ระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 สวมบทบาทใหม่ ชายชุดดำเซี่ยวซิงอวี่!

            ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มมีแสงรุ่งอรุณสาดส่องแผ่นดินก็ค่อยๆ สว่างขึ้น

            ในห้องพักโรงแรม

            เซี่ยวซิงอวี่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลพบว่าศีรษะของเขาหนุนอยู่บนเรียวขาขาวผ่องของไต้ลู่

            “ลู่ลู่ อรุณสวัสดิ์~”

            ไต้ลู่นั่งอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืนปล่อยให้เรียวขาของเธอเป็นหมอนหนุนให้เซี่ยวซิงอวี่

            “ตื่นแล้วก็ลุกได้แล้ว ขาฉันเมื่อยหมดแล้ว”

            เซี่ยวซิงอวี่เลื่อนศีรษะออกจากเรียวขาของไต้ลู่อย่างอาลัยอาวรณ์

            ไต้ลู่เตือนขึ้นว่า“พรุ่งนี้เย็น ก็ถึงเวลาประหารเมดูซ่าแล้วนะ”

            “รู้แล้ว ไม่ต้องเตือนหรอก”

            เซี่ยวซิงอวี่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มองตัวเองในกระจกที่ดูสง่างาม

            “ทุกอย่างพร้อมแล้วถึงเวลาออกเดินทางสู่เส้นทางที่ชีวิตและความตายไม่อาจคาดเดาได้แล้ว”

            แม้จะวางแผนมาอย่างละเอียดและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้วแต่เซี่ยวซิงอวี่ก็เป็นเพียงผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับสองดาวเท่านั้นจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระวนกระวายใจ

            ไต้ลู่มองเห็นความรู้สึกของเซี่ยวซิงอวี่จึงรู้สึกเห็นใจ

            “ตอนนี้กลับตัวก็ยังทันนะ”

            “ถึงยังไงนายก็เป็นเจ้านายส่วนฉันก็เป็นแค่สัตว์อสูรของนาย”

            “เจ้านายไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยสัตว์อสูรหรอก”

            หลังจากค่ำคืนที่‘เร่าร้อน’ ผ่านไป ในสายตาของไต้ลู่เซี่ยวซิงอวี่ไม่ใช่แค่เจ้านายธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว

            เมื่อนึกถึงการปล้นคุกในครั้งนี้ที่อาจทำให้เซี่ยวซิงอวี่ต้องเสียชีวิตไต้ลู่ก็ลังเลใจ ใบหน้าของเธอดูสับสนอย่างมาก

            จู่ๆเซี่ยวซิงอวี่ก็ยกมือขึ้นโอบไหล่ของไต้ลู่

            “ลู่ลู่ ฉันเคยบอกเธอแล้วว่าเธอไม่ใช่แค่สัตว์อสูรของฉัน แต่ยังเป็นคนในครอบครัวของฉันด้วย”

            “ไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้จะอันตรายแค่ไหนฉันก็จะไปกับเธอจนถึงที่สุด”

            ไต้ลู่รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นไหลเวียนในหัวใจหัวใจที่เย็นชาของเธอถูกเด็กหนุ่มตรงหน้าคนนี้ทำให้กลับมาอบอุ่นขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

            “เซี่ยวซิงอวี่”

            “หืม?”

            ทั้งสองสบตากัน

            เสียงที่เย็นชาและอ่อนโยนของไต้ลู่เต็มไปด้วยความจริงใจและความมุ่งมั่น

            “ขอบคุณที่ช่วยฉันนะฉันไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี”

            “แต่ฉันรับรองว่าถ้าการช่วยเมดูซ่าล้มเหลวฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อคุ้มกันให้นายหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย”

            คำพูดของไต้ลู่เหล่านี้ออกมาจากใจจริง

            บางทีอาจเป็นเพราะหลังจากค่ำคืนที่มีความใกล้ชิดทางกายแล้วในสายตาของไต้ลู่ ชีวิตของเซี่ยวซิงอวี่มีความสำคัญมากกว่าชีวิตของเธอเองเสียอีก

            เซี่ยวซิงอวี่ยิ้มกว้างและพูดอย่างไม่ถือตัวว่า“ไม่ต้องมาทำเป็นอ่อนไหวหรอก ฉันไม่ได้ช่วยเธอเพียงลำพัง”

            “ตราบใดที่ช่วยเมดูซ่าได้เธอก็จะยอมจำนนต่อฉัน และกลายเป็นสัตว์อสูรของฉัน”

            “และเธอยังมีความลับเกี่ยวกับสงครามสังหารมังกรและจักรพรรดินีซ่างกวนหลานอีกด้วยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า”

            “ดังนั้นเราถือว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์เธอไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองมากนักหรอก”

            ไต้ลู่เงียบไปเธอรู้ดีว่าคำพูดของเซี่ยวซิงอวี่นั้นมีส่วนหนึ่งที่ต้องการปลอบโยนเธอเพื่อลดความกดดันทางจิตใจของเธอ

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

            เซี่ยวซิงอวี่รับสาย

            “ฮัลโหล~ อาจารย์เฉิน”

            เฉินฉี่เหนียนเร่งเร้าว่า“อย่าคิดว่าเหลือเวลาอีกห้าวันกว่าจะถึงรอบชิงชนะเลิศแล้วนายจะขี้เกียจได้นะรีบมาที่สนามกีฬาเพื่อฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันได้แล้ว!”

            ในเวลานี้ โค้ชเฉินฉี่เหนียนรวมถึงพี่น้องมู่หรง ได้เดินทางมาถึงสนามกีฬาใจกลางเมืองซื่อหลิงแล้ว

            ก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของซูเปอร์โนวาเฉินฉี่เหนียนตั้งใจจะจัดการฝึกซ้อมให้กับผู้เข้าแข่งขันทั้งสามคน

            อย่างแรกคือเพื่อฝึกซ้อมกลยุทธ์การทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างที่สองคือเพื่อทดสอบขีดจำกัดศักยภาพของเซี่ยวซิงอวี่ในปัจจุบัน

            เซี่ยวซิงอวี่คิดข้ออ้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วจึงพูดออกไปทันที

            “อาจารย์เฉิน ผมออกจากบ้านมาหลายวันแล้วพี่สาวผมคิดถึงผมมาก”

            “ช่วยให้ผมพักหน่อยได้ไหมครับผมอยากกลับเมืองหลงอิ่นไปอยู่กับพี่สาว”

            เฉินฉี่เหนียนตอนแรกไม่เห็นด้วยแต่ก็ทนการอ้อนวอนของเซี่ยวซิงอวี่ไม่ไหว

            “ก็ได้ๆ อนุญาตให้พัก!”

            เฉินฉี่เหนียนในฐานะอาจารย์ประจำชั้นย่อมรู้สถานการณ์ครอบครัวของเซี่ยวซิงอวี่ดี

            ตั้งแต่เด็กจนโตเซี่ยวรั่วเสวี่ยกับเซี่ยวซิงอวี่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เป็นพี่น้องที่น่าสงสาร

            เฉินฉี่เหนียนไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธการขอลาหยุดของเซี่ยวซิงอวี่จึงทำได้เพียงตอบตกลง

            “ขอบคุณอาจารย์เฉินที่อนุญาตให้ผมพักครับ!”

            “เซี่ยวซิงอวี่เหลือเวลาอีกห้าวันก็จะถึงรอบชิงชนะเลิศแล้ว ฉันให้นายพักแค่สามวันเท่านั้นหลังจากสามวันนายต้องกลับมาเข้าร่วมการฝึกซ้อมก่อนการแข่งขัน!”

            “วางใจได้เลยครับอาจารย์เฉินผมรับรองว่าก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ผมจะไปปรากฏตัวต่อหน้าพวกคุณแน่นอน!”

            เฉินฉี่เหนียนยังอยากจะพูดต่ออีกสองสามประโยคแต่เซี่ยวซิงอวี่วางสายไปแล้ว

            “ไอ้เด็กคนนี้กล้าดียังไงมาวางสายฉันแบบนี้!”

            มู่หรงหยางซั่วเดินเข้ามาถามว่า“อาจารย์เฉิน ซิงอวี่จะมาเมื่อไรครับ?”

            “เด็กคนนี้ขอลาหยุดกลับเมืองหลงอิ่นไปหาพี่สาวเขาแล้ว”

            มู่หรงซินซินพอได้ยินว่าเซี่ยวซิงอวี่ขอลาหยุดกลับบ้านก็หมดความสนใจในการฝึกซ้อมทันที

            “อาจารย์เฉินคะ ฉันไม่ค่อยสบายวันนี้ขอไม่เข้าร่วมการฝึกซ้อมก่อนนะคะ ฉันจะกลับโรงแรมค่ะ”

            “อนุญาต กลับไปพักผ่อนให้สบาย”

            หลังจากมู่หรงซินซินจากไปสนามกีฬากลางแจ้งก็มีลมหนาวพัดโชยมีเพียงเฉินฉี่เหนียนกับมู่หรงหยางซั่วที่มองหน้ากันตาปริบๆ

            “อาจารย์เฉินครับ ผมก็ไม่สบาย...”

            “ลูกผู้ชายตัวจริง ไม่สบายก็ทนเอา!”

            “อาจารย์เฉิน ผมอยากกลับบ้านไปหาแม่...”

            “ไม่อนุญาต อยู่ฝึกซ้อมต่อ!”

            มู่หรงหยางซั่วอยากจะร้องไห้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถูกบังคับให้เข้ารับ “การฝึกแบบตัวต่อตัว”

            “อาจารย์เฉิน คุณลำเอียงเกินไปแล้วนะครับ?”

            “นายพูดอะไร?”

            “ไม่~ ไม่มีอะไรครับ”

            “เพิ่ม [การฝึกเพิ่มพลังวิญญาณ] อีก 8เซ็ต [การทดสอบปฏิกิริยา] อีก 5 เซ็ต[การฝึกร่างกายถึงขีดสุด] เพิ่มอีก 40 นาที”

            มู่หรงหยางซั่วล้มตัวลงนอนบนพื้นน้ำตาเปื้อนใบหน้า

            “แย่แล้วสิโลกที่มีแค่ฉันคนเดียวที่ต้องเจ็บปวดได้เกิดขึ้นแล้ว!”

            การฝึกครั้งนี้ เรียกอย่างสวยหรูว่า“ค่ายฝึกก่อนการแข่งขัน”

            แต่จริงๆแล้วเฉินฉี่เหนียนก็แค่จับมู่หรงหยางซั่วคนเดียวมาฝึก เหมือนกับการจับแกะมาโกนขน

            ไม่ถึงหนึ่งวันมู่หรงหยางซั่วก็เวียนหัวตาลาย เหนื่อยแทบขาดใจ

            พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

            ยามพลบค่ำที่แดงระเรื่อปกคลุมหาดทรายริมทะเล

            เด็กหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวที่ริมทะเลข้างกายมีสาวงามรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นคนหนึ่ง

            สาวงามสวมชุดเดรสยาวสีแดงเผยให้เห็นเรียวขาอันยาวสวยและเท้าขาวผ่อง

            เท้าหยกที่เรียวเล็กคู่นี้แม้จะเหยียบย่ำบนหาดทรายที่ถูกคลื่นซัดสาด ก็ไม่เปรอะเปื้อนเม็ดทรายเลยแม้แต่น้อย

            ด้านหลังของสาวงามมีหางเก้าหางพลิ้วไหวตามแรงลม

            “ลู่ลู่ ที่นี่คือหาดทรายสีคราม”

            “ฉันดูแผนที่แล้วจากที่นี่ไปถึงเกาะเหมันต์อัคคีซึ่งเป็นกองบัญชาการกองทัพเรือเป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุด”

            เมื่อวางแผนเส้นทางเรียบร้อยแล้วปัญหาต่อไปคือการเลือกวิธีการเดินทาง

            การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การผจญภัยทางทะเลแต่เป็นการเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยนักโทษ

            หากใช้เรือ ก็จะดึงดูดความสนใจได้ง่ายเกินไป

            ในสถานการณ์เช่นนี้เซี่ยวซิงอวี่ต้องการสัตว์อสูรประเภทบินได้ที่เชื่อถือได้หรือไม่ก็สัตว์อสูรประเภทน้ำ

            แม้เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์จะมีความสามารถในการบินแต่เซี่ยวซิงอวี่จะไม่เรียกเทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา

            เพราะการออกทะเลครั้งนี้เซี่ยวซิงอวี่ไม่สามารถใช้ “เซี่ยวซิงอวี่” ในฐานะตัวตนของเขาได้ แต่ต้องใช้ตัวตนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้มีโอกาสรอดชีวิตกลับมา

            เซี่ยวซิงอวี่เปิดแหวนมิติและหยิบหน้ากากปีศาจออกมา

            เมื่อสวมหน้ากากแล้วเซี่ยวซิงอวี่เผยให้เห็นเพียงดวงตาทั้งสองข้าง ใบหน้าส่วนอื่นๆถูกหน้ากากปิดบังมิดชิด

            ฟู่~

            เซี่ยวซิงอวี่สวมชุดคลุมสีดำตัวใหญ่หนาทึบชายเสื้อปลิวไสวไปตามแรงลมทะเล

            ในขณะนี้ ตัวตนของเขาไม่ใช่เซี่ยวซิงอวี่อัจฉริยะจากสถาบันชิงหลงอีกต่อไปแล้ว

            แต่เป็นนักฆ่าลึกลับ ผู้สวมชุดดำซึ่งต้องการบุกจู่โจมกองบัญชาการกองทัพเรือ และปล้นคุกอย่างโจ่งแจ้ง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น ที่คุณอ่าน