เมื่อเห็นสีหน้าที่ครุ่นคิดของจางหลิน ผู้เฒ่าเฉาก็ยิ้มและลูบเคราพลางพูดต่อ “หากเจ้าได้รับสถานะของศิษย์ชั้นใน เจ้าจะได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นๆอีกหลายหมื่น และเป็นสิ่งที่เจ้ายากจะได้รับจากตระกูลหนี่อย่างแน่นอน”
คำโน้มน้าวทำให้จางหลินรู้สึกหวั่นไหวอย่างไม่ต้องสงสัย หากแต่เขามองกลับไปที่หนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนราวกับกำลังขอความเห็น
ทว่าหนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงกลับยิ้ม และพยักหน้าให้แก่เขาเป็นการส่งสัญญาณ
การได้รับสถานะของศิษย์สำนักย่อมหมายความว่าเขาต้องละทิ้งสถานะเดิมอย่างผู้ดูแลพิเศษไป ฉะนั้นเขาจำเป็นต้องได้รับการยินยอมจากตระกูลหนี่เสียก่อน
นั่นคือกฎของแคว้นฉู่ ผู้ถือครองหยกสถานะจะถือครองได้แค่หนึ่งเดียวเท่านั้น ยกเว้นเจ้าหน้าที่พิเศษของเมืองหลวงและผู้อาวุโสสำนักบางคนที่สามารถมีหลายสถานะพร้อมๆกันได้
ซึ่งหนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงเกี่ยวกับเรื่องนี้
หยุนเฟยหยางเป็นคนที่แม้แต่บิดาของพวกเขายังมอบแหวนวิญญาณให้ ซ้ำยังมอบสถานะผู้ดูแลพิเศษให้แม้ว่าทั้งสองจะพบหน้ากันไม่ถึงสี่ชั่วยาม
นั่นหมายความว่าบิดาของพวกเขาต้องตั้งความหวังไว้อย่างสูงกับหยุนเฟยหยาง
พวกเขาย่อมไม่ใจแคบกับเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้อย่างแน่นอน
และอีกอย่างหากจางหลินแข็งแกร่งขึ้น เขาจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ของตระกูลหนี่อย่างไม่ต้องสงสัย
จางหลินที่ได้รับการยินยอมจากทั้งสองก็หันกลับมามองที่ผู้เฒ่าเฉาพลางประสานมือ “ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่าน”
ขณะนี้นับว่าวัตถุประสงค์ของเขาลุล่วงไปบางส่วนแล้ว ตราบใดที่เขาใช้ชีวิตในสำนักอย่างไม่ประมาทและพยายามพัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ เขาก็จะมีความแข็งแกร่งที่มากพอที่จะปกป้องสายเลือดตระกูลจางที่เหลือรอดอยู่ได้
ผู้เฒ่าเฉายิ้มแฉ่ง เขาหยิบตราสัญลักษณ์บางอย่างใส่มือจางหลิน “เอาล่ะ ในฐานะศิษย์สำนักชั้นใน เจ้าจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ติดตัว”
เมื่อจางหลินหงายตราสัญลักษณ์มาดูก็พบว่าที่ใจกลางมีอักขระคำว่า《เฉา》ถูกสลักเอาไว้
ผู้เฒ่าเฉาไม่รอให้เขาเอ่ยถามและเลือกที่จะอธิบาย “นี่คือตราสัญลักษณ์ของชายชราผู้นี้ หากเจ้าต้องการเข้าสู่หอตำรา หอปรุงยา หอภารกิจหรือแม้แต่หอฝึกยุทธ์ เจ้าสามารถทำได้ทุกอย่างเปรียบเสมือนเป็นลูกศิษย์สายตรงคนหนึ่ง นั่นหมายความว่าไม่มีสถานที่ใดในสำนักจักรพรรดิดาราที่เจ้าไม่สามารถเข้าไปได้ และเจ้ายังมีสถานะเป็นผู้ดูแลพิเศษของตระกูลหนี่ควบคู่ไปด้วยได้เช่นกัน”
“อะไร!?” สีหน้าของหนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงเปลี่ยนไป สีหน้าแววตาของพวกเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นและความปิติยินดีอย่างเห็นได้ชัด
นั่นทำให้จางหลินรีบหันไปเอ่ยถาม “ไฉนพวกท่านถึงได้ดูตื่นเต้นปานนั้น?”
หนี่ซวงรีบเข้ามาป้องหูกระซิบอธิบายให้จางหลินได้เข้าใจ “การที่เจ้าได้เป็นผู้ดูแลพิเศษควบคู่ไปกับการเป็นศิษย์ชั้นในนั่นเท่ากับว่า นับจากนี้ตระกูลหนี่จะมีความเชื่อมโยงกันกับผู้เฒ่าเฉา! หากตระกูลหนี่เกิดภยันตรายในภายภาคหน้า พวกเราสามารถใช้ชื่อของผู้เฒ่าเฉาในการหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับพวกเราได้!”
ดวงตาของจางหลินเบิกกว้าง เขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้เฒ่าเฉาที่เขาต้องการใช้เป็นเพียงไม้กันหมาจะให้ความโปรดปรานเขาถึงขนาดนี้
การที่เขาได้รับแหวนวิญญาณมาจากตระกูลหนี่ก็ถือได้ว่าเป็นโชควาสนาครั้งใหญ่แล้ว ไม่คาดคิดว่าแม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักยังได้มอบความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ให้เขาถึงขนาดนี้ทันทีที่พบกันครั้งแรก
บางทีอาจจะถึงคราวแล้วที่เขาจะได้รับแสงสว่างของรุ่งอรุณเสียที
จางหลินโค้งคำนับแก่ผู้เฒ่าเฉาอย่างจริงใจ “ขอบคุณผู้เฒ่าเฉาที่เมตตา”
ผู้เฒ่ายิ้มและตบบ่าเขาเบาๆ “เอาล่ะ พวกเจ้าไปได้แล้ว อย่าลืมไปรายงานตัวที่ตำหนักกลางศิษย์ชั้นในด้วย ศิษย์พวกนั้นจะอธิบายให้เจ้าฟังเองว่าเจ้าต้องใช้ชีวิตในสำนักอย่างไร”
จางหลิน หนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนโค้งคำนับแก่ผู้เฒ่าเฉาอย่างซาบซึ้ง อาเหลียงที่มองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างก็อดไม่ได้ที่จะดีใจไปตามๆกัน
นั่นหมายความว่านับจากนี้ตระกูลหนี่จะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ของผู้เฒ่าเฉาคอยคุ้มครองพวกเขาอยู่อีกหนึ่งชั้น
ด้วยเหตุนี้อาเหลียงจึงรีบโบกมือและเขียนข้อความลงในม้วนกระดาษ ก่อนจะปล่อยให้นกพิราบบินไปในทิศทางของตระกูลหนี่เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้แก่หนี่หุนลั่วได้รับทราบ
จากนั้นทุกคนก็ขึ้นรถม้าและออกเดินทางขึ้นเขาไปที่สำนักจักรพรรดิดาราด้วยความตื่นเต้น
ขณะที่ใจกลางขั้นบันไดของเนินเขาหลงเหลือเพียงแค่ผู้เฒ่าเฉา จู่ๆก็มีสายลมหวนเบาๆ เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม
ชายผู้นี้มีใบหน้าที่เป็นมิตร ผมสีดำของเขาถูกมัดเป็นมวยเรียบร้อย และเขายังสวมเครื่องแบบที่ดูหรูหราซึ่งบ่งบอกได้ว่าสถานะของเขาในสำนักคงจะไม่ธรรมดา
ผู้เฒ่าเฉาเหล่ตามองเล็กน้อยก่อนจะยิ้มจางๆ “ซิงหยู เจ้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด?”
ชายที่ถูกเรียกว่าซิงหยูยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “มีลูกศิษย์ที่ขึ้นเขาไปหลายคนพูดถึงความขัดแย้งของลูกศิษย์และมีการกล่าวพาดพิงถึงท่าน ข้าเลยลงมาดูให้เห็นกับตา แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่า…”
เห็นได้ชัดว่าซิงหยูอยู่ในเหตุการณ์ที่ผู้เฒ่าเฉายอมมอบตราสัญลักษณ์ของตนให้แก่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยเข้าสู่สำนักมาก่อน
จากนั้นเขาก็มองไปยังรถม้าที่กำลังจะหายลับไปจากระยะสายตา พลางกล่าวถามด้วยความสงสัย “พี่เฉา ท่านรู้จักกับชายผู้นั้นมาก่อนหรือไม่?”
ผู้เฒ่าเฉายิ้มหากแต่ส่ายหน้าเบาๆ “ข้าเพิ่งเคยเจอเขาเป็นครั้งแรก”
คำตอบของผู้เฒ่าเฉาทำให้ซิงหยูประหลาดใจเล็กน้อย “ท่านเพิ่งเคยพบเจอเขาเป็นครั้งแรก แต่ท่านเลือกที่จะมอบตราของท่านที่มีสถานะรองลงมาจากเจ้าสำนัก และท่านยังให้อภิสิทธิ์เขาเป็นผู้ถือครองสองสถานะอีกต่างหาก... ท่านกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?”
ผู้เฒ่าเฉามองขึ้นไปยังเนินเขา พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เจ้าหนูหน้าตายผู้นั้นสัมผัสถึงข้าได้ แม้ว่าข้าจะกำลังใช้ทักษะยุทธ์ลอบเร้นของตระกูลเฉาอยู่”
“อะไร!?” ซิงหยูอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ “มันจะเป็นไปได้อย่างไร?”
เมื่อพูดถึงทักษะยุทธ์ของตระกูลเฉา สิ่งแรกที่ซิงหยูคิดออกคือ《ทักษะเงาไร้ลักษณ์》ที่ซึ่งเป็นทักษะอำพรางกายของตระกูลเฉาที่ใช้ในการหลอมรวมเป็นหนึ่งเข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถสัมผัสถึงตัวตนของผู้ใช้ทักษะได้
ทักษะเงาไร้ลักษณ์ถือได้ว่าเป็นทักษะปกปิดตัวตนระดับสูงสุดเท่าที่หกแคว้นใหญ่เคยมีมา ผู้ใช้ทักษะนี้จะสามารถลบกลิ่นอาย ลบลมหายใจและลบการมีอยู่ของตัวตนราวกับว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้
ในอดีตกาลทักษะเงาไร้ลักษณ์เป็นสิ่งที่แม้แต่อีกห้าแคว้นใหญ่ก็ยังต้องหวั่นเกรง เพราะแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนิรันดร์ก็มิอาจสัมผัสถึงตัวตนของผู้ใช้ทักษะนี้ได้!
แต่ชายหนุ่มที่โผล่มาจากที่ไหนไม่รู้ กลับสามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของผู้เฒ่าเฉาที่ใช้ทักษะเงาไร้ลักษณ์อยู่ นั่นจะไม่ให้ซิงหยูรู้สึกตกตะลึงได้อย่างไร?