ตรงสุดซอย ผู้ชายที่มีหนวดเคราสกปรกคนหนึ่งกำลังกดหญิงสาวที่มีรูปร่างดีและใส่หน้ากากอนามัยไว้ที่กำแพง ทั้งยังฉีกเสื้อผ้าของเธออย่างบ้าคลั่ง
ภายใต้แสงจันทร์ที่สุกสกาว เห็นแสงอันยั่วยวนรำไร
“สาวน้อยรูปร่างของเธอไม่เลวจริงๆ ดูท่าแล้วคงออกมาขายเป็นครั้งแรก วางใจแค่ปรนนิบัติฉันอย่างดี เงินก็ไม่ใช่ปัญหา”
หญิงสาวกลับไม่ต่อต้าน และยอมให้ผู้ชายที่มีหนวดเคราลูบคลำแต่ซูฮ่าวมองผ่านแสงที่มืดสลัวก็เห็นอย่างชัดเจนว่า ในดวงตาเธอ มีรอยน้ำตาไหลลงมาสองรอย
เห็นได้ชัดว่า หญิงสาวคนนี้อับจนหนทาง ถูกบีบให้ออกมาขายบริการ
ผู้ชายที่มีหนวดเคราอยากหยุดแต่หยุดไม่ได้ เตรียมจะยกปืนเข้าบุก แต่เห็นหญิงสาวใส่หน้ากากอนามัยก็ขมวดคิ้ว “มีอะไรกันยังจะใส่หน้ากากอนามัยอีกหรือ?”
เขาพูดๆ อยู่ก็ยื่นมือไปปลดหน้ากากอนามัยของหญิงสาวทันที
แค่ฉับพลัน ใบหน้าที่ทำให้ผิดหวังเข้าสู่สายตาเขา ทำให้เขาตกใจจนอกสั่นขวัญแขวนแทบจะโซซัดโซเซจนล้มลงไปกับพื้น
ใบหน้าของหญิงสาว ราวกับถูกน้ำกรดกัดกร่อน อัปลักษณ์เป็นอย่างยิ่งแค่มองไปโดยเฉพาะทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียนจนอ้วกได้
“แม่ง แย่ขนาดนี้ มิน่าล่ะใส่หน้ากากอนามัย ไปตายซะ!”ผู้ชายที่มีหนวดเครามีสีหน้าบูดบึ้ง เขายกมือขึ้นจะตบลงไป
หญิงสาวปิดหน้าอย่างสั่นเทา และหลับตาสนิท จริงๆ แล้วก็ไม่กล้าหลบ
แต่เสียงตบที่คิดกลับไม่ปรากฏ หญิงสาวลืมตาขึ้น และมองผ่านร่องนิ้วมือ ก็เห็นร่างที่ผอมบางร่างหนึ่งแล้ว
ใบหน้าที่ขาวใสสะอาด และคมชัด ดวงตาที่ดำขลับ ราวกับมองทะลุทุกอย่างได้ถึงแม้ร่างกายผอมบาง แต่โดดเด่นที่ปลดปล่อยออกมากลับคือท่าทางที่ไม่เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา
ร่างที่ในเวลานี้กำลังจับมือของผู้ชายที่มีหนวดเคราไว้และหยุดฝ่ามือไม่ให้ร่วงลงบนตัวเธอ
“อืม?” ซูฮ่าวลงมือทำให้ผู้ชายที่มีหนวดเคราตะลึงงันสีหน้าก็บูดบึ้ง “คนโง่ที่ไหน กล้ามาทำลายเรื่องดีๆ ของฉัน!”
ซูฮ่าวชำเลืองมองหญิงสาว และมองผู้ชายหน้าหนวด พลางพูดเบาๆ ว่า“อย่าฝืนใจคนอื่น”
“ไอ้หยา คือคนดึงดันที่มาสอนนี่เอง!”ผู้ชายหน้าหนวดหัวเราะเยาะ ในดวงตามีความเยือกเย็น “แต่ว่าคนที่มาสอนต่อหน้าฉันทุกคน จุดจบก็ล้วนอนาถมาก”
เสียงดังมา เขาก็กุมกำปั้น และต่อยซูฮ่าวทันที
“หมับ!” ซูฮ่าวรับหมัดของเขาไว้ได้อย่างสบาย
“นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉัน ไปเถอะ”
“ให้ตายสิ กล้าดูถูกฉัน!” ผู้ชายหน้าหนวดที่โดนดูถูกหน้าแดงก่ำต้องการชักกำปั้นออกไปต่อยซูฮ่าวอย่างดุดัน
ใครเล่าจะรู้ว่า แม้เขาจะออกแรงอย่างไร แต่ซูฮ่าวกลับจับมือของเขาไว้แน่นเหมือนกับคีมจริงๆ แล้วก็ทำให้กำปั้นของเขาดึงออกมาไม่ได้
“เจ้าคนสมควรตาย หากมีความสามารถก็ปล่อยฉัน!”ผู้ชายหน้าหนวดหน้าแดงก่ำ และโกรธมาก
ผู้ชายที่อายุยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งคิดไม่ถึงว่าจะควบคุมเขาได้หากพูดออกไปเกรงว่าคงจะถูกคนอื่นหัวเราะแทบตาย
ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้าน มือที่จับกำปั้นของผู้ชายหน้าหนวดไว้ออกแรงเล็กน้อย
“โอ๊ย!”
สำหรับซูฮ่าวแล้วก็แค่พลังที่ไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนแต่สำหรับผู้ชายหน้าหนวดแล้วกลับเหมือนพลังห้าพันกิโลกรัมกดทับอยู่บนหัว
เขาร้องอย่างอนาถ สีหน้าก็ขาวซีดเหงื่อที่เกิดขึ้นเพราะความเจ็บอย่างรุนแรงไหลลงมาจากหน้าผากอย่างไม่หยุดริมฝีปากก็ขาวซีด
“ฉันไป … ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!”
ซูฮ่าวได้ยินอย่างนี้แล้วก็เพิ่งจะปล่อยมือ
ผู้ชายหน้าหนวดสั่นอย่างเยือกเย็น และมองซูฮ่าวอย่างหวาดกลัวเขารีบหันหลังหนี ราวกับอยู่ที่นี่นานอีกวินาที ก็จะยิ่งเข้าใกล้ความตายอีกขั้น
ซูฮ่าวมองผู้ชายหน้าหนวดที่ออกไปแล้ว จากนั้นสายตาของเขาก็หันมามองหญิงสาวที่อยู่ตรงนั้น
อาศัยแสงจันทร์ที่เลือนราง เขากวาดตามองหญิงสาวคร่าวๆ หนึ่งรอบ พูดได้ว่าหากไม่ใช่เพราะใบหน้านั้น หญิงสาวคนนี้ก็คือเทพธิดาที่ไม่ด้อยไปกว่าไป๋เหวินหลิงคนหนึ่ง
แต่น่าเสียดายมาก ใบหน้าที่อัปลักษณ์อย่างที่สุดนั้น กลับลากความงามของหญิงสาวลงในหลุมลึกแล้ว
หญิงสาวเห็นซูฮ่าวจ้องเธออยู่ตลอด ก็รีบหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาใส่และจัดระเบียบเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิง
“ขอบ … ขอบคุณค่ะ!”
ซูฮ่าวไม่ตอบ แค่จับจ้องหญิงสาวอยู่นาน หลังจากนั้นถามว่า“เธอชื่อเย่จื่ออี๋ใช่ไหม?”
“คุณ … คุณรู้จักฉันหรือ?” หญิงสาวหยุดชะงัก
ซูฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อย ในแววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อนและถอนหายใจ
ชาติก่อน หลังจากที่ไป๋เหวินหลิงล้มละลายชีวิตเขาเริ่มเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ระหว่างนี้เพราะยากจนข้นแค้นเขาแสดงบทขอทานหลายครั้ง และไปขอทานในที่ต่างๆ
จำตอนเช้าตรู่ของฤดูหนาวในบางปีได้ อากาศหนาวจนผิดปกติ หิมะตกหนักมองจากไกลๆ ทั้งโลกก็คือปกคลุมด้วยสีเงินขาว
เขาสวมใส่เสื้อผ้าเบาบาง เดินขอทานอยู่หลายบ้านก็ล้วนไม่ได้ของกินความหิวทำให้มือเท้าของเขาไร้เรี่ยวแรง แทบจะเป็นลมสลบไป
ในความสิ้นหวัง มีหญิงสาวที่สวมชุดนวมปรากฏตัวขึ้น
เธอใส่หน้ากากอนามัย ถือนมหนึ่งแก้วกับขนมปังสามแผ่นมอบให้เขาแล้วทั้งยังให้เงินเขาอีกสองสามร้อยหยวน ให้เขาไปซื้อเสื้อผ้าหนึ่งชุด
วินาทีนั้น ซูฮ่าวรู้สึกว่าหิมะไม่หนาวอีกแล้ว ลมก็ไม่สะท้านถึงกระดูกอีกต่อไปยิ่งเป็นเช้าตรู่ที่เขาลืมไม่ลง และก็ลืมชื่อของหญิงสาวคนนั้นไม่ลงไปตลอดกาลคือเธอที่ทำให้เขาเดินออกมาจากวันเวลาที่ยากจนข้นแค้น
ถึงท่าทางของเย่จื่ออี๋ในเวลานี้จะต่างจากเวลานั้นแต่ปานแดงที่คอของเธอกลับยืนยันสถานะของเธอแล้ว
ซูฮ่าวพบกับผู้มีพระคุณอีกครั้ง ก็รู้สึกดีใจและรู้สึกแย่เพราะเขาคิดไม่ถึงว่า ชีวิตของเย่จื่ออี๋จะน่าเวทนาเช่นนี้
เขาสูดหายใจลึก และหยิบเงินออกมาจากในกระเป๋าเสื้อห้าร้อยหยวนทั้งยังแนบเบอร์โทรศัพท์ของเขา และมอบให้กับเย่จื่ออี๋แล้ว
“ถึงแม้ฉันไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรทำให้เธอกลายเป็นอย่างนี้ แต่เงินห้าร้อยหยวนนี้เธอเอาไปก่อนวันนี้ฉันออกมาด้านนอกไม่ได้พกเงินมามากมาย ดังนั้นให้เธอมากกว่านี้ไม่ได้แต่เธอวางใจ มีความลำบากอะไรก็โทรศัพท์มาหาฉันฉันจะให้ความช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่”
เย่จื่ออี๋อึ้งไปเลยทีเดียว
ในความทรงจำของเธอ กลับไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับซูฮ่าวเลย พูดอีกอย่างก็คือซูฮ่าวก็แค่คนที่ไม่รู้จักกัน
ถึงเป็นเช่นนี้ อีกฝ่ายกลับช่วยเธอประหนึ่งเพื่อนสนิท
เธอเงยหน้ามองสายตาของซูฮ่าว แสงจันทร์สาดส่องลงบนตัวพวกเขาสองคนสะท้อนชีวิตที่ต่างกันของคนสองคน
เย่จื่ออี๋ในเวลานี้ จิตใจดั่งคลื่นโหมซัดสาดราวกับทะเลสาบที่เงียบสงบเกิดคลื่นเล็กๆ หลายชั้น
ในดวงตามีแสงของน้ำตาปรากฏ และหยดลงมาทีละหยด
กระแสความอบอุ่นหลั่งไหลเข้าสู่หัวใจ ค่อยๆละลายหัวใจที่เยือกเย็นนั้นของเธอ ราวกับลมฤดูใบไม้ผลิในเดือนมิถุนายนอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง
“ขอบคุณค่ะ … ”
เย่จื่ออี๋ปล่อยให้น้ำตาไหลรินและโค้งตัวแสดงความขอบคุณซูฮ่าวอย่างไม่หยุด ราวกับคิดว่ายังไม่พอถึงท้ายสุดโดยเฉพาะยังคุกเข่าลงกับพื้น และคำนับสามทีแล้ว
เธอต้องการเงิน ต้องการเป็นอย่างมาก มิฉะนั้นก็คงจะไม่ต้องเอาเนื้อหนังมังสามาทำการค้า
การกระทำนี้ของซูฮ่าว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือไฟในฤดูหนาวและขจัดความสิ้นหวังในใจเธอออกไปหมดแล้ว
“ไม่ต้องทำอย่างนี้ รีบลุกขึ้น!” ซูฮ่าวเห็นแล้วก็รีบประคองเย่จื่ออี๋ขึ้นมา
เธอในเวลานี้หน้าผากบวมแดง ซึ่งก็เห็นได้ว่าตอนที่คำนับในก่อนหน้านี้เธอจริงจังแค่ไหน
“ฉันต้องการแค่หนึ่งร้อยหยวนก็พอแล้ว เงินพวกนี้คืนให้คุณขอบคุณบุญคุณอันใหญ่หลวงของคุณอีกครั้ง บุญคุณของคุณ ฉันจะต้องทดแทน”เย่จื่ออี๋กัดริมฝีปาก และพูดทีละคำ
เธอพูดจบก็ดึงเงินออกมาให้ซูฮ่าวสี่ร้อย จัดระเบียบเสื้อผ้าแล้วก็เร่งฝีเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว
ซูฮ่าวมองเบื้องหลังของเย่จื่ออี๋แล้วก็หรี่ตา และตามไปอย่างเงียบๆ แล้ว
ตั้งแต่ตอนที่เย่จื่ออี๋ออกไปท่าทางที่เป็นกังวลก็มองออกได้เห็นได้ชัดว่าเธอมีเรื่องด่วนต้องจัดการ
ชาตินี้พบกับเย่จื่ออี๋อีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะทดแทนบุญคุณของเธอ
เขาติดตามเย่จื่ออี๋มาตลอดทาง ซูฮ่าวพบว่าเธอไปร้านยาก่อนซื้อยาแก้ไข้และยาลดไข้ หลังจากนั้นก็ซื้อข้าวกล่องที่บนถนนหนึ่งกล่องแล้วเธอปกป้องทุกอย่างนี้ไว้ในอ้อมอก
สุดท้าย ซูฮ่าวก็ตามเย่จื่ออี๋มาถึงด้านล่างสะพานแห่งหนึ่งแล้ว
ที่นั่นมีบ้านที่ผุพังหนึ่งหลัง บิดเบี้ยวและยับเยินเป็นอย่างยิ่งแค่มีลมพัดมาก็ล้วนจะล้มแหล่มิล้มแหล่
โดยรอบบ้านมีแผ่นกระดาษและกระป๋องกองอยู่ ราวกับคือกองขยะ
ซูฮ่าวยืนอยู่ในมุมที่มองเห็นมุมหนึ่ง เขามองเย่จื่ออี๋เดินไปที่หน้าประตูบ้านเธอเปิดประตูที่ผุพังออก และเดินเข้าไปในบ้านแล้ว
ด้านในมืดสนิท ยื่นนิ้วมือทั้งห้าออกไปก็มองไม่เห็น ตามด้วยเสียงดังเบาๆเทียนถูกจุด แสงไฟที่สลัวทำให้ในบ้านมีความอบอุ่นนิดหน่อยแล้ว
ซูฮ่าวมองผ่านแสงไฟก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าในบ้านมีแค่โต๊ะหนึ่งตัวกับเก้าอี้หนึ่งตัวโดยเฉพาะล้วนพังและเก่า แม้แต่เตียงก็ล้วนไม่มี
โกโรโกโส!
โกโรโกโสเป็นอย่างยิ่ง!
หากไม่เห็นกับตา เขาจะไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่า ในสังคมปัจจุบันยังมีคนอาศัยอยู่ในบ้านแบบนี้อยู่
สายตาของซูฮ่าวเผยความสงสาร และมองต่อไป ในที่สุดก็พบว่า บนพื้นที่ชื้นวางผ้าห่มปุยฝ้ายที่แทบจะขึ้นราไว้หนึ่งผืน
ด้านบนมีเด็กผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้ามอมแมมนอนอยู่หนึ่งคน เธอมีรูปโฉมงดงามแต่สีหน้ากลับขาวซีด หดตัวเข้าด้วยกัน ตัวเธอสั่นทุกเวลา ราวกับว่าป่วยหนัก
เย่จื่ออี๋มองเด็กสาวแล้วก็รู้สึกอยากร้องไห้ เธอเข้าไปหาอย่างตาแดงและประคองอีกฝ่ายขึ้น “เฉียวเฉี่ยว พี่ซื้อยามาให้เธอแล้ว”
เย่เฉียวเฉี่ยวลืมตาที่มองเห็นได้อย่างเลือนราง และเผยรอยยิ้มที่ฝืน
“ขอบคุณค่ะพี่ … ”
“ไม่ต้องขอบคุณ มา พี่ป้อนยาให้เธอ”เย่จื่ออี๋หยิบยาแก้ไข้กับยาลดไข้ออกมาอย่างกลั้นน้ำตาเธอป้อนเฉียวเฉี่ยวตามคู่มือ
หลังจากนั้นเธอก็หยิบข้าวที่ซื้อมาจากข้างถนนออกมาหนึ่งกล่องหลังจากเปิดแล้วก็วางไว้ตรงหน้าเย่เฉียวเฉี่ยว
“เฉียวเฉี่ยว เธอดูนี่คืออะไร?”
“อาหารหอมมาก นี่คือพี่ซื้อมาหรือ?” เย่เฉียวเฉี่ยวกลืนน้ำลายแล้วก็มองเย่จื่ออี๋อย่างประหลาดใจ
“ใช่ พี่ซื้อมาให้เฉียวเฉี่ยวโดยเฉพาะ” เย่จื่ออี๋พยักหน้าเธอรู้ว่าน้องสาวของเธอหิวมาหนึ่งวันแล้ว เธอยื่นตะเกียบให้เย่เฉียวเฉี่ยวทันที“มา กินตอนร้อนๆ ”
“พี่ไม่กินหรือ?” เย่เฉียวเฉี่ยวยังไม่ลงมือแต่กลับมองเย่จื่ออี๋อย่างสงสัย
เย่จื่ออี๋ลูบหัวของเธอแล้ว “วางใจเถอะ พี่กินแล้ว ตอนนี้อิ่มมากดังนั้นเฉียวเฉี่ยวก็ต้องกินให้อิ่ม!”
“ได้ค่ะ!” เย่เฉียวเฉี่ยวเผยรอยยิ้มที่สดใสและหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปาก
เธอทานอย่างรีบร้อนมาก ราวกับคนที่หิวมาหลายวันแล้วระหว่างนี้มีอาหารตกลงพื้น คิดไม่ถึงว่าเธอไม่รังเกียจที่มันสกปรกและเก็บขึ้นมากินแล้ว
ซูฮ่าวมองเหตุการณ์นี้ ภายในใจราวกับมีเข็มทิ่มแล้ว ลำคอเหมือนกับมีหนามติดอยู่รู้สึกแย่มาก
เขาสูดหายใจลึก และหันหลังออกไปจากที่นี่ เดินไปที่ซุปเปอร์มาร์เกตที่อยู่บริเวณใกล้ๆแห่งหนึ่งและซื้ออาหารมาถุงใหญ่หนึ่งถุงแล้ว
หลังจากนั้นเขากลับมาที่ด้านล่างสะพานอีกครั้ง เดินไปด้านหน้าบ้านที่โกโรโกโสแล้ว
เวลานี้อาหารหนึ่งกล่องถูกเย่เฉียวเฉี่ยวทานหมดแล้ว ไม่เหลือแม้แต่น้อย
ซูฮ่าวเคาะประตูที่พังๆ เย่จื่ออี๋ที่เดิมทีกำลังเล่านิทานให้กับเย่เฉียวเฉี่ยวฟังหยุดชะงักและรีบปกป้องเย่เฉียวเฉี่ยวไว้ด้านหลัง พลางมองไปที่ด้านนอกประตูอย่างระมัดระวัง
“ใคร?”
“ผมคือซูฮ่าว!”
เย่จื่ออี๋ฟังเสียงที่คุ้นเคยด้านนอกประตูก็ตะลึงงัน และลังเลสักครู่แต่ก็ยังคงออกมาเปิดประตูแล้ว
เห็นแค่ซูฮ่าวถือของถุงใหญ่หนึ่งถุง บนใบหน้ายังมีรอยยิ้ม
“คุณเย่ นี่คือของที่คุณลืมไว้ สถานีประกาศของหายฝากให้ผมเอามาให้คุณ!”