สำหรับผู้ปกครองแว่นแคว้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับหนึ่ง ก็คือเรื่องปากท้องของประชาชน แคว้นใดมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ย่อมดึงดูดให้ผู้คนอยากมาพึ่งพาอาศัย เช่นเดียวกับแคว้นต้าหนานที่อ่อนด้อยเรื่องการฝึกยุทธ์ ทว่าด้วยมีภูติพฤกษาสถิตย์อยู่ จึงถือเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญของทวีปกลาง
แม้กำลังทหารของแคว้นจะอ่อนแอจนต้องคอยเอาอกเอาใจแคว้นอื่นอยู่บ้าง ก็ยังถือว่ามีอำนาจต่อรองบางอย่างอยู่ในมือ
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ลวี่ซานถงบรรลุจ้าวยุทธ์แล้ว มู่เชียนจึงสอบถามเรื่องการสร้างภูติพฤกษากับเขา
“หากนายหญิงต้องการ ข้าสามารถย้ายฟู่จีมาได้” เทพจิ้งจอกเสนอแนวทางที่ดีกว่าให้ เพราะภูติพฤกษาที่โตเต็มวัยอย่างไรก็ใช้ประโยชน์ได้มากกว่า
“เรื่องนั้นข้าเข้าใจ กับฟู่จีและหมู่ตึกพฤกษาข้าก็รู้สึกเป็นห่วงเช่นกัน ทว่าทางแคว้นต้าหนานจะทำเช่นไรเล่า” อย่างไรนั่นก็เป็นบ้านเกิดของนาง อีกทั้งการทำลายรากฐานของแคว้นอื่นนั้นเป็นเรื่องน่าละอายอย่างมาก ..
การย้ายภูติพฤกษาและสำนักศึกษาอันดับต้นๆของแคว้นออกมานั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก มู่เชียนจึงได้แต่ขอให้ลวี่ซานถงช่วยหาวิธีอื่นแล้ว
“ภูติพฤกษาเกิดจากปราณธาตุไม้สะสมมากเพียงพอ ต่อเนื่องนับหลายร้อยปี กลายเป็นหน่อภูติ เดิมทีข้าสามารถสร้างมันได้ชั่วอึดใจ ทว่ายามนี้ได้แต่อาศัยท่านแล้ว”
“ข้าหรือ ?” มู่เชียนชี้หน้าตนเองอย่างงงๆ
ลวี่ซานถงพามู่เชียนเข้าไปในมิติกำไล ไปยืนอยู่ด้านหน้าภูติพฤกษายักษ์ต้นนั้น หลังจากทำพันธะสัญญากับมู่เชียน ปราณในร่างของจิ้งจอกเทพก็เริ่มฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสุขภาพของลวี่ซานถงดีขึ้น ต้นไม้ที่เกือบจะยืนต้นแห้งตายก็เริ่มผลิใบอีกครั้ง
“ต้นไม้นี่คือรากฐานของข้า.. ภูติพฤกษาต้นแรกของแผ่นดิน” ลวี่ซานถงยื่นมือไปสัมผัสลำต้นไม้ขนาดยักษ์เบื้องหน้า เปลือกหุ้มสีน้ำตาลนั้นไม่ได้ดูแห้งผากเช่นครั้งแรกที่เห็นอีกแล้ว
“กล่าวได้อีกอย่างว่า.. ข้าคือจิตวิญญาณภูติพฤกษาตนแรกของมิติอี้เจ๋อ !”
มู่เชียนพิจารณาชายหนุ่มผมขาวตรงหน้า ปราณในร่างของเขาและต้นไม้ต้นนั้นคล้ายคลึงราวกับเป็นร่างเดียวกัน
“รบกวนนายหญิงแบ่งปราณอี้เจ๋อให้มันสักหน่อย จนเมื่อมันแตกกิ่งให้กำเนิดผลไม้ เมล็ดด้านในก็คือหน่อภูติพฤกษาแล้ว”
หญิงสาวพยักหน้า นางวางมือลงบนผิวต้นไม้ ก่อนจะเริ่มถ่ายเทปราณสีทองในร่างเข้าไป ทว่าทันทีที่สัมผัสความกลวงเปล่าด้านใน ใบหน้าเล็กก็เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที ความใหญ่โตของต้นไม้ต้นนี้ สมเป็นภูติพฤกษาที่ให้กำเนิดเทพอสูรโดยแท้
ปราณที่นางทุ่มเทลงไปเมื่อครู่.. สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์เล็กๆ เติบใหญ่จนกลายเป็นไม้สูงสิบเมตรก็ยังได้ ทว่ากับภูตพฤกษาขนาดใหญ่นี้ กลับเพียงแค่แตกกิ่งและใบเล็กๆออกมาไม่กี่พุ่มเท่านั้น
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองยอดไม้ ใบและกิ่งที่งอกใหม่โบกพลิ้วเบาๆราวกับดีใจที่ได้รับปราณจากนาง เมื่อคิดถึงว่าจิ้งจอกเทพของนางจะได้รับประโยชน์ไปด้วย มู่เชียนจึงหลับตาลง โคจรปราณอี้เจ๋อในร่างให้ไหลอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ลำต้นขนาดใหญ่เบื้องหน้าต่อไป
ดังเช่นที่นางคาดการณ์ไว้ เทพอสูรธาตุไม้ยามนี้กำลังรู้สึกดีอย่างมาก ปราณอบอุ่นที่ไหลเวียนในต้นไม้นั้น ย่อมส่งถึงเขาได้โดยตรง ร่างทั้งร่างราวกับถูกห่อหุ้มด้วยออมกอดอันอบอุ่น ดวงตาสีเขียวครามเริ่มหรี่ปรือลง ขณะที่ร่างสูงนั่งพับขาเรียบร้อยอยู่เบื้องหลัง หางทั้งเก้าก็งอกยาวโบกไสวไปมาโดยไม่รู้ตัว
สองชั่วยามต่อมา.. ตอนที่ปราณอี้เจ๋อในร่างของนางใกล้จะหมดลง ท่ามกลางดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ผลิสะพรั่งอยู่ด้านบนนั้น ในที่สุดภูติพฤกษายักษ์ตรงหน้าก็สามารถให้กำเนิดผลออกมาได้ ผลของมันมีขนาดใหญ่มาก เทียบได้กับโอ่งใบหนึ่ง
มู่เชียนทรุดนั่งลงที่รากไม้อย่างหมดแรง ก่อนจะหันมาหาลวี่ซานถงพร้อมด้วยรอยยิ้มสดใส ทว่ากลับพบภาพไม่ได้คาดคิด
เทพโอสถผู้เคร่งขรึม ยามนี้อยู่ในร่างกึ่งคนกึ่งสุนัขตัวใหญ่ นอนตะแคงหลับตาพริ้มดูผ่อนคลายอย่างมาก แขนขางอเข้าหากันไม่ต่างจากสุนัขทั่วไป ใบหน้าที่เคยดูหล่อเหลาเย้ายวน ยามนี้เปลี่ยนเป็นบริสุทธิ์ไร้เดียงสาน่ารัก ปากสีแดงจัดเผยอเล็กน้อยราวกับเด็ก ยิ่งทำให้นางแทบไม่เชื่อสายตา
มู่เชียนไม่เคยเห็นคนตรงหน้านอนหลับมาก่อน ท่าทางอันแสนสบายนั้น.. ทำให้ผู้เป็นนายเผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกึ่งขบขัน
“ข้าก็อยากได้แบบนั้นบ้าง” เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้น ดวงตาสีแดงมองไปที่ท่าทางแสนสบายของพี่ชายด้วยความอิจฉาปนน้อยใจ
“ชู่ววว์ ..” หญิงสาวเอ่ยปรามเสียงเล็กๆของมังกรน้อยบนไหล่ ‘ไว้คืนนี้นะ’ มู่เชียนเอ่ยปลอบมังกรน้อยอยู่ในใจ เขาจึงค่อยมีสีหน้าดีขึ้น ก่อนจะหลบเข้าไปอยู่ในหัวใจของนางอีกครั้ง
มู่เชียนไม่อยากให้บุรุษเคร่งขรึมผู้นั้นต้องตื่นมาพบกับความเขินอาย จึงหันหลังให้ หญิงสาวนั่งลงขัดสมาธิพร้อมกับเริ่มรวบรวมปราณที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาอีกครั้ง
เกือบยี่สิบลมหายใจ.. ด้านหลังของมู่เชียนจึงเกิดความเคลื่อนไหว เสียงพึ่บพั่บนั้นดูลุกลนจนนางรู้สึกได้ ครู่ใหญ่หญิงสาวจึงค่อยหันหน้าไปมอง
“นายหญิงพักผ่อนเถิด ข้าจะจัดการต่อเอง” ร่างสูงยืนสงบนิ่ง ค้อมกายสุภาพอยู่เบื้องหลัง .. ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังเช่นเคย.. ทว่าใบหูสีขาวฟูนุ่มคู่นั้นยังเจือประกายแดงเล็กน้อย
เมื่อเห็นนายสาวพยักหน้า ลวี่ซานถงก็เหินร่างรวดเร็วขึ้นไปด้านบน มือสองข้างโอบผลไม้ยักษ์ผลนั้นลงมาด้วยความระมัดระวัง
เทพจิ้งจอกเปิดผลไม้ออกด้วยความคล่องแคล่ว ภายในนั้นมีภูติพฤกษาถึงห้าผล ชายหนุ่มบรรจุปราณธาตุไม้ของเทพอสูรลงไปเล็กน้อย ..เพียงเท่านั้นภูติทั้งหลายก็งอกกิ่งก้านออกมาอย่างรวดเร็ว พวกมันพร้อมแล้วสำหรับการปลูกลงดิน
“กองทหารของเรามีส่วนหนึ่งเป็นธาตุมืด.. ข้าคิดว่าเราคงต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อคลายการกดข่มของธาตุมืดลงก่อน” มู่เชียนเอ่ยอย่างกังวล
โดยเฉพาะกองกำลังที่เยว่เทียนหงส่งมาให้นั้น ทั้งหมดล้วนมีปราณส่วนหนึ่งในร่างเป็นธาตุมืดทั้งสิ้น หากไม่แก้ปัญหานี้ เมื่อปลูกภูติพฤกษาลงไป กำลังรบของพวกเขาย่อมต้องลดลงแน่นอน
“นายหญิงเป็นนายผู้ให้กำเนิดพวกมัน ท่านสามารถสั่งคลายปราณนี้ได้ก่อนจะวางพวกมันลงในดินขอรับ”
ผ่านไปหนึ่งเดือน ด้วยความดูแลเอาใจใส่ของมู่เชียน ภูติพฤกษาห้าต้นก็เติบใหญ่จนสูงเลยศีรษะ รอให้อายุครบหนึ่งปีก็จะมีร่างแยกคล้ายกับฟู่จีแล้ว … ข่าวลือเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นเริ่มกระจายไปทั่วแผ่นดิน ราษฎรมากมายเริ่มทยอยย้ายเข้ามา พร้อมกับพื้นที่ของเมืองใบไม้ที่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
โดยเฉพาะเหล่าราษฎรจากแคว้นต้าหนานที่รู้สึกว่า เดิมทีนั้นธิดาเทพยุทธ์ควรอยู่ในแคว้นของพวกเขา… แต่นางกลับถูกราชวงศ์หนานบีบคั้นจนต้องออกจากแคว้นมา ยามนี้เมื่อนางสร้างแคว้นใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่า พวกเขาย่อมคิดอยากติดตามนาง ประกอบกับหลายคนเริ่มเบื่อหน่าย กับการต้องคอยเป็นเบี้ยล่างแคว้นลู่เจึงคิดอยากมาขอพึ่งพิงธิดาเทพยุทธ์ของตน
ขณะที่ประชาชนอพยพมาเพิ่มเกือบสามเท่า วันหนึ่งองค์ชายใหญ่หนานจื่อชิ่ง และอิงอู่หลานก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าจวนผู้ครองแคว้น พร้อมด้วยองครักษ์ข้างกายเพียงสี่คน มู่เชียนได้ยินก็รีบทิ้งทุกอย่างมาต้อนรับพวกเขาทันที
“ศิษย์พี่อิง” เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับร่างบางที่พุ่งวาบมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าพวกเขาด้วยความเร็วที่ไม่มีผู้ใดในห้องมองตามได้ทัน “ข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก”
“ออดอ้อนปานนี้ ไม่มีคู่ซ้อมหรือไร” อิงอู่หลานเอ่ยดักคออย่างรู้ทัน ซึ่งมู่เชียนส่ายหน้าให้พร้อมกับแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยออกมา
อิงอู่หลานกวาดตามองร่างงดงามของศิษย์น้องที่ต่างไปจากเดิมมาก หญิงสาววัย 17-18 ตรงหน้า แม้ยังพอมีเค้าโครงใบหน้าเก่า ทว่าก็ยังคล้ายกับเป็นคนละคน ‘เป็นถึงธิดาเทพยุทธ์ ย่อมไม่อาจมีหน้าธรรมดาเช่นนั้นสินะ’
“ศิษย์พี่เดินทางเหนื่อยหรือไม่ ?” เสียงหวานไถ่ถามราวกับห่วงใย ทว่าดวงตากลมสีน้ำตาลใสกลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เห็นศิษย์น้องกระเหี้ยนกระหือรือเช่นนั้น อิงอู่หลานจึงหัวเราะออกมา “เสียใจด้วยข้าไม่ใช่พวกชอบถูกทำร้าย ยามนี้ปราณเจ้าเหนือกว่าข้ามากมาย ข้าย่อมไม่หาเรื่องใส่ตัว”
หญิงสาวเม้มปากขัดใจเล็กน้อย “ยามนั้นท่านเหนือกว่าข้า มาฝึกซ้อมทุกวันข้ายังไม่บ่น”
“นายหญิง” ฟู่เจี่ยอีปรากฏตัวขึ้น นางได้ยินว่าหนึ่งในแขกสำคัญที่มาพบหญิงสาวนั้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม จึงรีบตามมาดู ดวงตาสีเขียวกวาดวูบเดียวก็สามารถเก็บรายละเอียดบุรุษตรงหน้าไว้ได้ทั้งหมด
โชคดีที่ดวงตาของหนานจื่อชิ่งที่มองมู่เชียนมีเพียงมิตรภาพอันอบอุ่นเท่านั้น ฟู่เจี่ยอีจึงไม่ต้องบันทึกรายชื่อของเขาลงเป็นหนึ่งในเป้าหมายของตน
“ท่านอาจารย์ทั้งหลายและศิษย์พี่หยางเป็นอย่างไรบ้าง ?”ศิษย์พี่น้องพูดคุยสัพเพเหระครู่ใหญ่เกี่ยวกับสถานการณ์ของหมู่ตึกพฤกษา
ที่แท้ก่อนหน้านี้ จู่ๆหยางอี้ปินก็สามารถสื่อสารกับภูติพฤกษาที่มู่เชียนเคยเลี้ยงไว้ได้ เขาจึงถูกวางตัวไว้ให้รับตำแหน่งเจ้าสำนักคนต่อไป โชคดีการแย่งชิงทั้งหลายในราชสำนัก มิได้ส่งผลกระทบกับหมู่ตึกพฤกษา
“จริงสิ องค์ชายใหญ่ เสด็จมามีเรื่องใดหรือ ?” มู่เชียนสอบถามอย่างแปลกใจ ด้วยความวุ่นวายในราชสำนัก เขาควรต้องเผชิญศึกหนักอยู่มิใช่หรือ..
“เสด็จพ่อของข้าสวรรคตแล้ว แต่เดิมทีข้าไม่เคยคิดจะแย่งชิงกับหนานจงเยว่ ตลอดมาหวังเพียงแค่ป้องกันตัวเท่านั้น” หนานจื่อชิ่งกล่าวใบหน้าหล่อเหลาซึมเซาลงอย่างเห็นได้ชัด “ยามนี้แคว้นหนานไม่มีเรื่องให้ข้าห่วงใย จึงคิดจะหาสถานที่ใหม่เพื่ออยู่อย่างสงบ”
ทุกคนรู้ดีว่า ราชาแห่งแคว้นต้าหนานรักและปกป้องบุตรชายผู้นี้ของตนมากเพียงใด นี่คงเป็นเหตุให้ถูกรัชทายาทริษยา ต่อให้องค์ชายใหญ่ไม่อยากแย่งชิงก็ยังต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวพันอยู่ดี
“หากท่านหวังเพียงสถานที่ปลอดภัย เช่นนั้นต่อไปก็อยู่ที่นี่เถิด .. พวกเราถือเป็นสหาย ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ” มู่เชียนเอ่ยปากชักชวนอย่างง่ายๆ นางและหนานจื่อชิ่งมีมิตรภาพที่ถือได้ว่าไม่เลว และด้วยสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มและอิงอู่หลาน อนาคตนางอาจต้องเรียกเขาว่าศิษย์พี่เขยด้วยซ้ำ
ทว่าสิบวันต่อมา.. มู่เชียนกลับได้รับสาส์นฉบับหนึ่งจากราชาองค์ใหม่แห่งแคว้นต้าหนาน เรียกร้องให้แคว้นอวิ๋น ส่งตัวกบฏหนานจื่อชิ่งออกมา มิเช่นนั้น แคว้นลู่และแคว้นต้าหนานจะร่วมมือกันโจมตีแคว้นอวิ๋น
ภายในห้องโถงใหญ่ในเรือนผู้ครองแคว้น ถงเชา จ้าวซง หู่อู่ อิงอู่หลาน หนานจื่อชิ่ง ฟู่เจี่ยอี โม่เจี้ยน จ่านอิงซูม่าน มาประชุมพร้อมหน้ากัน ด้วยเรื่องเกี่ยวกับท่าทีที่พร้อมก่อสงครามของแคว้นที่ขนาบกลางพวกเขาไว้
“คนพวกนี้บ้าไปแล้ว กล้าประกาศตัวเป็นศัตรูกับธิดาเทพยุทธ์ของคนทั้งใต้หล้า” ถงเชาเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรกด้วยท่าทางโมโห
“ไม่แปลก.. สถานการณ์ยามนี้มีคนตั้งมากมายที่มีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับปราณธาตุมืด” ซูม่านเอ่ยเสียงต่ำ “อย่างเช่นแคว้นหมาน….”
“แคว้นหมาน ทวีปเหนือ ?” หู่อู่เอ่ย ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “จริงสินะ หลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าผู้ฝึกตนธาตุมืดของแคว้นหมานจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
“นอกจากนี้ แคว้นหมานยังเป็นหนึ่งในพันธมิตรอันแข็งแกร่งของแคว้นลู่มาช้านาน หากลู่เหวินหลางเปิดศึกขึ้นมา อาจชักนำแคว้นหมานให้เข้าร่วมด้วย”
“พวกมันคงไม่รู้ว่า ฝ่ายเรามีเทพอสูรทั้งสองอยู่ด้วย ยามเผชิญหน้า กองทัพสัตว์อสูรของแคว้นลู่คงไม่อาจใช้การได้” โม่เจี้ยนเอ่ยเสียงต่ำ … ตัวเขาที่ดูแลกองทัพสัตว์อสูรเช่นกันรู้ดีว่าสัตว์อสูรทั้งหลายนั้น เคารพเชื่อฟังเทพอสูรของพวกมันมากเพียงใด
“ที่น่าแปลกคือ .. ในอดีตท่านลิ่วจิ้งเคยปรากฏตัวในร่างของมังกรระดับราชันย์อสูร .. ทั้งที่รู้เช่นนี้กลับกล้าประกาศศึก เกรงว่าพวกมันคงเตรียมการบางอย่างไว้บ้างแล้ว” ศึกของมู่เชียนและดวงตาปริศนา ที่เกิดขึ้นหน้าสำนักหมู่ตึกพฤกษานั้นเป็นที่เล่าขานไปทั่ว หากมีผู้กล่าวถึงธิดาเทพยุทธ์ย่อมต้องเอ่ยถึงมังกรเพลิงผู้ยิ่งใหญ่ตนนั้นเสมอ
“ราชันย์อสูรแม้จะยิ่งใหญ่ ทว่าสำหรับแคว้นลู่ที่เป็นแคว้นแห่งสัตว์อสูรก็หาใช่จะไม่มีสัตว์อสูรระดับราชันย์ไว้ครอบครอง” จ้าวซงวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุผล ราชันย์อสูรแม้จะหายากในต้าหนาน ทว่าบนเทือกเขาทมิฬของแคว้นลู่แล้ว กลับมีอาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย
“หึหึ.. พวกมันช่างไม่เจียมตัวจริงๆ” ฟู่เจี่ยอี บิดเอวรินน้ำชาให้นายหญิงด้วยท่าทางอ่อนหวานเรียบร้อย มุมปากมหายุทธ์สาวปรากฏรอยยิ้มยั่วเย้า “เพียงกองพลอารักขาของนายหญิงก็สามารถบดขยี้พวกมันทั้งหมดได้แล้ว ไหนจะกองทัพเจ็ดธาตุนับหมื่นอีก ผู้นำโง่เหล่านั้นกำลังจะนำคนมาตายแท้ๆ”
หนานจื่อชิ่งกวาดตามองไปรอบด้าน ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ“รบกวนทุกท่านเปลืองความคิดเพื่อข้า รู้สึกละอายใจนัก” ร่างสูงประสานมือคารวะคนในห้องโถงครั้งหนึ่ง อย่างสง่างาม “ทว่าข้าตัดสินใจแล้วว่าจะออกจากแคว้นอวิ๋น !”
“องค์ชาย !!” ได้ยินองครักษ์ข้างกายเอ่ยทัดทาน หนานจื่อชิ่งจึงยกมือห้ามไว้
“สงครามไม่ใช่เรื่องเล็ก ให้คนมากมายต้องเสียสละเพื่อข้า ..ข้าไม่อาจรับได้” เสียงทุ้มหนักแน่นกล่าว ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้มู่เชียนอย่างซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณน้ำใจของท่าน ทว่าข้าคิดดีแล้ว เพียงข้าจากไป ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงศึกใหญ่ ช่วยชีวิตคนได้มากมาย”
ชั่วขณะนั้นทั้งห้องโถงเงียบสงัด ทุกคนก็รู้สึกเช่นกันว่า การใช้ทหารของแคว้นมากมายเพื่อปกป้องคนไม่เกี่ยวข้องเพียงคนเดียวไว้.. ไม่คุ้มค่าแม้แต่น้อย
อิงอู่หลานเห็นศิษย์น้องมีสีหน้าใช้เคร่งขรึม จึงลุกขึ้นส่งยิ้มสดใสให้นางเช่นกัน “ศิษย์น้องมู่ไม่จำเป็นต้องลำบากใจ เจ้าไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้ว ทำอะไรย่อมต้องระมัดระวังมากขึ้น” กล่าวจบก็หันไปหาหนานจื่อชิ่ง มือบางกุมมือคนรักไว้ เอ่ยเสียงมั่นใจว่า “ข้าจะไปกับท่าน”
หนานจื่อชิ่งมองหญิงสาวที่เติบโตมาด้วยกัน จนกระทั่งกลายเป็นคนรักในวันนี้ด้วยสีหน้าอ่อนโยน มือแกร่งโยกศีรษะเล็กของอิงอู่หลาน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าอยู่ที่นี่ก่อน… ไว้หาที่ปลอดภัยได้ข้าจะรีบส่งข่าวมา”
ยามนี้ชายหนุ่มกลายเป็นนักโทษกบฏไปแล้ว จึงไม่อยากพานางในดวงใจไปเสี่ยงภัยด้วย ทว่าอิงอู่หลานกลับรีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
มู่เชียนมองคนรักทั้งสองตรงหน้าด้วยสายตายินดี ศิษย์พี่ของนางไม่ได้รักคนผิดจริงๆ ทว่า… “องค์ชาย.. ปัญหามิได้เกิดจากท่านหรอก ..” เสียงหวานเอ่ยทำลายบรรยากาศอำลาอาลัยของคู่รักลงอย่างรวดเร็ว
“หากเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของหนานจงเยว่ เหตุใดแคว้นหมานและลู่จึงเข้าร่วมด้วย” มู่เชียนวิเคราะห์ข้อสงสัยออกมา.. ซึ่งซูม่านก็มองมาที่นายหญิงของนางด้วยความชื่นชม
“นายหญิงกล่าวถูกต้อง.. ข้าเองก็คิดว่าสงครามครั้งนี้มิใช่เกิดจากเหตุผลธรรมดาเพียงนั้น” เมื่อหญิงสาวจากตระกูลนักรบกล่าวออกมา ทุกคนย่อมนิ่งฟัง
“นี่เป็นความพยายามในการทำลายแคว้นเกิดใหม่ต่างหาก !!” คำกล่าวนี้คล้ายสายฟ้าฟาดลงกลางใจของทุกคน ซึ่งมู่เชียนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ในเมื่อแคว้นอวิ๋นของเรา มีศักยภาพที่จะสามารถกลายเป็นแคว้นมหาอำนาจได้ ..แคว้นข้างเคียงเหล่านั้นจะยอมนิ่งเฉยได้อย่างไร ในยามที่พวกเรายังไม่แข็งแกร่งจึงต้องรีบหาทางกำราบเอาไว้ หากเรายอมพวกเขาครั้งแรกย่อมต้องมีครั้งถัดไป ไม่นานแคว้นอวิ๋นย่อมต้องกลายเป็นแคว้นระดับล่างแล้ว” มู่เชียนเอ่ยด้วยดวงตาเป็นประกายแข็งกร้าว
“ดังนั้นนี่ไม่ใช่สงครามเพื่อปกป้องผู้ใด.. แต่เป็นสงครามเพื่อดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของแคว้นอวิ๋น ต่อให้ศัตรูมีมากเท่าไหร่ เราก็จะทำลายให้สิ้นซาก !!”