เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 89 หมัดอุกกาบาต!

    จากมุมมองของหลี่หยาน  เขาไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น!


    ขณะที่หวงเฟยหยางกำลังจะฆ่าเขา  หลงเฉินที่เป็นคนจับเขามาก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าและขวางทางหวงเฟยหยางไว้  ทำให้หลี่หยานสบโอกาสหนี  ขณะที่กำลังดิ้นรนวิ่งหนีเขาก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปด้วย


    หลงเฉินขัดขวางหวงเฟยหยางและปล่อยให้หลี่หยานหนีรอดไปได้  ทำให้หวงเฟยหยางตะโกนลั่น


    “หลงเฉิน นี่มันเรื่องโง่เง่าอะไรกัน เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร!?


    “ข้าบอกไปแล้วว่าเราจะไม่ฆ่าเขา  ข้าก็แค่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก็เท่านั้น!”


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่มีทีท่าจะยอมถอยง่าย ๆ  หวงเฟยหยางจึงทนไม่ไหวอีกต่อไปและคิดจะลงมือ ทว่าจู่ ๆ เหวินหยาก็มาห้ามเขาเอาไว้


    หวงเฟยหยางนึกขึ้นได้ว่าเขาอดทนมานานและใกล้จะกำจัดหลงเฉินได้สำเร็จเต็มที  ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้จะถูกความโกรธกลืนกินแต่เขาก็จำต้องอดทนให้ถึงที่สุด


    เขามองหลงเฉินด้วยสายตาเย็นชา


    “ในเมื่อเจ้าปล่อยเขาไป เจ้าก็จับเขามาให้ได้ก็แล้วกัน!”


    หากหลี่หยานไปถึงก่อนพวกเขาและเตือนพวกลัทธิเซียนโลหิต  พวกนั้นอาจจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย  และหากพวกนั้นหนีไปได้  ภารกิจนี้ก็จะถือว่าล้มเหลว  ต่อให้หวงเฟยหยางต้องการจะฆ่าหลงเฉินมากเพียงใดเขาก็ต้องหาทางอื่น  เช่นนั้นเขาจึงทำได้เพียงสั่งให้หลงเฉินตามมาขณะที่พวกเขาไล่ตามหลี่หยานไป


    หลงเฉินพ่นลมเยาะเย้ย  ทั้งสามไล่ตามหลี่หยานซึ่งไม่ได้รวดเร็วนักและฝ่ายของหวงเฟยหยางก็รู้ทิศทางเป็นอย่างดี  พวกเขาเข้าใกล้จุดรวมพลของลัทธิเซียนโลหิตอย่างรวดเร็ว


    หวงเฟยหยางและเหวินหยานำหน้าในการไล่ล่า  ขณะที่พวกเขาไล่ตามหลี่หยานพวกเขาก็คอยมองว่าหลงเฉินตามมาหรือไม่


    “ความเร็วของเจ้าเด็กนี่ไม่เลวเลย!”


    เพียงชั่วพริบตา ร่างของหลี่หยานก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า  เมื่อต้องเผชิญกับความตาย มนุษย์เราสามารถดึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดออกมาได้  หลี่หยานร้องขอความช่วยเหลือขณะที่เขาวิ่งหนีสุดชีวิต  ทันใดนั้นก็เกิดความชุลมุนขึ้น  เพียงครู่เดียว กลุ่มคนที่มีจุดสีแดงตรงหว่างคิ้วก็พุ่งตัวเข้ามาในป่าที่แห้งแล้ง!


    คนเหล่านี้มีจำนวนนับสิบ  และแต่ละคนอาบไปด้วยเลือดชุ่มโชก  แน่นอนว่าพวกเขาคือคนของลัทธิเซียนโลหิตอย่างแน่นอน


    เวลานี้ พวกเขามีผิวสีแดงก่ำและมีกลิ่นสุราคละคลุ้งออกมา  เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเฉลิมฉลอง  ส่วนหลี่หยานเป็นเพียงคนรับใช้  ดังนั้นเขาจึงเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก


    เมื่อคนเหล่านี้ปรากฏตัวขึ้น  หลี่หยานก็ร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาและพุ่งตรงไปหาพวกเขา  กลุ่มคนเหล่านั้นสังเกตเห็นหวงเฟยหยางและเหวินหยางวิ่งนำมา


    “ท่านผู้คุ้มกัน  พวกมันเป็นคนของตระกูลหลิงอู่!”


    เมื่อได้ยินว่าตระกูลหลิงอู่  สีหน้าของคนพวกนั้นก็เปลี่ยนไปทันที!


    ท่ามกลางคนเหล่านั้นมีชายสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้มีอำนาจ  คนหนึ่งผอมแห้ง คิ้วและผมของเขามีสีแดงเข้ม ดวงตาเฉียบคมราวกับหางลูกธนูโลหิตที่ทะลุทะลวง


    อีกคนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำและหัวล้านเป็นประกาย  หากมองไกล ๆ แล้วดูราวกับลูกตุ้มเหล็กก็ไม่ปาน


    พวกเขาทั้งสองคนเป็นสองในแปดผู้คุมกฎของลัทธิเซียนโลหิต  และคนที่เป็นผู้นำก็น่าจะเป็นชายร่างผอม!


    หลงเฉินสัมผัสได้ว่าเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด  เมื่อผู้คุมกฎได้ยินชื่อตระกูลหลิงอู่  ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป


    “ฆ่าพวกมันทุกคน  อย่าให้หนีรอดไปได้!”


    สำหรับลัทธิเซียนโลหิตแล้ว  ตระกูลหลิงอู่นั้นนับได้ว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งเกินไป  ดังนั้นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือกำจัดเสียให้หมดและทำลายร่องรอยต่าง ๆ ที่อาจสาวไปถึงตัวพวกเขาได้!


    “ขอรับ ผู้คุมกฎชิน!”


    อีกฟากหนึ่ง  หวงเฟยหยางสังเกตว่าคู่ต่อสู้มีผู้นำสองคน  เขาจึงรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ 


    ‘ในบรรดาสองคนนั้น  เจ้าคนหัวล้านร่างกายกำยำนั่นเพิ่งบรรลุระดับแก่นมนุษย์ ส่วนผู้คุมกฎชินร่างผอมก็อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น  ใกล้เคียงกับระดับพลังของข้า  ความแข็งแกร่งของสองคนนี้มากพอที่จะกำจัดหลงเฉินได้!’


    “ลัทธิเซียนโลหิตรึ? กล้าดีอย่างไรถึงคิดจะต่อต้านพวกเรา…คนของตระกูลหลิงอู่  พวกเจ้ากล้าทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้ภายในอาณาเขตของเรา วันนี้ในนามของตระกูลหลิงอู่  ข้าจะกำจัดพวกเจ้าทั้งหมด!”


    หวงเฟยหยางกำลังกระทำตามแผนการในหัวขณะที่กำลังพูดอยู่นี้  หลังจากนั้น เขาก็ส่งพวกนั้นให้เหวินหยารับมือต่อ


    “อีกเดี๋ยวข้าจะจัดการกับเจ้าผู้คุมกฎชินนั่น ส่วนเจ้าอ้อมไปเพื่อช่วยผู้หญิงที่ถูกจับไว้  เจ้าผู้คุมหัวล้านนั่นคงไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก และเขาก็จะพุ่งเป้าไปที่หลงเฉินแทน!”


    เหวินหยาเข้าใจความหมายของเขาเป็นอย่างดี  เวลานี้ภายใต้คำสั่งของผู้คุมกฎชิน  สาวกลัทธิเซียนโลหิตจำนวนมากก็พุ่งตัวเข้ามา  พวกเขาทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตชีพจรมังกร  แม้ว่าคนพวกนี้จะยังไม่บรรลุระดับแก่นมนุษย์  แต่ด้วยจำนวนของพวกเขาก็ทำให้รับมือได้ลำบากนัก!


    ในบรรดาคนทั้งสามจากตระกูลหลิงอู่  คนหนึ่งอ้อมและมุ่งหน้าไปยังด้านหลังของพวกลัทธิเซียนโลหิต   ด้วยความเร็วเช่นนั้น นอกจากผู้คุมกฎชินแล้วก็ไม่มีใครสามารถขัดขวางเขาได้เลย


    ผู้คุมกฎชินและผู้คุมกฎอีกคนนามว่าซื่อ  พวกเขามองหน้ากันและต่างรู้จุดประสงค์ของคู่ต่อสู้  เมื่อเห็นว่าตระกูลหลิงอู่ส่งยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นมาถึงสองคน  พวกเขารู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้างในตอนแรก  แต่หลังจากเห็นว่าพวกเขายังหนุ่มอยู่  ประสบการณ์ต่อสู้และจิตสังหารของพวกเขาย่อมไม่เพียงพอ  ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะสู้!


    ‘เจ้าพวกลูกนกหัดบินพวกนี้เทียบกับเราในเรื่องประสบการณ์ต่อสู้ไม่ได้หรอก  พวกเขาก็แค่ฝึกฝนในระดับลึกล้ำ  ทีแรกข้าก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง  แต่เมื่อเห็นเจ้าโง่พวกนี้แยกกันไปเพื่อช่วยผู้หญิงพวกนั้น ช่างโง่เง่าไร้ที่ติเสียจริง!’


    ผู้คุมกฎชินหัวเราะอย่างเลือดเย็นเมื่อเขาคิดได้เช่นนี้  จากนั้นก็ตะโกนออกไป


    “เหล่าสาวกฝึกหัดที่ยังไม่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ตามมันไปและถ่วงเวลาเอาไว้ เมื่อข้าจัดการเจ้าสองคนนี้แล้วข้าจะตามไปสมทบ!”


    แม้จะมียอดฝีมือระดับขอบเขตมังกรอยู่นับสิบ  แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรับมือกับศัตรูและทำได้เพียงถ่วงเวลาเอาไว้ได้ระยะหนึ่งเท่านั้น


    ในระหว่างนั้น ผู้คุมกฎชินและผู้คุมกฎซื่อใช้โอกาสนี้จัดการหวงเฟยหยางและหลงเฉินพร้อมกัน


    ‘เจ้าคนที่โตกว่านี่  พลังวิชาของเขาดูจะน่ากลัวเอาเรื่อง ข้าจะต้องพยายามรับมือกับเขาอย่างเต็มที่   และหลังจากที่ตาแก่ซื่อจัดการเด็กหนุ่มอีกคนเสร็จ  พวกเราค่อยร่วมมือกันจัดกันเจ้าหนุ่มผู้นี้!’


    “เช่นนี้ชี้ชะตาผู้ชนะได้แน่  ตาแก่ซื่อ สู้ให้เต็มแรงล่ะ!”


    ด้วยคำสั่งของผู้คุมกฎชิน  สาวกของเขาทุกคนจึงแยกตัวไปและทิ้งหลี่หยานไว้เบื้องหลัง  ในเมื่อเขาถูกโจมตีมาก่อนหน้านี้และยังวิ่งหนีตายกลับมา เขาจึงสูญเสียพลังในการต่อสู้ไปมาก  หลังจากที่เขาเดินไปไม่กี่ก้าว  เขาที่หน้าซีดเผือดก็นั่งลงบนพื้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าดึงดูดความสนใจ


    แม้แต่ผู้คุมกฎชินและผู้คุมกฎซื่อก็ไม่สนใจหลี่หยานอย่างสิ้นเชิง


    เพราะมันไม่ส่งผลกระทบอะไรกับพวกเขาอยู่แล้วไม่ว่าจะมีหลี่หยานอยู่หรือไม่  หลังจากที่ถ่ายทอดคำสั่งออกไปแล้ว  ผู้คุมกฎชินก็พุ่งเข้าใส่หวงเฟยหยาง ขณะที่ผู้คุมกฎซื่อร่างสูงก็ตรงเข้าหาหลงเฉินด้วยสีหน้าเย็นชา


    ทุกอย่างเป็นไปตามแผน  หวงเฟยหยางถอนหายใจออกมาขณะมองไปยังหลงเฉินซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับผู้คุมกฎซื่อ


    ‘เจ้าหัวล้านนี่คงไม่ยั้งมือแน่ หลงเฉิน คราวนี้เจ้าไม่รอดแล้ว...’


    สำหรับผู้คุมกฎชิน หวงเฟยหยางทำให้เขาต้องใช้ความตั้งใจอย่างเต็มที่  เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็นยอดฝีมือในระดับเดียวกัน


    ‘ระหว่างเจ้ากับผู้คุมกฎชิน แค่ใครสักคนตายไปก็พอแล้ว  ข้าจะได้มีคนหนึ่งเหลือไว้เป็นพยานเพื่อพิสูจน์ว่าหลงเฉินตายด้วยน้ำมือของพวกเจ้า!’


    ส่วนหลี่หยานที่อยู่ไม่ไกลนั้น  เขาถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง


    เวลานี้ หลี่หยานกำลังสังเกตการณ์การต่อสู้ด้วยความสับสน  หากผู้คุมกฎชินไปสมทบไม่ทันการณ์ พวกที่รับมือกับเหวินหยาอยู่คงไม่รอด  เช่นนั้นแล้วหลี่หยานจึงไม่รีบร้อนที่จะไปรวมกลุ่มต่อสู้ 


    หากแต่การกระทำของตระกูลหลิงอู่ก็ทำให้หลี่หยานรู้สึกฉงนยิ่งนัก


    ‘ตอนที่เจ้าเด็กนั่นช่วยข้าไว้  เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ลงรอยกับอีกสองคน  มาครานี้สองคนนั้นก็วางแผนให้ผู้คุมกฎซื่อสู้กับเขาอีก  พวกเขากำลังยืมมือพวกเรากำจัดเด็กนั่นชัด ๆ!’


    หลังจากที่เขาตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น  หลี่หยานก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย


    ‘ไม่คิดเลยว่าเจ้าสารเลวพวกนั้นจะชั่วช้าถึงเพียงนี้  ดูเหมือนว่าความบาดหมางภายในของตระกูลหลิงอู่ช่างรุนแรงเหลือเกิน  เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนั้นอิจฉาในความสามารถของเจ้าหนุ่มนั่นและต้องการกำจัดเขาเสีย!’


    หลงเฉินนั้นซื่อสัตย์ต่อคำพูดจนถึงกับขัดขวางการโจมตีของหวงเฟยหยางด้วยตัวเอง  หลี่หยานรู้สึกซาบซึ้งในข้อนี้มาก


    เขาจ้องมองหลงเฉินอย่างตั้งใจพลางถอนหายใจออกมา


    ‘ไม่ค่อยได้พบเจอเด็กหนุ่มที่ซื่อตรงเช่นนี้บ่อยนักหรอก  แต่เขาก็กำลังจะถูกผู้คุมกฎซื่อฆ่าตาย  ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ...’


    ผู้คุมกฎซื่อเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ  เขามองหลงเฉินด้วยรอยยิ้มเย็นชา


    “เด็กหนุ่มที่เก่งกาจและมีเสน่ห์อย่างเจ้า หากเจ้ามิได้มีสังกัด  ข้าคงพยายามโน้มน้าวเจ้าให้เข้าร่วมกับข้าไปแล้ว  แต่ในเมื่อเจ้าเป็นคนของตระกูลหลิงอู่ก็ต้องตายสถานเดียว!”


    หลงเฉินไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย


    เหวินหยาแยกตัวออกไปแล้ว  หวงเฟยหยางคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะจัดการกับหลงเฉิน  แต่ทว่ามันก็เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับหลงเฉินเช่นกันมิใช่รึ?


    หลงเฉินคำรามก้องและระเบิดพลังปราณออกมาพร้อมใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร]  ทั้งผู้คุมกฎซื่อ ผู้คุมกฎชิน และหลี่หยานต่างมีสีหน้าตื่นตกใจขณะที่เกล็ดสีโลหิตอันประณีตและเป็นระเบียบปรากฏขึ้นปกคลุมผิวหนังของหลงเฉิน  เดือยแหลมงอกออกมาจากร่างกาย!


    ‘เจ้าเด็กนี่เป็นนักรบอสูรงั้นรึ?’


    ผู้คุมกฎซื่อชะงักไป แต่แล้วก็หัวเราะออกมา


    “รูปลักษณ์เช่นนี้...ไม่เลวเลย มีเสน่ห์และดุดันน่าดูชม!”


    เมื่อพูดจบเขาก็ไม่สนว่าหลงเฉินจะแข็งแกร่งสักเพียงใดและพุ่งเข้าใส่ในทันที  อีกฝั่งของสนามรบ หวงเฟยหยางและผู้คุมกฎชินกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด! 


    ‘ต่อหน้าผู้ที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์  ไม่ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งสักเพียงใด ตราบใดที่เจ้าบรรลุแค่ระดับขอบเขตชีพจรมังกร เจ้าก็เป็นได้เพียงตัวตลกเท่านั้น!’


    เมื่อคิดได้เช่นนี้หวงเฟยหยางก็รู้สึกโล่งใจ ขณะที่กำลังต่อสู้ติดพันอยู่กับผู้คุมกฎชิน เขาจะเหลือบมองหลงเฉินเป็นระยะ ๆ ในเมื่อลัทธิเซียนโลหิตกำลังรีบเร่งและผู้คุมกฎซื่อก็เป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะครั้งนี้  ทันทีที่หวงเฟยหยางเริ่มลงมือ ผู้คุมกฎชินก็พุ่งเข้าใส่หลงเฉินในทันที!


    ‘ในฐานะผู้มีพลังวิชาระดับแก่นมนุษย์  ทักษะยุทธ์ของเขาไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!’


    ภายในชั่วพริบตา ผู้คุมกฎซื่อก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าหลงเฉิน  พลังปราณระดับแก่นมนุษย์ปะทุออกมาในทันที  แรงกดดันที่หนักอึ้งราวภูเขากดทับลงบนร่างของหลงเฉิน!


    ‘ภายในพลังปราณของผู้คุมกฎซื่อมีร่องรอยของเลือดแฝงอยู่  หากเทียบกับของข้าแล้วมันยังห่างชั้นอยู่มาก แต่ก็ชวนให้สงสัยอยู่ดีว่าพวกเขาทำได้อย่างไร!”


    เวลานี้ ดวงตาของผู้คุมกฎซื่อฉายแววเย็นเยียบ  ร่างของเขาปะทุไปด้วยพลังปราณขณะที่คลื่นพลังนั้นกวาดทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบราบเป็นหน้ากลอง ขณะที่ดวงตาของเขาเริ่มหรี่เล็กลง  หมัดของเขาก็กลายเป็นก้อนหินขนาดเล็กที่บดขยี้ลงบนพื้นดินและก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น!


    “[หมัดอุกกาบาต]!”


    เมื่อตกเป็นเป้าหมายของหมัดอุกกาบาต  หลงเฉินมิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย  สีหน้าของหลี่หยานเปลี่ยนไปในทันทีพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสลดใจ


    “เด็กหนุ่มผู้นี้  ประสบการณ์ของเขาช่างตื้นเขินยิ่งนัก...”


    **********************


    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน