บทที่ สามสิบเจ็ด
ท่ามกลางหิมะสูงหนาบนเขาที่ห่างไกลอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปีแม้จะไม่ใช่เหมันต์หากยิ่งเหมันต์มาถึงก็ยิ่งเพิ่มความโหดร้ายพื้นที่สีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตามีสิ่งมีชีวิตหนึ่งนอนขดตัวกลมอยู่ใต้แท่นหินก้อนขนขาวขนนุ่มสลวยแทบกลมกลืนไปกับบรรยากาศโดยรอบ ขนที่แนบลู่ไปตามลมยามที่พัดมา
เวลานี้ในหุบเขาหนาวจัดแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ได้ แต่ไม่ใช่กับจิ้งจอกหิมะอุณหภูมิไม่อาจจะทำให้มันหวั่นไหวได้สิ่งที่น่ากลัวกว่าลมหนาวสำหรับสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี่คือแรงลมที่พร้อมจะพัดก้อนขนเล็กๆนี้ให้ปลิวหายไปในเหวสูงชัน หรือที่แย่กว่านั้นคือปัญหาปากท้อง จิ้งจอกหิมะเด็กไม่รู้วิธีเก็บอาหารเพื่อจำศีล เพราะเกิดมาที่จำได้ก็โดดเดี่ยวเสียแล้วทางเดียวจะอยู่รอดคือลงเขาไปหาอาหาร แม้จะอันตรายมันก็ต้องเสี่ยง
เมื่อพายุหิมะจางลงก็เดินง่ายขึ้นจิ้งจอกน้อยลงเขาทั้งที่ไม่รู้เส้นทาง ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นแต่ถือว่าโชคดีที่อาจจะนำมาซึ่งโชคร้ายในภายหน้าก้อนขนสีขาวมาถึงตีนเขาเรียบร้อยแม้จะไม่ได้หนาวจัดแต่ก็ยังมีหิมะปกคลุมมันวิ่งโดยไม่รู้เลยว่าใต้หิมะมีสิ่งใดอยู่
พลั่ก
เสียงกับดักใต้หิมะทำงานมาพร้อมความรวดร้าวเหลือคณาที่สิ่งมีชีวิตน้อยๆตัวหนึ่งจะเคยพบเจอ กรงเหล็กแทงทะลุขาเล็กๆ เลือดที่แดงสดไหลทะลักเป็นสายมันก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร แค่ขยับตัวก็สะเทือนไปถึงแผลปวดเข้ากระดูกแต่พอลองดึงได้ไม่กี่ครั้งก็รู้ว่าไม่เป็นผลทำได้แต่นอนร้องครางหวังให้ความช่วยเหลือมาถึง
“ตัวอะไรติดกับดัก”เสียงพูดดังไม่ใกล้ไม่ไกลเรียกให้จิ้งจอกน้อยหันไปมองตั้งแต่มีชีวิตมาก็ไม่เคยเจอสิ่งมีชีวิตสูงใหญ่เช่นนี้มาก่อนแต่ไม่รู้ตัวมันถึงเข้าใจเสียงที่เอ่ยออกมา
“จิ้งจอกงั้นหรือ?”บริเวณที่อากาศหนาวจัด ขนจิ้งจอกเป็นที่ต้องการอย่างมากเพราะทั้งให้ความอบอุ่นและสวยงาม
นายพรานเดินมาถึงจุดที่กับดักทำงานจิ้งจอกที่จับมาได้ตัวเล็กเกินไป ถ้าฆ่าเอาไปทำหนังจิ้งจอกขายก็ได้ไม่เท่าไรเห็นแล้วก็ถอดหายใจ “แบบนี้ต้องเลี้ยงให้โตก่อน”จากที่ตั้งใจจะสังหารจึงจับก้อนขนที่สั่นกลัวยัดลงถุงเชือกถักแล้วมัดถุงกันหนีถึงออกเดินหาของป่าต่อ
ชายเข้าวัยกลางคนเดินกลับบ้านหลังเล็กๆชายป่าเมื่อใกล้ยามตะวันตกดินจิ้งจอกหิมะถึงได้ถูกปล่อยเข้ากรงที่จะกลายเป็นบ้านใหม่ของมันก้อนขาวรีบหมุดเข้ามุมสุดด้านใน ครางหงิงๆ อย่างหวาดกลัวส่วนขาแม้เลือดหยุดไหลแล้วแต่ไม่ใช่ว่าไม่เจ็บปวด และไม่มีวี่แววที่จะได้รับการรักษาแม้แต่น้อย
วันเวลาผ่านไปหลายวันจิ้งจอกหิมะยังถูกขังอยู่ในกรงชายผู้จับสัตว์ตัวน้อยมาให้อาหารมันกินทุกวันแต่ไม่ได้ดูแลดีไปกว่านั้น ไม่ทำแผลไม่สนเรื่องความสะอาด ขนสีขาวจึงขะมุกขะมอมไปมากสิ่งที่ทำคือเพียงเลี้ยงรอวันโตเท่านั้น
แต่วันนี้ต่างออกไปรอบบ้านของนายพรานนั้นอยู่ชายป่า ยากที่จะมีเสียงเอะอะสิ่งที่จิ้งจอกน้อยได้ยินเป็นเสียงทั้งพูดคุยและเสียงของกระทบกันดังเคร้งๆยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยว่าสิ่งนั้นคืออะไรตัวจิ้งจอกน้อยลืมตาเกิดมาบนเขาที่หนาวเหน็บไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆไม่แปลกที่จะไม่รู้ จึงพยายามดันหัวเล็กๆ ลอดผ่านซี่กรงเพื่อดูที่มาของเสียง
กลุ่มเด็กหนุ่มที่กำลังซ้อมมือด้วยกระบี่กันห่างออกไปจากที่พักมีด้วยกันสามคนพร้อมกับส่งเสียงพูดคุยดังก้องบริเวณชายป่าพอสัตว์ตัวน้อยมองนานเข้าก็เริ่มส่งเสียงตามเพราะมันเองเข้าใจสิ่งที่ทั้งสามพูดเลยพยายามเอ่ยบ้าง แต่เสียงที่ออกมากลับไม่เป็นคำพูดหากเป็นเสียงครางหงิงๆ แทนได้
“เสียงอะไรน่ะ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ยินเสียงร้องของเจ้าจิ้งจอกน้อยเสียแล้วทั้งกลุ่มเลยเงี่ยหูฟังตามๆ กัน ทั้งพากันเดินเข้ามาที่กระท่อมนายพรานจึงพบกับจิ้งจอกตัวน้อยสีขาวล้วนหากแต่ดูขะมุกขะมอมไปเสียหน่อย
“จิ้งจอกหิมะนี่”ทั้งสามมุงกันเข้ามาพร้อมกันส่วนเจ้าตัวน้อยที่ถูกขังหดตัวกลับเข้ากรงไปซุกอยู่ที่มุมในสุดตัวสั่นกลัวตามสัญชาตญาณ
“มีแผลด้วย”
“นั้นสิน่าจะถูกจับมาขัง ถ้าไม่รักษาแผลจะไม่เน่าหรอ”
“จิ้งจอกหิมะแบบนี้นายพรานเลี้ยงเอาขนน่าจะไม่สนใจขาหรอกมั้ง”เจ้าตัวน้อยฟังแล้วเข้าใจทุกคำที่ทั้งสามพูดถึงได้รู้ว่าตัวเองคือจิ้งจอกหิมะ
“พวกเจ้ามาทำอะไรในกระท่อมของข้า”เสียงดังด้านหลังทำเอาเด็กหนุ่มทั้งสามสะดุ้ง คนพูดก็คือนายพรานนั้นเองเขาเห็นเด็กๆ มาเล่นที่กระท่อมก็เตรียมจะไล่ให้ออกไปแต่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
“จิ้งจอกหิมะตัวนี้เท่าไร?”
ด้านนายพรานที่มองสำรวจเด็กหนุ่มที่ถามราคาเจ้าจิ้งจอกเนื้อตัวก็แต่งกายเรียบร้อยเสื้อผ้ามีราคาทั้งมีหยกห้อยประดับ คงมาจากตระกูลมีฐานะผิวพรรณก็ผ่องใสไม่ใช่สามัญแน่ๆ
“ร้อยตำลึง”นายพรานเอ่ยราคาหลังจากประเมินคนถามเรียบร้อย
“ห่ะแพงไปหรือเปล่า?” คนที่ตอบไม่ใช่คนถามราคาแต่เป็นเด็กหนุ่มที่มาด้วยกันทั้งสองแม้จะไม่ได้ดูเป็นบ่าวรับใช้ แต่ก็ไม่ได้ดูชั้นชนเดี๋ยวกันหากไม่ใช่เพื่อนเล่นที่ตระกูลจัดให้ก็เป็นประมาณลูกพ่อค้าชั้นดีหน่อย
“ไม่เป็นไรเสิ่นหลิว”เด็กหนุ่มผู้มีฐานะห้ามสหายก่อนจะเอ่ยตอบนายพราน “พรุ่งนี้ข้าจะนำเงินมาให้”
ทั้งหมดพลันจากไปจิ้งจอกตัวน้อยมองตามเบื้องหลังทั้งสามที่ค่อยๆ หายลับไป แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่ความรู้สึกคล้ายมีความอบอุ่นไหลทั่วกาย
อีกวันเด็กหนุ่มทั้งสามกลับมาอีกครั้งพร้อมเงินที่ตกลงไว้นายพรานเห็นเงินก็ตาพร่า ไม่คิดว่าจะได้ครอบครองเงินมากขนาดนี้ปกติจิ้งจอกหิมะตัวโตหลังนำขนไปขายได้มาสุดก็สี่สิบหรือห้าสิบตำลึงแต่นี้ตัวเล็กอีกต่างหากก็โก่งราคาได้ขนาดนี้ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยงเองเจ้าตัวน้อยจึงถูกย้ายจากกรงขังในกระท่อมมาอยู่ในกรงที่เล็กกว่าเหมาะสำหรับขนย้ายแล้วส่งให้เจ้าของใหม่
หลังเดินออกมาจากกระท่อมนายพรานแล้วเด็กหนุ่มสองคนก็มุงมาดูจิ้งจอกหิมะใกล้ๆพลางเอ่ยถามผู้เป็นเจ้าของคนใหม่
“ขนสวยมากถ้าจับอาบน้ำสักหน่อยคงดี”
“ใช่ๆแล้วคุณชายจะเลี้ยงเองหรือ?”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าเป็นคำตอบก่อน“อีกเจ็ดวันก็วันเกิดน้องจือจือแล้ว ข้าจะให้มันเป็นของขวัญ” เขาพูดไปก็อมยิ้มไปใครมาเห็นก็ต้องรู้ว่าผู้พูดมีความรู้สึกเช่นไรต่อผู้ถูกกล่าวถึง
“มิน่าคุณชายถึงได้ยอมจ่ายมากขนาดนี้”
เมื่อมาถึงเรือนหลังใหญ่แห่งหนึ่งจิ้งจอกน้อยก็ถูกปล่อยออกจากกรงตัวมันไม่กล้าก้าวออกมาจนผู้เป็นเจ้าของต้องจับออกมาไม่ทันระวังตามสัญชาตญาณเจ้าสัตว์บาดเจ็บก็กัดไปที่นิ้วของคุณชายแม้จะไม่ลึกมากเพราะคมเขี้ยวยังเล็กแต่ก็พอจะทำให้เลือดไหลได้
“คุณชายระวังเจ้าค่ะบ่าวว่าขังในกรงดีกว่าไหมเจ้าค่ะ อย่าปล่อยออกมาเลย”
“ปล่อยมาดีกว่าตอนนี้เจ้าตัวน้อยยังไม่คุ้นชินเท่านั้น” คุณชายจึงยื่นมือเข้าไปในกรงอีกรอบเพื่อพาจิ้งจอกหิมะออกมาครั้งนี้มันไม่ได้ขัดขืนอีกเจ้าตัวขาวขนปุยยอมแต่โดยดี “เห็นไหม ไม่กัดแล้ว”
ก้อนขนสีขาวยืนนิ่งไม่อาจจะวิ่งหนีไปหลบที่ใดได้หลังออกมาจากกรงหนึ่งคือขาได้รับบาดเจ็บขยับเล็กน้อยก็ปวดแปล๊บสองคือมันไม่รู้สึกถึงอันตรายจากคนผู้นี้จึงยอมยืนนิ่งกลางสวนนิ่งๆ
คุณชายผู้เป็นเจ้าของเลยหันไปสั่งงานบ่าวรับใช้เรื่องดูแลจิ้งจอกหิมะให้ดีต้องให้แผลสมานให้เร็วที่สุดเพื่อจะมอบให้บุคคลอื่นต่อไป
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็วจิ้งจอกน้อยกลับมาเดินได้แล้ว ได้กินอิ่มนอนหลับสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่มันถูกพาใส่กรงอีกครั้งเพื่อเดินทางไปสถานที่แห่งใหม่
สถานที่แห่งนั้นเป็นคนรู้จักของคุณชายใจดีคนนี้ที่ใครๆเรียกว่าอาเยี่ยนบ้างหรือจางเยี่ยนบ้าง จิ้งจอกน้อยถึงรู้ว่าโดยทั่วไปผู้คนจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปแต่ตัวของมันเองยังไม่มีอยู่ดีแต่ไม่แน่ว่าที่แห่งใหม่อาจจะได้มีชื่อเรียกให้ตัวเองก็ได้
ไม่นานจิ้งจอกน้อยก็มีถึงสถานที่แห่งใหม่มันอยู่ในกรงไม่ไหนก็ไม่ได้ ทำได้เพียงมองผู้คนรอบๆ ที่นี่มีคนอยู่เยอะมาก ทั้งยังมีแต่สีสันจากเครื่องนุ่งห่มหลากหลายมันไม่เคยเห็นผู้คนเยอะขนาดนี้มาก่อนจึงรีบดันตัวซุกด้านในกรงตามสัญชาตญาณจิ้งจอกขณะนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหาจางเยี่ยน
“ท่านพี่เยี่ยน”เสียงเอ่ยหวานใสทักผู้มาถึงแล้วก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือชายหนุ่มจึงยิ้มกว้างออกมาทักที“สวยงามนัก” จิ้งจอกหิมะไม่ใช่ว่าหาพบได้ง่ายๆ ในช่วงหลังมานี้และนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแบบยังมีชีวิตอยู่นางเลยอดดีใจไม่ได้
“หวังว่าน้องจือจือคงจะชอบของที่พี่มอบให้เป็นของขวัญนะ”
“คุณชายจางให้จิ้งจอกหิมะเชียวหรือจือจือรีบขอบคุณสิลูก” ผู้เดินตามมาถึงที่หลังมองก้อนสีขาวแล้วยิ้มกว้างอีกคน
“อย่าดื้ออย่าซนแล้วฝากดูแลจือจือด้วย”คุณชายก้มลงกระซิบใกล้กับจิ้งจอกน้อยก่อนจะส่งมันให้กับเจ้าของใหม่ที่รับมาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มสองแก้มขึ้นเป็นสีชมพูน่าดู
ตกเย็นผู้คนมากมายก็หายไปหมดจิ้งจอกหิมะถูกย้ายมาอยู่ในห้องกว้างแห่งหนึ่งแทนก่อนที่คนนามว่าจือจือจะวางกรงไว้กลางห้อง
“นี่คือห้องของข้านะจากนี้ที่นี่จะเป็นบ้านของเจ้าด้วย”คนผู้นี้เอ่ยไปก็ยื่นนิ้วเข้ามาให้กรงแล้วลูบขนนุ่มของจิ้งจอกเบาๆ
“คุณหนูระวังนะเจ้าคะไม่รู้ว่ามันดุร้ายหรือไม่ ให้บ่าวดูแลให้ก่อนดีกว่า”
“ไม่เป็นไรท่านพี่เยี่ยนบอกว่ามันเชื่องนัก ทั้งน่ารักเป็นมิตร”ถึงจะกล่าวเช่นนั้นแต่บ่าวที่ยืนอยู่โดนรอบกลับยังมีสีหน้าวิตกกลัวสัตว์หน้าขนจะทำร้ายผู้เป็นนาย
หญิงผู้เป็นนายใหม่ของเจ้าสัตว์ตัวน้อยตัดสินใจเปิดกรงออกแล้วยื่นมือไปรอให้เจ้าก้อนขาวเดินออกมาก่อนรออยู่หลายอึดใจในที่สุดจิ้งจอกขนขาวนุ่มก็ยอมเดินออกมาแล้วไปซบกับมือของเด็กสาว
“รู้ความนักเห็นไหมว่าเชื่องอย่างที่ท่านพี่เยี่ยนกล่าวเลย”
นางอุ้มก้อนขาวเอามาไว้ในอ้อมกอดแล้วไปวางที่เตียงนุ่ม“ข้าให้เจ้านอนที่เตียงเดียวกับข้าเลยนะ” นางเอ่ยไปก็ลูบหัวสัตว์เลี้ยงไปด้วย
“จะดีหรือเจ้าค่ะ”
“ทำไมจะไม่ดีใครจะยอมให้เจ้าไปนอนพื้นใช่ไหม”นางปล่อยมือจากจิ้งจอกน้อยแล้วลุกขึ้นยืนทิ้งก้อนข้าว เอาไว้ก่อนจะหันมาสั่ง“เจ้าอยู่ดีๆ นะ ข้าจะผลัดชุด”
ในห้องตอนนี้เหลือเพียงจิ้งจอกหิมะที่ถูกทิ้งอยู่บนเตียงมันก็ไม่รู้จะทำอะไร มองไปรอบๆก็เริ่มอยากรู้อยากเห็นจึงกระโดดลงจากเตียงเดินสำรวจไปทั่ว
จนมาถึงโต๊ะไม้ตัวหนึ่งด้านบนมีสิ่งส่งกลิ่นหอมบางอย่างมันจึงกระโดดขึ้นไปดู พบเป็นของกินชนิดหนึ่งด้วยท้องที่เริ่มหิวมันจึงตัดสินใจก้มลงงับสิ่งนั้นจนรอบปากเปื้อนขนสีขาวเป็นวง
พอกินเสร็จก็ทิ้งตัวนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วเอนตัวไถลไปกับโต๊ะรอจนผู้เป็นเจ้าของกลับมา
เซี่ยจือจือเมื่อกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งก็เห็นก้อนขนสีขาวย้ายมาฟุบอยู่ที่โต๊ะกลางห้องแทนพอเดินมาใกล้จึงเป็นว่าขนมที่เอาไว้ทานเล่นตอนอ่านหนังสือของนางถูกสัตว์เลี้ยงขโมยกินแทบหมดทั้งยังเปื้อนปากไม่พอพามาเปื้อนโต๊ะและหนังสือที่นางวางไว้ข้างๆ กัน
“เจ้าตัวนี้ทำหนังสือคุณหนูเปื้อนแบบนี้ได้ยังไง”เป็นบ่าวข้างกายที่เอ่ยดุขึ้นมาก่อน ทั้งยังทำท่าจะจับมันโยนลงจากโต๊ะหากได้ผู้เป็นนายสั่งห้ามไว้เสียก่อน
“อย่านะ”นางร้องห้าม “ค่อยๆ สอนไป พวกเจ้าห้ามลงไม้ลงมือเด็ดขาด”
“แต่คุณหนูเช่นนี้เดี๋ยวฮูหยินมาเห็นจะกล่าวว่าคุณหนูได้นะเจ้าค่ะ”
“ก็แค่เปรอะเปื้อนเล็กน้อยท่านแม่ไม่ว่าหรอก”นางกล่าวก่อนจะจับเจ้าก้อนขนปุยขึ้นมาในอ้อมกอดแล้วพลิกดูหนังสือที่เปื้อนเศษขนมเป็นริ้วๆ
“หนังสือเล่มโปรดด้วย”คนรับใช้ข้างกายเอ่ยอย่างเสียดาย
“พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อเล่มใหม่”เซี่ยจือจือกล่าวพลางพลิกหนังสือขึ้นดู เล่มนี้นางอ่านจบไปหลายครั้งแล้วครั้งนี้หยิบมาอ่านเป็นครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้แล้ว“เช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้าจิ้งจอกหิมะตัวซนนี้ด้วยการอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ฟังเสียเลย”
บ่าวสองคนได้ยินคำลงโทษก็ขำออกมาเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้เพราะวิธีดูจะออกลำบากผู้ลงโทษให้ต้องคอยอ่านออกเสียงให้สัตว์เลี้ยงฟังไม่รู้ใครลงโทษใครกันแน่
“บ่าวว่าวิธีนี้ออกจะลำบากคุณหนูนะเจ้าคะอีกทั้งเจ้าหน้าขนตัวนี้ก็คงไม่รู้ความด้วย”
“ใครว่าจิ้งจอกตัวนี้มองพวกเจ้าตาขว้างตลอดเวลาเมื่อเรียกว่าหน้าขนแต่พอข้าพูดด้วยก็ตั้งใจฟัง จะไม่รู้ความได้อย่างไร”เซี่ยจือจือเห็นครั้งแรกก็รู้สึกทุกชะตานักนางสังเกตทุกครั้งที่มีคนพูดด้วยจิ้งจอกตัวนี้ก็ตั้งใจฟังอย่างดีนางว่ามันทั้งรู้ความและฉลาดเฉลียวยิ่งนัก
“เช่นนั้นข้าคิดออกแล้วว่าจะให้ชื่ออะไร”หญิงผู้เป็นนายใช้สองมือยกจิ้งจอกน้อยขึ้นพร้อมมองเข้าไปในดวงตาใสซื่อที่สะท้อนภาพตัวเองกลับมา
“ชื่อว่าอะไรหรือคะคุณหนู?”
“เสี่ยวอิง”บ่าวที่เตรียมจะเอ่ยถามว่าทำไมถึงเป็นชื่อนี้ คุณหนูของพวกนางก็เอ่ยขึ้นมาต่อทันที“มาจากหนังสือที่ข้าชอบที่สุด บันทึกเซียนลู่อิงหมิง”หนังสือที่เจ้าจิ้งจอกน้อยพึ่งทำเปื้อนไปเมื่อครู่นั่นเอง