เช้าวันที่ทุกคนคิดว่าสดใสแต่สำหรับในใจของซูเจินนั้น มันชั่งเป็นเช้าที่ดูมืดมัวและไม่อยากตื่นมาเจอมันเลย ในเมื่อโชคชะตามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทุกอย่างก็คงต้องดำเนินต่อไป ณ ตอนนี้ซูเจินได้ยืนอยู่ระหว่างประตูทางออกของเมือง สายตาที่มองไปไกลสุดเห็นเพียงเเต่พื้นดินโล่งไม่มีแม้แต่บ้านคนเลยสักหลัง ในตอนนั้นนางหันกลับมามองยังเมืองหลวง ภายในมีผู้คนหนาแน่นเดินผ่านไปผ่านมาและหนึ่งในกลุ่มนั้นคือผู้คนที่มาส่งนาง อี้เถียนและอาเฟยเดินมาพร้อมกับทหารดูเเล วินาทีนั้นซูเจินเริ่มใจแป่วเมื่อคนที่มาส่งนางนั้นมีเพียงเท่านี้ เเต่ในใจก็ไม่วายที่จะชะเง้อคอมองไปรอบๆและในตอนนั้นเองอาฉางก็ได้วิ่งมาสมทบกับอาเฟย มันทำให้ซูเจินรู้สึกใจชื้นเมื่อเห็นอาฉางวิ่งมา
"ขอประทานอภัยที่ข้ามาช้า องค์ชายอี้เฉียนให้ข้าน้อยมาเป็นตัวเเทนในการไปส่งพระชายาพะยะค่ะ" สิ้นคำพูดของอาฉาง ซูเจินก็กลับมาทำหน้านิ่งอีกครั้ง เเน่นอนว่าอี้เถียนดูออกว่าซูเจินอยากให้อี้เฉียนมาเองมากกว่า เเต่ด้วยที่เขาก็คือหนึ่งในสามีของนาง ดังนั้น..เขาจึงต้องทำหน้าที่ปลอบใจนางในช่วงที่พี่รองของเขาไม่อยู่
"ถึงพี่รองจะได้ไม่ได้มาส่งเจ้า เเต่ข้ามานะ..เอาหน่าข้ากับพี่รองเองก็หน้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ ใครจะมาส่งก็คงจะเหมือนกันนั่นแหละ อ้าว อาเหมย..เจ้าก็จะไปกับนางด้วยหรอ?"
"เจ้าค่ะ…ข้าน้อยจะขอติดตามพระชายาไปทุกหนทุกแห่งเจ้าค่ะ"
"อืม..งั้นข้าฝากเจ้าดูเเลนางด้วยนะ"
"เจ้าค่ะองค์ชาย"
"อืม..อาเฟย..ผ้าปิดตา!" ซูเจินรู้สึกเอ่ะใจเมื่อจู่ๆอี้เถียนก็ขอผ้าปิดตาจาก อาเฟยเพราะเท่าที่นางอ่านนิยายมานั้น ไม่มีเรื่องไหนเลยที่ต้องปิดตาก่อนขับไล่ออกจากวัง ซูเจินไม่รีรอที่จะถามเอาความจริง
"ปิดตา?...ทำไมต้องปิดตาด้วยอี้เถียน"
"นี่เป็นธรรมเนียมเดิมของเมืองเรา ชาวเมืองที่ถูกขับไล่ไปแล้วจะไม่มีวันเดินทางกลับมาที่เมืองของเราได้อีก เนื่องจากเมืองหยุนเปิงของเราอยู่บนสันเขาการที่ชาวเมืองอแกไปแล้วนั้นย่อมไม่แน่ใจว่าจะพาเรื่องร้ายหรือเรื่องดีกลับเข้ามาสู่เมืองเราอีก ดังนั้นเราจึงต้องป้องกันทางขึ้นลงเพื่อไม่ให้เป็นที่ทราบไปทั่ว มา…เดี๋ยวข้าจะปิดตาเจ้าแล้วพาไปส่งนอกเขตเมือง"
"เจ้ามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่"
"ข้าไม่มี ท่านล่ะมีหรือเปล่า?"
"นี่เจ้ากลัวว่า ข้าจะพาใครจากข้างนอกมาทำร้ายคนในเมืองหยุนเปิงงั้นหรอ เจ้าคิดได้ยังไง อยู่กับข้ามาตั้งหลายเดือนไม่รู้เลยหรอว่าข้าเป็นคนยังไง"
"ข้าแค่เพียงป้องกันไว้ก่อนเท่านั้น หากเจ้าไม่สบายใจข้าก็…"
"ไม่เป็นไร…ทำตามธรรมเนียมของเจ้าเถอะ เพราะข้าก็ไม่ได้มีสิทธิ์ไปคัดค้านอะไรอยู่แล้ว" อี้เถียนพยักหน้าพร้อมเริ่มผูกผ้าปิดตาให้ซูเจิน ทางอาเฟยก็ผูกให้กับอาเหมย พร้อมกับประคองพวกเขาทั้งสองคนขึ้นเกี้ยวที่ไม่มีหน้าต่างแถมประตูก็ยังถูกเอาไม้คัดไว้ประหนึ่งว่าจะไม่ให้คนข้างในเห็นบรรยากาศสองข้างทางเลย ไม่นานนักทุกอย่างก็เริ่มเคลื่อนไหว…แน่นอนว่าภายในเกี้ยวมีเพียงเเค่ซูเจินกับอาเหมยเท่านั้น นางจึงได้ทำทีว่าอึดอัดและรีบแกะผ้าปิดตาออกเพื่อจะดูบรรยากาศโดยรอบแต่ทว่า ทุกอย่างกลับมืดสนิท มีเพียงช่องลมเหนือหัวให้หายใจและมองเห็นแค่บนฟ้าเท่านั้น
"ทำไมธรรมเนียมของเมืองนี้ถึงแปลกๆ อาเหมย..เวลาที่เจ้าออกไปนอกเมืองเจ้าก็ทำแบบนี้งั้นหรอ?"
"ตั้งแต่เล็กจนโตข้าไม่เคยออกนอกเมืองเลยเจ้าค่ะ" ซูเจินเริ่มเวทนากับชีวิตของตนเอง นางไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นและนางก็ไม่รู้ว่านางจะต้องใช้ชีวิตต่อไปยังไงเพราะตอนนี้นางไม่ได้อยู่แค่ตัวคนเดียวแล้ว การเคลื่อนไหวถูกดำเนินไปเป็นเวลายาวนานจนกระทั่งทุกอย่างนิ่งลง ซูเจินกับอาเหมยรีบนำผ้ามาปิดตาเพื่อไม่ให้ใครสงสัย ทันทีที่เกี้ยวหยุดลงประตูก็ถูกเปิดออก
"ได้เวลาอาหารเที่ยวเเล้วพะยะค่ะ" เสียงที่พวกนางได้ยินคือเสียงของอาฉางและอาเฟยก็เป็นคนที่มาแกะผ้าปิดตาออกให้พร้อมกับประคองพวกนางลงมาจากเกี้ยว ซูเจินไปรอบๆ ไม่มีหมู่บ้านคนมีเพียงต้นไม้และป่าที่กว้างสุดลูกหูลูกตาและสิ่งที่สังเกตต่อมาเลยก็คือ ณ ตอนนี้ไม่มีอี้เถียนแล้ว…คนที่มาส่งนางมีเพียงอาฉางกับอาเฟยและทหารจำนวนหนึ่งเท่านั้น
"อาเฟย อาฉาง …อี้เถียนล่ะ"
"องค์ชายติดภารกิจสำคัญ จึงเสด็จมาด้วยไม่ได้พะยะค่ะ"
"แล้ว…อ่ะ..อี้เฉียนล่ะ ไปไหน?"
"องค์ชายต้องอยู่ดูแลพระสนมฮงอย่างใกล้ชิดเพราะเวลานี้ พระสนมมีพระวรกายที่อ่อนแรงลงกว่าเดิมพะยะค่ะ"
".................."
"พระชายาผลไม้เจ้าค่ะ ขนมหยุนลี่ก็มีนะเจ้าคะ" ซูเจินมองขนมหยุนลี่ที่นางแล้วนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างนางกับองค์ชายฝาแฝด ภาพจำเก่าๆมันย้อนขึ้นมาในหัวของนางและภาพล่าสุดที่พวกเขาเฉยชาต่อนางก็ปรากฏเป็นภาพทับซ้อนขึ้นมา มันทำให้ม่านน้ำตาถูกทลายลง
"เจ้ากินเลย…ข้าไม่หิว"
"ไม่ได้นะเจ้าคะ ถ้าพระชายาไม่ทรงเสวย องค์ชายน้อยก็จะทรงไม่ได้เสวยอะไรเหมือนกันนะเจ้าคะ ทรงอย่าลืมว่าตอนนี้พระชายาไม่ได้อยู่ด้วยพระองค์เองนะเจ้าคะ เสวยเถอะเจ้าค่ะ" ซูเจินมองหน้าอาเหมยแล้วร้องไห้ เพราะตอนนี้นางไม่เหลือใครแล้วนอกจากสาวชายคนสนิท ซูเจิน กลั้นใจกินอาหาร ผลไม้และขนมเข้าไปเพื่อที่จะรักษาชีวิตของคนที่อยู่ในท้องเอาไว้เพราะอย่างน้อยๆ ในอนาคตเขาจะเป็นคนดูเเลนางนั่นเอง เมื่อกินอาหารเสร็จเรียบร้อยพวกเขาก็เดินทางต่อทันที ในระหว่างที่กำลังเดินทางซูเจินก็พยายามจะสัมผัสว่าพวกเขาเดินทางกันยังไง เดินกี่ก้าว เลี้ยวกี่ทีและระยะทางขนาดไหน เเต่นางก็ไม่สามารถที่จะสัมผัสมันไปเพราะการเคลื่อนไหวในเกี้ยวมันกระตุกไปมาจนทำให้นางจับจุดอะไรไม่ได้เลย การเดินทางเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนกระทั่งการเคลื่อนไหวที่หยุดลงอีกครั้งและครั้งนี้
คนที่มาเปิดประตูให้ก็คือ…