“อะ โอย”
“อาเฟิง!!” จางหย่งซื่อใ เขาทิ้งจอบเอาไว้ตรงนั้นแล้วใช้วิชาตัวเบาก้าวข้ามบ่าวชายของตนมุ่งตรงไปยังหน้าบ้าน รถเข็นผักของเอี๊ยะหลิ่งเฟิงจอดอยู่กับที่ในขณะที่เ้าของร่างขาเจ็บอยู่บนพื้น “เหตุใดไม่มองทางเล่า” พรึ่บ!! เขาอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกแล้วย่างเท้าไปยังหน้าชานบ้าน ที่ตรงนั้นมีท่านยายนั่งสานตะกร้าอยู่เป็ประจำและท่านกำลังมองอยู่!
“ข้าก็มองนะเ้าคะ แต่เหยียบพลาด ข้าไม่เป็ไรแค่ส่งผักแล้วกลับมานวดเท้าก็หายเจ็บแล้ว” นางนั่งลงกับพื้นโดยมีท่านยายนั่งชิดอยู่ด้านข้างคอยดูาแตรงข้อเท้า เห็นได้ชัดว่ามันมีสีแดงและถลอกจนเห็นเื
จางหย่งซื่ออยากจะบีบคออาเฟิงให้หักแล้วนอนรอเขาอยู่ตรงนี้ ‘สิ่งใดคือการพะวงแต่เื่ส่งผักโดยไม่สนใจร่างกายของตนเอง’ หรือมีแค่เขาที่กำลังห่วงนาง? “จะไปส่งที่ใด”
“โรงเตี๊ยมต้วนซานเ้าค่ะ” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงตากลมมองท่านยายนวดยาตรงข้อเท้า “อ่า เบาๆ เ้าค่ะท่านยายหลานเจ็บ”
ความออดอ้อนนั้นทำให้จางหย่งซื่อถึงกับหน้าแดงขึ้นอย่างไร้เหตุผล เขารีบหันหลังกลับไปยังแปลงผักพร้อมกับสั่งให้เจี้ยนจื่อและอาเหยาไปส่งผักแทนอาเฟิง ก่อนบุรุษทั้งหมดจะขอตัวกลับจวนผู้ว่าในอีกครึ่งชั่วยามต่อมา แต่เื่ราวกลับไม่จบลงแค่นั้น เมื่อจางหย่งซื่อกลับไปถึงจวน เขาพบว่าเจี้ยนจื่อกำลังยืนรอเขาอยู่
“นายท่านต้วนถามว่าหลิ่งเฟิงของเขาไปไหน เหตุใดจึงไม่มาส่งผักเองขอรับ” เจี้ยนจื่อผู้รับเบี้ยหวัดมากับมือนายท่านต้วน บอกเล่าบทสนทนาของตนกับอีกฝ่ายอย่างละเอียดให้ผู้เป็นายท่านได้ฟัง
“อาเฟิงของตาแก่นั่นรึ”
“นายท่านต้วนพูดเช่นนั้นขอรับ” เจี้ยนจื่อบอกออกไปตามที่ได้ยินพร้อมกับลอบสังเกตนายท่านของตนเองแล้วก็สรุปได้อย่างที่เนี่ยฟงเคยบอก ‘นายท่านกำลังอยากมีฮูหยินที่ชื่อเอี้ยะหลิ่งเฟิงอย่างไม่ต้องสงสัย’
จางหย่งซื่อแค่ฟังแล้วเดินออกไปนั่งตรงบ่อน้ำเพื่อรับลมเย็น ให้หัวใจได้ผ่อนคลาย ริมฝีปากหนาเปรยออกมาให้คนสนิททั้งสองคนได้ยิน “พรุ่งนี้คงต้องอยู่สนทนากับคุณหนูต้วนสักหน่อยแล้ว”
วันต่อมาในยามซื่อ (10.00)
ต้วนชิงหลานเดินเข้าไปในห้องโถงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มหลังจากที่นางเฝ้าพยายามเทียวไปเทียวมาหลายรอบระหว่างจวนของนางและจวนของท่านผู้ว่าจาง จนวันนี้ความพยายามนั้นเริ่มเห็นผลเมื่อนางเดินทางมาถึงที่หมายพร้อมกับเื่น่ายินดี “ต้วนชิงหลานยินดีที่ได้พบท่านผู้ว่าเ้าค่ะ” ^^
เ้าของจวนผู้ว่าฯ นั่งมองต้วนชิงหลานด้วยสายตาเมินเฉย ในหัวสมองครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาเฟิงและต้วนซานหลี่ ผู้เป็บิดาของสตรีตรงหน้า หากจะถามออกไปตรงๆ ก็ดูจะอันตรายต่ออาเฟิงเพราะต้วนชิงหลานนั้นพึงใจเขาจนอยากจะได้ไปเป็สามี เช่นนั้นแล้วการตะล่อมถามดูคล้ายจะถูกต้องมากกว่า “ได้ข่าวว่าเมื่อวานนี้เอี้ยะหลิ่งเฟิงมิได้ไปส่งผักให้โรงเตี๊ยมเ้า” ?? “จิ๊!!” เขาหัวเสียให้กับคำพูดในใจแต่ไม่ยั้งคิดของตัวเอง เมื่อเห็นต้วนชิงหลานทำหน้าบึ้งตึง ‘เื่ของอาเฟิงทำให้เขาขาดสติได้บ่อยๆ แม้มันจะน้อยกว่าครึ่งส่วนยามเมื่อพบเ้าตัว’
“รู้ได้อย่างไรเ้าคะ” L ความไม่ชอบมาพากลกับคำถามทำให้ต้วนชิงหลานถึงกับลอบด่าทอเอี้ยะหลิ่งเฟิงในใจมากกว่าสิบคำ ทั้งๆ ที่ระดับความร่ำรวยของนางและสตรีขายผักผู้นั้นมิมีสิ่งใดเทียบกันได้เลยสักนิด ไหนจะเื่ความลับของคืนนั้น ‘หรือท่านผู้ว่าจะรู้!!’ “หรือเพราะหลิ่งเฟิงแอบไปมีสัมพันธ์กับบ่าวชายในจวนของท่าน ท่านจึงต้องรู้ความเคลื่อนไหวของนางใช่หรือไม่เ้าคะ”
“อะไรนะ!!” จางหย่งซื่อโมโหจนเกือบจะล้มโต๊ะ “นางมามีสัมพันกับบ่าวในจวนข้ายามใด!!” มิใช่ว่าทุกครั้งที่นางมาส่งผัก อาเฟิงจะอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลาหรอกรึ?
ต้วนชิงหลานสะดุ้ง ก่อนจะเอ่ยคำตะกุกตะกัก “ก็ ก็ วะ วันที่ สาวใช้ของข้าใส่ยาปลุกกำหนัดในน้ำชาของท่าน แต่หลิ่งเฟิงกลับเสียมารยาท ดื่มมันไปจนหมด” นางรีบโผเข้าไปใกล้หมายจะจับต้องร่างกายหนั่นแน่นเพื่อออดอ้อน แต่นอกจากท่านผู้ว่าจางจะลุกหนี เขายังถอยไปนั่งเสียไกลมาก นางจึงได้แต่ข่มความอาย นั่งบีบมือตนเองอยู่กับที่ “เื่ในวันนั้น ข้าต้องขอโทษท่านผู้ว่าด้วยนะเ้าคะ เป็เพราะอาจิ้งรู้ว่าข้าแอบรักท่าน นางจึงอยากให้ข้าได้สมหวัง”
นั่งบิดกายไปมาเมื่อเอ่ยคำรักต่อหน้าบุรุษ ความเงียบของอีกฝ่ายทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคมคายนั้นเพื่อแสดงความจริงใจ
“เ้าบอกว่าเอี้ยะหลิ่งเฟิงมีสัมพันธ์กับบ่าวของข้าในวันที่เ้าวางยาปลุกกำหนัด เ้ารู้ได้อย่างไร” เขาแกล้งถาม ทั้งๆ ที่โล่งใจกับความจริงในเื่ของผู้มีสัมพันกับเอี้ยะหลิ่งเฟิง…ความจริงที่ว่า เขาคือบุรุษคนนั้นหาใช่บ่าวอย่างที่ต้วนชิงหลานเข้าใจ
“อะ เอ่อ” ทำหน้าเลิกลั่ก “อาจิ้งไปพบนางในขณะที่นางกำลังดื่มชานั้นแล้ววิ่งหายไปตรงหลังบ่อน้ำเ้าค่ะ”
“เื่นี้บิดาเ้ารู้หรือไม่” เขาหรี่ตามองอีกฝ่ายเหมือนจับผิด
ต้วนชิงหลานเม้มปาก “ข้ามิได้บอก และคิดว่ามันมิสำคัญอันใดเพราะบิดาข้าแค่อยากได้นางไปเป็อนุ เื่เสียพรหมจรรย์ของนาง คงมิใช่เื่จำเป็”
ปัง!! จางหย่งซื่อทุบโต๊ะใกล้ตัวจนเกือบจะหัก ‘สตรีตรงหน้ากล่าววาจาสุดแสนจะน่ารังเกียจ’