ในห้องรับรองแขก อาคันตุกะทั้งสองมองหน้ากันด้วยอาการอ้ำอึ้งก่อนจะนั่งลงกับที่พลางถอนหายใจ ขณะเดียวกันเสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มเดินเข้ามาในสภาพหาวอ้าปากกว้าง ผมขยุกขยุ๋ย
“ตื่นแล้วหรอ ทำไมไม่นอนต่อล่ะคะ” แม่หวานใจถามเสียงใสด้วยรอยยิ้มหวาน แขกทั้งสองหันมองศิลาคอแทบหัก ชายหนุ่มหรุบตาเพ่งอย่างพินิจ ‘นี่หรอศิลา หมอนี่เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนมาก แทบจำไม่ได้เลยว่านี่คือศิลา ภัยพินาศ เด็กเกเรคนนั้น’
“ค่ะ พวกหงอคงอ่ะดิ ร้องเพลงอะไรกันไม่รู้ นอนไม่ลง” ศิลาบ่นก่อนจะมองแขกทั้งสองแววตาหวนลำลึก คิ้วขมวดย่นพยายามนึกว่าเคยเจอสองคนนี้ที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าทำไมใบหน้าถึงคุ้นจัง
เสี่ยวชางรุกขึ้นยืนยื่นมือออกทักทายศิลา “สวัสดีศิลา ไม่เจอกันนานเลย นายจะจำฉันไม่ได้ก็ไม่แปลก”
ศิลาจับมืออีกฝ่ายในหัวพยายามนึก “อ๋อ จำได้และ นายชาง” เขาหันมองหญิงสาวกำลังส่งยิ้มหวานให้ เล่นเอาศิลาหน้าแอบชมพู “นั่นก็...น้องวู?”
“ค่ะ พี่ศิลา นี่วูเอง” สาวเจ้าหน้ามุ้ยพยายามแสดงออกให้เห็นถึงความสนิทสนม “พี่ศิลาจำกันไม่ได้แบบนี้ บอกตรงๆน้อยใจนะเนี้ย”
ศิลายกมือเกาหัวหัวเราะแหะ มือน้อยๆแอบยื่นมาจิกบิดเอวชายหนุ่มแทบขาดทำเอาศิลาสะดุ้งไม่กล้าชมสาวเจ้าเลยว่าสวยขึ้นเลยจำไม่ได้ ขืนพูดออกไปซีโครงเขาอาจจะหลุดได้
บูรพาร้องหึออกมา “ชางแก๊งหลังห้องเหรอ?”
ชายหนุ่มยิ้มเขินๆ “แหะๆ.. อย่าพูดเรื่องนาอายแบบนั้นเลยขอล่ะเพื่อน”
“ทุกคนรู้จักกันหรอคะ” ฟ้าครามถามด้วยความสงสัย
“ค่ะ” ศิลาบอกกับแม่หวานใจและนั่งข้างเจ้าหล่อน “เราเคยเรียนอยู่ห้องเดียวกันสมัยมัธยม”
บูรพารู้สึกตะหงิด ชื่อเสียงและหน้าตาของศิลาไม่มีใครในโลกนี้ไม่รู้จัก ทว่าทำไมเพื่อนเก่าของพวกเขาทั้งสองถึงมาหาเอาป่านนี้ คงไม่ใช่เพราะอยากเจอหรือคิดถึงเพื่อนเป็นแน่ หากเป็นแบบนั้นจริงทำไมไม่มาหาเสียตั้งนานแล้ว
บูรพาถามขึ้น “ชาง อย่าบอกนะที่นายมาเพราะคิดถึงศิลา ฉันว่าไม่มั้ง นายเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าผู้เล่นศิลาคือเพื่อนเก่าสมัยเรียน จะมาคิดถึงอะไรเอาป่านนี้”
บูรพาคนใหม่เปลี่ยนไปมาก ทั้งความใจเย็น การวิเคราะห์ ผิดจากบูรพาคนเก่าลิบลับ ศิลาหรี่ตามองเพื่อนหนุ่มสลับกับน้องสาวด้วยแววตาคมกริบบาดลึกเย็นยะเยือกเล่นเอาทั้งสองขนรุกซู่รู้สึกหนาวอย่างไร้สาเหตุ
“เอาน่าเอาน่า” ศิลาเปลี่ยนท่าที “เพื่อนได้มาเจอกันทั้งทีถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าภายภาคหน้าเป็นศัตรูกันก็แค่ต้องกำจัดล่ะนะ ตอนนี้ชั่งเถอะ ชาง น้องวู ยินดีต้อนรับสู่ตำหนักศิลา”
หมอนี่เปลี่ยนไปจริงๆ พูดเรื่องฆ่าแกงยังกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ
หญิงสาวแก้มขึ้นสีชมพูเล็กน้อยยิ้มหวานมองชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจมากด้วยเสน่ห์อันลี้ลับ “ไม่เจอกันนานเลย วูแทบจำพี่ไม่ได้แน่ะ ดูเหมือนพี่จะหล่อขึ้นใช่ย่อยนะเนี้ย” หญิงสาวหยดให้หนึ่งดอก
ศิลายิ้มหัวเราะเล็กน้อย
ชางพูดขึ้นต่อ “ฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าศิลาจอมจี๊ดในวันนั้นจะเปลี่ยนไปมากถึงขนาดนี้ แถมกำลังจะเป็นผู้ครอบครองโลกเดม่อนลอร์ดอีก”
“เวลาผันแปร คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและเรื่องราวที่ผ่านพบ” ศิลากล่าวด้วยท่าทางเรียบเฉย
“จะบอกว่านายเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับเมื่อสมัยก่อนแล้วงั้นสิ” ชางถามย้ำ ศิลาในสมัยก่อนหรือในวัยเด็กเป็นคนที่อ่อนโยน รักเพื่อนฝูง ขี้เล่น อบอุ่น แต่ทว่าตอนนี้เขากลับดูเย็นชา เฉยเมย
“ป่าว” ศิลาส่ายศรีษะ “นิสัยฉันยังเหมือนเมื่อก่อน จะต่างกับเมื่อก่อนก็แค่นิดหน่อย ช่างเถอะ ว่าแต่นายมาคงมีธุระกับฉัน?” ศิลาเข้าประเด็น
ชางพยักหน้า “ฉันเป็นหัวหน้ากิลด์ภูตเทวะ กิลด์อันดับที่เก้า” ชางกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง จากนั้นเสี่ยววูก็พูดขึ้นต่อ
“กิลด์ภูตเทวะของเราก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมผู้เล่นอิสระที่ไม่อยากเข้าสังกัดกับเมืองไหน หรือกิลด์ของพวกนายทุน วูและพี่ชางถูกผู้เล่นอิสระขอร้องให้มาสอบถามพี่ศิลาเรื่องล่าบอส”
“ล่าบอส? ทำไมละ มีปัญหาตรงไหน” เขาสงสัย
ชางถอนหายใจพูดขึ้นต่อ “พวกเขากลัวว่านายจะวางแผนอะไรเอาไว้ เลยให้พวกเรามาสอบถามเพื่อความแน่ใจ ถ้าหากไม่มีความชัดเจนพวกผู้เล่นอิสระจะไม่เข้าร่วมสงครามล่าไดอาโบ”
ศิลายิ้มมุมปากพูดเสียงเข้ม “ถ้าฉันมีแผนการแล้วจะทำไม หรือพวกนายคิดว่ามาถามแล้วฉันจะยอมบอกแผนการของตน ถ้าหากว่ามีอะนะ แต่ขอโทษที ครั้งนี้ไม่มีแผนการอะไรทั้งนั้น ทุกคนจะมีแต่ได้กับได้ อาชญากรจะไม่สังหารผู้เล่นด้วยกันเอง” ศิลาเปลี่ยนเป็นจริงจังแววตาฉายแสงสีเงินยวงแผ่จิตสังหารออกมาจนตำหนักศิลาสั่นสะเทือน “ฉันสัญญา อาชญากรทุกคนจะไม่ลงมือกับผู้เล่น เว้นเสียแต่ผู้เล่นคนใดทำร้ายอาชญากรแม้แต่คนเดียว นั่นจะเป็นการเปิดสงครามทันที แต่ถ้าหากอาชญากรเกิดทำร้ายผู้เล่นขึ้นมาฉันยินดีจะรับผิดชอบด้วยทุกอย่าง และจะก้มหัวขอขมาเลย”
สองพี่น้องสะท้านวาบ คนอย่างศิลาที่ไม่เคยก้มหัวให้ใครพูดถึงขนาดนี้ “อีกหนึ่งเรื่องค่ะพี่ศิลา”
“ว่ามาได้เลย”
“ผู้นำกิลด์ทั้งหมดทั่วโลก อยากจะมาตกลงขอส่วนแบงผลประโยชน์ในการล่าบอสกับพี่ ที่ผ่านมากิลด์ผู้ทำลายมักจะกอบโกยผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว”
ชางพูดขึ้นต่อ “ครั้งนี้พวกเขาก็คิดว่าอาชญากรคงกำจัดไดอาโบได้อีกตามเคย ดังนั้นเลยจะขอแค่ส่วนแบงเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้กิลด์ของพวกตนได้มีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง”
“ได้ เอาเป็นว่านายไปบอกพวกเขา หากกิลด์ไหนต้องการเข้าร่วมล่าไดอาโบให้มายังตำหนักศิลาในอีกเจ็ดวันให้หลัง เราจะตกลงเรื่องผลประโยชน์กัน”
“งั้นฉันจะไปบอกพวกเขา” เสี่ยวชางกล่าว
“พี่ศิลาคะ” หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อย “พี่เป็นฮิลแมนแล้วใช่ไหม” ศิลาพยักหน้า หญิงสาวขึงขังยื่นหน้ามาหาศิลาจนแทบจะชนหน้าเขาดีที่ฟ้าครามยื่นมือมาสอดขวางไว้ทำให้ใบหน้าหญิงสาวจูบเข้ากับฝ่ามือฟ้าครามอย่างจัง อุ้ยยย... เธอพูดขึ้นต่อ “งั้นพี่ต้องระวังตัวนะคะ ตอนนี้พวกฮิลแมนกำลังโดนกองทัพของประเทศตามล่าเพื่อให้เข้ารับการฝึกแบบทหาร พี่เองก็อาจจะถูกตามล่าจากกองทัพเอาได้”
“ตอนนี้ฉันเองก็เป็นทหาร” เสี่ยวชางถอนหายใจส่ายศรีษะแสดงออกว่าตนเองไม่ต้องการ “พวกกองทัพบังคับให้พวกฮิลแมนอย่างเรามารับใช้ประเทศ เพราะโลกที่มันบิดเบี้ยว การจะต่อกรกับพวกฮิลแมนต้องใช้ฮิลแมน ฉันเลยอดเป็นหมออย่างที่วาดฝัน” ชายหนุ่มตาสั่นคลอน “นายก็ระวังตัวไว้ด้วยละ หากทางการรู้ว่านายเป็นฮิลแมนพวกนั้นมาเชิญนายแน่”
ศิลามองหน้าฟ้าคราม ก่อนจะหันไปถามชาง “นายขึ้นตรงกับสังกัดไหน”
“หน่วยนอร์แมนที่หนึ่ง แห่งกรุงโรม”
ศิลาพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ฉันจะระวังตัว”
บูรพาอมยิ้มแอบขำอยู่ภายในใจ หากรู้ว่าศิลาเป็นฮิลแมนกองทัพจะมาเชิญเลอะ ฮึ.. อยากรู้จริงใครมันกล้า
“พวกเราเลยกลายเป็นผู้เสียสละแห่งยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง พวกเขากลัวจะเกิดอาชญากรรมจึงต้องเตรียมรับมือ” เสี่ยววูกล่าว
แม้จะรู้สึกผิดแต่ทว่าการเตรียมใจแบกรับบาปที่ก่อขึ้นของศิลานั้นหนักแน่นมากพอ เขายอมให้ตนเองแปดเปื้อนเป็นคนชั่วช้า หรือแม้แต่การจะทำให้คนทั้งโลกลำบากเพื่อให้คนใกล้ตัวสบายเขาก็พร้อมจะทำ หากไม่มีการวิวัฒนาการคนที่เขารักก็จะเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นต่อให้มากกว่านี้เขาก็จะทำและมีแต่ต้องเดินหน้าต่อ หากหยุดลงตรงนี้ความฝันก็จะพังทลาย โลกกลอรี่ก็จะไม่ถือกำเนิด ถึงเวลาที่ต้องก้าวไปข้างหน้าละทิ้งความจำเจแบบเดิมในชีวิตของมนุษย์ไปได้แล้ว เขามีฟ้าครามการจะเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลยแม้แต่น้อย
“พวกเราก็แค่ยังไม่ชินกับสิ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันก็เท่านั้น ฉันเชื่อว่าหากทุกอย่างสงบนายจะได้ทำตามความฝัน”
ชางถอนหายใจ “ฉันก็ได้แต่หวังให้เป็นแบบนั้น งั้นพวกเราขอลา จะได้รีบกลับไปแจ้งข่าวให้พวกนั้นทราบ”
“ไว้พบกันใหม่นะคะพี่ศิลา” สาวเจ้าขยิบหางตาหวาน “แต่ครั้งหน้าเอาเป็นเจอกันในโลกความจริงนะ” เสี่ยววูกล่าวด้วยท่าทางร่าเริง กระมิดกระแม้นพี่ชายต้องรีบดึงลากน้องสาวออกมาเพราะสายตาเจ้าที่ของศิลากำลังเขม่นมองจ้องเอ๋าจ้องเอา
“ได้ซิ” ฟ้าครามคำรามในลำคอเน้นเขี้ยวเน้นฟัน “เดี๋ยวเจอกันแน่ เจ้าของเขานั่งหัวโด่อยู่ทนโท่แท้ๆ ริบังอาจมาท้าทายเดี๋ยว เดี๋ยวได้รู้ซึ้งถึงอิทธิฤทธิ์แม่”
ศิลาแอบกลืนน้ำลายไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่แอบสงสารหญิงสาวดวงซวยอยู่ในใจ
“ศิลา” บูรพาถามขึ้นเมื่อสองพี่น้องกลับออกไป “นายคิดว่าเจ้าชางมันมาเพราะเรื่องแค่นี้จริงๆหรอ”
“อาจจะใช่ หมอนั่นดูไม่มีพิรุธอะไร และก็แสดงตนชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายผู้เล่นทั่วไป”
“พี่ศิแน่ใจนะคะเรื่องจะแบ่งผลประโยชน์ให้กับทุกกิลด์” ฟ้าครามกังวล การสังหารบอสโลกได้ สิ่งตอบแทนนั้นมีค่ามหาศาล แค่สุริยะเทพศิลาก็ได้ไอเทมมากมายและศาสตราระดับ SS อีกนับไม่ถ้วน
ศิลาเหยือดตัวตรงบิดขี้เกียจ “ค่ะ พี่บอกแล้วไงคะ ว่าเราจะไม่กลับมาอีก ต่อให้พวกเขาจะได้อะไรไปก็ไม่สำคัญอะไรกับเราอีกแล้ว แต่ว่า..ดูท่าเจ้าพวกนั้นจะทำงานกันเร็วเสียจริง แป๊บเดียวข่าวการล่าบอสกระจายไปทั่วสารทิศ” ศิลายิ้มปลื้มใจมีลูกน้องขยันขันแข็งเอาการเอางาน ไม่รู้เลยว่าสาเหตุทั้งหมดเป็นเพราะคาลิเนีย
ศิลาลูบหัวแม่หวานใจที่มีสีหน้าแววตาเศร้าสร้อยอมทุกข์กุ้มใจ เจ้าหล่อนเงยหน้ามองพูดเสียงเจือนเหมือนจะร้องไห้ “นี่เราทำผิดพลาดไปหรือเปล่าคะ ไม่คิดเลยแค่มีมนุษย์ที่วิวัฒนาการจะกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน”
สองมือละมุนอบอุ่นปาดน้ำไออุ่นที่ไหลออกจากดวงตางามอย่างอ่อนโยน “ผิดหรือไม่ผิดพี่ตอบไม่ได้ แต่ที่บอกได้คือเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วทุกคนก็ต้องยอมรับความเป็นจริงและอยู่กับสิ่งที่เป็น ต่อให้ต้องทำมากกว่านี้พี่ก็พร้อมจะทำ น้องไม่ต้องรู้สึกผิดหรืออะไรทั้งนั้น พวกเขาเลือกจะเข้ามาในเดม่อนลอร์ดเองเราไม่ได้บังคับ เพราะงั้นเขาก็ต้องยอมรับความจริงที่เจอ แต่ถ้าน้องยังรู้สึกผิด พี่จะรีบทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสมดุล”
เจ้าหล่อนพยักหน้า ไม่รู้จะขอบคุณชายคนนี้ยังไงดี ให้ใช้ทั้งชีวิตคงยังไม่พอ
ศิลากำลังคิดว่าในที่สุดก็จะได้พักผ่อนเสียทีแต่ทว่าความหวังของเขาต้องพังทลายเมื่อมีการติดต่อเข้ามาจากนีทและอดัม เขากดรับสายพร้อมหางคิ้วขวากระตุกไหวๆ
“ว่าไงออเกล”
“เฮออ.. นึกว่านายจะไม่รับสายเสียแล้ว เจอปัญหาน่ะซิ”
“ปัญหา? สัตว์อสูรเลอะ” ศิลาสงสัยยังจะมีตัวอะไรหรือผู้เล่นคนไหนที่สร้างปัญหาให้กับพวกนีทและอดัมได้อีก
“ไม่ ไม่ใช่สัตว์อสูร พวกฉันยังไม่ถึงป่าหลับไหลเลย”
ศิลาขมวดคิ้วพอเดาเหตุการณ์ได้คร่าวๆ ทางไปป่าหลับไหลจำเป็นต้องผ่านที่ตั้งสมาพันธุ์ฮีโร่ กิลด์เจ็ดบาปและกิลด์ของโรมิโอกับจูเลียต “พวกฮีโร่หัวขนุนเลอะ” ศิลาถามพร้อมต่อคำลงท้ายให้พวกสมาพันธุ์ฮีโร่มันเสียเลย
หัวขนุน? อะไรกันล่ะนั่น “ถูกอย่างที่นายเดา พวกมันไม่ยอมให้เราเดินผ่านป่าของพวกมัน”
ห่ะ... ศิลางุนงง ป่าเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรและถือเป็นพื้นที่สาธารณะไม่มีใครสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ได้ “พวกนั้นบอกว่าไง”
“พวกมันทำเพียงเอากำลังทั้งหมดมาปิดทางเข้าออกและเขตชายแดนตามชายป่า ขนาดผู้เล่นทั่วไปพวกมันยังไม่ให้ผ่าน โอรีโอบอกว่าถ้าอยากผ่านก็ให้นายมาคุยกับมันด้วยตัวเอง”
ศิลากุมขมับ ไอ้พวกนี้กล้าดีอ้างสิทธิ์ป่าไม้พื้นที่ของระบบเป็นของตัวเองยังไม่ มาปิดทางเข้าออกไม่ให้ใครผ่านอีก “โอเค เดี๋ยวฉันไป”
“ศีล ทำไมเราไม่ถล่มพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” นีทอารมณ์เสียฉุนเฉียว
“ทำแบบนั้นก็เปลืองแรงป่าว อย่าลืมซิพวกนายยังต้องไปสร้างเส้นทางไปยังตำหนักนิรนาม และภายในป่าหลับไหลจะเจอเทพอสูรระดับตำนานกี่ตนหรือเทพสงครามกี่ตนเราก็ยังไม่รู้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันรีบไป อย่าพึ่งทำอะไรบุ่มบ่ามล่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
ฟ้าครามหันมองขายหนุ่มของเธอ “มีปัญหาอีกแล้วหรอคะ”
“ค่ะ พวกสมาพันธุ์ฮีโร่หัวขนุนน่ะ เดี๋ยวพี่ต้องไปแดนใต้สักพัก ขอฝากทางนี้ด้วย”
“ค่ะ”
“ศิลา ให้ฉันตามไปด้วยไหม” บูรพาถามขึ้น
ศิลายิ้มพร้อมส่ายหน้า “ฉันไปแป๋บเดียว เดินทางคนเดียวจะสะดวกกว่า” เขานึกอะไรขึ้นมาได้ “นายช่วยนำกำลังคนส่วนหนึ่งออกตามหาที่อยู่ของพาลีที” ศิลามือลูบคางแววตาว่างเปล่า ทำไมถึงสัมผัสการคงอยู่ของพาลีไม่ได้ ราวกับว่าพญาวานรหายไปจากโลกหล้า
“เข้าใจแล้ว”
ศิลาเดินออกมา คิดเรื่องสมาพันธุ์ฮีโร่ เขาควรจะฆ่าพวกนั้นให้กลับเข้าเกมอีกไม่ได้เลยดีหรือเปล่า แต่นั่นเป็นจำนวนผู้เล่นที่มากเกินไป อีกอย่างในกลุ่มของพวกฟันโอยังมีเนเน่ สาวน้อยที่เพิร์จเพื่อนของเขาชอบอีกด้วย และดูเหมือนทั้งสองจะแอบติดต่อกันในโลกความจริง การจะทำอะไรอย่างน้อยเขาต้องคิดถึงเนเน่และเพิร์จเอาไว้บ้าง เพิร์จแน่นอนว่าหมอนั่นไม่มีปัญหาอยู่แล้วหากเขาจะล้างบางพวกสมาพันธุ์ฮีโร่ แต่น้องเนเน่คงไม่ยอม หากเป็นแบบนั้นสาวเจ้าได้มาอาละวาดลงที่เพื่อนของเขาเป็นแน่ นี่ล่ะนะที่เขาบอกมหาบุรุษตกม้าตายเพราะนารี สตรีแม่ทุกสถาบัน
แต่ก็น่าแปลก เนเน่ไม่เคยถามเพิร์จเกี่ยวกับภายในกิลด์เลยสักครั้ง ดูเหมือนสาวน้อยคนนี้จะแยกแยะออก เรื่องส่วนตัวอยู่ในโลกความจริง เรื่องกิลด์อยู่ในโลกของเกมไม่เอามาข้องเกี่ยวกัน ถือว่ามีความคิดเกินเด็กพอสมควร จะอย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรค์ เนเน่นั้นอายุสิบเจ็ดปี ส่วนเพิร์จอายุยี่สิบห้า ก็แอบหวังว่าให้สาวน้อยมีความคิดแยกแยะได้แบบนี้ตลอดไป
“เฮอ... คงไม่ได้ซินะ อย่างน้อยต้องเกรงใจแฟนเพื่อนบ้าง”