"พรึ่บ !!!"
ตำราเล่มเล็กใหญ่จำนวน12เล่ม ปรากฏขึ้นมาบนโต๊ะเบื้องหน้าคนสกุลหลินทั้งหมด
"์! ทั้งหมดนี้ล้วนเป็คัมภีร์วิชายุทธ์" หลินจงเว่ยอุทานขึ้นมาอย่างใ
ถึงแม้ตำราเหล่านี้จะเป็ระดับต่ำ แต่ยามนี้พวกเขาก็ขาดแคลนมันอย่างยิ่ง ตำราที่ได้ฉบับคัดลอกมาจากสกุลหลินมีวิชายุทธ์ เพียง 3 เล่ม พวกเขายังต้องใช้ฝึกร่วมกัน เพราะแม้ว่าตำราระดับต่ำจะสามารถพบเห็นได้แต่ก็ไม่มีใครมามอบให้กันง่ายๆ ถึงจะเป็เพียงวิชายุทธ์ขั้นต่ำก็ยังคงต้องจ่ายด้วยราคาสูง
“น้องสาว นี่..นี่..นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่” หลินซ่งสวินก้าวเข้ามาพลิกดูทุกเล่มก่อนใคร
“เคล็ดวิชาหมัดวานรพิฆาต วิชาท่าร่างก้าวจันทราเคล็ดกายคชสาร ข้าเลือกฝึก 3 เล่มนี้ก่อน ขอตัวแล้วขอรับ” กล่าวคำยังไม่ทันจบร่างของเด็กหนุ่มก็หายพ้นประตูไปแล้ว
หลินหนิงขินเลือกหยิบตำราเล่มบางสองสามเล่มส่งให้ฟางลี่ชินผู้เป็มารดา
“มีวิชายุทธ์ที่เหมาะสมกับการฝึกฝนของสตรีด้วยนะเ้าคะท่านแม่”
“ข้าเลือก 3 เล่มนี้นะขอรับที่เหลือท่านพ่อฝึกก่อนแล้วค่อยมาแลกกัน”หลินซ่งอวี้ยืนเลือกอยู่นานแล้วจึงตัดสินใจได้ในที่สุด
“ท่านพ่อเ้าคะ ตำราเหล่านี้ท่านปู่บอกว่าเมื่อท่านฝึกฝนกันจนสำเร็จแล้วสามารถมอบให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้เ้าค่ะท่านปู่จะเอามาเพิ่มให้อีก”
นี่ต่างหากที่เป็เป้าหมายของนางนางอยากให้ตำราเหล่านี้ถูกส่งต่อไว้ให้กับชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจิ้งซานไว้ใช้ฝึกฝนกัน สำหรับครอบครัวนางมีตำราล้ำค่าอีกมากมายที่นางจะสามารถนำมาให้พวกเขาได้
หลายเดือนต่อมา
หลินซ่งสวินหาโอกาสที่จะพูดคุยและชักชวนให้หลี่หยุนไคและน้องชายของเขาหลี่ฟงไห่บุตรชายทั้งสองคนของท่านลุงหลี่และท่านป้าเหลียน ให้ย้ายเข้าไปในเมืองเป่ยถังพร้อมกับครอบครัวของตน พวกเขาเกิดที่หมู่บ้านจิ้งซานเหมือนกันเล่นสนุกด้วยกันมาั้แ่เล็ก พี่ชายหยุนไคอายุมากกว่าหลินซ่งสวิน 1 ปี เล่นสนุกมาด้วยกันั้แ่เด็กจึงรู้สึกผูกพันกันดังพี่น้อง
“พี่หยุนไคท่านจะเข้าไปในเมืองเป่ยถังพร้อมกับพวกเราหรือไม่” หลินซ่งสวินเอ่ยปากถามหลี่หยุนไคสหายรักของเขา
“พวกเราคุยกันแล้ว ครอบครัวเราไม่มีใครคิดจากที่นี่ไปเลยเราชอบชีวิตเกษตรกรเช่นนี้มากกว่าฟ่งไห่ก็คิดอย่างนี้เช่นเดียวกัน”
“หากไปในเมืองโอกาสที่จะเพิ่มระดับการฝึกฝนย่อมมีมากกว่านะขอรับ” หลินซ่งสวินยังไม่หยุดโน้มน้าว
“พวกเราฝึกฝนก็เพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น เอาตัวรอดจากสัตว์อสูรได้ ล่าสัตว์อสูรได้บ้างเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างท่านพ่อท่านแม่ของเราสองคนไม่อาจรวบรวมลมปราณได้ข้าต้องอยู่ปกป้องพวกเขา” หลี่หยุนไคให้เหตุผล
“พี่ซ่งสวินอย่าได้กังวลเลย ข้ากับพี่ใหญ่เต็มใจอยู่ที่นี่จริงๆ ท่านออกจากหมู่บ้านไปแล้วใช่ว่าจะไม่มีโอกาสกลับมาเสียเมื่อไรกันพวกเราจะอยู่ที่นี่เสมอพี่ก็มาเยี่ยมพวกเราได้”เป็หลี่ฟงไห่ผู้เป็น้องเอ่ยคำปลอบใจสหายของพี่ชาย
บรรยากาศเช่นนี้ก็เกิดกับคนอีกกลุ่มหนึ่งคนละฝั่งของหมู่บ้าน
“พี่อาหนิง ท่านเปลี่ยนมาเป็ลูกของท่านแม่ข้าดีไหมจะได้ไม่ต้องจากไป เสี่ยวเป่าอยากเล่นกับท่านทุกวัน”
“เ้ามันเ้าเด็กตัวเหม็น พูดอะไรไม่คิด จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า” หงซานซานเขกหัวน้องชายตัวน้อย
“ข้าต้องไปนะเสี่ยวเป่าเ้าไม่ต้องร้องไห้ พี่เสี่ยวม่านก็ยังอยู่ สหายของเราอาซิงเหอ อาเหมยก็ยังอยู่ที่นี่ เ้ามีสหายมากกว่าข้าเสียอีก ข้าเป็เด็กไปคนเดียวข้าต่างหากที่ต้องร้องไห้ไม่ใช่เ้า”เด็กหญิงแสร้งกล่าวเพื่อปลอบโยนเด็กน้อย
“จริงด้วย งั้นพี่อาหนิงก็น่าสงสารมากเลย พอท่านเก่งแล้วท่านต้องกลับมาหาพวกเรานะ”หงซานเป่าออดอ้อน
“ข้าอยากให้ท่านพ่อเป็องครักษ์ให้ตระกูลหลินถึงเวลานั้นท่านพ่อของข้าก็จะได้มาส่งสินค้าที่หมู่บ้านจิ้งซาน ข้าจะฝากของอร่อยๆมาให้พวกเ้าด้วยดีหรือไม่ แต่ข้าคงมาด้วยไม่ได้หรอกท่านแม่ข้าไม่ยอมแน่” หลินหนิงชินกล่าว
ในยุคนี้อาชีพของผู้คนไม่ได้มีอะไรมากนักโลกแห่งนี้ไม่มีวังหรือราชวงศ์ ไม่มีขุนนางหรือทหาร ตระกูลหลินสายหลักก็มีเพียงร้านค้าโอสถร้านค้าข้าวปราณ และร้านของชำอื่นๆ อีกไม่กี่ร้านเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่เป็เพียงพ่อค้าคนใช้แรงงานหรือไม่ก็ชาวนา การเป็องครักษ์ในตระกูลนั่นหมายความว่าคนผู้นั้นสามารถฝึกฝนยุทธ์ได้ในระดับดีเป็ที่น่าเกรงขามต่อผู้อื่นนางผู้ยังไม่รู้จักโลกภายนอกจึงคิดฝันได้เพียงเท่านั้น
“พี่ซานซาน หากท่านพ่อข้าได้เป็องครักษ์จริงๆ พี่เขียนจดหมายถึงข้าด้วยนะเ้าคะ ท่านอยากได้อะไรข้าจะส่งมาให้ท่านข้าเป็ผู้หลอมโอสถข้าหาเงินเก่ง ต่อไปข้าจะมีเงินเยอะแยะแน่นอนเ้าค่ะ”
ผู้เยาว์ทั้งสามคนต่างก็ร่ำลากันล่วงหน้าไปอีกหลายประโยคเสี่ยวเป่ากอดหลินหนิงชินร้องไห้งอแงอีกรอบแล้วจึงได้แยกย้ายกันกลับบ้านของตน
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ขบวนแลกเปลี่ยนสินค้าสกุลหลินจะมาถึงสมาชิกในหมู่บ้านจิ้งซานล้วนมีการเปลี่ยนแปลงกันไปในทางที่ดี จำนวนชาวบ้านที่สามารถรวบรวมลมปราณได้ก็มีเพิ่มมากขึ้น หลินจงเว่ยและหลินซ่งสวินก้าวไปถึงขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง” หลินซ่งอวี้เองก็ไปถึงขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง” ส่วนท่านแม่ฟางลี่ชินในที่สุดก็ก้าวหน้าเป็“ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น” แต่หลินหนิงชินตัวน้อยยังคงที่อยู่ที่ผู้หลอมโอสถขอบเขต“ปฐีขั้นกลาง” ดังเดิม
พื้นที่เพาะปลูกที่มีพลังปราณก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากพื้นดินถูกรดด้วยน้ำทิพย์มาเป็เวลา 1 ปี ปริมาณปราณสะสมในผืนดินช่วยฟื้นฟูสภาพดินให้ผลิตพลังปราณออกมาได้ด้วยตัวมันเองได้เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยแล้ว
บ่อน้ำทุกบ่อยังคงได้รับน้ำทิพย์เติมลงไปมาตลอดแต่อีกไม่นานผลของน้ำทิพย์ในบ่อจะค่อยๆลดลงจนหมดสิ้นไปในที่สุด หลินหนิงชินคาดไว้ว่าจะหมดสิ้นลงใน 1 ปี เื่นี้นางไม่ได้เป็กังวลมากนัก นางมีแผนไว้แล้วเพียงแค่นางต้องไปให้ถึงตระกูลหลินสายหลักเสียก่อน แต่ถึงจะไม่สามารถทำได้ตามแผนที่คิดไว้ก็ยังไม่ใช่เื่ใหญ่หมู่บ้านจิ้งซานสามารถล่าสัตว์อสูรหาเลี้ยงปากท้องตนเองได้ ดินก็ถูกฟื้นฟูแล้ว ผู้คนก็แข็งแกร่งขึ้นนางจากที่นี่ไปได้อย่างไร้กังวลจริงๆ
..........
หน้าเรือนพักหลังหนึ่งภายในหมู่บ้านจิ้งซาน
"พี่หยูไห่ ท่านอยู่หรือเปล่าขอรับ" หลินจงเว่ยะโเรียกคนในบ้าน
บุรุษที่นั่งอยู่ในบ้านคือหลินหยูไห่เขาเป็อีกหนึ่งคนที่มีเชื้อสายสกุลหลิน เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูจึงรีบออกมาดู
"จงเว่ยหรือ? เป็อย่างไร มีเกิดอะไรขึ้นหรือไม่"
"ไม่มีเื่ร้ายแรงขอรับข้าแวะเข้ามาคุยธุระกับท่านนิดหน่อยเท่านั้น"
"มาๆ เข้ามาข้างในบ้านก่อน......"
"พี่หยูไห่ท่านคงเห็นแล้วว่าอาหนิงนางสามารถฝึกฝนเป็ผู้หลอมโอสถได้ด้วยตัวเอง"หลินจงเว่ยเปิดการสนทนา
"แท้จริงแล้วพวกเราขุดพบตำราโบราณที่หลังบ้านจำนวนหนึ่งส่วนใหญ่เป็ตำราของผู้หลอมโอสถที่เป็บรรพชนของสกุลหลินและมีตำราวิชายุทธ์รวมอยู่ด้วย" หลินจงเว่ยพูดปดกับญาติผู้พี่ พลางหยิบตำรายุทธ์12 เล่มขึ้นมา
"ต้นฉบับข้าได้เก็บไว้ทั้งหมดแล้ว นี่เป็ฉบับคัดลอกทั้งหมด ข้าได้ยินว่าท่านกับครอบครัวสกุลหลินอีก 8 ครอบครัว จะปักหลักอยู่ที่นี่ตลอดไปจึงอยากมามอบให้ท่านเก็บไว้ขอรับ"
"จริงหรือน้องชาย ตำราเหล่านี้ล้วนเป็ของบรรพบุรุษของเราหรือโอ..ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่" หลินหยูไห่เอ่ยเสียงเบาราวกับลำเมอ
"พี่หยูไห่ข้าอยากให้ตำราทั้งหมดนี้ใช้ฝึกฝนกับลูกหลานสกุลหลินที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ อย่างไรที่ดินในหมู่บ้านจิ้งซานก็เป็ทรัพย์สมบัติของสกุลหลิน ให้พวกเราสกุลหลินแข็งแกร่งมากขึ้นหน่อยจะดีกว่าหากภายหน้ามีปัญหาอันใดก็ยังควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ มีชาวบ้านหลายครอบครัวที่เป็คนต่างสกุลมาอยู่ที่นี่ก็เพื่อหารายได้ ต่อไปหากเมื่อมีผลประโยชน์มากไม่แน่ว่าอาจมีคนคิดคด ท่านผู้เฒ่าเจียงนั้นซื่อตรงแต่ก็อายุมากแล้วพวกเราสกุลหลินควรแข็งแกร่งมากกว่านี้เป็การป้องกันไว้ก่อน"หลินจงเว่ยอธิบาย
"เ้าคิดได้รอบคอบแล้วจงเว่ย ข้าขอบใจแทนทุกคนด้วย"หลินหยูไห่รับตำราทั้งหมดมากอดไว้ในอ้อมอก
ตอนที่หลินหนิงชินได้ยินเื่นี้จากบิดาของนาง นางก็แอบสะดุ้งในใจเล็กน้อย สำหรับนางสกุลหลินในความทรงจำมีเพียงแค่บิดา มารดาและพี่ชายทั้งสองคนเท่านั้น อาจเป็เพราะนางไม่ใช่หลินหนิงชินตัวจริงสายสัมพันธ์ความอาทรต่อญาติพี่น้องสกุลหลินผู้อื่นจึงไม่เข้มข้นมากเท่าไรนัก แต่ไม่ใช่กับบิดาของนาง
หลินจงเว่ยอาศัยอยู่ในจวนสกุลหลินสายหลักมาั้แ่เกิดจนแต่งงานแล้วจึงได้ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซานพร้อมบิดาคือท่านปูสี่ เขาย่อมรู้สึกสำนึกถึงความกตัญญูต่อเชื้อสายสกุลหลินทุกผู้คนมากกว่านางอยู่แล้ว การมาอยู่ยังหมู่บ้านกันดารแร้นแค้นนี้เขาไม่ได้คิดว่าเป็การขับไล่ หรือถูกกีดกันออกจากสายตระกูลหลัก แต่เป็เพราะสภาพการณ์ที่สิ่งแวดล้อมทุกสิ่งอย่างล้วนเสื่อมถอยทุกตระกูลทุกสกุลไม่อาจเลี้ยงดูลูกหลานในสกุลได้ทุกรุ่น ต่างคนต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอด แต่เมื่อไรที่แข็งแกร่งขึ้นพวกเขาก็พร้อมจะยืนหยัดเพื่อวงศ์ตระกูลเช่นกัน
"เป็ข้าที่คิดง่ายคิดน้อยเกินไป ยังดีที่ท่านพ่อฉลาดรอบคอบ ไม่แน่ว่าความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ เช่นนี้อาจแฝงอันตรายใหญ่หลวงทิ้งไว้ในภายหน้าลูกจดจำคำสอนนี้ไว้แล้วเ้าค่ะ" เด็กหญิงเอ่ย
คิดคนเดียวไม่สู้หลายคนคิด ต่อไปนางต้องหาคนช่วยให้มากหน่อยนางจะไม่สู้เพื่อโลกใหม่นี้คนเดียวหรอก ท่านพ่อท่านจุดประกายความี้เี เอ้ย!!!! ประกายความคิดให้ข้าได้ดีเลยทีเดียว