“ขอบคุณท่านมาก”
ไม่นานนักจากที่เหมาเว่ยได้ทราบตำแหน่งอย่างแน่ชัดก็เร่งฝีเท้าจนมาถึงสถานที่อันกว้างใหญ่ เป็นลานกว้างกลางเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายยืนรวมกันเป็นจุดๆ โดยแต่ละจุดจะสามารถมองเห็นธงหรือป้ายประจำสำนักต่างๆตั้งอยู่ แล้วยังมีโต๊ะไม้วางอยู่ตรงกลางกลุ่มของแต่ละกลุ่ม ส่วนด้านบนนั้นก็ยังมีลูกแก้วใสๆตั้งอยู่โดยมีผู้ควบคุมการทดสอบยืนอยู่ไม่ห่าง
“ดาววาสนาสี่ดวง พรสวรรค์อาชา! สำนักดาบทอง ได้รับอัจฉริยะเพิ่มอีกแล้ว!!!!”
“เฮ้.......!!!”
“พรสวรรค์อาชา”
“สี่ดาว”
“ทางด้านนั้นปรากฏผู้มีดาววาสนาสี่ดวง!!”
“ไหนๆ”
"เป็นคนสำนักไหน!!"
ราวกับว่าบนลานกว้างแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยความครึกครื้นในงานเทศการ ตามมุมทั่วทุกทิศถูกจับจ้องพื้นที่โดยสำนักต่างๆ เหมาเว่ยเริ่มกวาดตานับและอ่านชื่อสำนักที่มาเปิดรับสมัครศิษย์ จนแน่ใจว่าต้องการเข้าร่วมกับสำนักใด
‘ทั้งหมดที่ข้านับได้มี 14 สำนัก ไปทดสอบเข้าสำนักทางด้านโน้นดีกว่า สำนักกระบี่โลหิตคงจะมีชื่อเสียงน่าดู คนต่อแถวรอทดสอบเป็นสิบเลย’เหมาเว่ยก้าวเดินไปทางสำนักที่เขาเลือก โดยที่ไม่ทราบถึงข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับสำนักต่างๆเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
“เจ้ามาทำอันใดที่นี่ สำนักกระบี่โลหิตปิดรับการลงชื่อร่วมทดสอบแล้ว เหลือก็แต่รอผลการทดสอบก่อนที่จะปิดรับสมัครในปีนี้ ไปๆ ไปหาที่อื่น”ชายวัยกลางคนไว้หนวดไว้เคราตวาดไล่เหมาเว่ยอย่างไม่ใยดี พร้อมทั้งยังส่งสายตาดูถูกจ้องมองเขาราวสุนัขตัวหนึ่ง’แต่งกายไม่ต่างกับพ่อครัว อายุก็ดูจะมากกว่าเกณฑ์เริ่มต้นบ่นเพาะเช่นคนทั่วไป คงจะเป็นพวกไม่ได้เรื่อง พวกเศษขยะจากที่ใดสักแห่ง โดยมากผู้ที่เริ่มเข้ารับการทดสอบจะอยู่ในช่วงอายุสิบสองถึงยี่สิบปี’
“ให้โอกาสข้าได้ลองทดสอบได้หรือไม่ท่านลุง ข้าต้องการเข้าร่วมกับสำนักกระบี่โลหิตจริงๆ”เหมาเว่ยพยายามขอร้องแต่ก็ไม่เป็นผล
“รีบไสหัวไปเจ้าสวะ อย่าทำให้ข้าอารมณ์เสีย ไปซะ!”ใบหน้าชายดังกล่าวเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก
‘แจกลูกปืนสักเม็ดดีไหมเนี่ย แค่นี้ไม่เห็นต้องด่ากันด้วย’เหมาเว่ยส่ายหัวพลางถอยออกไปเพื่อเลือกหาสำนักอื่นแทน’ทางนั้นดูจะไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจ เอาก็เอา จะเก่งกาจหรือไม่ ก็มิได้ขึ้นอยู่กับสำนักเพียงอย่างเดียว’
จุดที่เหมาเว่ยเดินเข้าไปนั้นปรากฏกลุ่มคนเพียงไม่ถึงยี่สิบ โดยแยกเป็นผู้ที่ยืนคุมการทดสอบห้าคน และพวกที่ต้องการจะร่วมทดสอบต่อแถวเรียงรายกันเพียงแปดคน ซึ่งส่วนที่เหลือก็เป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบยืนรอดูการทดสอบของผู้อื่นไปพลางๆ
“ท่านลุง ข้าต้องการทดสอบด้วยจะได้รึไม่?”เหมาเว่ยแสดงท่าทีนอบน้อมอย่างถึงที่สุดขณะที่เอ่ยปาก
“เชิญเลยเจ้าหนุ่ม ข้ากำลังจะปิดลงชื่ออยู่พอดี และเจ้านับเป็นคนสุดท้าย”
“ขอบคุณมากท่านลุง ขอบคุณ”เหมาเว่ยเริ่มยิ้มได้เมื่อมีที่สำหรับเขาปรากฏออกมา
“ชื่อและอายุของเจ้าล่ะ? แต่เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการจะเข้าร่วมกับสำนักพยัคฆ์อัสนีของข้า?”
“แน่นอน ข้าแน่ใจ ตัวข้าคือเหมาเว่ย อายุยี่สิบห้าปีครับ”
“ยี่สิบห้าปีรึ ถึงจะช้าไปหน่อย แต่สำนักข้าก็ยินดีต้องรับ”ชายชราเอ่ยพลางฉีกยิ้มเล็กๆ ใบหน้าของมันเปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างเด่นชัด
ในบรรดาผู้ที่ริเริ่มบ่มเพาะพลังยุทธนั้น หากเป็นคนทั่วไปอย่างช้าที่สุดจะเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณสิบสามปี ส่วนผู้ที่มาจากตระกูลใหญ่หรือเป็นลูกหลานผู้มีอำนาจ จะเริ่มฝึกฝนร่างกายตั้งแต่อายุน้อยๆและจะเริ่มต้นบ่มเพาะตั้งแต่สิบปีเสียด้วยซ้ำ ซึ่งผิดกับเหมาเว่ยที่เพิ่งจะเริ่มต้นเป็นอย่างมาก
“ข้าต้องทำอะไรบ้าง ท่านลุง?”เหมาเว่ยหันไปถามในระหว่างที่ยืนต่อแถว พลางก็สลับกลับไปจ้องดูการกระทำของเด็กน้อยตรงหน้าสุดเป็นพักๆ
“เจ้าจงดูตรงนั้นให้ดี”
แน่นอนว่า นอกเหนือจากลูกแก้วใสๆขนาดเท่าศีรษะมนุษย์จะตั้งเด่นอยู่บนโต๊ะไม้ ที่ด้านหลังยังเต็มไปด้วยคนจากสำนักนั่งร่วมดูการทดสอบอย่างใกล้ชิด และเมื่อมีเด็กน้อยเข้าร่วมทดสอบทาบมือลงไปยังบนลูกแก้ว ก็จะเกิดเปล่งแสงสว่างก่อนที่จะปรากฏดวงแสงเล็กๆภายหลัง ในจำนวนตามแต่ดาววาสนาของคนนั้นๆแตกต่างกันไป
วิ้งงงงง!!
“ดาววาสนาสี่ดวง พรสวรรค์อาชา”
“ยอดมาก”
“ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว กว่าที่สำนักของเราจะถือกำเนิดอัฉริยะเช่นนี้ขึ้น”
“เจ้าผ่านการทำสอบ มายืนตรงนี้”ผู้คุมที่นั่งชมอยู่สั่งให้เด็กหนุ่มที่เข้าทดสอบออกไปยืนรอทางด้านข้าง
“คนต่อไป”
ท่ามกลางความตรึงเครียดจำนวนคนในแถวก็ได้ลดลงเรื่อยๆ เด็กหนุ่มคนต่อมาก้าวออกไปจากแถวพลางค่อยๆทาบมือลงไปยังลูกแก้วพรสวรรค์เพื่อเริ่มทดสอบ เมื่อผ่านไปได้ไม่นานนัก ลูกแก้วพรสวรรค์ก็เริ่มเปล่งแสงออกมาอย่างเด่นชัด ซึ่งครั้งนี้มีจำนวนดวงดาวที่ลอยเด่นขึ้นมากถึงห้าดวงด้วยกัน
มิหนำซ้ำดาวทั้งห้าดวงยังค่อยๆเข้าหลอมรวมกันจนกลายเป็นสัตว์ที่มีลำตัวยาว โดยตามลำตัวยังประดับด้วยเกล็ดสีมรกตเป็นประกาย เคลื่อนที่เลื้อยวนในลูกแก้วก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นทางด้านบนออกสู่ภายนอกและค่อยๆจางหายไปในภายหลัง ซึ่งสิ่งที่เกิดยังสร้างความตกตระลึงให้แก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก จนบริเวณแถบนี้เงียบสนิทไม่มีผู้ใดส่งเสียงแม้แต่น้อย
“ห้าดวง”
“ดาววาสนาห้าดวง!”
“พรสวรรค์อสรพิษ”
“เขานับเป็นยอดอัฉริยะโดยแท้”
“สวรรค์ในที่สุดท่านก็เมตตาสำนักเรา!”
อากัปกิริยาและน้ำเสียงของผู้ที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นพลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทุกๆคนรวมทั้งผู้ร่วมทดสอบได้แสดงสีหน้าปลื้มปิติไปตามๆกัน ส่วนทางด้านเหมาเว่ยเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เมื่อสิ่งที่เห็นนั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
‘ลูกแก้วนั่นมีอะไรอยู่กันแน่ เหตุใดถึงสร้างแสงสว่างเช่นนั้นออกมาได้’
“เฮ้ๆ.......!!”
ไม่นานนักทางด้านหลังก็เริ่มส่งเสียงดังลั่นไปทั่วลานกว้าง ในผู้ร่วมทดสอบสำนักอื่นก็ได้ถือกำเนิดยอดอัฉริยะไปตามๆกัน โดยผู้ที่มีดาววาสนาสูงที่สุดจากที่ปรากฏยังคงอยู่ที่จำนวนห้าดวงด้วยกัน และในขณะนั้นชายผู้ที่ให้เหมาเว่ยร่วมทดสอบ ก็บอกถึงสิ่งที่เกิดและอธิบายถึงแต่ละจำนวนดวงดาวให้ได้ฟังระหว่างที่การทดสอบยังคงดำเนินต่อไป
“ข้าจะอธิบายการทดสอบให้ผู้เข้าร่วมเป็นครั้งสุดท้าย การทดสอบเข้าสำนักพยัคฆ์อัสนีจะรับตั้งแต่ผู้ที่มีดาววาสนาสองดวงขึ้นไป ต่างกับสำนักอื่นที่เปิดรับตั้งแต่สามดวง เหตุผลที่ไม่รับหนึ่งดวงก็เป็นเพราะพรสวรรค์ดาวหนึ่งดวงหรือเต่า จะเทียบเท่าเพียงคนทั่วไปไม่เหมาะแก่การบ่มเพาะพลังยุทธสักเท่าใด ส่วนสองดวงเป็นพรสวรรค์ลาก็พอจะบ่มเพาะพลังยุทธพอได้บ้าง”
‘ขอให้ข้ามีสักสองดวงขึ้นไป รึไม่ก็สามหรือสี่ดวงก็พอแล้ว แค่ได้เข้าไปบ่มเพาะก่อนและเกี่ยวประสบการณ์ข้าก็พอใจ’เหมาเว่ยครุ่นคิดพลางฟังสิ่งที่ชายคนดังกล่าวเอ่ยถึง
“ส่วนสามดวงคือพรสวรรค์กวาง นับว่าเหนือกว่าคนทั่วไปพอสมควร และลำดับต่อมาคืออาชาหรือดาววาสนาสี่ดวงที่จัดว่าเป็นอัฉริยะ ดาวห้าดวงคืออสรพิษและนับเป็นยอดอัฉริยะที่หาได้ยากในรอบสิบปีเลยทีเดียว ส่วนจำนวนดาวที่สูงขึ้นไปนับได้ว่าเป็นตำนานโดยเฉพาะเจ็ดและแปดดวง ว่ากันว่าหมื่นปีจะถือกำเนิดสักครั้งสำหรับดาววาสนาแปดดวงหรือพรสวรรค์มังกร ส่วนดาวเจ็ดดวงคือหงษาความหายากที่จะได้พบคนมีวาสนาเช่นนี้ ว่ากันว่าแปดพันปีจะถือกำเนิดสักคน ส่วนหกดวงคือพยัคฆ์หนึ่งพันปีจะเกิดสักคน”
‘พรสวรรค์มังกรดาววาสนาแปดดวง จริงๆแล้วข้าก็หวังว่าลึกๆจะมาเกิดที่ข้านะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!’เหมาเว่ยฟังสิ่งที่ชายสูงวัยเปล่งออกมาจนเพลิน สุดท้ายก็ถึงคิวที่เขาต้องเข้าทดสอบเสียแล้ว
“เจ้าคนสุดท้าย รีบๆก้าวเข้ามาทดสอบแล้วได้ มั่วแต่ยืนยิ้มอยู่ได้”
“ครับ”เหมาเว่ยรีบก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้าลูกแก้วพรสวรรค์
“อายุตั้งขนาดนี้เพิ่งจะคิดเริ่มบ่มเพาะเรอะ ข้าว่าคงจะไม่ผ่านซะล่ะมั้งแบบนี้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ข้าให้อย่างเก่งก็ไม่เกินลา”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไหวหรือไม่พี่ชาย มือท่านสั่นไปหมดแล้วนะ”
“ถ้าเกิดมันทดสอบผ่าน นี่ข้าต้องมีเพื่อนร่วมรุ่นแก่ถึงขนาดนี้เชียวรึ?”เด็กหนุ่มผู้หนึ่งอายุไม่เกินสิบห้าปีเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งส่ายหน้าให้แก่เหมาเว่ยเล็กๆ
‘ข้าเพิ่งจะยี่สิบห้าปีเองนะ ไม่มีอะไรแก่เกิดฝึกยุทธอยู่แล้ว’เหมาเว่ยละความสนใจจากคนรอบข้างพลางทาบมือลงไปสัมผัสกับลูกแก้วตรงหน้า
หมับบบ!!
วิ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!
‘เกิดอะไรขึ้น เหตุใดข้าถึงดึงมือออกมาไม่ได้’เหมาเว่ยเริ่มตกใจเมื่อไม่อาจถอนฝ่ามือ
พืบบบบ!!
‘ดึงมือออกมาได้แล้ว แล้วข้าได้กี่ดวงกัน?’เหมาเว่ยเพ่งดูสิ่งที่ปรากฏในลูกแก้วอย่างใจจดใจจ่อพลางนับจำนวนอยู่ในใจ’หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ...ไม่สิเอาใหม่ข้าคงจะตาลาย หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด....เก้า.....สิบดวง เฮ้ย ทำไมถึงเกินมาได้ ไม่ใช่แค่เกินมาหนึ่งดวง เกินมาตั้งสองดวง สูงสุดไม่ใช่มีแค่พรสวรรค์มังกรดาววาสนาแปดดวงหรอกหรอ?’
เหมาเว่ยที่เริ่มแน่ใจกับสิ่งที่เห็น ก็ถึงกับอุทานด้วยคำหยาบจากโลกเดิมภายในใจอย่างลืมตัว'เย็ดเข้! ความโหดทะลุหลอด'
“นี่ข้ากำลังตาฝาดอยู่ใช่ไหม?”
“เป็นไปไม่ได้?”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ต้องมีบางสิ่งผิดพลาดเป็นแน่!!!!”
“สิบดวง ดาววาสนาสิบดวง!!”
“ผู้อาวุโส สิบดวงหมายถึงพรสวรรค์อันใดหรือขอรับ”เด็กหนุ่มผู้หนึ่งรวบรวมสติพลางเปล่งเสียงถามขึ้น
“...........”