ทั้งๆ ที่วิธีการเดินหมากของหมากดำนั้นแสนจะธรรมดาไม่อาจกล่าวได้ว่าดีแต่ก็ไม่เลว ไม่มีท่าไม้ตายอันใด ไม่มีค่ายกลอันยุ่งยากซับซ้อนกระทั่งค่ายกลเจดีย์ที่เขาเคยใช้เป็นประจำก็ไม่ได้นำออกมาใช้วิธีการเดินหมากธรรมดาๆ ถึงขั้นที่กล่าวได้ว่าน่าเบื่อหน่ายอยู่บ้างทว่ากลับเป็นฝ่ายได้เปรียบและควบคุมเกมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ!
ในมือถือหมากขาว นางเท้าคางครุ่นคิด
ไท่จื่อน้อยมองหมากบนกระดานแล้วหันกลับมามองคนทั้งสองในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัยทว่ายังคงรอคอยเงียบๆอย่างว่าง่ายรู้ความ
เซวียนหยวนเช่อเงยหน้าขึ้นมองเฟิ่งเฉี่ยนที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนนัยน์ตาดำขลับนั้นทอประกาย เขาเอ่ยปากเนิบๆ “อยากรู้ว่าปัญหาของเจ้าอยู่ที่ไหนหรือไม่”
เฟิ่งเฉี่ยนช้อนตามองเขาอย่างกระตือรือร้น
เซวียนหยวนเช่อพูดไม่ช้าไม่เร็ว “ที่จริงสาเหตุอยู่ที่ความต้องการเอาชนะของเจ้ามีมากเกินไป!”
เฟิ่งเฉี่ยนไม่เข้าใจ “เดินหมากก็มิใช่เพื่อเอาชนะหรือ”
เซวียนหยวนเช่อหัวเราะเบาๆ “ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการเดินหมากคือชัยชนะ แต่หากเจ้ามัวแต่คิดที่จะเอาชนะตั้งแต่ต้นจนจบความคิดของเจ้าจะเป็นธนูที่ถูกน้าวขึ้นแล่งอย่างเต็มที่และจะอยู่ในภาวะที่ตึงเครียดตลอดเวลา แต่ความคิดของคนเรานั้นไม่อาจอยู่บนจุดสูงสุดตลอดเวลาเมื่อขึ้นสู่จุดที่สูงสุดแล้วย่อมต้องลงสู่จุดต่ำสุด! และเมื่อลงมาถึงจุดต่ำสุดก็จะเกิดช่องโหว่ง่ายที่สุดและเมื่อช่องโหว่ที่ว่านี้ปรากฏอยู่ต่อหน้าคู่ต่อสู้แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการโจมตีขั้นปลิดชีพ ความพยายามทั้งหมดที่ทำมาย่อมกลายเป็นศูนย์!”
เฟิ่งเฉี่ยนสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ เหตุผลง่ายดายเช่นนี้ ใครๆ ก็รู้แต่นางกลับไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน และไม่เคยนำมาเชื่อมโยงกับการเดินหมากเวลานี้ได้ยินเขาวิเคราะห์เหตุและผลแล้ว ราวกับเส้นผมที่บังภูเขานั้นถูกเขี่ยออกไปทุกอย่างกระจ่างแจ้งแก่สายตา และได้สติกลับมา!
เซวียนหยวนเช่อเห็นดวงตาที่ทอประกายแรงกล้าของนาง รู้ว่านางฟังทุกอย่างกระจ่างแจ้งจึงพูดอีกว่า “นับตั้งแต่เริ่มเปิดกระดานเจ้ามิใช่วางกับดักไม่หยุดหย่อน วางค่ายกล ใช้ท่าไม้ตายคิดจะโจมตีเจิ้น...แต่เจ้ากลับลืมไปว่าเมื่อคนเราอยู่ในสภาวะที่ต้องการเอาชนะอย่างแรงกล้าจะเป็นเวลาที่ใจร้อนที่สุดเวลาที่ดีที่สุดในการโจมตีคู่ต่อสู้คือเวลาที่ปราการการป้องกันของอีกฝ่ายกำลังอ่อนแอที่สุดดังนั้น แม้เจ้าจะใช้กลเม็ดเด็ดพรายอยู่ตลอดเวลา เจิ้นกลับทำลายได้อย่างง่ายดายพบค่ายกลทำลายค่ายกล และยังคงเป็นฝ่ายครองความได้เปรียบตั้งแต่ต้นจนจบ”
เฟิ่งเฉี่ยนหยักหน้าช้าๆ นางกล่าวอย่างเห็นด้วย “สิ่งที่ท่านพูดมีเหตุผล! ทุกครั้งหลังจากใช้ท่าไม้ตาย ข้าจะรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอยู่บ้างและก้าวต่อมาอีกหลายๆ ก้าวที่เดินก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิดไว้นัก”
เซวียนหยวนเช่อพยักหน้า “หลังจากทุ่มเทกำลังเต็มที่แล้วจะต้องผ่อนคลาย หลังจากส่องสว่างเต็มที่ จำต้องมีเวลาที่ดับมืด! ก้าวของคนเราใหญ่เท่าใดยิ่งมีโอกาสที่จะเหยียบลงบนความว่างเปล่าได้มากเท่านั้น! แต่น่าเสียดาย น้อยคนนักที่จะเข้าใจจุดนี้!”
ดวงตาของเฟิ่งเฉี่ยนทอประกายเจิดจ้า บังเกิดความเลื่อมใสในตัวเขานางพูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน “เช่นนั้นท่านทำได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะใจเย็นไม่วู่วามและไม่พ่ายแพ้อีกต่อไป”
“ถามได้ดี!” เซวียนหยวนเช่อมองนางด้วยสายตาชื่นชมปราดหนึ่ง“หลักในการเดินหมากของเจิ้นจะใช้พละกำลังเพียงหกส่วนในการโจมตีเสมอส่วนพละกำลังอีกสี่ส่วนนั้นต้องป้องกันกักเก็บเอาไว้ เช่นนี้แล้วจึงจะสามารถรักษาสมดุลให้ตนเองใจเย็นสุขุมมั่นคงได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระดานยืนอย่างมั่นคงเดินหมากอย่างมั่นคง ย่อมลดโอกาสผิดพลาดได้ทำให้ศัตรูไม่มีทางฉวยโอกาสโจมตี!”
ดวงตาของเฟิ่งเฉี่ยนเปล่งประกายอีกครั้ง “กำลังหกส่วนโจมตีสี่ส่วนรักษาไว้หรือ”
เซวียนหยวนเช่อพยักหน้า
เฟิ่งเฉี่ยนใคร่ครวญคำพูดของเขาแล้วถามอีกว่า “หรือพวกเราไม่จำเป็นต้องค้นคว้าหากลเม็ดเด็ดพรายหรือท่าไม้ตายอีกแล้วหรือ”
เซวียนหยวนเช่อยกยิ้มมุมปากอย่างสง่างาม “ในสายตาของเจิ้นแล้วการเดินหมากที่งดงามที่สุดก็คือเมื่อมองออกถึงความเย้ายวนของเคล็ดลับนั้นๆ แล้วเดินหมากที่สุดแสนจะธรรมดาก้าวหนึ่ง”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้!” เฟิ่งเฉี่ยนพลันแจ่มแจ้งแก่ใจ
คำพูดเหล่านี้ของเซวียนหยวนเช่อทำให้ความคิดในการเดินหมากของนางหกคะเมนตีลังกาเสียสิ้น ราวกับนางเพิ่งตื่นขึ้นมาและได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง!
ก่อนหน้านี้คู่ต่อสู้ที่นางเผชิญหน้ามาล้วนอ่อนด้อยดังนั้นการเดินหมากที่เป็นกลเม็ดของนางจึงใช้ได้ผลและควบคุมศัตรูจนตนเองเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะแต่เมื่อใดที่นางต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับแนวหน้าเช่นเซวียนหยวนเช่อ นางจะไม่ได้เปรียบแม้สักกระผีกเดียวนางขบคิดปัญหานี้ไม่แตกมาโดยตลอด บัดนี้ได้ยินเซวียนหยวนอธิบายอย่างละเอียดนางราวกับเห็นพระอาทิตย์หลังจากเมฆาเคลื่อนคล้อย ทุกอย่างแจ่มแจ้งกระจ่างตา
เซวียนหยวนเช่อมองแววตายินดีลึกๆ ของนางแล้วพูดอีกประโยคหนึ่ง “มอบอักษรให้เจ้าอีกแปดตัว-- “ไม่โลภเอาชนะคว้าชัยชนะเสมอ!”
“ไม่โลภเอาชนะ คว้าชัยชนะเสมอ!” เฟิ่งเฉี่ยนท่องคำแปดคำนี้ซ้ำไปซ้ำมาสายตาที่มองเซวียนหยวนเช่อเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่โลภเอาชนะ คว้าชัยชนะเสมอ...การเดินหมากเป็นเช่นนี้การเป็นคนก็เป็นเช่นนี้
ทุกคนล้วนคิดแต่จะเป็นผู้ชนะทว่าจิตใจที่โลภในชัยชนะกลับรังแต่จะทำให้คนอยู่ห่างจากชัยชนะมากขึ้น!
นาทีนี้นางจึงกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าที่จริงแล้วตนเองมิได้พ่ายแพ้ให้กับศิลปะการเดินหมากอะไรเลยแต่นางพ่ายแพ้ให้กับทัศนคติและประสบการณ์!
ใช่แล้วทัศนคติและประสบการณ์ของนางยังหยุดอยู่แพ้ชนะกันด้วยการเดินหมากเพียงก้าวเดียวส่วนทัศนคติและประสบการณ์ของเขานั้นก้าวขึ้นไปสู่ขั้นสูงอีกขั้นหนึ่ง
ดังนั้น นางไม่มีทางเอาชนะเขาได้!
นางกระจ่างแจ้งโดยพลันและยิ้มกับเขาแล้วพูดว่า “พวกเราเดินหมากต่อ!”
ในคฤหาสน์ลับตาคนแห่งหนึ่งในเมืองมู่เฉิงซือคงจวินเย่ถึงกับมีสีหน้าตกตะลึงเมื่อได้รับรายงาน
“เจ้ากำลังบอกว่าแม่นางเฟิงท่านนั้นไปวังหลวงหลังจากออกไปจากชุมนุมเดินหมากหรือ”
บ่าวรับใช้ “พ่ะย่ะค่ะ ทูลไท่จื่อ! บ่าวทำตามที่พระองค์กำชับไว้ สะกดรอยตามไปตลอดทางเห็นแม่นางเฟิงท่านนั้นเข้าประตูวังไปกับตาพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้สืบฐานะที่แท้จริงของนางหรือไม่”
บ่าวรับใช้ตอบ “แม่นางเฟิงท่านนั้นระมัดระวังตัวอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะราวกับเคยผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ บ่าวมิกล้าตามในระยะใกล้เกินไปดังนั้นขณะนี้ยังไม่ได้ตามสืบฐานะที่แท้จริงของนางแต่ได้ยินคนในชุมนุมเดินหมากเหล่านั้นพูดว่าดูเหมือนนางจะเป็นเพียงนางกำนัลธรรมดาสามัญคนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“นางกำนัลธรรมดาสามัญหรือ” ซือคงจวินเย่ส่ายหน้า “นางกำนัลธรรมดาสามัญไหนเลยจะมีบุคลิกท่าทางไม่ธรรมดาเหนือผู้อื่นเช่นนี้หากนางเป็นนางกำนัลธรรมดาคนหนึ่งจริงๆเซวียนหยวนเช่อก็มองข้ามบุคคลผู้มากความสามารถเกินไปแล้ว!”
เขาพลันนึกถึงอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาเปล่งประกาย “ช้าก่อน! แม่นางเฟิงท่านนั้นมีนามว่าอะไร”
บ่าวรับใช้ตอบ “ดูเหมือนจะชื่อ เฟิงเฉี่ยน พ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วกระบี่ของซือคงจวินเย่ขมวดน้อยๆ “เฟิงเฉี่ยนหรือเฟิงเฉี่ยน...เหตุใดชื่อนี้จึงฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วที่ขมวดนั้นคลายตัวลง เขานึกออกแล้ว “เฟิงเฉี่ยน เฟิ่งเฉี่ยน! หรือ...นางก็คือเฟิ่งเฉี่ยนฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยเยียนหรือ”
ต่อมาเขาส่ายหน้าอีก “แต่ไม่ถูกต้องตามที่ได้ยินมาคนกล่าวว่า เฟิ่งเฉี่ยนฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยเยียนเป็นสตรีหน้าอกใหญ่ไร้สมองคนหนึ่ง เหตุใดจึงมีบุคลิกและความสามารถเหนือผู้อื่นเช่นนี้ซ้ำยังเป็นนักเดินหมากฝีมือยอดเยี่ยมคนหนึ่งอีก”
เขาหัวเราะกับตัวเองเบาๆ “หากเฟิงเฉี่ยนคนนี้คือเฟิ่งเฉี่ยนคนนั้นเหตุใดจึงถูกเซวียนหยวนเช่อทอดทิ้งมาหลายปีเช่นนี้กลายเป็นสตรีที่ถูกทอดทิ้งในวังหลวง ต้องเป็นเพราะข้าคิดมากเกินไปแน่ๆ!”
บ่าวรับใช้กล่าวอีกว่า “เช่นนั้นจะส่งสารเข้าไปในวังหลวงให้องค์หญิงตรวจสอบดูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ซือคงจวินเย่ใคร่ครวญแล้วพยักหน้า “ก็ดี มีข่าวอะไรให้รีบมารายงานเปิ่นไท่จื่อทันที”
“พ่ะย่ะค่ะ” บ่าวรับใช้อออกไปอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งเฉี่ยนไม่รู้เลยว่าเวลานี้มีคนกำลังตรวจสอบฐานะของนางคืนนี้นางและเซวียนหยวนเช่อประลองกันหลายกระดาน เมื่อได้พบคู่ต่อสู้ที่คู่ควรจึงเดินหมากกระดานแล้วกระดานเล่า
เฟิ่งเฉี่ยนรู้สึกว่าความสามารถในการเดินหมากของนางกำลังพัฒนาก้าวหน้าขึ้นแบบก้าวกระโดดภายใต้การชี้แนะของเซวียนหยวนเช่อขณะที่กำลังเดินหมากอย่างเมามัน ยังคิดจะเดินหมากอีกสักกระดานหนึ่งเซวียนหยวนเช่อกลับลุกขึ้นกล่าวว่า “วันนี้ถึงตรงนี้ก็พอกระมังที่เหลือต้องอาศัยตัวเจ้าเองแล้ว!”
เฟิ่งเฉี่ยนคิดถึงการเดินหมากในวันรุ่งขึ้น นางทอดถอนใจยืดยาว
เซวียนหยวนเช่อถาม “อย่างไรเล่า รู้สึกไม่มั่นในตัวเองหรือ”