ชาวบ้านเหล่านี้ถูกหวางซื่อกับเจียงซื่อด่าทอก็ไม่พอใจอย่างมากขณะคิดจะด่ากลับ หนึ่งในนี้กลับชี้ไปทางนอกหมู่บ้านพลางเอ่ยว่า “เจ้าหน้าที่มีเจ้าหน้าที่ของทางการมา!”
“แย่แล้ว มีบ้านใดทำผิดอย่างนั้นหรือ!”
“เร็วเข้ารีบไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน!”
ชาวบ้านทุกคนในที่นี้ต่างมีสีหน้าตระหนกตกใจก่อนจะรีบวิ่งไปบ้านผู้ใหญ่บ้านผิดกับหวางซื่อกับเจียงซื่อที่วิ่งไปที่ประตูหน้าหมู่บ้าน รอจนเจ้าหน้าที่เดินมาถึงก็รีบเอ่ยถามออกไปทันที“ไม่ทราบว่าพวกท่านมาหาใครหรือ”
“มาหากู้อวี้”เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยตอบ
ครั้นหวางซื่อได้ยินวาจานั้นแววตาเป็นประกายในทันใดนางรีบวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมตะโกนไปด้วยว่า “แย่แล้ว กู้อวี้ทำความผิดเจ้าหน้าที่ทางการจะมาจับตัวเขาไป!”
เห็นแม่สามีตะโกนเช่นนี้ เจียงซื่อวิ่งแยกออกไปอีกทางพร้อมกับตะโกนประโยคเดียวกันนี้“แย่แล้ว มีเจ้าหน้าที่มาจับกู้อวี้!”
เจ้าหน้าที่ของทางการ “…”
“นี่พวกเจ้ายังสติดีอยู่หรือไม่ไม่เห็นหรือไรว่าฆ้องที่พวกเราถือมามีผ้าสีแดงผูกอยู่ด้วย!”เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวขึ้น
เจ้าหน้าที่อีกคนไม่สนใจ กล่าวว่า“รีบตีฆ้องเถอะ เดี๋ยวผู้ที่สอบได้เป็นหลิ่นเซิงจะตกใจเช่นสองคนนี้อีก”
ยังไม่ทันที่ชาวบ้านจะหายตกใจจากคำตะโกนของหวางซื่อกับเจียงซื่อเจ้าหน้าที่ก็ตีฆ้องเสียงดังจนทำให้ชาวบ้านแตกตื่นอีกรอบ
“ยินดีกับกู้อวี้แห่งหมู่บ้านเจ้าเจี่ยวตำบลซวงเจียว อำเภอฟู่หยวน เมืองหย่งโจวที่สอบได้เป็นหลิ่นเซิง!”
ชาวบ้านทุกคน “…”
“เมื่อครู่พวกเจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอันใดกันทั้งที่เจ้าหน้าที่ของทางการมาแสดงความยินดี แต่กลับตะโกนบอกว่าจะมาจับกู้อวี้”
“จัดการพวกนางเลย!”
“ตบปากของพวกนางชอบพูดจาไม่ดีนัก!”
ชาวบ้านพูดพร้อมกับเข้าไปรุมตบตีเจียงซื่อกับหวางซื่อผู้ที่ไม่รู้มาเห็นจะนึกว่าผู้ที่ตบตีสองคนนั้นอาจเป็นญาติของหลิ่นเซิง
ยามนี้ในหมู่บ้านมีซิ่วไฉอยู่สองคนแล้วผู้ใดจะไม่อยากให้หมู่บ้านมีหลิ่นเซิงบ้าง ทุกคนล้วนตระหนักดีว่าหลิ่นเซิงคืออะไร นั่นคือผู้ที่สอบได้คะแนนอยู่ในระดับดีในการสอบระดับท้องถิ่นเหนือกว่าซิ่วไฉอีกหนึ่งชั้น!
ประการสำคัญคือผู้ที่สอบได้คือกู้อวี้ซึ่งเพิ่งจะอายุสิบสามเท่านั้น!
เขาเพิ่งจะอายุสิบสามก็สอบได้คะแนนอยู่ในระดับดีในการสอบระดับท้องถิ่นเมื่อนำมาเทียบกับผู้อื่นซึ่งอายุตั้งสิบเจ็ดก็สอบผ่านแค่ได้เป็นซิ่วไฉธรรมดาเท่านั้นแค่นี้ก็รู้แล้วว่าผู้ใดเก่งกว่ากัน
ก่อนหน้านี้หวางซื่อกับเจียงซื่อยังเที่ยวพูดกับคนในหมู่บ้านว่ากู้อวี้ไม่มีความสามารถเก่งสู้หลิ่วเหวินไฉไม่ได้อยู่เลย ทีนี้เป็นอย่างไร เหมือนถูกตบหน้าเลยใช่ไหมเล่า ครั้งนี้ไม่เหมือนถูกตบหน้าธรรมดาแต่คล้ายว่าจะถูกตบจนเสียงดังสนั่นเลยทีเดียว!
ชาวบ้านตามเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านสกุลกู้มีบางคนที่วิ่งไปแจ้งเรื่องนี้แก่สกุลกู้ก่อนแล้ว ยามนี้กู้อวี้พาเจินเจินไปเที่ยวเล่นส่วนกู้ซิ่วไฉกับเอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อหลางก็ไปที่สำนักศึกษาของคหบดีจางภายในบ้านจึงเหลือแค่กู่ซื่อคนเดียว นางไม่ได้มีท่าทีแปลกใจแต่อย่างใดเนื่องจากวันที่ไปสอบกลับมา กู้อวี้ได้บอกให้บิดามารดากู้ทราบแล้วว่าผลการสอบในครั้งนี้น่าจะอยู่ในอันดับต้นๆ
นางกับสามีรู้ถึงความสามารถของบุตรชายคนโตดีสอบได้คะแนนอยู่ในระดับดีในการสอบระดับท้องถิ่นจึงอยู่ในความคาดหมายของนางกับสามีอยู่แล้วพอมีชาวบ้านวิ่งมาบอกข่าวนี้ให้ทราบ จึงรีบหยิบซองแดงที่เตรียมไว้ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มาแจ้งข่าวในทันที
ครั้นเจ้าหน้าที่เห็นซองแดงหนาๆก็ยิ้มกว้าง ต่างพูดยกย่องยินดีไม่หยุดหย่อน ชาวบ้านที่มาด้วยก็ไม่น้อยหน้าพูดสรรเสริญเยินยอกันยกใหญ่ หลังจากส่งเจ้าหน้าที่กลับไปแล้ว กู่ซื่อได้ขอช่วยให้หญิงชาวบ้านผู้หนึ่งที่ค่อนข้างสนิทกันนำถั่วลิสงเมล็ดแตงและลูกกวาดที่เตรียมเอาไว้ออกมาจากนั้นขอให้ผู้ใหญ่บ้านจุดประทัดที่หน้าหมู่บ้าน และให้ส่งคนไปแจ้งข่าวเรื่องนี้ที่หมู่บ้านข้างเคียง
คนที่ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ไปแจ้งข่าวรีบวิ่งไปบอกเรื่องนี้แก่กู้ซิ่วไฉเขาดีใจมากเลยอนุญาตให้เด็กๆ หยุดเรียนครึ่งวัน
เมื่อคหบดีจางทราบเรื่องนี้ก็ให้คนไปแจ้งเรื่องแก่หยวนเหล่าเอ้อร์อนุญาตให้เขาหยุดงานหนึ่งวันทั้งยังเตรียมของขวัญแสดงความยินดีให้หยวนเหล่าเอ้อร์นำไปมอบให้สกุลกู้โดยฝากบอกว่าเป็นของขวัญจากตน พร้อมด้วยภรรยาและบุตรชาย
หลิ่วซื่อพอทราบเรื่องนี้ก็ทอดถอนใจ“อาจารย์กู้ช่างสั่งสอนบุตรชายได้ดีเหลือเกิน เพิ่งจะอายุสิบสามเท่านั้นใช่หรือไม่”
คหบดีจางพยักหน้า “ใช่อายุสิบสามก็สอบได้เป็นหลิ่นเซิงแล้วขณะที่บุตรชายเราแม้แต่สอบถงเซิงก็ยังไม่ผ่าน”
“ท่านไม่ต้องร้อนใจไปยามนี้ท่านอาจารย์กู้ไม่ใช่ว่ามาสั่งสอนบุตรของพวกเราแล้วหรือข้าเชื่อว่าภายภาคหน้าพวกเขาต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน ท่านไม่สังเกตหรือว่านับตั้งแต่เจ้าสามได้เรียนกับท่านอาจารย์กู้ก็ขยันกว่าก่อนหน้านี้มากนัก”หลิ่วซื่อเอ่ยอย่างมั่นใจ
คหบดีจางกลับเอ่ยว่า “นั่นเพราะเขาอยากเปรียบเทียบกับเจินเจินต่างหาก”
หลิ่วซื่อกลอกตา “ข้าไม่สนท่านแค่บอกมาว่าเจ้าสามเปลี่ยนไปหรือไม่ก็พอ ท่านลองสังเกตเจ้าใหญ่กับเจ้ารองบ้างหรือไม่พวกเขาขยันอ่านหนังสือกว่าก่อนหน้านี้มากนัก”
“เจ้าพูดถูก”
หลิ่วซื่อยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อสามี“ท่านลองปรึกษากับท่านอาจารย์กู้ดู ลองถามดูสิว่าหากจะให้กู้อวี้มาเป็นอาจารย์สอนที่นี่ด้วยได้หรือไม่พวกเราจะให้ค่าจ้างเดือนละสิบตำลึงเลย แต่แท้จริงข้าต้องการให้มาเป็นเพื่อนเรียนกับเจ้าใหญ่และเจ้ารองต่างหากท่านคิดเห็นเป็นอย่างไร หากบุตรชายของเรามีท่านอาจารย์กู้คอยสอนและมีกู้อวี้เป็นเพื่อนเรียนพวกเขาจะต้องมีผลการเรียนดียิ่งกว่านี้เป็นแน่!”
คหบดีจาง “…”
“แต่ข้าไม่เห็นด้วย ยามนี้สกุลกู้มิได้ขาดแคลนเงินเหมือนก่อนเงินค่าจ้างที่ข้าให้ท่านอาจารย์กู้เดือนละสิบตำลึง เขาใช้เงินแปดตำลึงไปซื้อกระดาษมาให้นักเรียนเห็นได้ชัดว่าเขามิได้ขาดแคลนเงิน”
หลิ่วซื่อถลึงตาใส่ผู้เป็นสามี“ท่านลองถามดูหน่อยไม่ได้หรือไร”
คหบดีจางส่ายหน้า “อย่าเลยข้าไม่อยากไปขัดขวางอนาคตอันรุ่งโรจน์ที่กำลังรอกู้อวี้อยู่ อาจารย์ในสำนักศึกษาในอำเภอมีแต่ผู้ที่สอบผ่านจวี่เหรินต่อไปภายภาคหน้ากู้อวี้ก็ต้องไปสอบจวี่เหริน ให้เขาไปเป็นอาจารย์ที่สำนักศึกษาในอำเภอน่าจะดีกว่าความรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องเรียนให้มากๆ ถึงจะถูก!”
หลิ่วซื่อถลึงตาพร้อมกับยื่นมือไปบิดหูผู้เป็นสามี“ข้าแค่ให้ท่านไปถามแค่นี้ เหตุใดถึงได้พูดมากนักหากท่านยังรังเกียจว่าสิบตำลึงยังน้อยไป เช่นนั้นก็ให้ห้าสิบตำลึงคนพ่อห้าสิบตำลึง คนลูกห้าสิบตำลึง รวมกันทั้งคู่ก็เป็นหนึ่งร้อยตำลึง ปีหนึ่งพวกเขาจะได้หนึ่งพันสองร้อยตำลึงแล้วยังจะไม่สนใจทำอีกหรือ ราคานี้จ้างจิ้นซื่อมาสอนยังยอมเลย!”
“โอ๊ย เจ้าปล่อยมือก่อนข้าถามๆ ข้าไปถามให้ก็ได้ เจ้านี่ เงินพวกนั้นไม่ใช่เงินสำหรับเจ้าหรืออย่างไรเดือนละตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเจ้ายังคิดออกมาได้ ข้าให้แค่สิบตำลึงเท่านั้นมากกว่านี้ไม่ให้แล้ว!”
หลิ่วซื่อแค่นเสียงฮึ“ท่านนี่ขี้งกเสียจริง!”
ในขณะเดียวกันกู้อวี้กำลังพาเจินเจินลงจากเขาเพื่อกลับหมู่บ้านทันทีที่เข้ามาในหมู่บ้านก็ถูกชาวบ้านรุมล้อมตัวเอาไว้ทุกคนต่างพูดแสดงความยินดีและชื่นชมว่าเจินเจินคือดาวนำโชค ไม่ว่าจะอยู่กับผู้ใดผู้นั้นก็โชคดี
เจินเจินเห็นทุกคนชื่นชมตนเองก็ยืดอกเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ“นั่นแน่นอนอยู่แล้ว” นางคือดาวนำโชคของพี่ชายแน่นอนอยู่แล้ว
“ข้าขอขอบคุณทุกคนมากเย็นนี้ขอเชิญทุกคนไปกินดื่มฉลองกันที่บ้านข้า” กู้อวี้ยิ้มรับคำชมพร้อมกับกล่าวขอบคุณทุกคนก่อนที่ชาวบ้านจะพาทั้งคู่ไปหาหยวนฟู่กุ้ยซึ่งกำลังจุดประทัดอยู่ใกล้ๆกับบ้านเดิมสกุลหยวน
หยวนฟู่กุ้ยเริ่มจุดประทัด เสียงดัง ปังๆติดต่อกันไม่หยุด เจินเจินเห็นดูน่าสนุกจึงเอามือออกจากมือของกู้อวี้แล้ววิ่งเข้าไปหาบิดาหยวนฟู่กุ้ยกอดบุตรสาวเอาไว้พร้อมกับเอามือปิดหู เมื่อประทัดหมดจึงเอ่ยว่า“พวกเรากลับบ้านกัน”
‘เฮอะขอให้คนบ้านเดิมสกุลหยวนหูหนวกกันให้หมด!’
ยามนี้บรรยากาศภายในบ้านเดิมสกุลหยวนประหนึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอึมครึมและหนักอึ้งอีกครั้งหวางซื่อและเจียงซื่อเอามือกุมใบหน้าที่ถูกชาวบ้านตบตีพลางร้องไห้น้ำตาอาบหน้าในขณะที่เจ้าใหญ่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ส่วนผู้ที่มีสีหน้าแย่ที่สุดเห็นจะเป็นผู้เฒ่าหยวน
“กู้อวี้สอบได้เป็นหลิ่นเซิงเขาอายุเพียงสิบสามก็สอบได้เป็นหลิ่นเซิงแล้ว คนอายุสิบเจ็ดสอบได้เป็นซิ่วไฉเทียบไม่ได้เลยเจ้าใหญ่นี่น่ะหรือคือคนที่เจ้าดึงดันอยากจะสลับกับเจ้าหกไปหมั้นหมายด้วยในตอนนั้น!” ยามนี้ผู้เฒ่าหยวนรู้สึกเสียใจภายหลังอย่างมากทีเดียว!