'ร้านน้ำชาหมื่นบุปผา'
เช้าวันต่อมา วันเปิด'ร้านน้ำชาหมื่นบุปผา'ของตระกูลจ้าว
ยามเฉิน(07:00-08:59 น.) ร่างสูงเพรียวของซิ่วอิง อยู่ในชุดจอมยุทธสีแดงทับทิมขลิบทอง ผมยาวสลวยมัดเป็นทรงหางม้า ใบหน้างดงามโดยไม่ต้องแต่งเติม ทำให้ดูสง่างามและน่าเกรงขามไปในตัว
ด้านซ้ายขวาของซิ่วอิงยืนไว้ด้วยจ้าวเว่ยผู้เป็นบิดา ตงห่าว เว่ยฉางโจว ซุ่นจิน และกลุ่มคนระดับสูงของตระกูลจ้าว ส่วนมารดากับน้องสาวถึงแม้นจะมาด้วย แต่ทั้งสองคนไม่ชอบพบปะกับผู้คนมากมาย จึงขออยู่ด้านหลังร้านช่วยพนักงานเตรียมชาและขนม
บริเวณด้านหน้าร้านน้ำชา ขณะนี้ชินฟ่านหลงเจ้าเมืองมังกรฟ้า กำลังเปิดผ้าแพรคลุมป้ายชื่อร้าน รอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอใช้บริการของร้านน้ำชา
วันนี้ไม่ว่าจะเป็นคนตระกูลใหญ่หรือกลุ่มต่างๆ ล้วนแต่ส่งตัวแทนมาร่วมการเปิดร้านโดยไม่ต้องเชิญ อีกทั้งชาวยุทธหรือคหบดีที่ชื่นชอบการดื่มชาต่างมากันอย่างคับคั่ง แต่เนื่องจากเป็นเพียงการเปิดร้านน้ำชาซิ่วอิงจึงไม่ได้เชิญใคร เชิญเจ้าเมืองและฮูหยินมาเป็นประธานเปิดป้ายเท่านั้น จึงไม่มีระดับผู้นำมาร่วมดังเช่นการเปิดร้านโอสถ
เมื่อเจ้าเมืองชินฟ่านหลงเปิดป้ายร้านเรียบร้อย ซิ่วอิงเชิญทุกคนเข้าไปในเรือนหลักของร้าน พนักงานสาวนำชามังกรแดงมาให้ทุกคนทดลองดื่ม แล้วเป็นเหมือนเดิมทุกคนต่างชื่นชอบในรสชาติและกลิ่นหอมของมัน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างเป็นชาดีอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ภายในร้านตอนนี้ทุกโต๊ะถูกจับจองด้วยผู้คนที่มาดื่มชา ด้วยบรรยากาศของร้าน ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้นานพันธุ์และการตกแต่งที่สวยงาม มีศาลาไว้นั่งดื่มสำหรับลูกค้าที่ชอบความสงบและต้องการความเป็นส่วนตัว อีกทั้งทุกคนยังอยากเห็นนายน้อยจ้าว ผู้ที่โด่งดังไปทั่วเมืองมังกรฟ้าในขณะนี้
ด้านนอกมีกลุ่มทหารรับจ้างจิ้งจอกทมิฬดูแลความสงบเรียบร้อย ด้านในมีบุคคลระดับสูงของทหารรับจ้างทั้งสามกลุ่มดูแล พนักงานทุกคนทั้งหญิงชายใส่เสื้อผ้าสีฟ้าอ่อน ทุกคนได้รับการฝึกต้อนรับลูกค้าจากอวี้เหมยมาเป็นอย่างดี ร้านของพวกเขาไม่สนใจอำนาจหรือฐานะ ทุกคนทุกชนชั้นเท่าเทียมกัน ไม่อนุญาตให้ใครมาก่อความวุ่นวายหรือใช้อำนาจใดๆทั้งสิ้น
‘ร้านน้ำชาหมื่นบุปผาเปิดมาได้หนึ่งชั่วยาม’
แสงแดดที่แรงขึ้นตามเวลา ทำให้หมู่เมฆบนท้องฟ้าค่อย ๆเลือนหายไป
‘กุบกับๆๆ’
ในเวลานั้นเอง บนถนนเส้นทางมุ่งตรงสู่ร้านน้ำชาหมื่นบุปผา พลันมีเสียงกุบกับจากฝีเท้าม้าดังขึ้น ด้านหน้ามีม้าเกล็ดดำซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับ3 ร่างใหญ่โตค่อยๆเดินนำหน้ามา
ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังของมัน เป็นชายร่างยักษ์สวมเกราะถือทวนยาว ด้านหลังมีม้าพันธุ์ดีอีก 5 ตัวเดินตามมาช้า บนหลังของพวกมันมีชายฉกรรจ์อาวุธครบมือ และที่เดินตามมาด้านหลังมาเป็นทหารรับจ้างอีกเกือบร้อยคน
ทั้งหมดค่อยๆเคลื่อนมาหยุดตรงหน้าร้านน้ำชา กลุ่มทหารรับจ้างจิ้งจอกทมิฬที่รักษาการณ์อยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นคนที่เป็นผู้นำของกลุ่ม ทุกคนถึงกับหน้าซีดแข้งขาสั่น กุมมือคำนับโดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจา
ม้าอสูรเกล็ดดำเดินแยกออกจากกลุ่มไปด้านหน้าอีกหลายก้าว โดยไม่มีการต่อต้านจากกลุ่มทหารรับจ้างทุกคนแม้แต่น้อย ผู้คนในร้านน้ำชาสังเกตเห็นความผิดปกติจึงพากันเงียบเสียงลง ทำให้บรรยากาศในร้านเกิดแรงกดดันขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ
ชายร่างใหญ่ผู้ที่ขี่ม้าอสูรเกล็ดดำ มองไปยังทหารรับจ้างและทุกคนในร้าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงอันดังก้อง
“ ข้าคือกังโหย่ว.. หัวหน้าใหญ่สมาคมทหารรับจ้างเมืองมังกรฟ้า "
ด้วยเสียงแฝงพลังปราณที่ดังก้อง ซิ่วอิงและทุกคนนั่งดื่มชาพูดคุยกันในเรือนหลัก ต่างชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะลุกขึ้น ซิ่วอิงรีบสั่งให้รองหัวหนัากลุ่มทั้งสี่ดูแลทุกคนอยู่ด้านใน แล้วเดินออกไปหน้าร้านอย่างรวดเร็ว
เจ้าเมืองชินฟ่านหลง เป็นคนเดินนำหน้าออกมา เมื่อเห็นคนที่นั่งตระหง่านอยู่บนหลังม้าอสูรตรงหน้า และกลุ่มทหารรับจ้างมากมายที่อยู่ด้านหลังชายคนนั้น จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ หัวหน้ากังโหย่ว.. ท่านพาคนมามากมายเช่นนี้ จะมาดื่มน้ำชาหรือมาหาเรื่องกัน”
“ ฮ่ะๆๆ.. เจ้าเมืองท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ..”
กังโหย่วกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งความเคารพ
คนส่วนใหญ่ในเมืองมังกรฟ้า ต่างรู้ว่าเจ้าเมืองชินกับหัวหน้าใหญ่กังโหย่วไม่ค่อยลงรอยกันเท่าใดนัก ด้วยกังโหย่วนั้นเป็นคนเหี้ยมโหดป่าเถื่อน ไม่พอใจผู้ใดลงมือสังหารโดยไม่เกรงกลัว จึงกระทบกระทั่งกับฝ่ายดูแลบ้านเมืองอย่างชินฟ่านหลงมาตลอด
“ ร้านนี้เป็นของหลานข้า.. เหตุใดจึงมาไม่ได้..”
เจ้าเมืองชินตอบด้วยโทสะที่เริ่มก่อตัว
“ ฮ่ะๆ.. ข้าไม่มีเรื่องอะไรกับท่าน เพียงแต่จะมาดูว่า.. ตระกูลจ้าวนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด..”
สิ้นคำกล่าวของกังโหย่ว เสียงฮือฮาดังขึ้นจากแขกในร้านทันที ที่แท้หัวหน้าสมาคมทหารรับจ้างถึงกับยกกำลังมาเพราะตระกูลจ้าว
จ้าวเว่ยเมื่อรู้ว่าหัวหน้าใหญ่ผู้นี้มาเพราะตระกูลจ้าวของตน จึงเดินออกไปยืนคู่กับเจ้าเมืองชิน แล้วกุมมือคำนับพร้อมกล่าวขึ้นว่า
“ คารวะหัวหน้าใหญ่กังโหย่ว.. ข้าจ้าวเว่ยหัวหน้าตระกูลจ้าว”
“ หึๆ จ้าวเว่ย.. ไม่กี่ปีมานี้เจ้าเป็นเพียงทหารรับจ้างเล็กๆคนนึง แต่วันนี้กลับปีกกล้าขาแข็ง ถึงขนาดตั้งตระกูลเป็นใหญ่ในเมืองเชียวรึ..”
กังโหย่วเอ่ยวาจาเหยียดหยามไม่ไว้หน้า
“ ท่านหัวหน้าใหญ่กังโหย่ว.. ข้าจะทำเรื่องอันใดคิดว่าคงไม่เกี่ยวข้องกับท่านกระมัง..”
จ้าวเว่ยเองกล่าวเสียงดัง ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีของหัวหน้าตระกูล
“ จริงอยู่.. เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้า แต่เจ้านำคนของข้าไปเข้าร่วมกับตนเอง.. เจ้าถามข้าสักคำรึยัง..??”
กังโหย่วผู้นำสมาคมทหารรับจ้างกล่าวด้วยความโอหัง พร้อมกับกวาดสายตาไปยังกลุ่มของตงห่าว เว่ยฉางโจว ซุ่นจินและทุกคน
“ ท่านหัวหน้า.. พวกข้าเป็นเพียงสมาชิกของสมาคมทหารรับจ้างเท่านั้น ไม่ใช่เป็นคนของท่าน.. ในเมื่อพวกข้าเข้าร่วมกับตระกูลจ้าว ก็หาได้เป็นการทรยศต่อท่านไม่”
เว่ยฉางโจวที่มีอาวุโสและมีกำลังพลมากที่สุดเป็นผู้กล่าวขึ้น
ซิ่วอิงมองดูแล้วคิดว่ากังโหย่วผู้นี้มาหาเรื่องอย่างแน่นอน จึงค่อยๆเดินไปยืนข้างบิดาและเจ้าเมืองชินอย่างช้าๆ แต่การก้าวย่างในความเงียบ กลับเรียกความสนใจของทุกคนพุ่งไปยังตัวเธอ
กังโหย่วเพ่งสายตามองไปยังซิ่วอิง เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กสาวไม่มีพลังปราณจึงไม่สนใจ ก่อนจะหันไปทางเว่ยฉางโจวและพวก แล้วกล่าวขึ้นว่า
“ พวกเจ้าทุกคน.. เป็นสมาชิกของสมาคมทหารรับจ้าง ข้ากังโหย่วผู้นี้เป็นหัวหน้าสมาคม พวกเจ้าต้องเป็นคนของข้าเช่นกัน.. ”
กังโหย่วกล่าววาจาด้วยสีหน้าทมึน ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้าอสูร
'ตึงง'
เสียงดังสนั่นฝุ่นดินกระจายเมื่อร่างของเขาลงมายืนอยู่บนพื้น ทำให้ทุกคนเห็นว่าชายคนนี้มีความสูงกว่า 2 เมตร ร่างกายใหญโตเต็มไปด้วยมัดกล้าม เส้นเลือดปูดขึ้นมาจากกล้ามเนื้อสีทองแดงนอกชุดเกราะจนเห็นได้ชัด
ซิ่วอิงมองร่างกายกังโหย่วด้วยความตกใจ นี่มันคนหรือยักษ์ ระดับพลังปราณก็สูงถึงระดับนภาขั้นกลางเลยทีเดียว เช่นเดียวกับทุกคนที่ไม่เคยเห็นหัวหน้ากังโหย่วผู้นี้ ต่างเผลออุทานออกมาก่อนจะรีบเอามือปิดปาก ด้วยกลัวว่าเสียงจะเล็ดลอดออกมา
“ เว่ยฉางโจว ตงห่าว ซุ่นจินและพวกเจ้าทุกคน.. ข้ามีสองทางให้เลือก หนึ่งกลับมาอยู่กับข้า.. หรือตาย ??"
ถ้อยคำและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการกดขี่ข่มแหงดังลั่นจากปากกังโหย่ว ทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเป็นมืดครึ้มขึ้นมาทันที
ทหารรับจ้างคนอื่นมองหน้ากันไปมาอย่างกังวล พวกเขาอยู่กับตระกูลจ้าว ทุกคนต่างมีความสุข ได้รับการปฏิบัติอย่างดี แต่หากพวกเขาขัดขืนกังโหย่ว ตระกูลจ้าวจะออกหน้าสู้เพื่อพวกเขาหรือไม่
คำกล่าวอหังการ์ของกังโหย่ว นอกเหนือจากทหารรับจ้างแล้ว คนอื่นๆต่างมองเขาด้วยความเกลียดชังเช่นกัน เพราะครอบครัวของพวกเขาหรือเพื่อนบางคน เคยถูกกังโหย่วผู้นี้สังหาร ดังนั้นพวกเขาที่หวาดกลัวต่อหัวหน้าคนนี้ในตอนแรก กลับเปลี่ยนแปลงเป็นความเกลียดชังอย่างรุนแรง
เจ้าเมืองชินที่เป็นผู้ปกครองเมือง ฟังคำที่เห็นแก่ตนเองของกังโหย่วถึงกับชักสีหน้า แล้วกล่าวขึ้นว่า
“ กังโหย่ว.. เจ้าอย่าให้มันมากไปนัก ข้าผู้เป็นเจ้าเมืองยังอยู่ที่นี่ทั้งคน เจ้ากล้าฆ่าคนต่อหน้าข้าเชียวรึ..??”
“ หึ.. ชินฟ่านหลง.. เจ้าเป็นเจ้าเมืองแล้วอย่างไร ข้าหาได้เกรงกลัวเจ้าไม่”
กังโหย่วผู้มีนิสัยมุทะลุอารมณ์ร้อนและโหดเหี้ยม กล่าวจบเขาโคจรลมปราณระดับนภาขั้นกลางขึ้นมาทันที ลมปราณอันหนาแน่นม้วนเข้าหาฝ่ามือของเขาอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนมากมายที่เข้ามาดื่มชาในร้าน เมื่อเห็นว่าจะเกิดการต่อสู้ต่างรีบหลบหนีออกไปจากร้านทันที
ซิ่วอิงเมื่อเห็นว่ากังโหย่วจะเริ่มการโจมตี เธอคิดว่าเจ้าเมืองที่อยู่ระดับนภาขั้นต้นคงจะสู้ไม่ได้แน่ จึงเอ่ยเตือนขึ้นมา
" ท่านลุงระวังตัวด้วย.."
เจ้าเมืองชินถึงแม้นจะมีพลังปราณต่ำกว่าหนึ่งระดับ แต่หาได้มีท่าทีเกรงกลัว รีบโคจรพลังปราณของตนเองขึ้นมาอย่างเร็ว ก่อนจะฟาดฝ่ามือออกไปปะทะกับพลังปราณของกังโหย่วอย่างแรง
‘ปังงงง’
พลังปราณระดับนภาปะทะกันอย่างจัง แรงมหาศาลทำให้เศษดินเศษหินบนพื้นลอยฟุ้งขึ้นในอากาศ ร่างของกังโหย่วผงะถอยหลังไปเล็กน้อย ในขณะที่เจ้าเมืองชินถูกแรงปะทะดันถอยหลังไปหลายก้าว ท่ามกลางสายตาตื่นตลึงของผู้คน
“ ชินฟ่านหลง.. เจ้าสู้ข้าไม้ได้หรอก”
กังโหย่วกล่าวจบรวบรวมพลังขึ้นบนฝ่ามืออีกครั้ง ก่อนจะกำมือแล้วต่อยไปยังร่างของเจ้าเมืองชินอย่างแรง พลังครานี้มหาศาลขึ้นกว่าครั้งแรกมากนัก มากพอที่จะระเบิดบ้านหลังใหญ่ให้ระเบิดเป็นจุลได้เลย
เจ้าเมืองชินไม่ยอมแพ้ รีบรวบรวมสมาธิสร้างฝ่ามือปราณขึ้นมา แล้วฟาดเข้าปะทะกับกำปั้นของกังโหย่วอย่างจัง
‘ตู้มมมม'
‘อั่กกกก’
เมื่อพลังทั้งสองปะทะกัน เสียงกึกก้องของระเบิดลมปราณดังสนั่นทั่วบริเวณ ร่างของเจ้าเมืองชินเซถอยไปหลายก้าวก่อนจะกระอักเลือดออกมา ท่ามกลางความตกตลึงของทุกคน
“ ท่านลุง..”
ซิ่วอิงอุทานออกมาพร้อมรีบเข้าไปหาเจ้าเมืองชิน แล้วนำโอสถวารีชำระให้กินอย่างเร็ว ก่อนจะหันกลับไปมองกังโหย่วด้วยสายตาโกรธเคือง
'ควั่บบ'
เว่ยฉางโจวทะยานออกไปยืนขวางด้านหน้าเจ้าเมืองชิน แล้วเอ่ยกับเขาว่า
" ท่านเจ้าเมือง.. นี่เป็นเรื่องของพวกข้า ท่านไปพักรักษาตัวก่อนเถิด "
เว่ยฉางโจวกล่าวจบไม่รอให้เจ้าเมืองชินได้ปฏิเสธ โคจรลมปราณระดับนภาขั้นต้นของตนเองขึ้นมาเต็มที่ กังโหย่วมองพลังปราณของเว่ยฉางโจว แล้วเอ่ยวาจาพร้อมกับหัวเราะออกมา
“ โอ.. ระดับนภาขั้นต้น.. เว่ยฉางโจวเจ้ามาถึงระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ฮ่ะๆๆ"
" ข้าจะเป็นอย่างไรไม่ใช่เรื่องของเจ้า.. เจ้ามันโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่มีทหารรับจ้างคนใดต้องการอยู่กับเจ้า.. พวกเราไม่ต้องให้คนอื่นต้องเสียเลือดเนื้อ หากจะสู้ก็มาสู้กับข้า.."
เว่ยฉางโจวกล่าวด้วยน้ำเสียงกราดเกี้ยว แล้วต่อยหมัดลมปราณนภาขั้นต้นเข้าใส่กังโหย่วอย่างแรง
'ครืนน'
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอันทรงพลังของเว่ยฉางโจว กังโหย่วไม่ประมาทเร่งพลังปราณอันเหนือกว่าของตนเอง แล้วฟาดเข้าใส่ร่างของเว่ยฉางโจวอย่างหนักหน่วง
‘ บึ้มมม’
'อั่กก'
สิ้นเสียงระเบิดฝุ่นควันจางหาย ทุกคนเห็นร่างของเว่ยฉางโจวถอยหลังไปกว่าสิบก้าว เสื้อผ้าฉีกขาดแขนซ้ายห้อยแนบลำตัว ก่อนจะคุกเข่ากระอักเลือดออกมาเต็มพื้น นี่เป็นผลมาจากการใช้พลังปราณต่อสู้กับผู้ที่เหนือกว่า อีกทั้งเว่ยฉางโจวเพิ่งบรรลุขั้นนภาได้เพียงไม่กี่วัน พลังปราณจึงสู้กังโหย่วที่อยู่ในนภาขั้นกลางไม่ได้
กังโหย่วเมื่อเห็นเว่ยฉางโจวบาดเจ็บก็ไม่รอช้า รีบเกร็งลมปราณใส่ทวนศึกของตนเอง แล้วพุ่งแทงไปยังเว่ยฉางโจวอย่างรวดเร็ว เว่ยฉางโจวที่บาดเจ็บกระดูกแขนหัก พยายามเร่งพลังปราณเพื่อหลบเลี่ยง
" ช้าไปแล้ว.. ใครต่อต้านข้ามันต้องตาย "
สิ้นเสียงคำรามของกังโหย่ว ปลายหอกแทงไปถึงหน้าอกของเว่ยฉางโจวพอดี
" ไม่ๆๆ.."
เสียงกรีดร้องของผู้คนดังลั่นไปทั่วบริเวณ ด้วยพลังปราณระดับนภาขั้นกลางของกังโหย่ว ซึ่งเหนือกว่าทุกคนในที่แห่งนี้ สีหน้าพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เพราะไม่คิดว่าจะมีใครช่วยเว่ยฉางโจวได้อีกแล้ว
……………………………