ตอนที่79 เจิ้งฮุ่ยแพ้
โจวชุนหยูพาลูกชายของเธอกลับไปที่บ้านพ่อกับแม่ด้วยซึ่งเมื่อมาถึงตระกูลโจวก็กำลังทานมื้อเย็นกันอยู่พอดีเมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา พวกเขาจึงได้นำชามและตะเกียบมาเพิ่ม
“พี่ใหญ่ทำไมวันนี้พี่ถึงได้กลับมาที่บ้านล่ะคะ พี่ไม่ต้องทำกับข้าวหรอกเหรอ ? ” โจวชิวลู่เอ่ยถามพี่ใหญ่ของเธอพร้อมกับเคี้ยวข้าวไปด้วยเนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดเรียนอย่างเป็นทางการวันแรกแม่ของเธอจึงได้นำเนื้อไก่มาปรุงอาหารให้กับเธอ ซึ่งมันอร่อยมาก ๆ
“เฮ้อก็เสี่ยวฮุ่ยน่ะสิอยากให้ฉันมาบอกเธอว่าห้ามเธออ่านภาษาอังกฤษหน้าชั้นเรียนในวันพรุ่งนี้มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ? ” โจวชุนหยูเอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้าที่งุนงง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นโจวชิวลู่ก็มีท่าทีที่ฮึดฮัดขึ้นมาก่อนที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กับทุกคนในครอบครัวของเธอฟังโดยบอกไปว่าเดิมทีเจิ้งฮุ่ยคิดว่าสามารถเอาชนะเธอในการอ่านภาษาอังกฤษหน้าชั้นเรียนได้จึงได้มีการเดิมพันกันเกิดขึ้น
“พี่ที่พี่มาที่นี่ก็เพื่อจะมาห้ามไม่ให้ฉันอ่านภาษาอังกฤษอย่างนั้นเหรอ ? ” โจวชิวลู่พูดพร้อมกับมองไปที่โจวชุนหยูหากโจวชุนหยูขอให้เธอยอมแพ้เจิ้งฮุ่ยจริง ๆหลังจากนี้เธอจะคิดว่าตัวเองนั้นไม่มีพี่สาวอีกต่อไป
“เธอจะอ่านแบบไหนก็ได้ตามแต่ที่เธอต้องการเลยฉันมาที่นี่เพื่อบอกเธอเท่านั้น ส่วนเธอจะทำตามหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับเธอ ! ฉันจะบังคับให้น้องสาวของตัวเองขายหน้าไปทำไม? ” โจวชุนหยูพูดพร้อมกับคีบเนื้อให้กับโจวชิวลู่
“แบบนี้สิคะถึงจะสมกับเป็นพี่สาวของหนู! ”
“ชุนหยูหากชิวลู่อ่านภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเสี่ยวฮุ่ย แล้วทำให้เสี่ยวฮุ่ยเสียหน้าแม่สามีของลูกจะไม่รังแกลูกเหรอ ? ” ป้าชือแม่ของโจวชิวลู่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความวิตกกังวล
“แม่คะอย่ากังวลไปเลยค่ะ พ่อสามีของหนูเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีเหตุผลมากหนูไม่กลัวที่จะพูดสิ่งที่ถูกต้องหรอกนะคะอีกอย่างเจิ้งหมิงก็ได้บอกกับหนูแล้วว่าหลังจากที่เขากลับมาเขาจะใช้ข้อกฎหมายพูดกับพ่อของเขาเรื่องการแยกครอบครัว ! ” โจวชุนหยูพูดออกมาตามตรง
“จริงเหรอคะ? พี่เขยต้องการที่จะแยกครอบครัวจริง ๆ อย่างนั้นเหรอคะ ? ” โจวชิวลู่เอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีความสุข
“เบาๆ หน่อยสิ ! ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้นะ ! เจิ้งหมิงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เจิ้งจื้อทำมาโดยตลอดดังนั้นมันจึงไม่ได้สำคัญอะไรเลยหาเราจะแยกครอบครัวออกไปและเราก็ไม่ต้องการอะไรจากพวกเขาอีกด้วย”ตอนนี้โจวชุนหยูแค่อยากจะขอคำแนะนำจากคนในครอบครัวของเธอเท่านั้น
หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จโจวชุนหยูก็ได้ช่วยทำความสะอาด ก่อนจะขอตัวกลับบ้านสามีของเธอพร้อมกับลูกชายซึ่งก่อนหน้านี้ แม่สามีได้บอกกับเธอว่าจะแบ่งกับข้าวเอาไว้ให้เธอคิดว่าคงจะไม่มีอะไรนอกจากอาหารเหลือกิน
เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านเจิ้งจงพ่อสามีของโจวชุนหยูก็ได้กลับมาแล้วเช่นกันและตอนนี้พวกเขาก็ทานมื้อค่ำเรียบร้อยแล้วด้วยเมื่อโจวชุนหยูเห็นว่าไม่มีกับข้าวอยู่บนโต๊ะเลยเธอก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองนั้นเดาถูก
“สะใภ้ใหญ่กลับมาแล้วเหรอ ทานอะไรมาหรือยังล่ะ ถ้ายังก็ขอให้แม่ทำกับข้าวเพิ่มได้เลยนะ”เจิ้งจงรักเจิ้งหมิงเหมือนลูกแท้ ๆ มาโดยตลอดดังนั้นเขาจึงปฏิบัติต่อโจวชุนหยูเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน
“พ่อคะหนูทานข้าวมาแล้วล่ะค่ะ แล้วเสี่ยวฮุ่ยอยู่ไหนเหรอคะหนูบอกกับเสี่ยวลู่ตามที่เธอขอแล้วนะคะ” โจวชุนหยูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดถึงน้องสามีของเธออย่างมีเงื่อนงำ
“หือ ?เสี่ยวฮุ่ยเรียนอยู่ชั้นเดียวกันกับเสี่ยวลู่อย่างนั้นเหรอแล้วเสี่ยวฮุ่ยขอให้เธอไปบอกอะไรกับเสี่ยวลู่กันล่ะ ? ” เจิ้งจงหรี่ตาลงเล็กน้อยและโจวชุนหยูรู้ว่าพ่อสามีของเธอจะต้องรู้สึกไม่สบายใจอย่างแน่นอน
“เปล่าหรอกค่ะไม่มีอะไรค่ะ ตอนนี้เสี่ยวเป่าง่วงมากแล้ว หนูขอตัวพาเสี่ยวเป่าไปนอนก่อนนะคะ”โจวชุนหยูไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะที่เหลือนั้นเธออยากจะให้พ่อสามีไปถามด้วยตัวเอง
เจิ้งจงครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มถามกับภรรยาของเขาซึ่งภรรยาของเขาก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่เช่นกันเธอจึงได้บอกเรื่องราวทั้งหมดกับเจิ้งจงไป
“คุณสอนลูกแบบนี้ได้ยังไง! ” หลังจากที่พูดจบ เจิ้งจงก็ได้ไปที่ห้องนอนของเจิ้งฮุ่ยทันที
ในเวลานี้เจิ้งฮุ่ยกำลังขอให้เจิ้งชงช่วยฝึกการอ่านออกเสียงของเธออยู่แต่ขณะที่พี่ชายของเธออ่านนั้น เธอก็รู้สึกว่าสำเนียงยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักทั้งยังไม่ได้ดีเท่ากับสำเนียงการออกของโจวชิวลู่เลยเสียด้วยซ้ำ
“พี่สามพี่กำลังอ่านอะไรอยู่กัน ? สำเนียงของพี่มันไม่ได้เลยสักนิด ! ” เจิ้งฮุ่ยพูดออกมาด้วยความหงุดหงิดเธอควรจะทำอย่างไรต่อดี ? หากยังคงเป็นแบบนี้ วันพรุ่งนี้เธอต้องแพ้อย่างแน่นอน !
จริงสิเธอยังมีโจวชุนหยูอยู่นี่นา !
ด้วยความที่เจิ้งชงไม่อยากจะสอนตั้งแต่แรกอยู่แล้วและตอนนี้เจิ้งฮุ่ยก็มาหงุดหงิดใส่เขาอีก เขาจึงได้เดินออกไปด้วยความโกรธทันที
“โจวชุนหยู! เธอกลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ ? ” ส่วนเจิ้งฮุ่ยเองก็ได้เดินออกมาจากห้องและกำลังเคาะประตูห้องของโจวชุนหยูอยู่เช่นกันซึ่งบังเอิญกับที่เจิ้งจงเห็นเธอเข้าพอดี
“ทำไมถึงได้ไปเคาะห้องคนอื่นดึกดื่นป่านนี้กันล่ะ! ตอนนี้เสี่ยวเป่ากำลังหลับอยู่ มีอะไรก็ค่อยพูดพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอแล้วทำไมถึงเรียกชื่อจริงพี่สะใภ้ออกไปแบบนั้น ! ”
เมื่อเจิ้งฮุ่ยเห็นเขาเธอก็ตกใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับเงียบลงไปทันที
“ไม่มีอะไรหรอกคะพ่อหนูไปนอนก่อนนะคะ” หลังจากที่พูดจบ เธอก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อน! เมื่อตอนเย็นเธอขอให้พี่สะใภ้ใหญ่ไปบอกอะไรกับเสี่ยวลู่อย่างนั้นเหรอ ? ” เจิ้งจงถามด้วยสีหน้าที่จริงจัง
เจิ้งฮุ่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักฝีเท้าลงพร้อมกับกะพริบตาเร็วขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะหนูแค่ยืมหนังสือของโจวชิวลู่มา ก็เลยขอให้พี่สะใภ้ใหญ่เอาไปคืนให้เท่านั้นเองค่ะ !” เจิ้งฮุ่ยพูดโกหกออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ยังจะมาโกหกอีกเหรอ! ไม่ใช่ว่าเธอดูถูกคนอื่นแล้วมารู้ทีหลังว่าตัวเองจะแพ้หรอกนะนอกจากนี้เธอยังข่มขู่พี่สะใภ้ใหญ่ของตัวเองอีกด้วย ! เธอกำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่! ต่อไปในอนาคต เธอจะไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับคนอื่นเลยอย่างนั้นเหรอ! ” เจิ้งจงต่อต้านลูกชายคนที่สองของเขาในการเข้าร่วมกับคณะปฏิวัติมาโดยตลอดแต่ไม่ว่าเขาจะพยายามโน้มน้าวใจลูกชายแค่ไหน มันกลับไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
จนมาถึงวันนี้เขาไม่คิดเลยว่าลูกสาวคนเล็กของเขาก็ได้มีพฤติกรรมเลียนแบบพี่ชายคนรองของเธอแบบนี้! ซึ่งมันได้ทิ่มแทงหัวใจของเจิ้งจงเป็นอย่างมาก !
“ใครบอกเรื่องนี้กับพ่ออย่างนั้นเหรอคะ? โจวชุนหยูเป็นคนพูดใช่ไหม ? เธอมันจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ มาหลอกพี่ใหญ่ยังไม่พอยังจะมาทำให้พ่อสับสนอีก พ่อเชื่อในสิ่งที่เธอพูดจริง ๆ อย่างนั้นเหรอคะ ! ” ขณะที่เจิ้งฮุ่ยกำลังรู้สึกวิตกกังวลอยู่นั้นเธอก็ได้พูดคำพูดนี้ออกมาโดยไม่รู้เลยว่าแม่ของเธอเองที่เป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อของเธอฟัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจิ้งจงก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะตีเจิ้งฮุ่ยด้วยไม้เรียวไปหลายที จนทำให้เจิ้งฮุ่ยร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดแต่พ่อของเธอก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตีแต่อย่างใด
หากเจิ้งชงไม่เข้ามาหยุดเขาพวกเขาคงจะได้จัดงานศพน้องสาวคนเล็กอย่างแน่นอน
ซึ่งโจวชุนหยูที่อยู่ในห้องนั้นได้ยินเสียงทั้งหมดอย่างชัดเจนและได้ยินคำพูดของเจิ้งฮุ่ยทุกคำ เมื่อรับรู้ถึงสถานการณ์ด้านนอกเธอจึงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันพร้อมกับกอดลูกชายของเธอเอาไว้และนอนหลับไปอย่างสบายใจ
เช้าวันรุ่งขึ้นในคาบเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โจวชิวลู่ก็ได้อ่านข้อความภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดคำและสำเนียงของเธอก็ดีราวกับเจ้าของภาษามาพูดเองจึงทำให้ครูเทียนชื่นชมโจวชิวลู่เป็นอย่างมากส่วนเจิ้งฮุ่ยนั้นไม่สามารถอ่านได้เลยแม้แต่คำเดียว เพราะเมื่อคืนนี้เธอถูกพ่อของเธอตีอย่างหนักจนทำให้เธอลืมสิ่งที่ฝึกไปจนหมดดังนั้นครูเทียนจึงไม่ได้พูดชื่นชมเธอแต่อย่างใด
ในที่สุดโจวชิวลู่ก็ได้คลายความกังวลอันหนักอึ้งของเธอลงไปได้แล้วก่อนที่จะเข้าไปกอดฟู่เยี่ยนอย่างมีความสุข และหอมแก้มฟู่เยี่ยนไปหลายครั้ง !
ฟู่เยี่ยนตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อไปทันที
ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้!
แน่นอนเจิ้งฮุ่ยไม่ได้เรียกโจวชิวลู่ว่าพี่ลู่แต่อย่างใดส่วนโจวชิวลู่เองก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เช่นกันเธอไม่ได้อยากมีน้องสาวแบบนี้อยู่แล้ว เพราะเธอกลัวว่าจะโชคร้ายนั่นเอง !
หลังเลิกเรียนในตอนบ่ายฟู่เยี่ยนก็ได้ยินข่าวลือเรื่องการขอแยกครอบครัวของพี่เขยของโจวชิวลู่ซึ่งฟู่เยี่ยนรู้เรื่องนี้มาจากผู้คนที่กำลังซุบซิบกันนั่นเองทั้งยังเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากอีกด้วย
แต่ทว่าในวันรุ่งขึ้นฟู่เยี่ยนไม่คิดเลยว่าพี่เขยของโจวชิวลู่จะมาปรากฏตัวต่อหน้าของเธอ
เจิ้งหมิงเป็นคนขับรถขนส่งให้กับบริษัทที่อยู่ในเมืองซึ่งงานนี้ยังเป็นงานที่มีคนให้ความสนใจเป็นอย่างมากมันไม่ได้เป็นงานที่มีเงินเดือนสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถหารายได้พิเศษจากการส่งสินค้าให้กับคนทั่วไปได้อีกด้วยซึ่งเจิ้งจงเป็นคนหางานนี้ให้กับเจิ้งหมิงนั่นเอง
เมื่อไม่นานมานี้มีคนขับสองคนได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขณะที่กำลังทำงานในกะกลางคืนและพวกเขาก็ยังใช้รถคันเดียวกันอีกด้วย ซึ่งเจิ้งหมิงเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดมากเขามักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติไปอยู่เสมอทำไมทั้งสองคนถึงได้ประสบอุบัติเหตุกับรถคันนั้นเพียงคันเดียวด้วยและพรุ่งนี้ก็เป็นเขาเองที่ต้องทำงานกะกลางคืน ทั้งยังบังเอิญได้ขับรถคันนั้นและเส้นทางก็เป็นเส้นทางเดียวกันอีกด้วย
เจิ้งหมิงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าหากเขาหาทางออกไม่ได้จริง ๆ เขาจะแกล้งป่วยและขอลาหยุดงานไปเลยสักหนึ่งเดือนแม้ว่าเขาจะได้เงินน้อยลงไปบ้างก็ตามแต่มันก็ดีกว่าที่จะเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้น
แต่ใครจะไปคิดว่าเจิ้งหมิงจะพบวิธีที่แก้ไขปัญหาแล้วและวันนี้ หนี่คุนหัวหน้าทีมยานพาหนะของบริษัทขนส่งก็ได้มาทำงานพอดีด้วย
ซึ่งวันนั้นเขาได้นั่งรถออกไปกับเหล่าฮัวซึ่งเหล่าฮัวนั้นได้รับบาดเจ็บที่ขา แต่เขากลับมีแค่รอยถลอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นดังนั้นเขาจึงได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านแค่หนึ่งวันและกลับมาทำงานตามปกติเมื่อเจิ้งหมิงเห็นหนี่คุนเขาก็ได้เดินเขาไปถามทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นกันแน่
ทั้งสองจึงได้ไปทานข้าวด้วยกันพร้อมกับเจิ้งหมิงได้สั่งอาหารจานโปรดให้กับเขา ซึ่งขณะที่กำลังทานข้าวนั้นหนี่คุนก็ได้บอกความจริงกับเขา
“เสี่ยวหมิงฉันไม่ได้จะหลอกให้นายกลัวหรอกนะในตอนนั้นฉันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างได้อย่างชัดเจนแตฉันก็พยายามที่จะผ่านมันไปให้ได้ จนกระทั่งฉันลืมตาขึ้นมากลับพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย และเมื่อกลับมาถึงบ้านฉันได้เปิดดูยันต์แห่งความสงบที่อาหญิงของฉันเคยให้มา ก็พบว่ายันต์ได้ไหม้ไปแล้วแต่มันน่าประหลาดใจตรงที่กระดาษที่ห่อยันต์เอาไว้กลับไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลยแม้แต่รอยไหม้ก็ไม่มี ! ”