เถียนเสี่ยวชุนยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นกำเสื้อที่เปียกเลอะจนมองแทบไม่ออกว่าเดิมเป็สีอะไรใบหน้าของเธอแดงก่ำจากทั้งความใและความโกรธ
“ซูเยว่!”
สีหน้าของซูเยว่ยังเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมีเพียงปลายคางที่เชิดขึ้นนิดเดียวเท่านั้นที่บอกว่ากำลังชื่นชมกับฉากตรงหน้าอยู่
“แม่!”เถียนเสี่ยวชุนหันไปทางในบ้านแล้วะโลั่น “แม่! ออกมาดูสิ ซูเยว่ทำเสื้อฉันพัง!”
เสียงฝีเท้าดังถี่ ๆตามมาแทบจะทันที หลี่กุ้ยฮวาเปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว พอเห็นภาพตรงหน้าสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนทันที “นี่มันเื่อะไรกันอีก”
เถียนเสี่ยวชุนรีบฟ้อง“ฉันแค่ให้เธอช่วยซักเสื้อให้ตัวเดียว เธอก็พลิกอ่างน้ำทิ้งเลย ดูสิเสื้อฉันเลอะหมดแล้ว!”
หลี่กุ้ยฮวาหันมามองซูเยว่ทันที“เป็สาวเป็นาง ใครสอนให้เธอเอาแต่อารมณ์เสียแบบนี้ วันหน้ายังจะแต่งงานได้อีกเหรอนิสัยแบบนี้ได้มาจากใครกัน”
มือของซูเยว่กำแน่นใบหน้าไร้รอยยิ้ม “ป้าหลี่คิดว่าใครล่ะ? แต่ถึงยังไงก็คงไม่ใช่พ่อฉันหรอก”
“ฮึ่มอวดดีขึ้นทุกวันเลยนะ” หลี่กุ้ยฮวาจ้องมองลูกเลี้ยงตาเขม็ง “ยังมีหน้ามาย้อนอีก!”
ซูเยว่กลอกตาถ้าไม่ใช่เพราะ่นี้อีกฝ่ายเอาแต่หาเื่น้องชายเธอเธอก็คงี้เีแม้แต่จะต่อล้อต่อเถียงสักคำด้วยซ้ำ
หลี่กุ้ยฮวาหรี่ตาลงมองซูเยว่ั้แ่หัวจดเท้า “ในเมื่อมีแรงเหลือมาพลิกอ่างน้ำได้ทำไมยังไม่รีบไปทำการทำงานอีก เธอไม่ทำงานแล้วน้องๆ ของเธอจะเอาอะไรกิน? รีบออกไปได้แล้ว!”
ซูเยว่สะบัดมือที่เย็นะเืเนื่องจากเปียกน้ำอย่างไม่สบอารมณ์พลางหันหลังยกผ้าขึ้นไปตากบนราวแขวนไม้ที่ทำขึ้นง่ายๆ
“แกก็เหมือนกันเอาแต่ทำเื่ไร้สาระพวกนี้ วันนี้ออกไปทำงานให้ฉันซะ!”หลี่กุ้ยฮวาหันมาต่อว่าลูกสาวที่ยังกอดเสื้อด้วยความไม่พอใจ ่นี้เสบียงในบ้านต้องเริ่มคำนวณใช้อย่างกระเบียดกระเสียรแม้แต่นางยังแทบกินไม่อิ่ม ไม่ต้องพูดถึงลูกชายสุดที่รักเลยหลี่กุ้ยฮวาจึงไม่ลังเลที่จะส่งทุกคนในบ้านหลังนี้ออกไปทำงานเพื่อให้ได้แต้มงานมากขึ้นอีกนิด
เถียนเสี่ยวชุนหน้าตาบูดบึ้งแต่ก็ไม่กล้าเถียงมารดาได้แต่มองตามแผ่นหลังของซูเยว่อย่างขุ่นเคืองจากนั้นเมื่อมองไปยังชุดที่เปียกชุ่มด้วยคราบโคลนในมือ ดวงตาก็เผยแววชั่วร้าย
สภาพแวดล้อมของหมู่บ้านในยุค1959นั้นช่างแห้งแล้งและเงียบเหงาท้องทุ่งนารวมตอนนี้ก็เหลือเพียงตอซังข้าวและดินที่เริ่มแข็งตัวจากความเ็าวบ้านรูปร่างผอมโซในชุดสีน้ำเงินหรือเทาเข้มเดินก้มหน้าก้มตาไปตามทางเดินแคบ ๆต่างคนต่างเร่งรีบไปลงนาเพื่อสะสมแต้มงานเท่าที่จะหาได้ เพราะในปีที่ขัดสนเช่นนี้แต้มงานเพียงไม่กี่แต้มอาจหมายถึงชีวิตของคนทั้งครอบครัวใน่ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
เด็กสาวมองบรรยากาศโดยรวมรอบๆแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจในใจเงียบๆ ่สองสามปีมานี้ใคร ๆก็พูดเหมือนกันว่าปีหน้าอาจจะดีขึ้น แต่กลับไม่เคยดีขึ้นจริง ๆแต้มงานที่ได้จากการลงแรงยังคงถูกนับอย่างเข้มงวดส่วนอาหารในโรงอาหารรวมกลับลดลงเรื่อย ๆ ข้าวต้มบางวันใสจนเห็นก้นชามแม้แต่ผักดองก็ยังแบ่งน้อยลง กระทั่งไม่นานมานี้ก็มีประกาศยกเลิกโรงอาหารรวมอีกแล้วทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ไปกว่าเดิม คนที่สามารถกินอิ่มเต็มมื้อได้แทบจะไม่มีเลย
ซูเยว่เดินผ่านทางดินแคบๆ ไปยังลำธารด้านตะวันออก ตรงนั้นมีหญ้าขึ้นหนากว่าที่อื่นเพราะดินยังพอชื้นอยู่หญ้าเหล่านี้จะถูกเอาไปเลี้ยงหมูของหมู่บ้านซึ่งเลี้ยงรวมกันอยู่ที่คอกส่วนกลางหมูพวกนั้นยังสำคัญกว่าคนเสียอีก เพราะถ้ามันโตพอขายหรือส่งตามโควตาได้ก็อาจมีน้ำมัน มีแต้มงาน หรือมีเนื้อเข้ามาเพิ่มอีกเล็กน้อยต่อให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้กินเลยก็ตาม
เมื่อมาถึงจุดหมายเด็กสาวก็วางตะกร้าลง งอเข่าลงแล้วเริ่มใช้มีดตัดหญ้าทีละกำ
หญ้าปลายฤดูคมและแข็งกว่าปกติปลายใบขูดผิวมือจนขึ้นรอยแดงได้ง่าย แต่ซูเยว่ชินกับมันแล้วงานนี้เป็งานประจำของเธอมานาน เธอควรจะรู้สึกโชคดีมากกว่าเพราะเป็ลุงที่ช่วยเหลือ ทำให้เธอได้งานที่ง่ายกว่าคนอื่นๆ มากขนาดนี้ แม้ว่าแต้มงานจะน้อยกว่าด้วยก็ตามแต่ก็ทำให้เธอมีเวลาทำงานบ้านและงานอื่นๆ ได้มากขึ้นหากขยันพอ
เธอตัดหญ้าไปเรื่อย ๆจนเหงื่อเม็ดเล็กซึมที่หน้าผาก แม้อากาศจะเย็นลงแล้วก็ตามกล้ามเนื้อแขนเริ่มเมื่อยล้า แต่ความเร็วกลับไม่ชะลอลงเลย
“ซูเยว่!”
เสียงคุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลังเธอเงยหน้าขึ้นก็เห็นจ้าวเสี่ยวหยากำลังเดินลัดพงหญ้ามาอีกฝ่ายสะพายตะกร้าเล็กไว้ข้างหลังและถือเคียวอยู่ในมือเหมือนกัน
“ฉันว่าแล้วว่าเธอต้องอยู่ตรงนี้”จ้าวเสี่ยวหยาหอบเล็กน้อยก่อนจะหยุดยืนข้าง ๆ “เมื่อกี้ฉันผ่านหน้าบ้านเธอเห็นเถียนเสี่ยวชุนทำหน้าบูดอย่างกับโดนใครเหยียบหาง”
“ช่างแม่นั่นเถอะ”ซูเยว่พูดอย่างไม่ใส่ใจ
จ้าวเสี่ยวหยาถอนหายใจ“บ้านเธอเนี่ย…ฉันฟังแล้วยังเหนื่อยแทน”จากนั้นเด็กสาวก็นั่งยองลงช่วยรวบหญ้าที่ตัดแล้วเข้ากอง“ฉันได้ยินคนที่โรงอาหารพูดกันอีกแล้วว่าป้าหลี่อยากให้ซูอันหยุดเรียนจริงหรือเปล่า?”
มือของซูเยว่หยุดไปครู่หนึ่ง“่นี้เธอพูดทุกวัน เหมือนกลัวว่าถ้าเว้นไปสักวันแล้วฉันจะลืม”
จ้าวเสี่ยวหยาขมวดคิ้ว“แต่เสี่ยวอันเรียนดีออก ครูสวี่ก็ยังชมอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
ซูเยว่ยกมีดขึ้นเฉือนหญ้าแรงกว่าเดิมนิดหนึ่ง“ในสายตาหลี่กุ้ยฮวา เด็กที่เรียนหนังสือได้ ควรจะมีแค่ลูกชายของเธอเท่านั้นแหละ”อย่าคิดว่าเธอไม่รู้ว่าปีศาจตัวนั้นกำลังคิดวางแผนอะไร
จ้าวเสี่ยวหยานิ่งไปชั่วครู่ก่อนพูดเสียงต่ำ “แล้วพ่อเธอล่ะ”
“ถ้าจะหวังพึ่งเขาก็ไม่สู้หวังให้หลี่กุ้ยฮวาเกิดมีสำนึกมโนธรรมขึ้นมาดีกว่า”น้ำเสียงของเด็กสาวนิ่งเรียบราวกับไม่ได้พูดถึงพ่อของตัวเอง
ทั้งสองคนช่วยกันตัดหญ้าต่ออีกพักใหญ่จนได้เต็มสองมัดซึ่งใหญ่พอจะเอาไปส่งคอกหมูได้ซูเยว่ใช้เชือกมัดให้แน่นแล้วพาดขึ้นบ่า
“เดี๋ยวฉันช่วยถือไปส่งที่คอกหมู”จ้าวเสี่ยวหยาพูด
ซูเยว่ส่ายหน้า“ไม่ต้องหรอก บ้านเธอก็มีงานของเธอ ฉันไปเองได้”
“...ก็ได้”จ้าวเสี่ยวหยาลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดตอบ “เธอนี่ดื้อจริง”
ซูเยว่เผยรอยยิ้มครั้งแรกของวันจากนั้นก็แบกหญ้าเดินต่อไปยังคอกหมูของหมู่บ้าน
คอกหมูตั้งอยู่ด้านหลังโรงอาหารรวมเป็โรงไม้หลังคาเตี้ย ๆ มีกลิ่นฉุนแรงตลบอยู่ตลอดเวลาคนดูแลคอกเป็หญิงวัยกลางคนชื่อพี่สะใภ้หวัง เธอกำลังคนอาหารอยู่ในรางไม้ยาวพอเห็นซูเยว่แบกหญ้ามาก็เงยหน้าขึ้น
“วันนี้ได้เยอะเลยนะ”พี่สะใภ้หวังพูดพลางเดินมารับหญ้า “หลายบ้านเอามานิดเดียวเอง บอกว่าหญ้าดี ๆเริ่มหายากแล้ว”
ซูเยว่ปลดมัดหญ้าลงบนพื้น“ที่ลำธารด้านตะวันออกยังมีอยู่บ้าง”
หญิงคนนั้นพยักหน้า“พรุ่งนี้ถ้ามีเวลาไปตรงนั้นอีกก็ดี หมูผอมลงทุกวัน ถ้าอาหารไม่พอ เดี๋ยวจะไม่โต”
ซูเยว่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย พี่สะใภ้หวังหยิบสมุดเก่า ๆเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าด้านข้าง จดอะไรบางอย่างลงไป
ซูเยว่มองสมุดเล่มนั้นเงียบๆ
แต้มงานที่เธอลงแรงแลกมาก็จะถูกนับเข้าบ้านซูอยู่ดีต่อให้เธอทำงานแทบตายสุดท้ายคนที่มีสิทธิ์พูดว่าแต้มงานนั้นควรถูกใช้กับใครก็คงไม่ใช่เธอ
ต่อจากนั้นเธอต้องอ้อมขึ้นไปยังเนินตะวันตกเพื่อเก็บฟืน
หน้าหนาวใกล้เข้ามาทุกทีฟืนจึงกลายเป็ของสำคัญไม่ต่างจากอาหาร ทุกบ้านต่างแย่งกันเก็บกิ่งไม้แห้งท่อนไม้ผุ และรากไม้ที่ขุดขึ้นมาเผาได้ บนเนินมีรอยคนเดินไปมาจนโล่งเตียนกิ่งไม้ที่เก็บง่ายแทบไม่เหลือ ซูเยว่ต้องเดินลึกเข้าไปอีกหน่อยถึงจะเจอของที่พอใช้ได้บ้าง
ระหว่างกำลังมัดฟืนเสียงคนก็เรียกมาจากด้านหลังอีกครั้ง
“เสี่ยวเยว่”