"ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงหัวเราะดังขึ้นเบา ๆ ราวกับเสียงเด็กเล็ก เด็กชายลืมตามองด้วยความแปลกใจ อ่า เขาฝันหรือไรกัน? เบื้องหน้ามีน้ำตกที่สูงจนมองไม่เห็นยอด รอบข้างเป็ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี เหมือนสวนขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทุกอย่างสวยงามราวกับแดน์ หลังจากยืนชมธรรมชาติได้ไม่นาน ร่างของชายหนุ่มผมดำอายุประมาณสิบแปดหนาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ชายหนุ่มผมดำเดินไปหาชายอีกคนที่ตัวใหญ่กว่านิดหน่อย
"ศิษย์พี่..มาแล้วหรือขอรับ" ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลไหม้ส่งยิ้มให้ผู้มาใหม่หรือ ศิษย์พี่ ของตน
"ขออภัยที่ข้ามาช้าศิษย์น้อง..เ้ารอนานหรือไม่"
"ไม่ขอรับ"
ศิษย์พี่พยักหน้ารับก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้ามของผู้ที่เป็ศิษย์น้อง ที่กำลังทำการรินน้ำชาและยื่นให้ศิษย์พี่ของตน ชายหนุ่มผมดำเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ทั้งคู่นั่งจิบชาเงียบ ๆ อยู่นานโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรเลย
เด็กชายเองก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกันเพราะยังงง ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หลังจากที่โวยวายไปนิดหน่อยก็ได้รู้ว่าไม่มีใครเห็นเขาเหมือนเดิม ทุกคนทำเหมือนเขาเป็ดั่งิญญาเร่ร่อนไม่มีที่มาที่ไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับตอนนั้น ไม่มีใครเห็นแต่ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนเื่ราวของใครบางคน.. อ่า ถ้ามองดูดี ๆ ชายหนุ่มผมดำคนนี้ก็เหมือนคนที่ถูกเรียกว่า 'ท่านเทพเซียน' เมื่อตอนนั้นเลย งั้นแปลว่าเด็กสองคนนี้เป็เทพสินะ และที่นี่คงเป็์..
!!
ทำไมเขามาอยู่ที่นี่กันละ ไม่หรอก นี่มันคงเป็แค่ความฝันแต่เหมือนไม่ใช่ฝันปกติธรรมดาเสียด้วย เกี่ยวข้องอันใดกับฝันเมื่อคราวนั้นกัน?
"ศิษย์พี่จะเดินทางไปแดนมนุษย์...จริงๆ หรือขอรับ? " เสียงของศิษย์น้องดังขึ้นขัดความคิดอันเหลวไหล น้ำเสียงที่ติดเศร้านิด ๆ นั้นทำให้เด็กชายรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา
"ข้าต้องไป"
"แต่มันไม่มีเหตุผลที่พี่ต้องไปนิขอรับ" ศิษย์น้องพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม
"มีสิ" ชายหนุ่มตอบเสียงเบา เขาหลุบตามองถ้วยชาในมือ ไม่อยากมองหน้าของศิษย์น้อง เพราะกลัวว่าเขาจะใจอ่อนไม่ยอมลงไปตามที่ได้รับสั่ง
"งั้นข้าไปด้วยขอรับ! "
"ไม่ได้! มันอันตรายเกินไป" ศิษย์พี่พูดน้ำเสียงจริงจัง ซึ่งมีเด็กชายคอยพยักหน้าเห็นด้วย ถึงไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรกัน แต่จิตใจของหลี่หวังฟางร้องบอกไม่ให้ศิษย์น้องผู้นี้ไปด้วย
"แต่-"
"ข้าต้องเร่งเดินทางในวันรุ่งขึ้น" ศิษย์พี่เอ่ยขัดข้อโต้แย้งที่ศิษย์น้องกำลังเอ่ย
"..."
"หลังจากนี้ข้าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...." ศิษย์พี่มองหน้าศิษย์น้องด้วยสายตาจริงจัง
"..."
"ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ฝากดูแลเ้านั้น ด้วย.."
"..."
"อย่าให้เ้านั้น ตามข้าลงไปเสียเล่า" ผู้เป็ศิษย์พี่ส่งยิ้มให้ศิษย์น้องเล็กน้อย
"...ขอรับ" หลี่หวังฟางก็ไม่เข้าใจหรอกว่าพูดอะไรกัน แต่เ้านั้นที่ชายหนุ่มพูดถึงคือใครกัน ทำไมเขาต้องยิ้มตามด้วย?
ดูเหมือนทุกอย่างจะจบแล้ว ถึงเวลาที่เขาคงต้องตื่น เขาต้องไปหาคำตอบให้ได้ว่าสิ่งที่เห็นในฝันแห่งนี้คือสิ่งใดกัน เห้อ ทำไมดูยุ่งยากจัง รู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะมีเื่วุ่นวายเกิดขึ้นแน่ ๆ
เด็กชายขยับตัวลุกขึ้นนั่ง รอบกายล้อมรอบไปด้วยป่าเหมือนเมื่อคืนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป
"นายน้อย ตื่นแล้วหรือขอรับ" อี๋หยินเดินมาจากทางลำธารเพราะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ส่วนอี๋หยาหายไปไหนก็ไม่รู้
"พี่หยาไปล่าสัตว์มาทำอาหารน่ะขอรับ" ดูเหมือนอี๋หยินจะอ่านความคิดเด็กชายออกเลยตอบออกมา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถาม
"อ่า งั้นข้าไปอาบน้ำก่อนละกัน"
"ขอรับ"
หลังจากที่หลี่หวังฟางอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ อี๋หยาก็กลับมาพร้อมกระต่ายหนึ่งตัว และฝ่ายที่ทำอาหารจะเป็ใครไปไม่ได้เลยนอกจากอี๋หยานั้นเอง เห็นแบบนี้แต่อี๋หยาทำอาหารอร่อยมาก ๆ มีหลายครั้งเหมือนกันที่อี๋หยาเป็คนอาสาทำอาหารให้ทาน ส่วนอี๋หยินนะหรือ หึ ไม่ต้องพูดถึงหรอก
ยามเว่ยพวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางกลับออกจากป่าเพราะเห็นว่าในป่าไม่มีอะไรน่าสนใจและหลี่หวังฟางก็ต้องกลับไปเตรียมตัวเพื่อที่จะออกเดินทางไปสำนักเหินฟ้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
สำนักเหินฟ้าตั้งอยู่บนยอดเขาเหินฟ้าที่ติดกับเมืองเต๋ออี้ ซึ่งถ้าเดินทางจากเมืองอู๋เฉิงไปสำนักแบบปกติจะใช้เวลาเกือบยี่สิบวันเลยทีเดียว แต่ถ้าเดินทางแบบเร่งหน่อยหรือก็คือขี่กระบี่ไป ก็จะใช้เวลาแค่แปดถึงสิบวันเท่านั้น ซึ่งเด็กชายเลือกเดินทางแบบหลัง แต่เขาขี่กระบี่ยังไม่เป็เลยจะให้อี๋หยากับอี๋หยินไปส่ง
และเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนเว้นบรรทัด ตอนนี้เด็กชายกำลังเดินทางไปสำนัก โดยมีผู้เป็บิดา มารดา พี่ชายคนรองและบ่าวรับใช้ราว ๆ ยี่สิบคนยืนส่ง
"อึก...เ้าตัวน้อยของแม่จะไปแล้วจริงๆหรือ อึก" ฮูหยินยกมือเช็ดหางตา...
"ขอให้เดินทางปลอดภัยเ้าค่ะ อืออ" มิงมิงก้มหน้าร้องไห้...
"ลูกรัก พ่อจะไม่ลืมเ้าเลย...พ่อสัญญา.." ผู้เป็ประมุขของบ้าน..
"น้องเล็ก..ถึงเวลาแล้วสินะ..." พี่ชายคนรอง..
"ฮือออ นายน้อยยย ไม่น่าเลย ฮืออๆๆๆ " และบ่าวอีกมากมาย...
เหตุใดถึงต้องทำเหมือนว่าเขาออกไปรบเช่นนั้นเล่า!? แค่ไปเล่าเรียนเฉย ๆ เองนะ!! เขาไม่ได้จะไปตายเสียหน่อย
"อ่า ไว้ข้าจะกลับมาเยี่ยมนะขอรับ"
"อืมๆ ข้าขอให้เ้าเดินทางปลอดภัย" หลี่อาหลงเดินเข้ามากอดบุตรชายคนเล็ก ไม่ทันไรก็ต้องจากกันเสียแล้ว คนเป็พ่อรึจะทำใจยอมรับได้
"แม่จะไม่ลืมเ้า ฟางเอ๋อร์" มารดาได้โปรดหยุดพูดอะไรที่เหมือนกับว่าเขากำลังไปตายได้ไหมขอรับ!
"หากโดนใครรังแก ก็บอกพี่เดียวพี่จะบอกพี่ใหญ่ให้ไปจัดการให้" หลี่หวังหย่งพูดด้วยสีหน้าจริงจังปนขบขัน หากเด็กชายโดนรังแกจริง ๆ กว่าพี่ใหญ่จะทราบ ไม่เกรงว่ากลายเป็ศพไปแล้วหรือ ฮ่าๆๆ
"เช่นนั้นข้าขอตัวขอรับ" พูดลากันอีกสักพักหลี่หวังฟางก็เดินทางออกจากเมืองอู๋เฉิงเพื่อมุ่งไปเมืองเต๋าอี้
ไม่นานเกินรอก็เดินทางมาถึงเมืองเต๋าอี้โดยใช้เวลาเร็วกว่าตามที่คาดการไว้ ทำให้เด็กชายพอมีเวลาเดินเที่ยวเล่นอยู่บ้าง
"นายน้อยไม่ให้ข้าอยู่เป็เพื่อนจริง ๆ หรือขอรับ" อี๋หยาถามด้วยความเป็ห่วง
ยามนี้ยามโหย่ว พวกเขานั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมขนาดกลางเพื่อนั่งพักทานอาหาร อย่างที่บอกหลี่หวังฟางขี่กระบี่มาโดยมีสองพี่น้องอู๋มาส่ง ด้วยความเก่งกาจของทั้งสองทำให้มาถึงเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน ทำให้มีเวลาว่างที่จะได้พัก สองพี่น้องอี๋เลยว่าจะอยู่เป็เพื่อนกลัวเด็กชายเหงา แต่เด็กชายกลับปฏิเสธเสียนี้ ทั้งยังสั่งให้พวกเขาทั้งสองกลับไปก่อน สั่งมาเช่นนี้มีหรือบ่าวจะกล้าขัดใจ
"งั้นพวกข้าขอให้นายน้อยปลอดภัย" หลังจากที่สองพี่น้องอู๋เห็นว่าเด็กชายยังตอบเหมือนเดิม ก็ไม่ถามเซ้าซี้ให้รำคาญใจ พวกเขาออกเดินทางกลับเมืองหลังจากที่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยทันที
หลี่หวังฟางเห็นว่าทั้งสองเดินทางกลับไปแล้วก็ไม่มีอะไรทำ เลยว่าจะขึ้นไปนอนพักสักหน่อย เดียวพรุ่งนี้ค่อยออกไปเดินเล่นแล้วกัน
เข้าเช้าวันใหม่ เด็กชายตื่นมาในยามเฉินเขาลุกขึ้นบิดี้เี ตอนนี้เขาอยู่คนเดียวแล้วสินะ เอาละยังมีเวลาก่อนไปสมัคร ไปเดินเล่นตลาดหาอะไรกินสักหน่อยดีกว่า คิดได้ดังนั้นจึงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงไปด้านล่างเพื่อถามทาง
ใช้เวลาหนึ่งเค่อก็มาถึงตลาดตามที่้าแล้ว หลี่หวังฟางเดินเล่นสักพักใหญ่ผู้คนจับจ่ายซื้อของกันเต็มไปหมด บรรยากาศคึกคักเหมือนเมืองอู๋เฉิงไม่มีผิด ตอนนี้ในมือเล็กมีถังหูลู่ เทียนเอ๋อต้าน และหมั่นโถวสองลูก มีแต่ขนมหากมารดาตนมาเห็นไม่วายโดนบ่นเป็แน่ คงต้องหาที่นั่งกินเสียแล้ว เดินไปอีกสักพักก่อนตัดสินใจเข้าไปนั่งกินในโรงเตี๊ยม พร้อมสั่งข้าวมาอีกจาน
"ฟางเอ๋อร์-? " ขณะที่กำลังนั่งกินอย่างเอร่ดอร่อยก็มีเสียงเรียก พอหันไปก็พบกับบุรุษสองคนและสตรีอีกหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งสามมีหน้าตาหล่อเหลาและงดงาม อืม คิดก่อนว่าเคยเจอคนพวกนี้ที่ไหน
"ฟางเอ๋อร์ๆ เ้าจริงๆ " บุรุษแปลกหน้ายื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ทำให้เขาอดที่จะสะดุ้งเบาๆ ไม่ได้
"เดี๋ยวเถอะ!ซ่านฉิง ฟางเอ๋อร์กลัวเ้าแล้ว" หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยดุแต่ไม่จริงจังนัก
"ดูหน้าแล้ว เ้าคงจำพวกข้าไม่ได้สินะ" บุรุษอีกคนหันมาถาม เด็กชายพยักหน้าตอบทันที จะว่าคุ้นก็คุ้น ไม่คุ้นก็ไม่คุ้น พวกเขาเป็ใครกัน?
"ข้า ซ่านฉิง เ้าเรียกข้าว่าพี่ฉิงแล้วกัน นี้เลี่ยงหลิง และพี่ซิ่นซินหรือพี่ซิน"ชายคนแรกแนะนำตัวและชี้ไปทางหญิงสาวและบุรุษคนสุดท้าย
"เรียกข้าว่าพี่หลิงก็ได้"
"พวกเราเคยเจอกันเมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนที่โดนจับตัวไป" ซิ่นซินเป็คนอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นว่าเด็กชายตัวเล็กยังทำหน้างงอย่างน่ารักน่าเอ็นดูอยู่ คิดไปคิดมาก็นึกขึ้นได้ว่าเคยโดนจับตัวเหมือนกัน ที่แท้ทั้งสามก็คือผู้ร่วมเดินทางเมื่อตอนนั้น
"อ่อ ข้าจำได้แล้วขอรับ"
"แล้วเ้า อย่าบอกนะว่าจะเข้าสำนัก? " ซ่านฉิงทำท่าใและดีใจ
"ใช่ขอรับ พวกท่านก็ด้วยหรือ? "
"อืมใช่แล้ว"
"ว่าแต่..พี่หนิงอ้ายละขอรับ" หนิงอ้าย คือหญิงอีกคนที่เจอกันในวันนั้น
"หนิงอ้ายไปสำนักอื่น" เลี่ยงหลิง ตอบด้วยเสียงนิ่ง ๆ แต่แฝงด้วยความเศร้าหน่อยๆ
"ท่านทะเลาะกันหรือขอรับ"
"ป่าวหรอก แค่ไม่ได้เจอกันบ่อยนะ"
"แล้วจินไห่ไม่ได้มาด้วยหรือ? " ซิ่นซินถามและหันไปมองรอบ ๆ
"นั้นสิ เ้ามาคนเดียว? "เลี่ยงหลิงมองหน้าเชิงถาม
"ขอรับ ข้ามาคนเดียว ส่วนพี่ไห่.. ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" ส่ายหน้าหน่ายใจ จะถามพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้หลี่หวังเหว่ยอยู่ชายแดน จะถามคนอื่นก็ไม่รู้อีกหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว มันน่าน้อยใจจริง ๆ ทั้งสามมองหน้ากันสักพักก่อนซ่านฉิงจะเอ่ยขึ้นเพื่อเปลี่ยนเื่เมื่อเห็นว่าบรรยากาศมืดมนผิดปกติ
"ตอนนี้ใกล้ยามอู๋แล้ว ข้าว่าเราห่อข้าวแล้วรีบเดินทางไปสำนักกันดีกว่า"
"อืม ถึงเร็วจะได้มีเวลาเตรียมตัวเยอะ" ซิ่นซินสนับสนุน พวกเขาจึงออกเดินทางขึ้นเขาเหินฟ้าซึ่งเป็ที่ตั้งของสำนัก พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินขึ้นไปแบบธรรมดาเพราะยังมีเวลาอีกมาก อยากจะเดินไปคุยไปชมนกชมไม้ไปอย่างไม่เร่งรีบอะไร ใช้เวลาไปประมาณหนึ่งชั่วยามพวกเขาก็ขึ้นมาถึงหน้าสำนักแล้ว รอบด้านมีชายหญิงหลายคนที่มาสมัครเช่นเดียวกัน
"เขียนใบสมัครและจ่ายมาหนึ่งเหรียญเงิน" พอจ่ายเงินเรียบร้อยก็ได้ป้ายหมายเลขและกุญแจห้องพัก
"อีกสองวันเราจะเริ่มการทดสอบสินะ"ซ่านฉิงพูดด้วยความตื่นเต้น
"เราต้องเข้าให้ได้ทุกคน"เลี่ยงหลิงพูด ทุกคนพยักหน้ารับ
"หวังว่าการทดสอบจะไม่ยากเกินไป" ซ่านฉิงพูดอีกครั้งโดยมีซิ่นซินตบบ่าเป็กำลังใจให้
"เหอะ! พวกบ้านนอก" อยู่ๆ ก็มีเสียงเหน็บแนมดังขึ้นใกล้ๆ พอหันไปมองก็เจอกับชายอายุเท่า ๆ กันยืนเท้าเอวเชิดหน้ามองมาทางพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว