ริมฝีปากซีดเซียวของหูปาสั่นระริก ลำคอเกร็งค้างไร้คำเอื้อนเอ่ยเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
สวีหยางอี้เดินเข้าไปหาหูเจียวเจียวที่ยืนตัวสั่นเทิ้มผมที่ลู่ไปด้านหลังตามแรงลมของเธอค่อยๆ ทิ้งตัวลง
“แหมะ...” เสียงกระเป๋าร่วงลงพื้นเธอมือสั่นจนถือกระเป๋าแอร์เมสสุดหรูไว้ไม่อยู่ ขาทั้งสองข้างสั่นงั่กเมื่อเห็นสวีหยางอี้ที่ค่อยๆ เดินเข้ามา สีหน้าก็ถอดสีลงทันที
แบบนี้มันสัตว์ประหลาดชัดๆ !
ไม่มีใครรู้ซึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ไปดีกว่าเธอ! ราวกับเธออยู่ตรงใจกลางพายุหมุนก็ไม่ปาน!ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในห้วงกระบวนท่าของจอมยุทธ์ชาวจีนยุคโบราณ!
ความรู้สึกของเสี้ยววินาทีแห่งการกลัวตายฝังลงไปในใจเธอเกินคณาเมื่อเห็นสวีหยางอี้เดินเข้ามาเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ตัวเธอก็เริ่มสั่นรุนแรงขึ้น!
และแล้วความกลัวพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด!
“นะ นายอย่าเข้ามานะ!” เธอพูดน้ำเสียงสั่นเครือหนึ่งนาทีก่อนหน้านี้เธอยังตะโกนด้วยวาจาห้าวหาญ บอกให้อีกฝ่ายออกมาหาเธอทว่านาทีนี้กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังข่มขู่ตัวเธอซะงั้น!
มุมปากของสวีหยางอี้ผุดยิ้มขึ้นในขณะที่ฝีเท้ายังคงเดินหน้าเข้าไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
“อย่าเข้ามานะ! บอกว่าอย่าเข้ามาไง!” “ปึก!”แผ่นหลังของหูเจียวเจียวถอยไปแนบกับรถ เธอกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
“นายรู้หรือปล่าว่าพี่ใหญ่ฉันเป็นใคร!” ภาพสะท้อนบนม่านตาของเธอฉายเงาร่างสวีหยางอี้ใกล้เข้ามาและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเธอกลัวจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยาย แต่กระนั้นเสียงเล็กแหลมแหบๆ ของเธอก็แผดขึ้น“ถ้านายทำไรอะไรฉันแม้แต่ปลายนิ้ว! พี่ใหญ่ของฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่!ทั่วทั้งมณฑลหมิงสุ่ย... ไม่สิ! นายจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้อย่างลำบากแน่!อย่าเข้ามานะ!!”
สวีหยางอี้เดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าเธอ พวกเขาอยู่ห่างกันไม่เกิน 20 ซม.
“ไอ้หน้าโง่งั้นเหรอ?” เขามองหูเจียวเจียวด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งหุบ“ด่าฉันงั้นเหรอ?”
“ไม่! ไม่ใช่! ไม่ได้ด่านาย! จะ จริงๆ!!” หูเจียวเจียวตอบกลับเสียงสูงด้วยความตื่นกลัวจนแทบจะร้องไห้
“ฟึบ!” สวีหยางอี้ง้างมือขึ้นในบัดดล “อ้ายยยยยยยย!”หูเจียวเจียวกรี๊ดพลางทิ้งตัวลงบนพื้นทันที
ก็แค่ง้างมือขึ้นดีดนิ้วเท่านั้น สวีหยางอี้เผยคลี่ยิ้มอย่างขบขันพลางมองหูเจียวเจียวที่เริ่มร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ
ในเวลานั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงสดใสของผู้ชายคนหนึ่ง
“ไม่ได้เจอกันสามปี ทำไมนายถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”
เพียงประโยคเดียวก็ปลุกหูเจียวเจียวให้ตื่นจากฝันร้ายนี้ได้เธอยืนขึ้นพลางปาดน้ำตาพร้อมกับตะโกนสุดเสียง “พี่ใหญ่!”
“พี่ใหญ่ ช่วยหนูด้วย! พวกเขาไม่ช่วยหนูแล้ว!”
“นะ หนูถูกไอ้สารเลวนี้รังแก! ฮือๆๆ!”
ใบหน้าของเธอแดงเรื่อ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน และพยายามบีบน้ำตาเรียกความสงสารครั้นหันหน้าไปมองทางต้นเสียงก็พบกับผู้ชายในชุดลายพรางคนหนึ่งที่กำลังยืนยิ้มแปลกๆอยู่ข้างรถ โดยสายตาของชายผู้นั้นดูไม่แยแสเธอแม้แต่น้อย
“นายมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” สวีหยางอี้เอ่ยถามอย่างแปลกใจก่อนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “อ่อ ทะเบียนรถแบบนี้... เป็นรถของในกระทรวงสินะ?”
“นี่เป็นรถของฉัน!” ผู้ชายกำหมัดทาบที่หน้าอกเหมือนทำความเคารพ “ในที่สุดอันดับหนึ่งทุกคนในมณฑลหนานถงที่รอดชีวิตมาได้ก็ได้เจอกันพร้อมหน้าสักที!”
“ยินดีต้อนรับกลับมา เจ้าผู้ชนะ!”
หูปาเหงื่อนกาฬแตกพลั่กเต็มหัว ปากละล่ำละลักเหมือนอยากพูดแต่ก็พูดไม่ออกสักคำ
เขามองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้านหลังเขารู้เพียงแค่ตัวเองไม่เคยเห็นหมัดแบบนี้ที่ไหนมาก่อน!แม้แต่ยอดนักหมัดแม่ไม้มวยไทยที่เขาเคยเรียนด้วยคนนั้นก็ไม่อาจปล่อยแรงบีบอัดของลมออกมาจากหมัดได้!
นี่มันวรยุทธ์ในตำนาน!
มันคือยุทธวิชาล้ำเลิศ!
ในโลกนี้ ยังมีเรื่องแบบนี้อยู่อีเหรอ!
นอกจากเขา ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน
ณ ที่ตรงนั้น มีคนอีกเจ็ดคนเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่มีใครรู้ตัว ไม่มีใครสนพวกเขาเพราะทุกกำลังตกตะลึงกับสวีหยางอี้อยู่
“พระเจ้าช่วย...” นักศึกษามหาลัยฯ คนหนึ่งพูดขึ้นเสียงสั่น “พะ พะพวกนายเห็นเมื่อกี้ไหม? ผมของยายผู้หญิงนั่นปลิวไปด้านหลังเลยอ่ะ!”
“ยังต้องถามอีกเหรอ?! เห็นเต็มสองเบ้าตาเลยแหละ!”นักศึกษาหญิงคนหนึ่งจับแขนเพื่อนนักศึกษาชายแน่น ดวงตาวาวประกาย“เขาคนเดียวคงเอาชนะสิบคนได้ใช่ไหม!”
“อย่าว่าแต่สิบคนเลย...” แววตาของเพื่อนผู้ชายอีกคนหลังจากแววตาตกตะลึงหายไป แววตาแห่งความประทับใจและเลื่อมใสก็ผุดขึ้นแทนที่ทันที“ห้าสิบคนก็ยังไหว...”
“นี่มันเรื่องจริงรึเปล่าเนี่ย...”ชายวัยกลางคนคนหนึ่งคีบบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวนแต่เนื่องจากมือสั่นจึงเล็งไม่เข้าปากสักที “ในโลกนี้ยังมีปรมาจารย์วรยุทธ์แบบนี้อยู่อีกเหรอ?อายุยังน้อยอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”
หมัดเมื่อครู่ทำเอาทุกคนตื่นตะลึงไปตามๆ กัน
หากเส้นผมของหูเจียวเจียวไม่ลู่ไปด้านหลังตามแรงลมเมื่อครู่ ในสายตาทุกคนหมัดนั่นก็อาจเป็นหมัดเร็วที่แบบโคตรของโคตรเร็วเลยก็ว่าได้
แต่พอเส้นผมของหูเจียวเจียวลู่ไปด้านหน้าภายในเสี้ยวพริบตา...
เหตุการณ์เมื่อครู่ช่างน่าน่าเหลือเชื่อเหลือเกิน!
พลังของอมนุษย์ชัดๆ !
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่!” หูเจียวเจียวร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลพลางวิ่งไปหาผู้ชายชุดลายพรางราวกับนกน้อยไร้ที่พักพิง เธอกลัวหมัดเมื่อครู่จนลืมกระเป๋าแอร์เมสราคาหลายหมื่นที่ตกอยู่บนพื้นไปเลย
ชายชุดลายพรางเหลือบหางตามองไปที่หญิงสาวที่วิ่งเข้ามาพลันสลับไปเลิกคิ้วถามสวีหยางอี้ “เกิดอะไรขึ้น?”
“นายก็น่าจะรู้นะ ฉู่เจาหนาน” สวีหยางอี้ยักไหล่อย่างไม่รู้สึกผิด“ฉันแค่นึกไม่ถึงว่านี่เป็นรถของนาย ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยสะดวกแวะไปหานายด้วยสิ”
ฉู่เจาหนานพยักหน้าก่อนหันกลับไปมองหูเจียวเจียวที่วิ่งเข้ามาในระยะครึ่งเมตรทันใดนั้นฝ่ามือของเขาก็ฟาดเข้าไปที่หน้าของเธออย่างจังโดยที่เขาไม่ชายตามองหน้าเธอสักนิด!
“เพี้ยะ!” เสียงตบดังสนั่น ถือว่าเป็นการเรียกสติทุกคนออกจากความตื่นตะลึง
ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ตรงนั้นยกมือขึ้นมาจับแก้มตัวเองอย่างไม่รู้ตัวขนาดพวกเธออยู่ห่างขนาดนี้ ยังสัมผัสได้ว่าการตบเมื่อครู่คงเจ็บน่าดู
ส่วนผู้ชายทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างกลืนน้ำลายอึกเพราะพวกเขารับรู้ได้ถึงน้ำหนักมือเมื่อครู่
หูเจียวเจียวถูกตบจนกระเด็นล้มไปกองอยู่บนพื้นเธอใช้มือกุมจมูกตัวเองพลางส่งเสียงโอดโอย หลังจากพยุงร่างลุกขึ้นและเห็นเลือดกำเดาที่ไหลเต็มฝ่ามือตัวเองก็ส่งแผดเสียงกรี๊ดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ“อ๊ายยยยยยย!!!”
ทำไมกัน!
พี่ใหญ่ที่ดีกับตัวเธอมาตลอดพี่ใหญ่ที่เป็นที่ยอมรับในตระกูลเศรษฐีด้วยกัน พี่ใหญ่ที่ตัวเธอคลั่งไคล้ทำไมถึงกล้าตบเธอได้ลงคอ?
เอ๊ะ! ไม่ใช่! อย่าบอกนะว่าพี่ใหญ่รู้จักกับไอ้สารเลวนั่น?
เขาตบสั่งสอนฉันเพื่อเขางั้นเหรอ? !
“พะ พี่ใหญ่! ทะ ทำไมพี่ถึง...” คำพูดของเธอยังไม่ทันสิ้นสุดลง
ฉู่เจาหนานก็ยื่นมือออกไปบีบคอเธอยกขึ้นอย่างเย็นชา “ขอโทษเขาซะ!”
หูเจียวเจียวไม่รู้จะพูดอะไรขึ้นอีกเธอไม่เคยเห็นพี่ใหญ่ตัวเองเย็นชาขนาดนี้มาก่อน
สำหรับคนในระดับสังคมอย่างพวกเขา ก็มีการแบ่งชนชั้นเช่นกันฉู่เจาหนานคือหลานชายของรองผู้ว่าการมณฑลและยังเป็นลูกชายคนเดียวของผู้ว่าการมณฑลจึงถือศักดิ์สูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย แม้หูเจียวเจียวจะเป็นผู้ดีเอาแต่ใจแต่เหนือกว่าเธอก็คือฉู่เจาหนาน!
เขาคือที่หนึ่งในมณฑลแห่งนี้!
ทุกๆ คำสั่งของฉู่เจาหนาน เธอไม่มีความคิดต่อต้านแม้แต่น้อยเธอทำได้เพียงอย่างเดียวคือพยักหน้าทำตาม
“โห...” เกาเย่ส่งเสียงอุทานมาจากด้านหลัง“ฉันได้ยินนายพูดถึงแม่สาวน้อยคนนี้อยู่หลายครั้งก็ดูเหมือนนายค่อนข้างเอ็นดูเธอหนิ ไม่คิดว่าจะกล้าตบเธอได้ลง”
ฉู่เจาหนานคลี่ยิ้มพลางก้มลงไปใช้มือคีบหน้าของเธอเข้ามาใกล้ๆ “จงฟังให้ดีพี่ไม่เคยติดหนี้บุญคุณเธอ”
เขาบิดหน้าเธอไปมองที่สวีหยางอี้ “แค่ว่าติดหนี้ชีวิตกับเขาคนนี้”
หูเจียวเจียวไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดี! เธอไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะเข้าใกล้ขนาดนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงดีใจจนอกแตกตาย ทว่าตอนนี้กับกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม
เป็นไปได้อย่างไร!
พี่ใหญ่ไปติดค้างหนี้ชีวิตกับคนบ้านนอกแบบนี้ได้อย่างไร? นี่กำลังล้อเล่นอยู่เหรอ?
ฉู่เจาหนานสะบัดมือออก ตอนนี้หูเจียวเจียวไม่มีกะจิตกะใจมาคิดเรื่องเสียหน้าอะไรพวกนี้แล้วเธอร้องไห้พลางคลานเข่าเข้าไปด้านหน้าสวีหยางอี้ ก่อนส่งเสียงพร่าแหบขึ้น“ฉันผิดไปแล้วค่ะ! คุณผู้ชาย! ฉัน...”
“เขาแซ่สวี” ฉู่เจาหนานพูดเสียงเรียบอยู่ด้านหลังเขา
“ฮือ...” หูเจียวเจียวร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังลั่น “คุณสวีคะ!ฉันขอกราบขอโทษ! ดิฉันผิดไปแล้ว! ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ! คุณ... ฮือๆๆ ... ได้โปรด...ให้อภัยฉันด้วย...”
ทุกคนรอบๆ นิ่งเงียบไปตามๆ กัน
ละครเรื่องนี้มันอะไรกัน? เปลี่ยนฉากหักมุมเร็วเกินไปรึเปล่า!
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?” คนขับแท็กซี่คนหนึ่งยืนสูบบุหรี่“เศรษฐีคนหนึ่งหาเรื่องคนอื่น...แล้วหลังจากนั้นก็มีเศรษฐีที่รวยกว่าโผล่มาให้เศรษฐีคนนั้นขอโทษคนอื่น”
“ฉากหักหน้ากันแบบนี้น่าสนุกจริงๆ !” กลุ่มนักศึกษายืนอยู่กันอย่างสนุกสนานราวกับกำลังดูละครเรื่องหนึ่ง
หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ค่อยๆทยอยขึ้นรถของตนและขับจากไป
สำหรับพวกเขา แม้จะตกเย็นแล้ว แต่การที่ได้เห็นละครที่หาดูยากแบบนี้พวกเขาก็พอใจแล้ว ซ้ำยังมีเรื่องราวโพสต์ลงโลกโซเชี่ยลให้ผู้คนกดติดตามอีก
“ฉันกล้าพนันเลยว่า!ตอนที่ผมของยายผู้หญิงนั่นถูกลมพัดตีไปด้านหลังตอนนั้น อย่างน้อยต้องมีคนกดถูกใจมากกว่าหนึ่งพันคน!”
“ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” รถขับโฉบผ่านพวกเขาไปทีละคันสวีหยางอี้มองฉู่เจาหนานด้วยสีหน้าเหยเก “นายไม่ติดค้างอะไรฉันสักหน่อย... อ่อจริงสิ เธอลุกขึ้นได้แล้ว”
หูเจียวเจียวหยุดร้องไห้ลงทันที ก่อนกระโดดมุดหัวเข้าไปในรถอย่างหวาดกลัว
“ติดสิ” ฉู่เจาหนานตอบกลับอย่างไรอารมณ์
“ว่าไง ไอ้ลูกพี่สวีตัวดี” หลัวซานเฟิงเดินถูไม้ถูมือเข้ามาพร้อมหาเรื่อง“ฉันรอเอาคืนมานานแล้ว... เอ๊ะ นะ นะ นี่นายบรรลุขั้นเลี่ยนระดับกลางแล้วเหรอ?!”
หลัวซานเฟิงพูดขึ้นเสียงดังอย่างลืมตัว ท่าทางหาเรื่องเมื่อครู่หายไปทันทีสวีหยางอี้จึงคลี่ยิ้มเอ่ย “แค่เรื่องบังเอิญน่ะ”
“โกหก!” หลัวซานเฟิงยกนิ้วกลางให้สวีหยางอี้อย่างเจ็บใจ
“นอกจากฉันที่บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางได้เมื่อครึ่งปีก่อนหน้านี้คนอื่นๆ ยังอยู่ที่ระดับต้นกันเหมือนเดิม” ฉู่เจาหนานระบายยิ้ม“ฉันบอกให้พวกนายตั้งใจฝึกตนตั้งแต่แรกก็ไม่ยอมฟังตอนนี้รู้ถึงความห่างชั้นกันรึยัง?”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เราจะมาพูดคุยกัน” ฉู่เจาหนานหันมองดูรอบๆ“สามปีที่ผ่านมา มีหลายเรื่องเกิดขึ้น ฉันอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ไม่ได้ นี่!ลูกพี่สวี สถานการณ์ของนายค่อนข้างหน้าเป็นห่วง พวกเราออกจากตรงนี้กันก่อนเถอะ”
คนอื่นๆ เดินตามมาด้านเช่นกัน แต่ถูกฉู่เจาหนานยกมือห้ามไว้ก่อน“มีบางเรื่องที่พวกนายไม่ควรรู้จะดีกว่า”
“เชอะ!”สมาชิกน่าตาน่ารักคนหนึ่งมองฉู่เจาหนานอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมกับยกนิ้วกลางใส่สวีหยางอี้จำได้ว่าเขาเป็นคนที่ถูกฉู่เจาหนานจัดการ
จากนั้นฉู่เจาหนานกับสวีหยางอี้ก็กระโดดทะยานไปที่แปลงนาข้างถนนก่อนจะนั่งลงบนคันนา
“ให้ตายสิ! นายช่วยทำตัวให้หาง่ายๆ หน่อยไม่ได้รึไง”ฉู่เจาหนานยื่นบุหรี่ให้สวีหยางอี้หนึ่งมวน “ฉันมีเวลาไม่มากมีบางเรื่องที่ฉันจำเป็นต้องบอกนาย”
สวีหยางอี้พยักหน้า ความรู้สึกซาบซึ้งใจพลันเอ่อล้นขึ้นในใจดั่งคลื่นสมุทร
สามปีแล้ว... ผ่านไปสามปีเต็มๆ คนพวกนี้สิ... ถึงจะเป็นเพื่อนเก่าตัวจริง
ก่อนหน้านี้ อาจจะพูดได้ว่าพวกเขาทั้งสองไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไรแต่เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาดำเนินมาถึงจุดนี้
นั่นก็คือพวกเขาคือคนที่รอดออกมาจากเหตุการณ์สังหารหมู่อันนองเลือดครั้งนั้นเหมือนกัน
คือกำลังรบที่ไร้เทียมทาน
ในที่ที่คนอื่นมองไม่เห็น คนพวกนี้กำลังดิ้นต่อสู้เพื่อชีวิตของตนจากอันดับหนึ่งทั้งสิบสามคนในตอนนั้น ตอนนี้เหลือเพียงเจ็ดคน