เทพีแห่งอากาศหลับตา ใช้พลังััต้นกำลังภายใน แต่เพียงชั่วอึดใจ ใบหน้าสงบนั้นกลับซีดเผือด พลังที่นางััได้ทั้งสูงส่งไร้ขอบเขตและผันผวนเกินหยั่ง ราวกับไร้ที่สิ้นสุด
“นี่มัน…ไม่น่าเป็ไปได้” นางพึมพำเสียงสั่น
เทพีแห่งดินและน้ำต่างตรวจสอบบ้าง แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนกันทุกประการ พลังที่มิอาจบอกถึงขีดจำกัดได้ว่าอยู่ในขั้นใด
ความเงียบปกคลุมห้องประชุม ราวกับว่าเวลากำลังหยุดหมุน
เทพอัคคีที่นั่งนิ่งมาตลอด พลันฉีกยิ้มบางๆ “พวกเ้ามิอาจเข้าใจได้ในตอนนี้ สุทธินี…มิใช่เพียงศิษย์กำพร้า แต่คือเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่เลือกปกปิดตัวตน”
ดวงตาเขาส่องประกายลึกล้ำ ก่อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ทั้งห้องสะท้าน “เหนือมหาเทพ ยังมี เทพราชัน เทพจักรพรรดิ พรหมเทพ… และสูงสุดที่ บรมเทพ”
ทุกสรรพเสียงในห้องประชุมใหญ่เงียบกริบ หลังคำพูดของเทพอัคคี ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่ง “สุทธินี…คือเทพีน้ำค้างเหมันต์ นางอยู่ในขั้นพรหมเทพระดับเก้าสิบ อดีตชาติของนางก็คือเทพเหมันต์ผู้สูงเกินกว่าที่พวกเ้าจะหยั่งถึง”
ความจริงนี้ทำให้เหล่ามหาเทพทั้งแปดตกตะลึง ร่างกายแข็งทื่อราวถูกผูกตรึงไว้กับหลักปะา สุทธินีเงยหน้าขึ้นอย่างสง่างาม ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆ “ถึงเวลาแล้ว ที่ความลับจะไม่ถูกปิดบังอีกต่อไป”
บรรยากาศแปรเปลี่ยนจากความสงสัยเป็ความยำเกรง ปรมาจารย์ของสำนักเทพอัสนีย์ทุกคนต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน “ขอคารวะ…เทพีน้ำค้างเหมันต์!” เสียงประสานดังสะท้อนทั่วทั้งห้องประชุม ราวบทสรรเสริญที่สั่นะเืผืนฟ้า
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยกมือขึ้นอย่างอ่อนโยน แต่ทรงอำนาจ “ลุกขึ้นเถิด สิ่งที่พวกท่านรู้ในวันนี้ จงเก็บไว้เป็ความลับ หากแพร่งพรายออกไป พิภพอัสนีนี้อาจจะเกิดโกลาหล ข้าไม่ได้มาเพื่อคุกคาม แต่มาเพื่อสร้างกองทัพที่แข็งแกร่ง ในการปกป้องเผ่าเทพของเรา”
เมื่อได้ฟังถ้อยคำอันหนักแน่นดังนี้ ก็ทำให้ความกังวลของเผ่าเทพทุกคนในสำนักเทพอัสนีย์พลันสลายไป กลายเป็ความฮึกเหิมและความศรัทธา
เทพอัคคีสบตานางด้วยความภาคภูมิใจ “แล้วหลังจากนี้ ท่านประสงค์สิ่งใด”
สุทธินีตอบด้วยรอยยิ้มสงบเยือกเย็น “ข้าจะอยู่ที่นี่…ในฐานะศิษย์ ข้า้าเรียนรู้จากทุกตำหนัก ทดสอบทุกวิชา เพื่อดูว่าตลอดเวลาที่ข้าห่างหายไปจากสำนัก พวกท่านยังพัฒนาตนเองและทุกคนในสำนักไปได้ไกลเพียงใดแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้สภาอาจารย์เงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนทุกคนพร้อมใจกันขานรับ “พวกเรายินดีต้อนรับ! ท่านเทพีน้ำค้างเหมันต์”
เทพอัคคีลุกขึ้นค้อมศีรษะ “ข้าขอเชิญท่านเข้าร่วมสภาอาจารย์ โปรดให้เกียรติเป็เสาหลักของสำนักเทพอัสนีย์ด้วยเถิด”
“ข้ารับคำเชิญ” นางเอ่ยเรียบง่าย ก่อนปิดประชุมด้วยเสียงสงบแต่ทรงพลัง “ทุกท่านขอจงแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตน ข้าอาจไปเยี่ยมเยือนตำหนักของทุกท่านเมื่อใดก็ได้”
สุทธินีก้าวออกจากห้องประชุมใหญ่ เหล่ามหาเทพมองตามด้วยความเคารพและหวั่นเกรง การกลับมาของเทพีน้ำค้างเหมันต์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการคืนชีพของตำนาน แต่คือจุดเริ่มต้นของ ยุคใหม่แห่งพิภพอัสนี
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่ ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า หมอกบางลอยเคลื่อนคล้อยรอบๆยอดเขา ลานฝึกสำนักเทพอัสนีย์เต็มไปด้วยพลังการฝึกซ้อมที่พลุ่งพล่าน ศิษย์ใหม่ยืนเรียงรายด้วยหัวใจเต้นแรงเมื่อเงาร่างหนึ่งในชุดคลุมเพลิงก้าวออกมา เขาก็คือเ้าสำนักเทพอัคคีผู้ที่ทุกคนล้วนเกรงขาม
“ขอแสดงความยินดีกับศิษย์ใหม่ทั้งยี่สิบคน” เสียงทุ้มทรงอำนาจดังก้อง ใบหน้าเรียบขรึมแต่เปี่ยมด้วยบารมีทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ
แต่ถ้อยคำถัดมาทำให้ลานฝึกสะท้าน “ทว่า มีเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษ… ศิษย์สุทธินี”
สายตาทั้งสิบเก้าคู่หันขวับไปยังหญิงสาวร่างบอบบาง นางยืนนิ่ง แววตาสงบแต่แฝงประกายท้าทาย ความประหลาดใจผสมอิจฉาลุกลามทั่วลานฝึก
“สุทธินี ได้รับอนุญาตให้ฝึกในทั้งหกตำหนักของสำนักได้อย่างเสรี”
เสียงฮือฮาดังก้อง บ้างยกย่อง บ้างขุ่นเคือง แต่สุทธินีเพียงโค้งคำนับ มิได้โต้ตอบแม้เพียงถ้อยคำเดียว
“ข้ามีเื่ที่จะพูดเท่านี้… พวกเ้าแยกย้ายกันไปฝึกได้แล้ว” เ้าสำนักพูดตัดบท ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมภายในใจของศิษย์หลายๆคนในสำนัก
เทพีน้ำค้างเหมันต์เดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มศิษย์ผู้อื่น วันนี้ตำหนักแรกที่นางเลือกไว้ในใจก็คือ “ตำหนักดิน” ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นลึก พลังแผ่นดินสะท้อนอยู่ในทุกอณู
เมื่อผ่านประตูกำแพงตำหนักเข้าไป นางก็พบกับสายตาของศิษย์ในตำหนักนี้ ที่ล้วนจับจ้องมาด้วยสายตาคาดหวังปนเยาะเย้ยอย่างมีเงื่อนงำภายในใจของพวกเขา
“นางจะเก่งอะไรนักหนา” เสียงหนึ่งกระซิบ “ค่ายกลจับสุนัขที่เราวางไว้ คงทำให้นางเข็ดหลาบอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดเ่าั้ สุทธินีเพียงยิ้มมุมปาก แล้วก้าวเดินเข้าไป พลังค่ายกลโอบล้อมพุ่งตรงเข้าหา ทว่าเพียงนางดีดนิ้วเดียว กระแสลมก็พลันหมุนวนพัดสะบัด กลืนกินเส้นพลังจนค่ายกลแตกสลาย ราวเศษเถ้าถ่านปลิวหายไปต่อหน้าต่อตา
“อะ…อะไรกัน!” ศิษย์หลายคนอุทาน
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่ง เงาร่างสูงใหญ่ก้าวออกมา เขาก็คือเทพธานี จอมเทพระดับสิบ พี่ใหญ่แห่งตำหนักดิน แววตาแข็งกร้าวฉายแววท้าทาย
“เ้ากล้าทำลายค่ายกลของข้า สุทธินี” เสียงเย้ยหยันก้องสะท้อนทั่วห้องโถง “ถ้าเ้าชนะข้าภายในสามกระบวนท่า ข้าจะยอมรับเ้าเป็พี่ใหญ่ แต่ถ้าแพ้…เ้าจะต้องเป็ข้ารับใช้ข้าไปชั่วชีวิต!”
ศิษย์รอบด้านถึงกับกลั้นหายใจ บรรยากาศตึงเครียดราวูเากำลังจะถล่ม สุทธินีสบตาเขาอย่างนิ่งเฉย เพียงเอ่ยสั้นๆ ด้วยเสียงสงบ “ข้ารับคำท้า”
ศิษย์ตำหนักดินล้อมวงเข้ามาดูกันอย่างเนืองแน่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เทพธานี พี่ใหญ่แห่งตำหนัก ก้าวออกมาด้วยร่างสูงใหญ่ พลังธาตุดินพุ่งทะยานรอบตัว เขาตบมือเพียงครั้งเดียว กำแพงหินนับสิบพุ่งตระหง่านขึ้นจากพื้น ล้อมรอบร่างเขาราวกับป้อมปราการั์ มันขยับ สับเปลี่ยน หมุนเวียนวน อย่างแข็งแกร่งไม่มีที่สิ้นสุด “บุกเข้ามาให้ได้ ถ้าเ้าแน่จริง!” เขาประกาศก้อง