จากมุมมองของหลี่หยาน เขาไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น!
ขณะที่หวงเฟยหยางกำลังจะฆ่าเขา หลงเฉินที่เป็นคนจับเขามาก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าและขวางทางหวงเฟยหยางไว้ ทำให้หลี่หยานสบโอกาสหนี ขณะที่กำลังดิ้นรนวิ่งหนีเขาก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปด้วย
หลงเฉินขัดขวางหวงเฟยหยางและปล่อยให้หลี่หยานหนีรอดไปได้ ทำให้หวงเฟยหยางตะโกนลั่น
“หลงเฉิน นี่มันเรื่องโง่เง่าอะไรกัน เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร!?
“ข้าบอกไปแล้วว่าเราจะไม่ฆ่าเขา ข้าก็แค่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก็เท่านั้น!”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่มีทีท่าจะยอมถอยง่าย ๆ หวงเฟยหยางจึงทนไม่ไหวอีกต่อไปและคิดจะลงมือ ทว่าจู่ ๆ เหวินหยาก็มาห้ามเขาเอาไว้
หวงเฟยหยางนึกขึ้นได้ว่าเขาอดทนมานานและใกล้จะกำจัดหลงเฉินได้สำเร็จเต็มที ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้จะถูกความโกรธกลืนกินแต่เขาก็จำต้องอดทนให้ถึงที่สุด
เขามองหลงเฉินด้วยสายตาเย็นชา
“ในเมื่อเจ้าปล่อยเขาไป เจ้าก็จับเขามาให้ได้ก็แล้วกัน!”
หากหลี่หยานไปถึงก่อนพวกเขาและเตือนพวกลัทธิเซียนโลหิต พวกนั้นอาจจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และหากพวกนั้นหนีไปได้ ภารกิจนี้ก็จะถือว่าล้มเหลว ต่อให้หวงเฟยหยางต้องการจะฆ่าหลงเฉินมากเพียงใดเขาก็ต้องหาทางอื่น เช่นนั้นเขาจึงทำได้เพียงสั่งให้หลงเฉินตามมาขณะที่พวกเขาไล่ตามหลี่หยานไป
หลงเฉินพ่นลมเยาะเย้ย ทั้งสามไล่ตามหลี่หยานซึ่งไม่ได้รวดเร็วนักและฝ่ายของหวงเฟยหยางก็รู้ทิศทางเป็นอย่างดี พวกเขาเข้าใกล้จุดรวมพลของลัทธิเซียนโลหิตอย่างรวดเร็ว
หวงเฟยหยางและเหวินหยานำหน้าในการไล่ล่า ขณะที่พวกเขาไล่ตามหลี่หยานพวกเขาก็คอยมองว่าหลงเฉินตามมาหรือไม่
“ความเร็วของเจ้าเด็กนี่ไม่เลวเลย!”
เพียงชั่วพริบตา ร่างของหลี่หยานก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เมื่อต้องเผชิญกับความตาย มนุษย์เราสามารถดึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดออกมาได้ หลี่หยานร้องขอความช่วยเหลือขณะที่เขาวิ่งหนีสุดชีวิต ทันใดนั้นก็เกิดความชุลมุนขึ้น เพียงครู่เดียว กลุ่มคนที่มีจุดสีแดงตรงหว่างคิ้วก็พุ่งตัวเข้ามาในป่าที่แห้งแล้ง!
คนเหล่านี้มีจำนวนนับสิบ และแต่ละคนอาบไปด้วยเลือดชุ่มโชก แน่นอนว่าพวกเขาคือคนของลัทธิเซียนโลหิตอย่างแน่นอน
เวลานี้ พวกเขามีผิวสีแดงก่ำและมีกลิ่นสุราคละคลุ้งออกมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเฉลิมฉลอง ส่วนหลี่หยานเป็นเพียงคนรับใช้ ดังนั้นเขาจึงเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก
เมื่อคนเหล่านี้ปรากฏตัวขึ้น หลี่หยานก็ร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาและพุ่งตรงไปหาพวกเขา กลุ่มคนเหล่านั้นสังเกตเห็นหวงเฟยหยางและเหวินหยางวิ่งนำมา
“ท่านผู้คุ้มกัน พวกมันเป็นคนของตระกูลหลิงอู่!”
เมื่อได้ยินว่าตระกูลหลิงอู่ สีหน้าของคนพวกนั้นก็เปลี่ยนไปทันที!
ท่ามกลางคนเหล่านั้นมีชายสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้มีอำนาจ คนหนึ่งผอมแห้ง คิ้วและผมของเขามีสีแดงเข้ม ดวงตาเฉียบคมราวกับหางลูกธนูโลหิตที่ทะลุทะลวง
อีกคนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำและหัวล้านเป็นประกาย หากมองไกล ๆ แล้วดูราวกับลูกตุ้มเหล็กก็ไม่ปาน
พวกเขาทั้งสองคนเป็นสองในแปดผู้คุมกฎของลัทธิเซียนโลหิต และคนที่เป็นผู้นำก็น่าจะเป็นชายร่างผอม!
หลงเฉินสัมผัสได้ว่าเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อผู้คุมกฎได้ยินชื่อตระกูลหลิงอู่ ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป
“ฆ่าพวกมันทุกคน อย่าให้หนีรอดไปได้!”
สำหรับลัทธิเซียนโลหิตแล้ว ตระกูลหลิงอู่นั้นนับได้ว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งเกินไป ดังนั้นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือกำจัดเสียให้หมดและทำลายร่องรอยต่าง ๆ ที่อาจสาวไปถึงตัวพวกเขาได้!
“ขอรับ ผู้คุมกฎชิน!”
อีกฟากหนึ่ง หวงเฟยหยางสังเกตว่าคู่ต่อสู้มีผู้นำสองคน เขาจึงรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ
‘ในบรรดาสองคนนั้น เจ้าคนหัวล้านร่างกายกำยำนั่นเพิ่งบรรลุระดับแก่นมนุษย์ ส่วนผู้คุมกฎชินร่างผอมก็อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น ใกล้เคียงกับระดับพลังของข้า ความแข็งแกร่งของสองคนนี้มากพอที่จะกำจัดหลงเฉินได้!’
“ลัทธิเซียนโลหิตรึ? กล้าดีอย่างไรถึงคิดจะต่อต้านพวกเรา…คนของตระกูลหลิงอู่ พวกเจ้ากล้าทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้ภายในอาณาเขตของเรา วันนี้ในนามของตระกูลหลิงอู่ ข้าจะกำจัดพวกเจ้าทั้งหมด!”
หวงเฟยหยางกำลังกระทำตามแผนการในหัวขณะที่กำลังพูดอยู่นี้ หลังจากนั้น เขาก็ส่งพวกนั้นให้เหวินหยารับมือต่อ
“อีกเดี๋ยวข้าจะจัดการกับเจ้าผู้คุมกฎชินนั่น ส่วนเจ้าอ้อมไปเพื่อช่วยผู้หญิงที่ถูกจับไว้ เจ้าผู้คุมหัวล้านนั่นคงไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก และเขาก็จะพุ่งเป้าไปที่หลงเฉินแทน!”
เหวินหยาเข้าใจความหมายของเขาเป็นอย่างดี เวลานี้ภายใต้คำสั่งของผู้คุมกฎชิน สาวกลัทธิเซียนโลหิตจำนวนมากก็พุ่งตัวเข้ามา พวกเขาทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตชีพจรมังกร แม้ว่าคนพวกนี้จะยังไม่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ แต่ด้วยจำนวนของพวกเขาก็ทำให้รับมือได้ลำบากนัก!
ในบรรดาคนทั้งสามจากตระกูลหลิงอู่ คนหนึ่งอ้อมและมุ่งหน้าไปยังด้านหลังของพวกลัทธิเซียนโลหิต ด้วยความเร็วเช่นนั้น นอกจากผู้คุมกฎชินแล้วก็ไม่มีใครสามารถขัดขวางเขาได้เลย
ผู้คุมกฎชินและผู้คุมกฎอีกคนนามว่าซื่อ พวกเขามองหน้ากันและต่างรู้จุดประสงค์ของคู่ต่อสู้ เมื่อเห็นว่าตระกูลหลิงอู่ส่งยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นมาถึงสองคน พวกเขารู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้างในตอนแรก แต่หลังจากเห็นว่าพวกเขายังหนุ่มอยู่ ประสบการณ์ต่อสู้และจิตสังหารของพวกเขาย่อมไม่เพียงพอ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะสู้!
‘เจ้าพวกลูกนกหัดบินพวกนี้เทียบกับเราในเรื่องประสบการณ์ต่อสู้ไม่ได้หรอก พวกเขาก็แค่ฝึกฝนในระดับลึกล้ำ ทีแรกข้าก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นเจ้าโง่พวกนี้แยกกันไปเพื่อช่วยผู้หญิงพวกนั้น ช่างโง่เง่าไร้ที่ติเสียจริง!’
ผู้คุมกฎชินหัวเราะอย่างเลือดเย็นเมื่อเขาคิดได้เช่นนี้ จากนั้นก็ตะโกนออกไป
“เหล่าสาวกฝึกหัดที่ยังไม่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ตามมันไปและถ่วงเวลาเอาไว้ เมื่อข้าจัดการเจ้าสองคนนี้แล้วข้าจะตามไปสมทบ!”
แม้จะมียอดฝีมือระดับขอบเขตมังกรอยู่นับสิบ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรับมือกับศัตรูและทำได้เพียงถ่วงเวลาเอาไว้ได้ระยะหนึ่งเท่านั้น
ในระหว่างนั้น ผู้คุมกฎชินและผู้คุมกฎซื่อใช้โอกาสนี้จัดการหวงเฟยหยางและหลงเฉินพร้อมกัน
‘เจ้าคนที่โตกว่านี่ พลังวิชาของเขาดูจะน่ากลัวเอาเรื่อง ข้าจะต้องพยายามรับมือกับเขาอย่างเต็มที่ และหลังจากที่ตาแก่ซื่อจัดการเด็กหนุ่มอีกคนเสร็จ พวกเราค่อยร่วมมือกันจัดกันเจ้าหนุ่มผู้นี้!’
“เช่นนี้ชี้ชะตาผู้ชนะได้แน่ ตาแก่ซื่อ สู้ให้เต็มแรงล่ะ!”
ด้วยคำสั่งของผู้คุมกฎชิน สาวกของเขาทุกคนจึงแยกตัวไปและทิ้งหลี่หยานไว้เบื้องหลัง ในเมื่อเขาถูกโจมตีมาก่อนหน้านี้และยังวิ่งหนีตายกลับมา เขาจึงสูญเสียพลังในการต่อสู้ไปมาก หลังจากที่เขาเดินไปไม่กี่ก้าว เขาที่หน้าซีดเผือดก็นั่งลงบนพื้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าดึงดูดความสนใจ
แม้แต่ผู้คุมกฎชินและผู้คุมกฎซื่อก็ไม่สนใจหลี่หยานอย่างสิ้นเชิง
เพราะมันไม่ส่งผลกระทบอะไรกับพวกเขาอยู่แล้วไม่ว่าจะมีหลี่หยานอยู่หรือไม่ หลังจากที่ถ่ายทอดคำสั่งออกไปแล้ว ผู้คุมกฎชินก็พุ่งเข้าใส่หวงเฟยหยาง ขณะที่ผู้คุมกฎซื่อร่างสูงก็ตรงเข้าหาหลงเฉินด้วยสีหน้าเย็นชา
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน หวงเฟยหยางถอนหายใจออกมาขณะมองไปยังหลงเฉินซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับผู้คุมกฎซื่อ
‘เจ้าหัวล้านนี่คงไม่ยั้งมือแน่ หลงเฉิน คราวนี้เจ้าไม่รอดแล้ว...’
สำหรับผู้คุมกฎชิน หวงเฟยหยางทำให้เขาต้องใช้ความตั้งใจอย่างเต็มที่ เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็นยอดฝีมือในระดับเดียวกัน
‘ระหว่างเจ้ากับผู้คุมกฎชิน แค่ใครสักคนตายไปก็พอแล้ว ข้าจะได้มีคนหนึ่งเหลือไว้เป็นพยานเพื่อพิสูจน์ว่าหลงเฉินตายด้วยน้ำมือของพวกเจ้า!’
ส่วนหลี่หยานที่อยู่ไม่ไกลนั้น เขาถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง
เวลานี้ หลี่หยานกำลังสังเกตการณ์การต่อสู้ด้วยความสับสน หากผู้คุมกฎชินไปสมทบไม่ทันการณ์ พวกที่รับมือกับเหวินหยาอยู่คงไม่รอด เช่นนั้นแล้วหลี่หยานจึงไม่รีบร้อนที่จะไปรวมกลุ่มต่อสู้
หากแต่การกระทำของตระกูลหลิงอู่ก็ทำให้หลี่หยานรู้สึกฉงนยิ่งนัก
‘ตอนที่เจ้าเด็กนั่นช่วยข้าไว้ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ลงรอยกับอีกสองคน มาครานี้สองคนนั้นก็วางแผนให้ผู้คุมกฎซื่อสู้กับเขาอีก พวกเขากำลังยืมมือพวกเรากำจัดเด็กนั่นชัด ๆ!’
หลังจากที่เขาตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น หลี่หยานก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
‘ไม่คิดเลยว่าเจ้าสารเลวพวกนั้นจะชั่วช้าถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าความบาดหมางภายในของตระกูลหลิงอู่ช่างรุนแรงเหลือเกิน เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนั้นอิจฉาในความสามารถของเจ้าหนุ่มนั่นและต้องการกำจัดเขาเสีย!’
หลงเฉินนั้นซื่อสัตย์ต่อคำพูดจนถึงกับขัดขวางการโจมตีของหวงเฟยหยางด้วยตัวเอง หลี่หยานรู้สึกซาบซึ้งในข้อนี้มาก
เขาจ้องมองหลงเฉินอย่างตั้งใจพลางถอนหายใจออกมา
‘ไม่ค่อยได้พบเจอเด็กหนุ่มที่ซื่อตรงเช่นนี้บ่อยนักหรอก แต่เขาก็กำลังจะถูกผู้คุมกฎซื่อฆ่าตาย ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ...’
ผู้คุมกฎซื่อเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ เขามองหลงเฉินด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“เด็กหนุ่มที่เก่งกาจและมีเสน่ห์อย่างเจ้า หากเจ้ามิได้มีสังกัด ข้าคงพยายามโน้มน้าวเจ้าให้เข้าร่วมกับข้าไปแล้ว แต่ในเมื่อเจ้าเป็นคนของตระกูลหลิงอู่ก็ต้องตายสถานเดียว!”
หลงเฉินไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
เหวินหยาแยกตัวออกไปแล้ว หวงเฟยหยางคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะจัดการกับหลงเฉิน แต่ทว่ามันก็เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับหลงเฉินเช่นกันมิใช่รึ?
หลงเฉินคำรามก้องและระเบิดพลังปราณออกมาพร้อมใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] ทั้งผู้คุมกฎซื่อ ผู้คุมกฎชิน และหลี่หยานต่างมีสีหน้าตื่นตกใจขณะที่เกล็ดสีโลหิตอันประณีตและเป็นระเบียบปรากฏขึ้นปกคลุมผิวหนังของหลงเฉิน เดือยแหลมงอกออกมาจากร่างกาย!
‘เจ้าเด็กนี่เป็นนักรบอสูรงั้นรึ?’
ผู้คุมกฎซื่อชะงักไป แต่แล้วก็หัวเราะออกมา
“รูปลักษณ์เช่นนี้...ไม่เลวเลย มีเสน่ห์และดุดันน่าดูชม!”
เมื่อพูดจบเขาก็ไม่สนว่าหลงเฉินจะแข็งแกร่งสักเพียงใดและพุ่งเข้าใส่ในทันที อีกฝั่งของสนามรบ หวงเฟยหยางและผู้คุมกฎชินกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด!
‘ต่อหน้าผู้ที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ ไม่ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งสักเพียงใด ตราบใดที่เจ้าบรรลุแค่ระดับขอบเขตชีพจรมังกร เจ้าก็เป็นได้เพียงตัวตลกเท่านั้น!’
เมื่อคิดได้เช่นนี้หวงเฟยหยางก็รู้สึกโล่งใจ ขณะที่กำลังต่อสู้ติดพันอยู่กับผู้คุมกฎชิน เขาจะเหลือบมองหลงเฉินเป็นระยะ ๆ ในเมื่อลัทธิเซียนโลหิตกำลังรีบเร่งและผู้คุมกฎซื่อก็เป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะครั้งนี้ ทันทีที่หวงเฟยหยางเริ่มลงมือ ผู้คุมกฎชินก็พุ่งเข้าใส่หลงเฉินในทันที!
‘ในฐานะผู้มีพลังวิชาระดับแก่นมนุษย์ ทักษะยุทธ์ของเขาไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!’
ภายในชั่วพริบตา ผู้คุมกฎซื่อก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าหลงเฉิน พลังปราณระดับแก่นมนุษย์ปะทุออกมาในทันที แรงกดดันที่หนักอึ้งราวภูเขากดทับลงบนร่างของหลงเฉิน!
‘ภายในพลังปราณของผู้คุมกฎซื่อมีร่องรอยของเลือดแฝงอยู่ หากเทียบกับของข้าแล้วมันยังห่างชั้นอยู่มาก แต่ก็ชวนให้สงสัยอยู่ดีว่าพวกเขาทำได้อย่างไร!”
เวลานี้ ดวงตาของผู้คุมกฎซื่อฉายแววเย็นเยียบ ร่างของเขาปะทุไปด้วยพลังปราณขณะที่คลื่นพลังนั้นกวาดทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบราบเป็นหน้ากลอง ขณะที่ดวงตาของเขาเริ่มหรี่เล็กลง หมัดของเขาก็กลายเป็นก้อนหินขนาดเล็กที่บดขยี้ลงบนพื้นดินและก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น!
“[หมัดอุกกาบาต]!”
เมื่อตกเป็นเป้าหมายของหมัดอุกกาบาต หลงเฉินมิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย สีหน้าของหลี่หยานเปลี่ยนไปในทันทีพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสลดใจ
“เด็กหนุ่มผู้นี้ ประสบการณ์ของเขาช่างตื้นเขินยิ่งนัก...”
**********************