บทที่ 41 กระบี่และเส้นเอ็น
ราวกับฝันร้ายที่ย้อนกลับมาอีกครั้งภาพในอดีตปรากฏขึ้นในความทรงจำและซ้อนทับกับภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทำให้ชีอารู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในอดีต กลับไปในการต่อสู้ที่เป็นเหมือนฝันร้ายของเธอ
ทว่าตอนนี้ฝันร้ายได้เปลี่ยนไปแล้วศัตรูของเธอไม่ใช่อสูรร้ายในชุดเกราะซามูไรสีดำอีกต่อไปแต่เป็นบุรุษหนุ่มที่แม้จะไม่ได้หล่อเหลา แต่ก็มีเสน่ห์ที่น่าจับตามอง
ไม่มีดาบทั้ง6 เล่มที่ฟาดฟันราวพายุคลั่ง มีเพียงกระบี่เล่มเดียวที่ลึกลับสุดหยั่งคาด
ไม่มีเสียงกู่ร้องคำรามอย่างดุร้ายบ้าคลั่งมีเพียงความสงบเงียบที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่า
ไม่มีเปลวไฟที่พวยพุ่งราวกับพายุมีเพียงดวงตาเย็นเยือกคู่หนึ่งที่มีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ภายในราวกับหมอกเพลิงสีม่วง
ฝันร้ายในอดีตได้เปลี่ยนไปเพราะการต่อสู้ครั้งนี้แต่จุดสิ้นสุดของความฝันก็ยังคงเป็นฝันร้ายที่ทำให้ชีอาต้องสิ้นหวัง
แม้จะไม่มีดาบที่ฟันลงมาราวกับพายุแต่มีกระบี่ที่เปรียบดังรุ้งขาว ราวกับภาพมายาที่ไม่อาจจับต้องได้ทุกครั้งที่มีการจู่โจมเกิดขึ้นดวงตาที่เย็นเยือกคู่นั้นจะทอประกายเจิดจ้าขึ้นด้วยเปลวไฟสีม่วง
สัญญาณที่เด่นชัดนี้กลับทำให้ชีอารู้สึกสิ้นหวังยิ่งกว่าในอดีตเพราะเธอพบว่าการโจมตีของยูเมะในครั้งนี้ยากที่จะรับมือยิ่งกว่าการโจมตีที่บ้าคลั่งจากดาบทั้ง 6 เล่มเสียอีก
กระบี่ที่ดูเหมือนทิ่มแทงออกมาเป็นเส้นตรงกลับวกอ้อมการป้องกันของเธอไปราวกับภาพมายาจนจู่โจมใส่เธอได้อย่างแม่นยำ
แม้ว่าความเสียหายที่ได้รับจะไม่สูงถึงขั้นตัดสินผลแพ้ชนะในครั้งเดียวแต่มันก็ลดพลังชีวิตของเธอไปอย่างมั่นคง
การที่พลังชีวิตค่อยๆลดลงไปโดยไม่สามารถต่อต้านได้นั้น ไม่ต่างอะไรจากการต่อสู้ในอดีตเลยครั้งนั้นเธอก็ประสบกับความรู้สึกที่คล้ายๆ กันนี้การต่อต้านด้วยความรู้สึกสิ้นหวังขณะที่มองดูพลังชีวิตที่ลดลงไปอย่างต่อเนื่อง
การต่อสู้ในครั้งนี้ก็เป็นเหมือนครั้งก่อนแม้จะไม่ดุดันเกรี้ยวกราด แต่ทุกครั้งที่โจมตี เธอจะต้องรู้สึกสิ้นหวังไปเสียทุกครั้ง
ยังดีที่ความรู้สึกในยามนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีตทั้งนี้เป็นเพราะความสงบนิ่งของยูเมะและเป็นเพราะจิตใจที่เติบใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา
ทั้งหมดนี้ทำให้ฝันร้ายในอดีตกลายเป็นฝันร้ายที่สามารถยอมรับได้
แม้ว่าชีอาจะไม่สามารถลืมฝันร้ายในวันนี้ได้เช่นเดียวกับที่เธอไม่อาจลืมฝันร้ายในอดีตแต่เธอก็พบว่าเธอรู้สึกยอมรับฝันร้ายในวันนี้ได้ง่ายกว่าและสามารถมองฝันร้ายเป็นบทเรียนที่มีค่าได้
หลังจากการประลองจบลงด้วยความพ่ายแพ้สีหน้าของชีอาก็ซีดขาวทว่าดวงตาคู่งามของเธอกลับทอประกายวาววับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจบางอย่าง
‘เข้าใจแล้ว ในที่สุดเราก็เข้าใจ อาวุธใดๆในโลกล้วนเป็นเครื่องมือในการแสดงพลังอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นดาบหรือกระบี่ก็ไม่ต่างกันทั้งหมดเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้น..สิ่งที่สำคัญไม่ใช่อาวุธแต่เป็นผู้ใช้ต่างหาก’
ความเข้าใจนี้ทำให้ชีอาสามารถสลัดความสับสนในจิตใจทิ้งไปได้ในที่สุดเธอรู้สึกว่าเธอไม่จำเป็นต้องฝึกดาบอีกต่อไปเพราะดาบไม่ใช่อาวุธที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเธออีกต่อไป
ขณะที่ความรู้สึกนี้ก่อตัวขึ้นชีอาก็รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยจนยิ้มออกมาได้ในที่สุด
เมื่อยูเมะเห็นสีหน้าของชีอาเขาก็ยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความโล่งใจ เมื่อพบว่าเธอไม่ได้รู้สึกแย่หลังจากพ่ายแพ้
“เป็นการต่อสู้ที่ยอดมากครับคุณชีอา”
“เช่นกันค่ะชูร่า ขอบคุณนะคะที่ทำตามที่ฉันขอ”
หลังจากจบการประลองทั้งสองก็ถูกเคลื่อนย้ายกลับมายังหมู่บ้านเริ่มต้นอีกครั้งเช่นเดียวกับเมโลดี้ที่กลับมาก่อนเนื่องจากเป็นผู้ชม
ต่อจากนั้นชีอาก็ไปทำภารกิจสุดท้ายของหมู่บ้านเริ่มต้นซึ่งครั้งนี้เธอขอทำภารกิจด้วยตัวของเธอเองโดยไม่ให้ยูเมะและเมโลดี้ช่วย
เมื่อชีอาขอยูเมะกับเมโลดี้ก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ทั้งสองไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขามองว่ามันเป็นเกม หากชีอาอยากเล่นเกมพวกเขาก็ไม่คิดมากถ้าอยากจะให้ช่วยพวกเขาก็ไม่รังเกียจ
เกมออนไลน์ก็เป็นโลกแบบนี้อยู่แล้วบางคนมาเล่นเพื่อความสนุก บ้างก็มาเล่นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง หรือบางทีอาจจะมาเพื่อหารายได้คนประเภทนี้อาจจะจริงจังกับเกมมากกว่าที่ควรจะเป็นแต่มันก็เป็นธรรมดาสำหรับเกมออนไลน์
กับชีอาที่มาเล่นเกมเพราะอยากเล่นเป็นเพื่อนพวกเขาสองคนนั้นทั้งสองย่อมให้ความสำคัญกับความต้องการของชีอามากเป็นธรรมดา
“ระหว่างที่รอ พวกเราไปเดินเล่นกันหน่อยดีไหมครับ”
“ค่ะ”
เมโลดี้ไม่เคยปฏิเสธคำขอของยูเมะอยู่แล้ว สำหรับเธอขอเพียงได้อยู่กับยูเมะจะทำอะไรเธอก็ไม่รังเกียจทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงออกไปเดินเล่นในพื้นที่ล่าพร้อมกับอาวุธในมือนี่คือความหมายของการ ‘เดินเล่น’ ของทั้งสอง
เนื่องจากไม่มีภารกิจที่ต้องทำทั้งสองจึงเดินเล่นไปแบบไม่คิดอะไรมาก การต่อสู้ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของยูเมะขณะที่เมโลดี้นั้นบรรเลงเพลงต่อไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน
พวกเขาสองเล่นออกมาเดินเล่นฆ่าเวลาด้วยการล่าที่ไม่มีจุดหมายไม่ว่าจะเจอมอนเตอร์ตัวไหน พวกเขาก็แค่ฆ่ามันทั้งหมดเป็นเพียงการฆ่าโดยไม่คิดที่จะเก็บเกี่ยวอะไรเพราะไม่มีวัตถุดิบชนิดไหนในหมู่บ้านเริ่มต้นที่มีค่าสำหรับพวกเขา
แม้กระทั่งบอสของพื้นที่ล่ายูเมะก็ยังดวลเดี่ยวด้วยกระบี่ในมือจนสามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
การล่าในครั้งนี้จึงไม่ต่างอะไรจากการเดินเล่นจริงๆเป็นการเดินเล่นฆ่าเวลาที่ได้ทั้งความสนุกและฝึกฝนสกิลไปในตัว
หลังจากกลับมาจากการเดินเล่นฆ่าเวลายูเมะก็เห็นชีอารออยู่แล้วเธอโชว์ป้ายไม้ที่เป็นของรางวัลจากภารกิจออกเดินทางให้ทั้งสองดู
“ภารกิจเสร็จแล้วค่ะ”
“โอเคครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราออกจากหมู่บ้านเริ่มต้นกันเถอะ”
“ค่ะชูร่า!”
หลังจากตอบรับทั้งสามก็ตรงไปยังประตูทางออกของหมู่บ้านซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่พวกเขาใช้ออกไปยังพื้นที่ล่าทว่าครั้งนี้ชีอาหยิบป้ายไม้ออกมาขณะที่เดินผ่าน ประตูวาร์ปจึงปรากฏขึ้นด้านหน้าเธอและพาเธอไปยังโลกภายนอกซึ่งเป็นเนื้อหาที่แท้จริงของเกมดินแดนเทพเจ้าแห่งการต่อสู้
ยูเมะกับเมโลดี้เองก็หยิบป้ายประจำตัวออกมาและเข้าไปในประตูวาร์ปพร้อมกับชีอา
ทั้งสามปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในเมืองแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของทวีปเป็นพื้นที่ที่มีหิมะตกประปรายเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างภาคกลางและภาคเหนือซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของภาคเหนือ
ยูเมะมองไปรอบๆครั้งหนึ่งก็รู้ว่าพวกเขาถูกส่งมาอยู่ที่ไหน จากนั้นก็มองไปทางชีอาเพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเมืองและชนิดของมอนเตอร์ในพื้นที่แถบนี้
“เอายังไงครับ จะเปลี่ยนที่ไหม หรือจะลองลุยกันก่อน”
ชีอานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุยก่อนเธอไม่อยากปล่อยให้ตัวเองหลบหนีเพียงเพราะข้อจำกัดบางอย่างที่ยากต่อการต่อสู้ด้วยกระบี่
มอนเตอร์ในภาคเหนือนั้นส่วนใหญ่เป็นมอนเตอร์ประเภทสัตว์ ทั้งยังเป็นสัตว์ขนาดกลางและใหญ่มีสัตว์ขนาดเล็กอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่มีความเร็วสูงจึงยากที่จะล่าได้โดยใช้กระบี่
อาวุธที่เหมาะที่จะใช้ล่าในภาคเหนือนั้นหากไม่ใช่อาวุธยาว ก็ต้องเป็นอาวุธระยะไกลจำพวกธนูหรือหน้าไม้หรือไม่ก็เป็นพวกเวทมนตร์ธรรมชาติที่มีธาตุไฟ
สำหรับยูเมะที่เคยล่าในพื้นที่แถบนี้มานานแล้วเขาย่อมมีวิธีต่อสู้ในแบบของเขา ดังนั้นอาวุธที่ใช้จึงไม่ใช่ปัญหา
แต่เขาก็ไม่คิดที่จะใช้กระบี่ที่ซื้อจากร้านค้าเช่นกันเช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่ต้องเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะที่จะล่าในพื้นที่ภาคเหนือ
โดยไม่จำเป็นต้องถามยูเมะกับเมโลดี้ก็เปลี่ยนอุปกรณ์ที่สวมใส่อย่างรวดเร็วทั้งสองเปลี่ยนไปสวมใส่ชุดหนังที่มีคุณสมบัติป้องกันความเย็นทันที ส่วนอาวุธนั้นยูเมะเปิดหาสูตรสร้างกระบี่อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค้นหาวัตถุดิบในคลังแล้วตรงไปยังโรงหลอมจัดการหลอมกระบี่ขึ้นมาแบบง่ายๆ
เมโลดี้ก็ทำเหมือนกันเธอค้นหาสูตรสร้างเครื่องดนตรีแล้วหาวัตถุดิบในคลังจากนั้นสร้างเท่าที่สามารถสร้างได้
ทั้งสองแลกเปลี่ยนวัตถุดิบกันเล็กน้อยไม่นานนักพวกเขาก็ได้อาวุธชิ้นใหม่ที่สร้างตามสูตรที่มีคนแบ่งปัน
ชีอาที่เห็นแบบนั้นก็อึ้งไปเล็กน้อยเธอยิ้มฝืนๆ ให้กับทั้งสอง จากนั้นก็พยายามมองหาวัตถุดิบในคลังของเธอเช่นกันแต่เธอก็ต้องผิดหวังเนื่องจากเธอเพิ่งจะเริ่มเล่นจึงไม่สามารถหาวัตถุดิบมาใช้สร้างได้
แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรต่อเมโลดี้ก็ส่งชุดหนังสัตว์แบบง่ายๆ ที่สร้างตามสูตรมาให้ชีอายูเมะก็ส่งกระบี่เล่มหนึ่งมาให้เธอเช่นกัน
“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับของพวกนี้สร้างจากวัตถุดิบธรรมดา คุณภาพมันอาจจะไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็พอจะใช้เล่นได้แล้ว”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะชูร่า คุณเม”
เนื่องจากชีอาไม่ค่อยมีประสบการณ์เล่นเกมออนไลน์เท่าไหร่นักเธอจึงไม่ได้เกรงใจทั้งสองมากเนื่องจากไม่รู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของวัตถุดิบที่ใช้สร้าง
ผิดกับผู้เล่นหลายคนที่ลอบมองอยู่ที่แอบถอนหายใจเบาๆด้วยความอิจฉาที่ชีอามีเพื่อนที่ร่ำรวยมาช่วย
วัตถุดิบที่ยูเมะกับเมโลดี้ใช้สร้างชุดกับอาวุธนั้นเป็นของที่ไม่มีค่าจริงๆแต่นั่นก็เป็นคุณค่าในสายตาของทั้งสองที่เป็นผู้เล่นระดับสูง
แต่ในสายตาของผู้เล่นทั่วไปนั้นมันยังเป็นของที่มีราคาจนน่าอิจฉาไม่น้อย
ซึ่งชีอาก็ไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของคนอื่นเลยเนื่องจากเธอชินแล้วกับการถูกมอง เธอจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับสายตาของคนอื่นมากนักความสนใจทั้งหมดของเธออยู่ที่ยูเมะกับเมโลดี้เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ทั้งสามจึงไม่ต้องเสียเวลามากนักกับการเตรียมตัวก่อนที่จะเริ่มออกล่าในทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยหิมะและลมหนาว
การล่าในทุ่งหิมะเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับชีอาแต่กับยูเมะและเมโลดี้นั้น มันเป็นเพียงการล่าที่น่าคิดถึงทั้งสองปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว ผิดกับชีอาที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้เท่าไหร่เธอสับสนค่อนข้างมาก เนื่องจากการล่าในสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่นี้มันต่างจากการประลองที่เธอเคยพบเจอมาทั้งหมด
มีปัจจัยหลายๆอย่างที่เธอต้องให้ความสำคัญมันเป็นอะไรที่มากกว่าการประลองในพื้นที่ที่ถูกเตรียมไว้
ประสบการณ์นี้มีค่ามากสำหรับชีอามันทำให้เธอตระหนักว่าเกมออนไลน์นั้นไม่ใช่เกมที่ทำได้เพียงเล่นสนุกของเด็กน้อยอย่างที่เธอคิดแต่ถ้าใช้มันให้ถูกวิธีมันก็จะกลายเป็นสถานที่ฝึกฝนที่มีค่าสำหรับผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ได้เช่นกัน
ยิ่งกับชีอาที่ปิดระบบสนับสนุนการต่อสู้ทั้งหมดเธอก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความแตกต่างและเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น
ยูเมะกับเมโลดี้เองก็ต้องปรับตัวเช่นกันเพราะในอดีตนั้นพวกเขาไม่ได้ปิดระบบสนับสนุนการล่าในครั้งนี้จึงมีความยากลำบากเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ทั้งสองสนุกกันมากเหมือนกัน
การล่าที่สนุกสนานดำเนินไปนานหลายชั่วโมงจนเริ่มมืดค่ำทั้งสามจึงตัดสินใจหยุดพักและกลับเข้าไปในเมือง
ครั้งนี้ยูเมะกับเมโลดี้นอนในเกมอีกครั้งทั้งสองจองห้องแบบคู่รักและใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขพวกเขาทำตัวราวกับคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันเสพสุขกันอย่างเต็มที่จนแทบจะลืมเวลาไป
พอเช้าของวันใหม่มาถึงทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างปกติ ภารกิจประจำวันก็ยังทำให้ยูเมะยิ้มได้เหมือนเดิม
“รู้ใจจริงๆ ผสานวิชากระบี่ 10 วิชาสินะก่อนหน้านี้เป็นวิชาดาบ ตอนนี้วิชากระบี่ ต่อไปเป็นอะไรละ หอกงั้นหรือ พลอง ค้อนกรงเล็บ ช่างเถอะ จะอาวุธแบบไหนก็ช่าง ขอแค่สนุกก็พอแล้ว”
คิดแล้วยูเมะก็ไหวไหล่ เขาไม่สนใจเรื่องนี้อีกแต่ใช้ชีวิตไปอย่างมีความสุข เมื่อถึงเวลาไปศูนย์ฝึกพวกเขาก็ออกกำลังกายกันเหมือนทุกที จากนั้นเข้าไปในเขตต่อสู้แล้วเริ่มฝึกกระบี่
ครั้งนี้ยูเมะวางแผนเอาไว้แล้วเขายอมเจียดเงินส่วนหนึ่งไปซื้อวิดีโอสอนกระบี่มาเพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับพื้นฐานของกระบี่อย่างจริงจังจากนั้นก็หาวิดีโอวิชากระบี่ 10 วิชาแล้วทำแบบเดียวกับที่เขาเคยทำกับวิชาดาบ
การสตรีมก็เริ่มขึ้นแรกเริ่มมันทำให้ผู้ชมตกใจมากทีเดียว เนื่องจากผู้ชมส่วนใหญ่ที่เข้ามาชมนั้นรู้จักยูเมะจากวิชาดาบที่น่าทึ่งของเขา ทว่าวันนี้เขากลับมาสตรีมวิชากระบี่ทั้งยังทำแบบเดียวกับที่เคยทำกับวิชาดาบ
หลังจากตกใจผู้ชมส่วนหนึ่งก็แสดงความคิดเห็นในเชิงปรามาสหลายคนให้ความเห็นว่ายูเมะเป็นพวกลวงโลกที่ตั้งใจแสดงเพื่อหาเงินแต่ก็มีหลายคนที่ให้ความสนใจและแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์
ยูเมะเห็นความคิดเห็นทั้งหมดแต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เขาตั้งสมาธิอยู่กับการฝึกกระบี่ และค่อยๆหลอมรวมวิชากระบี่ที่แตกต่างกัน 10 วิชาเข้าด้วยกัน
เมื่อการสตรีมเริ่มขึ้นการหลอมรวมก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น วิชาที่แตกต่างกันผสานรวมกันได้อย่างน่าประหลาดจนเกิดเป็นกระแสความคิดเห็นมากมายที่นำมาซึ่งทิปก้อนโต
และก็เป็นอีกครั้งที่ยูเมะได้ทิปก้อนใหญ่ถึง5 หมื่นจากคนเพียงคนเดียวทิปในครั้งนี้ทำให้เขาแอบสงสัยว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลัง
ในตอนแรกเขาเกือบจะคิดว่าเป็นเมโลดี้แต่หลังจากหยุดคิดเล็กน้อยเขาก็ปฏิเสธเพราะเขาไม่คิดว่าเมโลดี้จะเป็นคนแบบนั้นเขารู้จักเธอดีและรู้ดีว่าเธอจะไม่ทำอะไรแบบนั้นแม้จะต้องการช่วยเขาก็ตาม
พอจบภารกิจประจำวันของวันนั้นค่าสถานะที่ได้ก็คือ เส้นเอ็น เป็นค่าความแข็งแกร่ง 0.1พอวันต่อมายูเมะก็ทำแบบเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ เขาเป็นฝ่ายส่งคำท้าประลองไปยังหลิวอันเพื่อประลองกระชับมิตร
หลิวอันก็ตอบรับคำท้าของเขาและประลองกระบี่กันอย่างดุเดือดวันนั้นเขายังประลองกับหลี่เจี้ยนอีกคนทำให้กระแสของการสตรีมรุนแรงมากขึ้นจนสามารถดึงดูดผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ที่มีชื่อเสียงภายในศูนย์ฝึกมาอีกหลายคน
การประลองที่เดิมทีตั้งใจจะประลองกับหลิวอันเพื่อฝึกกระบี่ก็กลายเป็นกระแสประลองครั้งใหญ่ ไม่เพียงยูเมะที่ถูกท้าประลอง หลิวอันหลี่เจี้ยนและชีอาก็ยังมีการประลองกับคนอื่นๆ ที่รู้จัก
มันกลายเป็นกระแสที่ทำให้ความนิยมในการประลองเพิ่มสูงขึ้นหลังจากเงียบเหงามานาน
ในวันนั้นยูเมะได้รางวัลเป็นค่าสถานะของเส้นเอ็นเหมือนเดิมเป็นค่าความยืดหยุ่น 0.1
วันต่อมายูเมะก็นัดเมโลดี้ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะในช่วงเย็นแทนที่จะไปออกกำลังกายที่ศูนย์ฝึกทั้งนี้ก็เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองโหมฝึกหนักเกินไปเขาจึงต้องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจบ้าง
นอกจากนั้นภารกิจประจำวันของวันนั้นก็ไม่ใช่ภารกิจที่เกี่ยวกับการฝึกหรือการประลองแต่เป็นการทำอาหาร เขาก็เลยทำขนมเล็กน้อยต้มชาและชวนเมโลดี้ไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะแทน
แต่ที่ยูเมะคิดไม่ถึงก็คือเขาได้พบกับชายวัยกลางคนผู้โศกเศร้าอีกครั้งและยังพบว่าอีกฝ่ายมีสภาพที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด
สภาพของชายวัยกลางคนนั้นทำให้ยูเมะอดเป็นห่วงไม่ได้ถึงเขาจะจำไม่ได้ว่าเขากับคนที่หายไปนั้นสนิทสนมกันมากแค่ไหน แต่เมื่อเห็นสภาพของชายวัยกลางคนที่น่าจะเป็นพ่อของเพื่อนคนนั้นเขาก็เกิดความเห็นใจขึ้นมา
ยูเมะจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปทักทายและชวนคุยแต่ชายวัยกลางคนนั้นเหมือนจะไม่อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะคุยกับใครแม้จะไม่ถึงกับเมินเฉยต่อยูเมะไปโดยสิ้นเชิง แต่สายตาที่อีกฝ่ายมองมายังเขานั้นมันทำให้ยูเมะพูดอะไรไม่ออก
สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงนั่งเป็นเพื่อนโดยมีเมโลดี้คอยอยู่ข้างๆอีกคนและพูดคุยกันเบาๆ ก่อนจะกลับไปในที่สุด
ก่อนที่ยูเมะกับเมโลดี้จะจากไปนั้นชายวัยกลางคนที่นั่งเงียบมาโดยตลอดก็เงยหน้าขึ้นมามองพวกเขาทั้งสองคนเล็กน้อยและยิ้มออกมาบางๆด้วยรอยยิ้มเต็มฝืน
“ขอบคุณนะพ่อหนุ่ม”
คำขอบคุณนี้ทำให้ยูเมะยิ้มกว้างและตอบรับกลับไปด้วยความยินดี ทั้งยังแสดงความเป็นห่วงออกมาจากใจจริงทำให้ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร
สุดท้ายยูเมะก็จากไปทิ้งให้ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ที่เดิม สายตาที่มองออกไปเต็มไปด้วยความสับสนและโหยหา
“ลูกเอ๋ย..เจ้ามีตัวตนอยู่จริงใช่ไหมหรือหรือเจ้าเป็นเพียงจินตนาการของคนแก่ที่เดียวดายอย่างพ่อกันแน่”