ซูหลิงอินอดใไม่ได้ ทว่าสีหน้ายังคงเ็า ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง
เมื่อไม่ได้รับการตอบกลับตามคาด แววตาของเงือกก็หม่นหมองลง พึมพำเสียงเบา ท่าทางกลับเจือความน้อยใจตามแบบมนุษย์ “Ti sei dimenticato di me…Sì, dopotutto, non ci vediamo da così tanti anni…”
…นายลืมฉันไปแล้ว…ก็จริง ถึงอย่างไรก็ผ่านมาหลายปีแล้ว...
ซูหลิงอินเห็นว่าเขาไม่ได้ดูมุ่งร้ายอะไร จึงปริปากถามเสียงเย็นเยียบ “ทำไมฉันจะต้องรู้จักนายด้วย”
เงือกตัวนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง อธิบายตะกุกตะกักด้วยภาษาที่ซูหลิงอินคุ้นเคยที่สุด “ตอนนายยังเด็ก เคยมาปรากฏตัวตามลำพังในน่านสมุทรนี้…เหตุผลนั้นฉันไม่รู้…ฉันได้พบนาย…”
ซูหลิงอินพลันถึงบางอ้อ เื่ที่อีกฝ่ายเล่ามาตามหลักแล้วไม่ใช่เื่โกหก ตอนเด็กเขาถูกทำร้ายจากการแก่งแย่งชิงดีภายในตระกูลซูจนเกือบจบชีวิตลงใต้ทะเล ทว่าความทรงจำโดยละเอียดนั้นเลือนรางจนแยกแยะจริงเท็จไม่ออกอีกแล้ว
“ฉันเคยให้หอยสังข์อันหนึ่งแก่นาย…ถ้านายยังหามันเจอ…” เงือกเอ่ยเสียงแ่ สุ้มเสียงไพเราะดั่งเสียงขับร้องอันเสนาะหู “ถ้านายเป่ามัน ฉันจะหานายเจอ…”
“จากนั้นล่ะ” ซูหลิงอินเลิกคิ้ว
เงือกเอียงศีรษะ ก่อนจะคลี่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นเฉิดฉันแต่ดูขี้โรคเมื่อปรากฏอยู่บนผิวอันซีดเซียว “ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อนาย…ทุกอย่าง…”
ซูหลิงอินสบตากับเขาอย่างเปิดเผย พูดด้วยเสียงราบเรียบ “ถ้าฉัน้าชีวิตนายล่ะ”
เงือกยังคงยิ้ม อีกทั้งรอยยิ้มนั้นยังสดใสขึ้นด้วย ในสถานการณ์ประจันหน้าแบบนี้ เ้าตัวดูเหมือนคนโรคจิต ไม่เห็นชีวิตตัวเองสำคัญ “ขอแค่…นายกล้าเอาไป…”
ในที่สุดซูหลิงอินก็ยิ้มออกมาเหมือนเงือกผู้นั้น “ทำไมฉันจะต้องไม่กล้า”
เงือกกลับจับใจความจากประโยคนี้ได้ว่าซูหลิงอินไม่มีความคิดจะฆ่าตน
เพราะมันไร้ความหมาย
อย่างน้อยจวบจนบัดนี้ก็ไร้ความหมาย
เขายังมีมูลค่าให้ใช้ประโยชน์มากกว่านั้น
เงือกจ้องมองเขาอย่างหลงใหล ความหมกมุ่นเข้าขั้นโรคจิตเพิ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบ
“นายจะยังมาพบฉันไหม”
หากจะบอกว่าซูหลิงอินไม่นึกสงสัยใคร่รู้ในเงือกตัวนี้เลยสักนิดคงเป็ไปไม่ได้
เขายิ้มอย่างสนใจ “ตราบใดที่นายเป็เด็กดี”
“...อัน เหลิ่งงั้นหรือ”
สายตาเงือกแปรเปลี่ยนเป็อึ้งระคนดีใจ ร้อนแรงจนชวนหวาดผวา
ซูหลิงอินมองเงือก ความกระจ่างแจ้งพาดผ่านสายตา เขาคลี่ยิ้มพลางเอ่ย “ฉันแค่จำชื่อนี้ได้รางๆ มันเป็ชื่อนายเหรอ”
เมื่อสิบห้าปีก่อน
ภาพที่หยุดนิ่งนั้นปรากฏท้องฟ้าสีครามอันกว้างไกลไร้พรมแดน และมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้ม
แสงแดดหลังเที่ยงในฤดูร้อนช่างบาดตาเป็ที่สุด คลื่นแสงพราวระยับ เสียงนกนางนวลดังขึ้นเป็ระลอก คลื่นทะเลซัดสาดสอดประสานกับเสียงกระพือปีกของหมู่สกุณา ลำนำคิมหันตฤดูนี้คล้ายว่าไม่มีวันหยุดบรรเลง
เดิมควรเป็ทิวทัศน์อันสดใสอย่างยิ่งยวด
นัยหนึ่งก็เป็เช่นนั้นจริงๆ
ครึ่งร่างของเงือกเกยอยู่บนหินก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางมหาสมุทร ั์ตางามเบิกกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตาลึกล้ำเป็สีน้ำเงินเข้มเฉกเช่นผืนทะเล ส่องประกายเยือกเย็นเวียนวน ปราศจากวี่แววของอุณหภูมิและความรู้สึก
ข้างหินเดี่ยวก้อนนั้นมีเด็กชายที่เหงาหงอยเช่นเดียวกันนั่งอยู่ ดูจากหน้าตาเยาว์วัยแล้วคงมีอายุราวห้าหกขวบ เนื้อตัวเปียกชุ่ม สภาพทุลักทุเล
ความไร้เสียงของเขากลมกลืนเป็หนึ่งเดียวกับมหาสมุทรและผืนนภา
เงือกจ้องมองโดยไม่ปิดบัง สุดท้ายสายตาอันโจ่งแจ้งนั้นก็ทำให้เด็กชายหันกลับมา
เวลานั้น ดวงตาสองคู่มองสบกัน
เงือกมองเห็นรูปโฉมอันประณีตของเด็กชายที่คล้ายตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแสนเปราะบาง
ทว่าสายตาของเ้าตัวนั้นขัดแย้งกับรูปลักษณ์ ไม่หลงเหลือซึ่งความไร้เดียงสาอย่างที่เด็กน้อยพึงมี เต็มไปด้วยความเจ็บช้ำโศกศัลย์ สุดท้ายก็กลับคืนสู่ความเ็าไร้อารมณ์
เงือกพินิจมองเขาอย่างละเอียด ครู่หนึ่งถึงเผยอยิ้ม รอยยิ้มนั้นเมื่อแต่งแต้มบนดวงหน้าสะคราญจนแยกเพศไม่ออกก็ดุจดั่งดวงดาราที่จมดิ่งลงห้วงมหาสมุทร งามพิลาสหาใดเปรียบ
เขายืดครึ่งตัวบนตั้งตรง เอ่ยขึ้นเนิบนาบ ราวกับเสียงเพรียกจากใต้ทะเลลึก “Sei bellissima…”
…นายงดงามมาก
เด็กชายกะพริบตา เงียบอยู่ครู่หนึ่งถึงตอบ “นายก็งดงามมาก”
ดูเหมือนเขาจะมองข้ามความแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปของเงือกตนนั้นอย่างชัดเจน
แรกเริ่มเงือกตนนั้นผงะไป…ได้คำตอบอย่างผิดคาด…จากนั้นั์ตาสีน้ำเงินเข้มก็ลุ่มลึกฉายถึงความปีติรุ่มร้อน แม้ว่าเสียงของเขาจะเยือกเย็นเหลือแสน “Tu capisci…Perché?”
…นายฟังรู้เื่เหรอ…ได้อย่างไรกัน
เด็กชายเงียบไปหลายวินาทีอย่างแปลกใจเช่นกัน ราวกับไม่เคยขบคิดเื่นี้มาก่อน กระทั่งถูกเงือกจี้ตรงประเด็น
เขาหลุบตาลงใคร่ครวญ เนิ่นนานถึงพึมพำออกมา “เหมือนว่าจะมีใครบางคนเคยสอนฉัน…”
เงือกเอียงศีรษะ ไม่รู้ว่าเ้าตัวนั้นเชื่อหรือเปล่า
เขายกครีบมือข้างหนึ่งขึ้นมาซึ่งดูคล้ายมืุ์ เพียงแต่เพราะแช่อยู่ในน้ำทะเลเรื่อยมา ผิวจึงขาวซีดเป็พิเศษ เล็บยาวแหลม เผยให้เห็นสีน้ำเงินที่น่าหลงใหลเฉกเช่นมหาสมุทร
ครีบมือนั้นโบกเบาๆ ให้เด็กชายเข้ามาหา