พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า

    ตอนที่ 37 โชควาสนาที่ต้องไขว่คว้าเอง

    “มันไม่ใช่กระบี่ธรรมดา"
    "แต่เป็นเป็นสุดยอดอาวุธ ที่ข้ารวมจุดเด่นของกระบี่และดาบไว้ด้วยกัน ข้าจึงตั้งชื่อมันว่า ราชันไร้พ่าย มันมีรูปร่าง......อ๊ะ!..” ชายชรายังไม่ทันพูดจบ ร่างของเขาก็สลายกลายเป็นธุลีจนหมด เจิ้นเทียนเห็นดังนั้น จึงคุกเข่าและก้มหัวคำนับอีกสามครั้ง เพื่อคารวะอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเงยหน้าเขารู้สึกเหมือนว่า ชายชรากำลังยืนยิ้มให้เขาแล้วค่อยๆหายไป “อาจารย์...ข้าขอสาบานว่าจะทำตามที่ท่านสั่งเสีย ส่วนกระบี่ราชันไร้พ่ายนั้น.......เอ๊ะ!” “ครืดดดด.......” เจิ้นเทียนยังไม่ทันคิดอะไรต่อ ก็มีเสียงก้อนหินด้านบนกำลังเลื่อนพร้อมเสียงตะโกนเข้ามา “เจ้าหนุ่ม!...เจ้าออกมาได้แล้ว” “ผู้คุม!.....ผู้คุมเปิดประตูแล้วกำลังจะเข้ามา” เจิ้นเทียนตกใจ รีบดีดร่างพุ่งขึ้นมาจากห้องลับทันที “ข้าต้องรีบไปที่ประตู ไม่ให้ผู้คุมเห็นห้องลับนี้แล้วสงสัย” เจิ้นเทียนคิดในใจ พลางเร่งเท้าพุ่งไปยังหน้าประตู “เจ้าหนุ่ม.....เจ้าได้ยินไหม...เอ๊ะ!” ผู้คุมทำหน้าตกใจเมื่อเห็นเจิ้นเทียนปรากฏอยู่เบื้องหน้า “ท่านผู้คุม ท่านเรียกข้าทำไมหรือขอรับ” เจิ้นเทียนพูดอย่างนอบน้อม “ข้าเรียกเจ้าตั้งนาน ทำไมถึงชักช้าหรือเจ้ามีอะไรซ่อนอยู่? ” ผู้คุมถามอย่างสงสัย “หลีกไป!..ข้าจะตรวจดูข้างในหน่อย พวกเจ้าตามข้ามา” สิ้นเสียงผู้คุม นักรบอีกสองคนพร้อมอาวุธก็เดินตามเข้ามา ส่วนอีกสองคนอยู่คุมตัวเจิ้นเทียน เจิ้นเทียนกังวลจนเหงื่อออกเต็มหลัง เขาไม่อยากให้ผู้คุมเห็นห้องลับนี้ แล้วสืบรู้เรื่องของชายชราและสุสานราชันไร้พ่าย “หรือข้าจะต้องลงมือเพื่อปิดปากพวกเขา?” เจิ้นเทียนคิดในใจพร้อมเริ่มวางแผน “ท่านผู้คุม! นั่นมัน...” เสียงนักรบคนหนึ่งดังขึ้นด้วยความตกใจ เจิ้นเทียนโครจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนทันที “นักโทษสามคนโดนสูบพลังชีวิตจนเหลือแต่กระดูก นอกนั้นไม่พบสิ่งใดผิดปกติขอรับ” เจิ้นเทียนตกใจ เมื่อได้ยินรายงาน เขาเพ่งมองดูด้านหลังแล้วพบว่าแท่นบูชาตั้งอยู่ที่เดิมและบ่อเลือดที่แห้ง กลับมีเลือดเต็มบ่ออีกครั้ง “นี่มัน!....”   เมื่อตอนที่เขาพุ่งตัวออกพ้นบันไดแล้วเหยียบลงพื้นนั้น แท่นบูชาก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาปิดทางเข้า พร้อมมีเลือดไหลออกมาจนเต็มบ่ออีกครั้ง ที่แท้มันเป็นกลไกของห้องลับที่เมื่อสัมผัสพื้นแล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ “คงเป็นโชคดีของข้า เหลือแต่เรื่องศพของนักโทษเหล่านี้...” เจิ้นเทียนเริ่มกังวล เมื่อปัญหาตรงหน้ายังไม่หมด “เจ้าหนุ่มเหตุใดทั้งสามคนจึงเหลือแต่กระดูก แล้วเจ้ารอดมาได้อย่างไร?” “ข้าเองก็ไม่รู้ขอรับ เมื่อวานข้าประลองเสร็จก็หลับที่มุมสุดห้องขัง เพราะที่นี่บรรยากาศน่ากลัวมากจนไม่กล้าลืมตา ตื่นเช้ามาก็เห็นพวกเขาเหลือแต่โครงกระดูกแล้ว ที่นี่น่ากลัวจริงๆ ข้าไม่อยากอยู่แล้ว” เจิ้นเทียนเล่าแล้วทำตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขาแสดงละครตบตา เพื่อให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้น “อืมมม!.. ถือว่าเจ้าโชคดี ท่าทางปิศาจทมิฬคงจะสูบพลังชีวิตของทั้งสามจนหมดแล้วอิ่ม ก่อนที่จะถึงตัวเจ้า ไป!..ตามข้าออกไปที่ด้านนอก” ผู้คุมคิดวิเคราะห์ จากประสบการณ์ที่คุมคุกปิศาจทมิฬมานาน เจิ้นเทียนมองดูสถานที่นี้อีกครั้ง แล้วถอนหายใจ ก่อนเดินตามผู้คุมและนักรบทั้งหมดไปด้านนอกและถูกปล่อยตัว เพียงไม่นานเขาก็เดินออกมาพบกับแสงสว่างอีกครั้งหนึ่ง ประสบการณ์ที่คุกปิศาจทมิฬครั้งนี้แม้เป็นแค่หนึ่งคืน แต่เวลา...เหมือนยาวนานยิ่งนัก แม้เจิ้นเทียนจะสงสัยว่าเหตุใดถึงได้ถูกปล่อยเร็วเช่นนี้ แต่เขาก็เลิกคิด เมื่อเห็นร่างสามร่างที่คุ้นเคย ยืนรออยู่เบื้องหน้า “เจิ้นเทียน!....” เสียงทั้งสามดังขึ้นพร้อมกัน พร้อมเข้ามากอดเจิ้นเทียนด้วยความดีใจ ทั้งสามคนนี้ก็คือ มู่ปิง อู๋ต้า และอู๋เหลียงนั่นเอง “เจิ้นเทียนเจ้าไม่เป็นไรนะ?” มู่ปิงถามขึ้นด้วยความดีใจและห่วงใยน้ำตาไหลออกมาที่หางตา ส่วนอู๋ต้านั้นไม่ต่างกัน กลับดูเป็นเด็กขี้แยมากกว่ามู่ปิง ส่วนอู๋เหลียงรู้สึกโล่งใจที่เจิ้นเทียนปลอดภัย “เด็กน้อยเจิ้นเทียนเจ้าออกมาแล้ว พี่อ้วนเป็นห่วงเจ้าแทบแย่ พวกข้าคิดถึงเจ้าใจจะขาด” ทั้งสามยินดีกับเจิ้นเทียนที่ได้ออกมา พลางเล่าถึงสาเหตุที่เจิ้นเทียนถูกปล่อยตัว “ตอนนี้เจ้าเป็นคนดังแล้วนะ ถึงขั้นมีคนไม่ยอมลงสมัครงานประลองถ้าไม่ปล่อยตัวเจ้า จนหัวหน้าชนเผ่าหุบเขาเลือดต้องสั่งการมาโดยตรงให้ปล่อยตัว ส่วนพ่อของเจ้าโจวยี่ที่สั่งขังเจ้า ตอนนี้หายหัวไปเลยไม่กล้าโผล่หน้ามาสู้กับผู้คน” อู๋ต้ายิ้มจนตาหยีเมื่อเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น “หัวหน้าชนเผ่าหุบเขาเลือดสั่งปล่อยตัวข้า ดูท่าแล้ว..เขาน่าจะเป็นคนดีที่มีความยุติธรรม” เจิ้นเทียนใช้ความคิด พลางนึกถึงชายชราที่สอนเคล็ดโลหิตให้กับเขา “เออใช่แล้ว! พวกข้ามีของรับขวัญเจ้าด้วยนะ” อู๋ต้าหยิบถุงใบเล็กๆขึ้นมาหนึ่งใบ ยื่นให้เจิ้นเทียน “ถุงผ้าเล็กๆนี่นะ เป็นของรับขวัญข้า อู๋ต้าเจ้านี่มันงกเกินไปหน่อยแล้วมั้ง” “เด็กน้อย ถุงผ้าเล็กๆที่เจ้าเห็นมันไม่ใช่ถุงผ้าธรรมดา แต่มีราคาถึงห้าเหรียญทอง” “ห้าเหรียญทอง!...อู๋ต้าเจ้าล้อข้าเล่นหรือเปล่า ถุงใบเล็กแค่นี้ทำไมถึงแพงได้ขนาดนั้น” เจิ้นเทียนมองถุงผ้าในมืออย่างแปลกใจ “เค้าเรียกกันว่าถุงมิติ มันเป็นของวิเศษ มานี่ข้าจะแสดงให้ดู” อู๋ต้าพูดพลางหยิบถุงผ้าที่คล้ายกันออกจากเสื้อ เค้าเปิดถุงผ้าออกจากนั้นก็มีเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งลอยออกมา อยู่ตรงหน้า เจิ้นเทียนตกใจจนอ้าปากค้าง เพราะเก้าอี้ตัวนี้ใหญ่กว่าถุงผ้านี้มาก จากนั้นอู๋ต้าก็อธิบายว่า ถุงมิตินี้เป็นถุงเก็บของสำหรับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ผู้ฝึกยุทธ์และนักพรตเซียนที่มีฐานะเท่านั้นถึงจะมีใช้ เพียงแค่หยดเลือดลงบนถุงให้สามารถจดจำเจ้าของได้ แล้วคิดถึงของที่อยู่ตรงหน้าที่จะเก็บ มันก็สามารถเก็บสิ่งของชิ้นนั้นมาอยู่ในมิติพิเศษภายในถุงได้ โดยถุงมิติที่อู๋ต้ามอบให้นั้น มีพื้นที่เก็บของประมาณห้าจั้ง “เพียงเท่านี้เจ้าก็ซื้อของได้อย่างสบายใจแล้ว แต่ต้องระวังอย่าให้หายนะ เพราะหากมีคนที่วรยุทธ์สูงกว่าเจ้า เขาสามารถลบความเป็นเจ้าของของเจ้าได้” อู๋ต้าเตือนเจิ้นเทียน “แล้วเจ้าเอาเงินจากไหนมาซื้อให้ข้า อย่าบอกนะว่าเจ้าเอาเงินที่แบ่งกันมาซื้อให้” “ฮ่าๆๆ ก็วันที่เจ้าประลอง ข้าลงพนันข้างเจ้าหมดตัว เลยได้เศษเงินมานิดหน่อยแค่ห้าสิบเหรียญทอง แค่นี้ขนหน้าแข้งพี่อ้วนไม่ร่วงหรอก นอกจากเจ้าแล้วข้ายังซื้อให้มู่ปิงและท่านพ่อของข้าด้วย” เจิ้นเทียนตาค้างอีกครั้ง เมื่อได้ยินว่าอู๋ต้าได้เงินพนันถึงห้าสิบเหรียญทอง แสดงว่าตอนนี้อู๋ต้าถือเป็นผู้ร่ำรวยคนหนึ่งเลยทีเดียว “บางทีความร่ำรวย อาจเป็นโชควาสนาของอู๋ต้า แล้วตัวข้าล่ะ โชควาสนาของข้าคือสิ่งใด” เจิ้นเทียนครุ่นคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา เขาเองก็ได้โชควาสนาที่ดีไม่น้อย แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ต้องการ “ไปซื้อของกันเถอะ เมื่อซื้อของเสร็จพวกเราจะได้เดินทางกลับกัน” อู๋เหลียงบอกกับเด็กๆ “ท่านลุงอู๋ ข้ามีเรื่องขอร้อง ข้าอยากอยู่ที่ต่อเพื่อประลองวรยุทธ์ ” เจิ้นเทียนพูดพลางกุมมือโค้งคำนับไปทางอู๋เหลียง ทั้งหมดต่างตกใจ เมื่อเห็นว่าเจิ้นเทียนอยากอยู่ต่อเพื่อร่วมงานประลอง เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เกิดความสับสนและลังเล แต่อู๋ต้าเข้าใจเจิ้นเทียนที่สุด เขาจึงพูดกับอู๋เหลียงและมู่ปิง จนทุกคนยอมและสนับสนุนเจิ้นเทียน “ถ้าเจ้าอยากร่วมงานประลอง ก็ต้องรีบลงสมัคร ไปเถอะคนที่นี่จะได้รู้ว่าเจิ้นเทียนผู้มีชื่อเสียงกลับมาแล้ว และจะร่วมงานประลองครั้งนี้”  อู๋ต้ากอดคอเจิ้นเทียนและพากันไปลงสมัครร่วมงานประลอง ............................. วันนี้เป็นวันเปิดงานตลาดการค้าอย่างเป็นทางการ ภายในงานประดับประดาด้วยธงหลากสีสันผู้คนมากมายร่วมงานอย่างคับคั่ง ทั่วตลาดการค้านอกจากจะมีแผงการค้ามากมายแล้ว ยังมีเวทีการแสดงต่างๆให้ผู้ร่วมงานชมอีกด้วย สมกับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่แห่งปี งานประลองของหุบเขาเลือดที่จัดในครั้งนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีข่าวว่าทางชนเผ่าหุบเขาเลือดปล่อยตัวเจิ้นเทียน ผู้คนก็แห่สมัครกันอย่างล้นหลาม จนมีผู้เข้าประลองระดับนักรบสี่ร้อยคน และระดับนักรบฝึกหัดถึงแปดร้อยคน ตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดก็ยืนอยู่ในลานประลอง โดยมีเวทีที่เจิ้นเทียนเคยประลองอยู่ตรงกลางลานประลองแห่งนี้ ไม่นานเสียงกลองและแตรก็ดังขึ้น ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่ง ร่างกายผอม รูปร่างสูงโปร่ง มีผมสีขาวยาวจนถึงกลางหลัง หนวดเครายาวสีขาว ใบหน้าดูมีอำนาจ สวมชุดคลุมยาวหรูหราสีแดง เขาก็คือหัวหน้าชนเผ่าหุบเขาเลือด โจวชาง “แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ข้าโจวชาง หัวหน้าชนเผ่าหุบเขาเลือด ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ตลาดการค้าแห่งนี้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่เรามีการประลองขึ้น รางวัลของชนะเลิศของแต่ละรุ่นนั้นคือการเข้าไปยังหอศาตราของชนเผ่าหุบเขาเลือดและเลือกอาวุธได้หนึ่งอย่าง” “แต่ข้าจะขอเพิ่มรางวัลอีกหนึ่งอย่างสำหรับผู้ชนะ นั่นคือเผ่าของผู้ชนะการประลองจะได้เป็นหนึ่งในพันธมิตรของชนเผ่าหุบเขาเลือดด้วยเช่นกัน” เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ ดังขึ้นทั่วลานประลอง ตำแหน่งพันธมิตรของเผ่าใหญ่เช่นนี้ย่อมเป็นที่ต้องการของทุกชนเผ่าโดยเฉพาะเผ่าเล็กๆ เพราะนั่นหมายความว่าสงครามชิงป้ายที่จะเกิดขึ้น จะมีชนเผ่าหุบเขาเลือดเป็นกำลังเสริมที่คอยช่วยเหลือ “โจวชางผู้นี้ฉลาดจริงๆ หากผู้ชนะเป็นคนต่างชนเผ่า แสดงว่าชนเผ่านั้นมีความแข็งแกร่งเหมาะที่จะดึงเป็นพวก ดีกว่าปล่อยให้อยู่ฝ่ายตรงข้าม หวังว่าเม่ยหลิงจะได้ประสบการณ์ที่ดีจากการประลองนี้” นักพรตเซียนชราผู้หนึ่ง สวมชุดสีฟ้า กำลังวิเคราะห์รางวัลที่เพิ่มขึ้นมา เขาก็คือ ไป๋ลู่ นักพรตที่ซื้อนกกะเรียนแกะสลักจากพวกของเจิ้นเทียนนั่นเอง ”เริ่มงานประลองได้!......” ……………………………

    คล้ายกับเรื่องพิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า ที่คุณอ่าน