
ระหว่างที่ อู่ อวี้ ที่เดินตามหลังพวกเขาไปนั้น เขาก็ฟัง โม่ ซือซู เล่าตำนานของ และ การกระทำต่าง ๆ ของอาจารย์เฟิง ซัวหยาไปด้วย เขาเป็นตำนานเซียนกระบี่ของอาณาจักรน้อยใหญ่รอบ ๆ นับสิบแห่ง กระบี่ยาวที่ไม่ว่าจะถูกฟาดฟันไปยังทิศทางใด เหล่าปีศาจ และ มารต่างก็ถูกกวาดล้างออกไปจนสูญสิ้น เมื่อได้ขึ้นนั่งตำแหน่งเจ้านิกาย ท่านก็ทำให้เทือกเขาคราม ของนิกายกระบี่สวรรค์สามารถยกระดับขึ้นมาจนลืมตาอ้าปาก และ เพลิดเพลินไปกับขุนเขาทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี้ได้
ทันใดนั้น พวกเขาก็ข้ามผ่านศิลากระบี่ขนาดใหญ่ไป เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พวกเขาได้ผ่านประตูศิลาหมื่นกระบี่ไป เมื่อมองออกไป ด้านหน้าของพวกเขา มีไอหมอกสีเหลืองปกคลุมอย่างหนาแน่นอยู่ทั่วทั้งภูเขา สุดปลายขอบฟ้า นั่นคือสถานที่ตั้งของโลกมนุษย์
" ศิษย์น้อง พวกเราคงส่งเจ้าได้แค่ตรงนี้ " ซู หยานหลี่ หยุดยืนอยู่ด้านหลังประตูศิลาหมื่นกระบี่ สายตาของนางในยามนี้ ทอดมองมายังเขา มันช่างเป็นสายตาอันแสนอ่อนโยนอย่างยิ่ง มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนที่ได้พบกับนางในคราแรก เวลานี้ นางได้ยอมรับ อู่ อวี้ เป็นศิษย์น้องแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าศิษย์ของ เฟิง ซัวหยา นั้น เรียกได้ว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยม
"ข้าขอขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสอง" วันนี้ตัวเขาต้องจากลากลับไปยังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ซึ่งคนทั้งสองก็ได้มาส่งเขาด้วยตนเอง นี่คือความรู้สึกของความอบอุ่น และ ความรัก ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้อยู่ร่วมกับท่านอาจารย์ เฟิง ซัวหยา มันทำให้ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของครอบครัว
ถึงภายนอก ซู หยานหลี่ จะดูเย็นชา แต่ภายในของนางนั้นกลับอบอุ่น และ อ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนว่า โม่ ซือซู เองก็เช่นกัน...
" อย่ารีบเร่งไป พวกเรามีบางอย่างที่จะมอบให้แก่เจ้า! "
ขณะที่ อู่ อวี้ เตรียมจะออกเดินทาง โม่ ซือซู สะบัดพัดออกมา จากนั้นก็ได้เอ่ยกล่าวผ่านทางสัมผัสจิตกับ อู่ อวี้ อย่างลับ ๆ