ตอนที่ 92 วิสเคานต์นิคมาเยือน
ไลท์นั้นยังคงทำตัวตามปกติ เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ที่ลอยตามลมมาเลยสักนิด หลังจากเขาจัดแจงสวมใส่เจ้าโปริ่งเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็หันกลับมาพูดคุยกับสองสามีภรรยาและไรเซน ผู้เป็นน้องชายเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ท่านไลท์ ทนกับกลิ่นพวกนี้ได้ด้วยเหรอครับ?” ไรเซนรู้สึกทึ่ง ป่นระคนแปลกใจที่เห็นไลท์นั้นสามารถทนกลิ่นในฟาร์มของตัวเองได้ จนอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
“ก็พอประมาณครับ ในฐานะพ่อครัว บางครั้งเราก็จำเป็นต้องรับรสของอาหารด้วยกลิ่น ดังนั้นเราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะต้องดมอาหารที่เสียแล้ว อะไรทำนองนี้ครับ”
คำตอบของไลท์นั้นถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะในบางครั้งพ่อครัวก็อาจจำเป็นต้องรับรู้รสของอาหารด้วยการดมกลิ่น
ส่วนการที่ไลท์ทนกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งในโลกก่อนในชั้นเรียนหลักสูตรการทำอาหารที่มีพ่อครัวจากทั่วทุกมุมโลกอยู่ในชั้นเรียน ไลท์ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถทนกับกลิ่นเหม็นๆ ได้มากกว่าคนอื่น
โดยเรื่องนี้ไลท์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร...เขาเพียงแค่คิดว่า สิ่งที่ดอมดม ไม่มีอะไรสู้กับกลิ่นของปลาร้าที่เหม็นคักได้อีกแล้วนั่นเอง
หลังจากที่ทุกคนหายสงสัย กับเรื่องประสาทการรับกลิ่นของไลท์ ไรเซนก็นำพาไลท์ไปยังฟาร์มเลี้ยงไก่ที่มีทั้ง ไก่ขุนไว้สำหรับกินเป็นอาหาร หรือจะเป็นฟาร์มไก่ที่ขุนเลี้ยงเอาไว้เพื่อเอาไข่ของมัน
“ไก่พวกนี้พึ่งจะนำมาขุนเลี้ยงเหรอครับ?” ไลท์พินิจพิเคราะห์ มองไก่ที่กำลังจิกกินข้าวเปลือก ก่อนจะเอ่ยถามกับไรเซนที่อยู่ใกล้ๆ
“ใช่แล้วครับ ที่พวกเราสามารถเลี้ยงไก่คอกนี้ได้ ก็เพราะได้ทำการค้ากับร้านอาหารสามเวลาของท่านไลท์นั่นแหละครับ ผมถึงได้ขุนเลี้ยงพวกมันเพิ่มเติมจากเมื่อก่อน” ไรเซน ไม่เอียงอายที่จะบอกเล่าถึงความเป็นมาของไก่ในคอกนี้ให้กับไลท์ได้ฟัง ว่าเป็นเพราะการทำสัญญาคู้ค้าระหว่างกัน
มันช่วยเหลือฟาร์มและร้านค้าขายเนื้อ ของพวกเขาเอาไว้ได้มากมายมหาศาลจริงๆ
“ไม่ใช่เพราะผมฝ่ายเดียวหรอกครับ เพราะถ้าหากว่า เนื้อสัตว์และวัตถุดิบของพวกคุณ ไม่มีคุณภาพ สัญญานี้ก็คงไม่เกิดขึ้น...ฉะนั้นแล้ว พวกคุณก็ควรชมเชยตัวเองด้วยเหมือนกัน จริงไหมครับ ฮ่าฮ่า” ไลท์ตอบกลับด้วยคำพูดประหนึ่งจริงจัง ประหนึ่งหยอกล้อ
ซึ่งทางด้านของไรอัน จีน่าและไรเซน ก็หัวเราะร่าและยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน โดยที่ภายในใจล้วนต่างก็มองพ่อครัวหนุ่ม ที่อยู่ตรงหน้าที่ด้วยความนับถือ แม้อายุอานามของไลท์จะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับฝั่งของไรอันและจีน่า
แต่ความน่าเชื่อถือที่ไลท์แสดงออกมา ก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาต่างรู้สึกว่าไลท์ นั้นดูมีวุฒิภาวะและวัยวุฒิที่เกินอายุไปมาก
ตอนนี้พวกเขาจึงเชื่อแล้วว่า เหตุใดนักผจญภัยถึงต่างก็เรียกไลท์กันว่า ‘ผู้อาวุโส’ นั่นเอง
“เชฟไลท์ผมเห็นเชฟจ้องมองไก่มาสักพักหนึ่งแล้ว...ไก่พวกนี้มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับ?” ครั้งนี้เป็นฝ่ายของไรอันที่ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าไลท์นั้นดูจะสนใจกับไก่พวกนี้อยู่นานสองนาน
“อย่าพูดอะไรซี้ซั้ว...ฉันแค่กำลังตัดสินใจว่าจะ จองซื้อพวกมันทั้งหมดดีหรือไม่ก็แค่นั้น”
“เหมาหมดทั้งคอก” หลังจากถูกไลท์ดุ ว่าอย่าพูดจาซี้ซั่วทางด้านโทมัส ก็เลือกที่จะกระซิบกระซาบให้ไลท์ได้ยินเพียงแค่คนเดียว
“อืม ไก่นั้นเลี้ยงง่ายกินง่าย แถมยังใช้เวลาในการเลี้ยงที่น้อยกว่าหมูและวัว ดังนั้นวันข้างหน้าหากเนื้อหมูหรือวัว ขาดแคลน...ฉันอาจจะต้องใช้ไก่มาเป็นวัตถุดิบหลัก”
ในฐานะพ่อครัว เรื่องจัดสรรวัตถุดิบถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องวางแผนให้ดีและต้องมีแผนรองรับในวันที่ วัตถุดิบอื่นนั้นขาดแคลนหรือขาดตลาด
บางครั้งร้านอาหารอาจทำสัญญาคู่ค้ากับหลายฟาร์มเผื่อเอาไว้ แต่สำหรับร้านอาหารสามเวลาในตอนนี้ ไม่ได้มีตัวเลือกแบบนั้นมากนัก หลังจากจ่ายค่าหนี้สินที่ยังเหลือค้างอีกหลายหมื่นเหรียญทองมณีที่ต้องชำระกับทางธนาคารกลางอาณาจักร
ตอนนี้ร้านอาหารสามเวลานั้นเหลือเงินในมือที่สามารถใช้ได้เพียงแค่ หนึ่งพันเหรียญทองมณีที่ยังต้องใช้หมุนเวียนในทุกๆ วัน ทุกๆ เดือนเท่านั้น
“ลูกค้าคงจะเบื่อไก่แย่เลยนะครับ ถ้าเป็นแบบนั้น” โทมัสกล่าวติดตลก โดยหารู้ไม่ว่า แม้การกินไก่บ่อยๆ ในทุกวันจะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาได้
แต่อาหารสิ้นคิดของคนไทยอีกหนึ่งเมนูที่ไม่เป็นสองรองจาก กะเพรา นั้นคืออะไร...เมนูข้าวมันไก่ นั่นเอง! หรือหากข้าวมันไก่มันน่าเบื่อมากจริงๆ ไลท์ก็ยังสามารถนำ ไก่มาปรับเปลี่ยนได้อีกหลากหลายเมนู
ดั่งเช่นไก่ทอด ไก่ย่าง ทั้งหมดทั้งมวลจาก ไก่ ล้วนแล้วแต่เป็นเมนูรสเลิศด้วยกันทั้งนั้น
หลังจากไลท์ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า เขาอาจจะเพิ่มเติมเมนูไก่เข้าไปในร้านของเขา ชายหนุ่มก็ไม่ลังเล เดินเข้าไปขอจับจองไก่ในฟาร์มของอีกฝ่ายทันที
ซึ่งนั้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ลานหน้าร้านอาหารสามเวลา นั้นมีขบวนรถม้ากว่า สิบคัน ได้จอดเทียบท่าพอดิบพอดี
ใช่แล้วขบวนรถม้าดังกล่าวนี้ก็คือ ขบวนเสด็จของวิสเคานต์นิค ขุนนางจากที่เดินทางมาจากเมืองหลวงของอาณาจักรพร้อมด้วยครอบครัว ที่ประกอบด้วยตัวภรรยาและลูกๆ ทั้งชายหญิงอีก 2 คน
โดยคนพี่คือเด็กชายอายุ 15 ปี ส่วนตัวน้องสาวนั้นมีอายุ 11 ปี อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแอล ที่ทั้งสองฝ่ายนั้นถือเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมห้อง ที่มาจากโรงเรียนประจำอาณาจักรลำดับที่ 1 นั่นเอง
“นี้นะเหรอ ป่าดาราฉาย?” วิสเคานต์นิค ก้าวเท้าลงมาจากรถม้า ด้วยความมั่นคงหนักแน่น
เขากลอกตามองไปพื้นที่รอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าของป่าดาราฉายที่ซึ่งมี เต็นท์และแคมป์ของนักผจญภัยในละแวก ตั้งพักอาศัยกันจนแน่นขนัดตา
“ใช่แล้วขอรับ!” หัวหน้าหน่วยที่ติดตามมาพร้อมกับขบวน รีบเข้ามารับหน้า โดยมีท่านคาห์นอยู่ทางด้านหลัง กำลังช่วยทหารองครักษ์จัดแจงผูกม้าให้อยู่กับที่
“อืม ดูร่มรื่นและสงบดีจริงๆ ...แต่น่าเสียดายที่ป่าแห่งนี้ถูกรุกรานโดยสัตว์อสูรหมาป่าสีชาด ทำให้ที่แห่งนี้มีความอันตราย” วิสเคาน์นิคได้รับรายงานจากคาห์นและหัวหน้าหน่วยมาบ้างแล้ว จึงพอจะรู้ถึงความแข็งแกร่งของหมาป่าสีชาดอยู่บ้าง
แต่ในระหว่างที่ขุนนางผู้นี้กำลังมองสำรวจไปรอบป่าอยู่นั่นเอง เขาก็พลันพบว่าสถานที่แห่งนี้นั้นมีร้านอาหารแห่งหนึ่งและบ้านอีกหนึ่งหลัง ตั้งอยู่อาศัย อีกทั้งยังเหมือนกับว่าเจ้าของร้านอาหารนั้น ก็ยังเปิดร้านขายของตามปกติอยู่เลย
“พวกเจ้าทำงานกันยังไง?! พวกเจ้าก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดในป่าดาราฉายนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน เหตุใดถึงยังปล่อยให้ร้านอาหารแห่งนี้เปิดอยู่ได้...ทำไมถึงไม่ออกคำสั่งให้พวกเขาอพยพหนี!” วิสเคานต์นิคดูจะไม่พอใจกับการที่คาห์นและหัวหน้าหน่วย ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น จึงตวาดดุด่าออกไปด้วยความโมโห
เกิดความตึงเครียดขึ้นที่หน้าร้านอาหารสามเวลาทันที แต่ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังจะอธิบายถึงเหตุผล ด้านในรถม้าคันของวิสเคานต์นิคก็มีเสียงของหญิงวัยกลางคนที่น่าจะเป็นภริยาของวิสเคานน์นิค กระแอมไอเล็กน้อย เพื่อตักเตือนผู้เป็นสามีให้สงบสติอารมณ์ ดังเล็ดลอดออกมา
แน่นอนว่าถึงจะเป็นอดีตนักรบผู้เกรียงไกร ผ่านสมรภูมิเยี่ยงขุนศึกคู่พระทัย แต่ก็ไม่อาจฝืนชะตาของบุรุษเพศทุกผู้ทุกนามลงไปได้
“ข้าขอโทษที่ต้องพูดเสียงดัง แต่ข้าจำเป็นต้องทำงานของข้า...ข้าไม่ได้มาเที่ยวเล่นหรือพักตากอากาศเพียงอย่างเดียว แม่ยอดดวงใจ เจ้าเข้าใจข้าหรือไม่” วิสเคานต์นิค มุดหน้ากลับไปในตัวรถ กระซิบกระซาบคำพูดข้างต้นให้กับภริยาที่เมื่อครู่กระแอมเตือนสติ ด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อน
“ท่านทำงานของท่านไปเถิด ที่เราเตือนสติก็เพื่อสุขภาพของท่านก็เท่านั้น” ถึงจะบอกว่าวิสเคานต์นั้นกลัวภรรยาของตนเองก็คงจะไม่ผิดนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวของภรรยาจะสามารถกำราบผู้เป็นสามีลงได้ แต่ภรรยาของวิสเคานต์นิคก็ไม่ได้แสดงตัวหรือยกตนมาข่มผู้เป็นสามี ต่อหน้าธารกำนัลให้เสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีของสามีที่เป็นถึงวิสเคานต์และพระสหายที่รักใคร่ของผู้เป็นราชาของอาณาจักรลูนาเทีย
“แม่ยอดแก้วตาช่างรักและห่วงตัวข้ามากเหลือเกิน งั้นอีกเดี๋ยวข้ารีบให้ทุกคนจัดที่พักให้ก็แล้วกัน” พูดจบใบหน้าที่คล้ายกับแมวน้อยของวิสเคานต์นิค ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นพยัคฆ์ในทันที
ใบหน้าคิ้วขมวดมองปราดไปที่คาห์น หัวหน้าหน่วย ตลอดจนถึงเจ้าหน้าที่จากสมาคม ที่ถูกส่งมาตรวจสอบป่าดาราฉาย ด้วยความเข้มงวด
“เรียนท่านวิสเคานต์...อย่าได้กล่าวโทษเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเลย ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของตัวข้าแต่เพียงผู้เดียว” คาห์นน้อมรับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เอาไว้ด้วยตัวคนเดียว
คาห์นนั้นยอมรับว่าตัวเขาไม่ได้แจ้งถึงร้านอาหารสามเวลา ลงไปในรายงาน ที่ส่งให้กับวิสเคานต์นิคและในส่วนที่เขา ไม่สั่งอพยพร้านอาหารสามเวลาแห่งนี้ไปก็เพราะว่า เขาเชื่อว่าสัตว์อสูรหมาป่าสีชาด คงไม่คิดที่จะโจมตีร้านอาหารแห่งนี้อย่างแน่นอน
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ป่านนี้ร้านอาหารของไลท์หรือตัวของหมาป่าสีชาด คงต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ล้มหายตายจากกันไปเสียก่อนที่นักผจญภัยจะรู้ข่าวของสัตว์อสูรเสียอีก
“ท่านวิสเคานต์และครอบครัว โปรดเชิญตามมาทางนี้ ข้าจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้พวกท่านฟังจากปากเอง...ส่วนตรงนี้จะได้ให้องครักษ์มาจัดการและตั้งที่พัก กันเสียก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินเถิด”
คาห์นผายมือนำ วิสเคานต์นิคและครอบครัว ไปยังร้านอาหารสามเวลา
ซึ่งวิสเคานต์นิคที่ทำหน้าฉงนสงสัยมาตั้งแต่แรก ก็ยินยอมติดตามไปแต่โดยดี ก่อนที่คาห์นจะนำพา วิสเคานต์นิคและครอบครัวไปจนถึงร้านอาหาร โดยมีขบวนผู้ติดตามอีก กลุ่มหนึ่ง คอยเดินรั้งท้ายและหนึ่งในนั้นมี ชายร่างท้วมคนหนึ่ง จ้องมองร้านอาหารเบื้องหน้าด้วยแววตาที่หยามเหยียด
“ร้านอาหารแห่งนี้ ข้านั้นรู้จักกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี เมื่อครั้งสมัยที่ยังคงเป็นทหารและก็เป็นร้านอาหารแห่งนี้นั่นเอง ที่ช่วยให้เหล่านักผจญภัย ไม่ต้องลำบากในเรื่องของปากท้อง” คาห์นนั้นเดินแนะนำร้านให้กับวิสเคานต์นิคไปพลางๆ ก่อนจะประสานสายตาเข้ากับ แมท ที่กำลังยืนเฝ้าประตูหน้าร้านอาหารพอดิบพอดี
แมทนั้นไม่ใช่คนโง่งม จนไม่รู้ว่าขบวนกลุ่มที่อยู่เบื้องหน้ามียศศักดิ์เป็นถึงขุนนาง แมทนั้นสังเกตมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ขบวนกลุ่มนี้น่าจะมียศศักดิ์ที่ไม่ธรรมดา
ประสานกับเห็นเครื่องแบบนักเรียนลำดับที่ 1 ที่สวมใส่โดยตัวของเด็กชายและเด็กหญิง แมทก็ยิ่งมั่นใจ
ในทันทีที่ขบวนกลุ่มนั้นเดินเข้ามา แมทก็ได้ก้มโค้งคำนับให้ด้วยความเคารพ
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกแมท ท่านวิสเคานต์นิคไม่ชอบพิธีรีตองถึงขนาดนั้น ว่าแต่ท่านไลท์อยู่ที่ร้านหรือไม่?”
“ไม่อยู่ครับ ดูท่าจะออกไปยังหมู่บ้านกับเถ้าแก่ร้านขายเนื้อ” แมทตอบกลับ
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอพาท่านวิสเคานต์เข้าไปนั่งหลบแดดข้างในร้านก่อนก็แล้วกัน เอาไว้ฉันจะพูดกับตาแก่เองว่า ขอใช้พื้นที่ในร้านสักประเดี๋ยว”
หลังจากคาห์นได้บอกกับแมทเป็นอันเสร็จสรรพ แมทก็เดินเขยิบถอยออกมา เปิดทางให้กับขบวนของท่านวิสเคานต์นิคได้ผ่านเข้าไป
สร้างความแปลกใจให้กับทุกๆ คนเป็นอย่าง ว่าเหตุใด ร้านอาหารเล็กๆ ที่เก่าทรุดโทรมแบบนี้ถึงต้องมีคนเฝ้าประตู...ดูแล้ว มันดูตลกเสียๆ จริง กับการกระทำของพวกบ้านนอกคอกนา
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ถ้าใช่ถ้าชอบ...ฝากกดหัวใจหรือกดติดตามนิยาย
หัวใจและการติดตามของนักอ่าน ช่วยให้นักอ่านคนอื่นๆ ผ่านเข้ามาเห็นนิยายเรื่องนี้ได้มากขึ้น...ขอบคุณครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy