วันนี้หมิงซินเทียนทำการปิดร้านเป็นวันแรก เนื่องจากวันนี้เป็นวันครบรอบอายุ 15 ปีของซูเจียว และยังเป็นวันจัดพิธีปักปิ่นของนางเพื่อแสดงถึงความเป็นหญิงสาวเต็มตัว หลังจากนี้หญิงสาวก็สามารถออกเรือนมีครอบครัวได้แล้ว
พิธีปักปิ่นจัดอย่างเรียบง่ายในลานกว้าง ณ เรือนครอบครัวลุงใหญ่ แขกถูกเชิญมาไม่เยอะนัก เชิญมาแต่คนรู้จักสนิทสนมในหมู่บ้านเท่านั้น เฟยเจินดูบรรยากาศรอบงาน ไม่เห็นสมาชิกบ้านใหญ่ แปลว่าพี่สาวเจียวอาจจะไม่อยากเชิญมา เธอคิดว่าดีแล้ว งานจะได้สงบสุข
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะพี่สาวเจียว ข้าขอมอบพัดนกยูงมรกตและชุดนี้เป็นของขวัญวันเกิดให้ท่านพี่” เฟยเจินมอบพัดสีเขียวมรกต สวยสะดุดตาทุกคนให้ซูเจียว และยังมอบชุดสีฟ้าสดใส ทำมาจากผ้าไหมชั้นดีที่เธอออกแบบเองให้อีกด้วย
ความจริงชุดที่ซูเจียวใส่ในวันนี้เฟยเจินก็เป็นคนออกแบบ มันเป็นชุดสีชมพูสำหรับหญิงสาว เหมาะกับนางอย่างยิ่ง ขอบกระโปรงปักลายดอกไม้และตัวกระโปรงมีผีเสื้อบินว่อนไปมา ผีเสื้อเหล่านั้นดูราวกับกำลังโบยบินอยู่บนชุดนาง
“ขอบใจเจ้ามากอาเจิน เจ้ามอบหลายอย่างให้ข้าเกินไปแล้ว” หญิงสาวรับของจากมือน้องสาว ก่อนจะยื่นให้หญิงวัยกลางคนข้างกายถือไว้ นางเข้ามาสวมกอดน้องสาวด้วยความขอบคุณ น้ำตาเอ่อขึ้นมาในดวงตาอย่างช่วยมิได้
หลังจากนั้น ทุกคนก็เข้ามาแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้แก่หญิงสาวที่ผ่านพิธีปักปิ่นมาไม่นานนี้
พิธีทั้งหมดจบลงอย่างเรียบง่าย แขกเหรื่อต่างพากันกลับหมู่บ้านต้าซูไป ทุกคนช่วยกันเก็บกวาดงานและแยกย้ายกลับเรือนตนไปพักผ่อน เตรียมตัวทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น
แปลงผักในมิติก็ถูกเก็บและปลูกใหม่เรื่อยๆ ไปหลายรอบแล้ว จนตอนนี้กินผักกันไม่ทันเลยทีเดียว เฟยเจินจึงให้ทุกคนหยุดพักก่อน แล้วค่อยเริ่มปลูกใหม่สัปดาห์หน้า
ร่างเล็กเดินไปดูแลแปลงเห็ดทรัฟเฟิลที่กำลังเจริญเติบโตรอบที่สอง รอบแรกเธอเก็บไปส่วนหนึ่งแล้ว วันนี้ก็เอาเห็ดพวกนี้ไปทำอาหารให้แขกกินในพิธีปักปิ่นของพี่สาวเจียวอีกด้วย แต่เธอยังมิได้นำไปขายที่ภัตตาคารไห่หงเสียที จะว่าไปไม่เจอท่านปู่เซียวนานแล้ว พรุ่งนี้ถือโอกาสแวะไปหาและสอบถามเรื่องวัวนมด้วยเลยแล้วกัน
วันถัดมา เฟยหมิงนัดซูกงมาเล่นที่บ้านในเมือง เฟยเจินจึงพาเด็กน้อยสองคนไปกินข้าวที่ภัตตาคารไห่หง
“ท่านผู้จัดการ ข้าพาเด็กๆ มากินข้าว แล้วก็มาหาท่านปู่เซียวด้วยเจ้าค่ะ” เด็กหญิงพูดพร้อมฉีกยิ้มสดใส
“นายท่านไม่อยู่ขอรับคุณหนู เชิญทางนี้เลยขอรับ” ชายผู้จัดการนำเฟยเจินไปห้องสุดทางบนชั้นสามห้องเดิม ห้องนี้กลายเป็นห้องส่วนตัวของเฟยเจินไปแล้ว ทำให้ทุกครั้งเธอไม่ต้องมาจองก่อนเลย สะดวกสบายจริงๆ ต้องหาทางขอบคุณท่านปู่เซียวเสียแล้ว
เฟยเจินสั่งอาหารที่เด็กน้อยทั้งสองอยากกินมาเต็มโต๊ะอย่างไม่หวงแหนเงินทอง
“เย่วซิน เจ้าอยู่ดูแล กินข้าวกับอาหมิง อากงไปก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะไปพูดคุยกับท่านผู้จัดการเล็กน้อย” พูดจบ เธอก็เดินลงไปหาชายวัยกลางคนที่ชั้นล่างสุด
“ท่านผู้จัดการ ข้าขอเวลาคุยสักเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
“ได้ขอรับคุณหนู ตามข้ามาทางนี้เลยขอรับ” ชายผู้จัดการเดินไปทางห้องส่วนตัวที่ไว้ใช้ทำงาน คิดบัญชีหรือเรื่องวัตถุดิบต่างๆ เขาผายมือเชิญเด็กหญิงให้นั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ข้าขอสอบถามได้หรือไม่เจ้าคะ พอดีข้าอยากรู้ว่าสามารถซื้อวัวนมได้ที่ไหน” เฟยเจินเปิดประเด็นทันทีที่นั่งลง
“อ้อ ถามถูกคนแล้วขอรับ ทางภัตตาคารเราก็เลี้ยงวัวนมไว้สามตัว แต่ลูกค้าส่วนมากไม่ชอบกลิ่นคาวของมันนัก หากจะไปหาซื้อด้วยตนเอง ข้าขอแนะนำให้คุณหนูไปเมืองลู่เจ๋อขอรับ เมืองนี้มีการเลี้ยงวัวนมพันธุ์ดีไว้ขอรับ แถมเมืองนี้ยังติดทะเล โดดเด่นเรื่องการค้าทางทะเล และอาหารทะเลอร่อยๆ มากมายขอรับ” ผู้จัดการพูดด้วยความตื่นเต้น หากเขาได้รับวันหยุดพิเศษ เขาจะไปพักผ่อนที่นั่นอย่างแน่นอน
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะท่านผู้จัดการ ท่านช่างรอบรู้ยิ่งนัก” เฟยเจินนั่งฟังผู้จัดการบรรยายถึงข้อดีมากมายของเมืองติดทะเลนี้ จนเธอรู้สึกอยากไปจนทนมิไหว หากได้นอนอาบแดดตรงทะเล ฟังเสียงคลื่นอย่างสบายอารมณ์จะดีเพียงใดกัน แล้วยังมีของทะเลสดใหม่… แค่คิดภาพน้ำลายก็เหมือนจะไหลออกมา เมื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว เธอก็รีบบอกลาและขึ้นไปหาพวกเฟยหมิง
ผู้จัดการรู้สึกเหมือนตนลืมบอกอะไรที่สำคัญให้นางรับรู้เรื่องหนึ่ง เขาคิดแล้วคิดอีก แต่ก็ไม่รู้จึงเดินออกไปทำงานต่ออย่างสบายใจ
“อาหารหมดแล้ว แต่พี่รองยังไม่ได้กินเลย เราสั่งมาใหม่ดีหรือไม่ขอรับ” เฟยหมิงกับซูกงกินกันจนเพลิน ลืมไปว่าต้องเหลือให้เฟยเจินด้วย พวกเขาจึงนั่งหงอย รู้สึกผิดในใจ
“ไม่เป็นไรน้องเล็ก อากง เจ้าไม่ต้องคิดมาก กินเสร็จแล้วก็ไปกันเถิด ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการ” เฟยเจินรีบไปจ่ายเงินด้วยความเร็ว จับเด็กสองคนโยนขึ้นรถม้า มุ่งหน้ากลับบ้าน
“ดูเหมือนพี่รองของเจ้าจะไม่หิวนะอาหมิง นางช่างมีเรี่ยวแรงเยอะยิ่งนัก” ซูกงแอบกระซิบกับเฟยหมิง เมื่อลงมาจากรถม้าแล้ว
“พี่รองของข้าบอกว่า ออกกำลังกายบ่อยๆ จะมีร่างกายที่แข็งแรงและสู้กับพวกคนชั่วได้ ตอนนี้ข้าก็กำลังฝึกฝนร่างกายยามเช้ากับทุกคน” เฟยหมิงยกแขนขึ้นมา พยายามเบ่งกล้ามน้อยๆ ของเขาเพื่ออวดสหาย
“ว้าว จริงหรือ เจ้าสอนข้าสิ่งที่เรียกว่าออกกำลังกายได้หรือไม่อาหมิง” ซูกงพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย ทั้งสองพากันไปฝึกฝนร่างกายตรงลานกว้าง
เมื่อสัปดาห์ก่อน เฟยเจินได้ว่าจ้างท่านอาจารย์ผู้หนึ่งมาสอนพี่ใหญ่กับน้องเล็กแล้ว ซึ่งเรียนวันเว้นวัน เพราะเธอกลัวว่าพวกเขาจะกดดันจนเกินไป ท่านอาจารย์ผู้นี้มีความเข้มงวดและไม่ยินยอมผ่อนปรนใดๆ เกี่ยวกับการศึกษาเลย
น้องเล็กมีความสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องดนตรีและการแต่งกลอนอีกด้วย เธอเพียงหวังว่าความสนใจนี้จะอยู่ไปสักครึ่งปีก็ยังดี แต่พี่ใหญ่กับน้องเล็กคุยกับเธอแล้วว่าพวกเขาจะไม่ไปสอบทางการใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาเพียงอยากหาความรู้ใส่ตัวและมาช่วยเธอทำธุรกิจขายของ หาเงิน
ยามโหย่ว (17.00-18.59น.) เฟยเจินพาครอบครัวตนมากินอาหารมื้อเย็นบ้านท่านลุงใหญ่ พวกเธอนำอาหารหลายจานยกมาถึงที่เลยทีเดียว
“ข้ามีเรื่องจะบอกทุกคนเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะเดินทางไปเมืองลู่เจ๋อ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 วันขาไป ขากลับอีก 7 วัน และข้าคงอยู่ที่เมืองนั้นอีกประมาณ 10 วัน โดยรวมแล้วข้าจะขอไปพักผ่อนเดือนหนึ่งเจ้าค่ะ” เฟยเจินพูดขึ้นระหว่างทุกคนกำลังกินอาหาร
“แล้วเรื่องสินค้าจะทำอย่างไรหรืออาเจิน” ซูเหลียงหันมาถามหลานสาวของเขา
“ข้าจัดเตรียมไว้แล้วเจ้าค่ะ ตัวยากับกระปุก แปรงสีฟันต่างๆ จะอยู่ที่ห้องเก็บของที่เรือนข้า พวกท่านเข้าไปนำมาใส่กระปุก ต่อขนแปรงเข้ากับด้าม ใส่กล่องก็ใช้ได้แล้วเจ้าค่ะ” ครั้งนี้เธอทำได้รวดเร็วเป็นอย่างมาก ด้วยความที่อยากไปทะเลใจจะขาด
“ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่ขอรับพี่รอง!” เฟยหมิงหันมาถามพร้อมกะพริบตาอ้อนวอน
“ไม่ได้ เจ้ากับพี่ใหญ่มีเรียนกับท่านอาจารย์ เจ้าลืมแล้วหรือน้องเล็ก” เฟยเจินยีหัวของเขา ขำขันกับท่าทางของน้องชายคนเล็ก
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะไปกับใครหรือน้องรอง” เฟยเทียนแอบเศร้าในใจ เขาก็อยากไปด้วยเช่นกัน หากไม่จับตาดูน้องรองไว้คงมิสบายใจ ตอนนี้จึงต้องหาคนมาดูแลนางแทนเขาเสียแล้ว
“ข้าจะพาเย่วซิน ฮุ่ยอิง แล้วก็ฝาแฝดไปด้วยเจ้าค่ะ” คนในรายชื่อที่เฟยเจินคัดเลือกต่างดีใจกัน ฝาแฝดถึงกับเผลอยิ้มออกมาจนทำให้กางฉินที่เป็นหนึ่งในองครักษ์ แต่ไม่ได้รับเลือกไปด้วยถึงกับอิจฉาตาร้อน
“แล้วข้าเล่าขอรับคุณหนู” กางฉินรู้สึกอิจฉาจนต้องยกมือถามคุณหนู เจ้าจิ้งจอกแดงที่กำลังแทะกระดูกหมูอยู่นั้นมองเหตุการณ์และแอบขำกับท่าทางของมนุษย์ขี้อิจฉา
“เจ้าอยู่บ้านคอยดูแลทุกคนเถิด ข้าจะทิ้งเสี่ยวฮว่าไว้ช่วยเจ้าดูแลด้วยดีหรือไม่” เฟยเจินยื่นจานกระดูกหมูเปรี้ยวหวานจานใหญ่ไปตรงหน้าเจ้าจิ้งจอกแดง เธอส่งยิ้มให้มันด้วยความอ่อนโยน แต่สิ่งที่เจ้าเสี่ยวฮว่ากำลังเห็นกลับกลายเป็นรอยยิ้มชั่วร้ายของเด็กหญิงซะงั้น
“แต่ท่านเสี่ยวฮว่าเอาแต่กินกับนอน จะช่วยได้หรือขอ…” ยังพูดไม่ทันจบคำ กางฉินก็โดนฝ่าเท้าพิฆาตของเจ้าจิ้งจอกแดงไปหนึ่งยก จากนั้นทั้งสองก็ตะลุมบอนกัน
เฟยเจินจึงต้องไปจับทั้งสองแยกออกจากกัน พยายามหลอกล่อพวกเขาด้วยอาหารทะเลที่เธอจะนำมาฝากภายหลัง ทำให้ทั้งสองต่างยอมรับชะตากรรมที่ต้องอยู่เฝ้าบ้าน อดไปเที่ยวกับนาง
ยามซื่อ (09.00-10.59น.) อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนที่ผ่านมา เพราะมันเริ่มเข้าสู่ช่วงสารทฤดูแล้ว
ก่อนที่รถม้าจะออกเดินทาง ทุกคนก็มายืนรอส่งพวกเฟยเจินกัน เฟยเทียนแอบกวักมือเรียกเย่วซินมาพูดคุย เขาเน้นย้ำกับน้องสามว่าช่วยจับตาดูเฟยเจินอย่างใกล้ชิด อย่าให้ใครที่ไหนมารังแกและมาใกล้ชิดกับนางจนเกินไป เมื่อเห็นเย่วซินพยักหน้าเข้าใจแล้ว เด็กชายคนโตก็โล่งใจ เดินไปยืนรอส่งด้วยกันกับทุกคน
หลังจากรถวิ่งออกนอกเขตเมืองแล้ว รถม้าก็วิ่งด้วยความเร็วสูง เจ้าม้าขาวตงไป๋มีพัฒนาการที่ดีกว่าม้าทั่วไปหลายเท่า มันตัวใหญ่แข็งแรง วิ่งไม่มีเหนื่อยเลยทีเดียว หากเป็นเช่นนี้คงลดระยะเวลาการเดินทางได้อีกสัก 2 วัน
“พักตรงนี้กันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู ดูเหมือนท้องฟ้าจะเริ่มมืดแล้ว หากไปไกลกว่านี้จะเข้าเขตป่าลึก อาจจะมีอันตรายได้เจ้าค่ะ” ฮุ่ยอิงลงจากม้าขาว เดินมาถามความเห็นคุณหนูของนาง
“เอาตามที่เจ้าว่าเถิด ดูเหมือนตงไป๋จะวิ่งเร็วเกินไป พวกเราเลยผ่านโรงเตี๊ยมมาหมดแล้ว โรงเตี๊ยมถัดไปน่าจะไกลเป็นแน่” เฟยเจินลงมายืดเส้นยืดสายพร้อมยกมือขึ้นมาปิดปากหาว
เธอไม่น่าพาฝาแฝดมาเลย หากมีแค่พวกเธอสามคน เธอก็จะเข้าไปพักในมิติสบายๆ ได้ ลืมได้อย่างไรกัน
ฮุ่ยอิงนำเชือกจากรถม้ามาผูกกับต้นไม้ไว้ ส่วนฝาแฝดก็ไปหาฟืนมาจุดพักแรมทางต้นป่า บริเวณรอบนอกป่าไม่ค่อยมีอันตราย เพราะสัตว์อันตรายส่วนมากจะอาศัยในป่าลึก
เย่วซินนั่งลงข้างๆ เฟยเจินด้วยความเงียบสงบ หน้าตาเขาบูดบึ้งเพราะในรถมีฝาแฝดอยู่ด้วย เขาเลยไม่สามารถแปลงกายเป็นลูกหมานอนบนตักนางได้
“รีบกินแล้วพักผ่อนเถิด เดินทางมานาน คืนนี้พวกเจ้าผลัดกันเฝ้ายามแล้วกัน เยจื่อ จวี๋จื่อ” เฟยเจินหยิบเป็ดย่างและอาหารอื่นออกมาตอนที่ฝาแฝดกำลังไปหาฟืนก่อนแล้ว
“ขอรับคุณหนู” ฝาแฝดทั้งสองตอบรับพร้อมกัน พวกเขาจ้องมองอาหารด้วยความหิวโซ จนลืมไปว่าเจ้านายของเขาเอาอาหารไปเก็บที่ใดให้มันมีรูปร่าง สี กลิ่น รสเหมือนเดิมได้ขนาดนี้
ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้า แสงสีทองอ่อนๆ เริ่มสาดส่องแสงประกายยามเช้า นกน้อยโบยบินออกจากรัง เริ่มต้นเช้าวันใหม่
“ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนู” ฮุ่ยอิงเดินมาปลุกเฟยเจินที่กำลังนอนหนุนตักเย่วซินอย่างสบายใจในรถม้า เด็กชายลืมตาขึ้นมาพร้อมๆ กับเฟยเจิน
เมื่อคืนเขาเห็นเด็กหญิงนอนหนุนแขนตนเองจนทนมิไหว เลยแอบยกหัวนางขึ้นมานอนหนุนตักตนเอง เขามองหน้านางจนเผลอหลับไปเสียได้