' ประตูแรกแห่งการบำเพ็ญเพียร '
ความเดิมตอนที่แล้ว
เยี่ยชิงหลันใช้ข้ออ้างเื่บัญชีสมุนไพร เรียกตัวหลิวหยางขึ้นเขาหลิงเหยาอย่างถูกต้องตามกฎ หลัวจิ้งหยวนแม้ไม่พอใจนัก แต่ไม่อาจขัดคำสั่งจากตำหนักโอสถฝ่ายในได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ศิษย์จากเขาหลิงเหยาจึงมารับหลิวหยางด้วยกระบี่บิน ระหว่างทาง เด็กฝ่ายนอกผู้นั้นมิได้ตื่นตากับทะเลหมอก หากกลับจดจำทางเดิน ประตู เวรยาม และเส้นทางค่ายกลของสำนักไว้อย่างเงียบงัน
กระบี่บินทั้งสองเล่มทะยานผ่านม่านหมอกบาง ระหว่างยอดเขาหลักกับเขาหลิงเหยามีเส้นปราณสีเขียวอ่อนทอดพาดอยู่กลางอากาศ อักขระเล็กละเอียดไหลเวียนตามแนวแสง ราวเถาสมุนไพรเรืองรองที่พันเกี่ยวอยู่เหนือหุบเขา
ยิ่งเข้าใกล้เขาหลิงเหยา กลิ่นสมุนไพรในลมยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น มิใช่กลิ่นเถ้ายาค้างเตา มิใช่ไอขุ่นจากโอสถที่หลอมผิดจังหวะ หากเป็กลิ่นราก ใบ ดอก และปราณฟ้าดินที่ถูกเลี้ยงไว้อย่างประณีตในแปลงสมุนไพรบนไหล่เขา
เมื่อกระบี่บินร่อนลงบนลานศิลาขาว เสียงน้ำจากลำธารหยกก็ดังแ่ผ่านหมอก เสียงกระดิ่งใต้ชายคาสั่นเบา ๆ ตามแรงลม ตำหนักและเรือนย่อยของหลิงเหยาซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสนเขียว แปลงสมุนไพรเรียงลดหลั่นไปตามไหล่ผา แต่ละชั้นมีม่านอักขระบางใสคลุมไว้ราวผืนแพร
หลิวหยางมองเพียงครู่เดียว
ครู่เดียวนั้นมากพอแล้ว
เขาเห็นทางเดินจากลานศิลาไปยังเรือนตรวจรับสมุนไพร เห็นศิษย์เฝ้าประตูสองคน เห็นป้ายหยกที่แตะเปิดม่านค่ายกล เห็นว่าแปลงสมุนไพรแต่ละชั้นมีทางเข้าออกแยกจากกัน และเห็นว่าลำธารหยกไหลผ่านหลังเรือนด้านข้าง ก่อนเลี้ยวหายไปใต้สะพานหินเล็ก ๆ
เขาหลิงเหยางดงามกว่าเรือนโอสถฝ่ายนอกมากนัก
ทว่าความงดงามก็เป็กรงได้เช่นกัน เพียงแต่กรงเช่นนี้ใช้กลิ่นยา เสียงน้ำ และม่านหมอกปิดบังซี่กรงเอาไว้เท่านั้น
ศิษย์จากหลิงเหยาก้าวลงจากกระบี่บิน แล้วสะบัดปลายนิ้วเบา ๆ กระบี่ทั้งสองเล่มย่อขนาดลง กลายเป็แสงสีเขียวอ่อนวาบกลับเข้าสู่ถุงเก็บของข้างเอว
“ตามมา”
หลิวหยางประสานมือรับคำ ก่อนเดินตามอีกฝ่ายผ่านลานศิลาขาว เข้าสู่เรือนตรวจรับสมุนไพรด้านข้างอย่างเงียบงัน
เยี่ยชิงหลันยืนอยู่หลังโต๊ะตรวจสมุนไพร อาภรณ์สีเขียวอ่อนพลิ้วเบาใต้ลมจากหน้าต่าง ปลายแขนเสื้อสะอาดเรียบร้อย มิแตะต้องฝุ่นสมุนไพรแม้แต่น้อย
บนโต๊ะเบื้องหน้านางมีถาดหยกวางเรียงกันเป็ระเบียบ หญ้าน้ำค้างหิมะ รากกระดูกขาว และดอกเมฆาเจ็ดกลีบถูกแยกไว้คนละถาด รอบถาดแต่ละใบมีอักขระเล็ก ๆ ลอยนิ่งอยู่เหนือขอบหยก
ศิษย์ผู้ดูแลบัญชีสมุนไพรยืนอยู่ด้านข้าง มือถือแผ่นหยกบันทึกที่เปิดผนึกแล้ว แสงสีเขียวอ่อนจากตัวอักษรสะท้อนบนปลายนิ้วของเขาเป็ระยะ
เยี่ยชิงหลันเงยหน้าขึ้นเมื่อหลิวหยางเดินเข้ามา
“หลิวหยาง...มาแล้วหรือ”
หลิวหยางประสานมือ
“คารวะศิษย์พี่หญิงเยี่ย”
เยี่ยชิงหลันพยักหน้า
“เข้ามาดูสมุนไพรที่เ้าคัด”
หลิวหยางก้าวเข้าไปข้างโต๊ะ
เขามองถาดทั้งสามอย่างสงบ
ต้นสมบูรณ์ยังอยู่ในถาดซ้าย รากเสียแยกไว้ต่างหาก ต้นที่มีกลิ่นผิดปกติมีป้ายเล็กเสียบไว้ชัดเจน ไม่มีสิ่งใดถูกสลับ ไม่มีสิ่งใดถูกซ่อน และไม่มีต้นใดที่เขาจำไม่ได้
เยี่ยชิงหลันหยิบหญ้าน้ำค้างหิมะต้นหนึ่งขึ้นมา
“เ้าจำต้นนี้ได้หรือไม่”
หลิวหยางมองเพียงแวบเดียว
“จำได้ขอรับ ต้นนี้ใบยังสมบูรณ์ แต่ปลายรากเคยช้ำเล็กน้อย ข้าจึงวางไว้ในถาดตรวจซ้ำ มิได้รวมกับต้นที่ส่งเข้าหีบโดยตรง”
ผู้บันทึกบัญชีเหลือบมองเขา
เยี่ยชิงหลันหยิบรากกระดูกขาวอีกชิ้นขึ้นมา
“แล้วชิ้นนี้”
“รากข้างในแน่นดี แต่กลิ่นฝาดหนักกว่าปกติเล็กน้อย หากใช้กับโอสถประคองชีพ ต้องให้ศิษย์พี่ผู้หลอมยาตรวจอีกครั้งขอรับ”
“เหตุใด”
หลิวหยางเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบ
“ข้าเคยเห็นรากชนิดนี้ หากกลิ่นฝาดหนักเกินไป ยามเข้าหม้อหลอมจะทำให้ไอยาขุ่นขึ้น”
เยี่ยชิงหลันวางรากกระดูกขาวลง
“เ้าจำได้จากที่เคยเห็น?”
“ขอรับ”
“ไม่มีผู้ใดสอน?”
“ไม่มีขอรับ”
คำตอบเรียบง่ายเกินไป
ทว่าผู้ฟังกลับไม่อาจมองว่าเรียบง่าย
เยี่ยชิงหลันหยิบดอกเมฆาเจ็ดกลีบขึ้นมาอีกดอกหนึ่ง กลีบดอกสีขาวอมฟ้าซ้อนกันเจ็ดชั้น ด้านนอกดูไร้ตำหนิ แต่ก้านใต้กลีบมีรอยหม่นบาง ๆ ที่แทบมองไม่เห็น
“ดอกนี้เ้าวางไว้ในถาดแยก เพราะเหตุใด”
หลิวหยางมองดอกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
หากตอบว่าเพราะทางเดินปราณในก้านดอกขาด่ ย่อมเกินกว่าสิ่งที่เด็กฝ่ายนอกผู้ไม่เคยเรียนปราณควรรู้
เขาจึงตอบว่า
“กลิ่นใต้กลีบไม่สะอาดนัก คล้ายถูกเก็บตอนน้ำค้างยังไม่แห้ง ข้าจึงไม่กล้ารวมกับดอกดีขอรับ”
ผู้บันทึกบัญชีขยับพู่กัน
เยี่ยชิงหลันกล่าวเสียงเรียบ
“คำตอบของเ้าไม่มีข้อใดผิด”
หลิวหยางก้มศีรษะ
“ขอบคุณศิษย์พี่หญิง”
“แต่ก็ไม่ครบ”
มือที่ประสานอยู่ใต้แขนเสื้อของหลิวหยางนิ่งสนิท
เยี่ยชิงหลันวางดอกเมฆาเจ็ดกลีบลงบนถาด
“ใต้ก้านดอกนี้มีปราณสะดุดจริง ไม่ใช่เพียงกลิ่นไม่สะอาด หากใช้ร่วมกับรากกระดูกขาวที่มีกลิ่นฝาดหนัก อาจทำให้โอสถประคองชีพจับตัวช้ากว่าปกติ เ้าบอกว่ารู้จากกลิ่น ข้าไม่ว่า แต่ข้า้ารู้ว่า เ้ารู้เพียงกลิ่นจริงหรือไม่”
เรือนตรวจสมุนไพรเงียบลง
ผู้บันทึกบัญชีหยุดพู่กัน
หลิวหยางไม่ได้เงยหน้า
“ข้าไม่เข้าใจความหมายของศิษย์พี่หญิง”
เยี่ยชิงหลันมองเขานิ่ง ๆ
เด็กตรงหน้าก้มศีรษะเล็กน้อย สีหน้าเคารพถ่อมตน ดวงตาหลุบต่ำ ท่าทีไม่ต่างจากศิษย์ฝ่ายนอกผู้หวาดเกรงว่าตนจะตอบผิด
แต่เยี่ยชิงหลันกลับรู้สึกว่า เขามิได้หวาดเกรง
เขากำลังเลือกคำตอบ
เลือกอย่างระวัง
และเก็บบางสิ่งไว้หลังริมฝีปากที่ปิดสนิทนั้น
นางจึงวางมือบนถาดสมุนไพรเบา ๆ
“หลิวหยาง”
“ขอรับ”
“สมุนไพรชุดนี้ไม่มีปัญหา”
หลิวหยางนิ่งไปเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
น้อยเสียจนหากผู้ใดไม่ตั้งใจมอง ย่อมไม่เห็น
เยี่ยชิงหลันกล่าวต่อ
“สิ่งที่ข้า้าตรวจ มิใช่สมุนไพร”
ลมนอกเรือนพัดกระดิ่งใต้ชายคาให้ดังแ่เบา
หลิวหยางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
แววตาของเยี่ยชิงหลันยังสงบนิ่ง ทว่าคราวนี้ ไม่มีท่าทีเข้มงวดที่ใช้ปิดบังสายตาผู้อื่นอีก
นางหันไปกล่าวกับผู้บันทึกบัญชี
“บันทึกว่า สมุนไพรล่าสุดตรวจรับเรียบร้อย ไม่มีข้อผิดพลาดในการคัดแยก ส่วนเื่บัญชี ข้าจะตรวจเองภายหลัง”
ผู้บันทึกบัญชีประสานมือ
“ขอรับ”
“พวกเ้าออกไปก่อน”
ศิษย์จากเขาหลิงเหยาและผู้บันทึกบัญชีถอยออกจากเรือนตรวจสมุนไพรอย่างพร้อมเพรียง ประตูไม้ไผ่ถูกปิดลงเบา ๆ
เยี่ยชิงหลันสะบัดปลายนิ้วหนึ่งครั้ง
ตราหยกเล็กใต้ชายคาเรืองแสงวาบขึ้น เสียงน้ำไหลนอกเรือนยังได้ยินอยู่ ทว่าบรรยากาศด้านในกลับแยกออกจากโลกภายนอกเล็กน้อย คล้ายมีม่านบางโปร่งใสห่มคลุมไว้
นางกล่าวช้า ๆ
“ยื่นมือของเ้าออกมา”
หลิวหยางมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงยื่นมือขวาออกไปอย่างสงบ
มือของเด็กวัยสิบสองผอมซีด รอยแตกจากความหนาวสมานไปเกือบหมด เหลือเพียงรอยแห้งบาง ๆ ตามข้อ นิ้วเรียวยาวเกินเด็กทำงานหนักทั่วไป ทว่าปลายนิ้วกลับมีรอยด้านจากการจับมีดหยกและคัดสมุนไพรเป็เวลาหลายปี
เยี่ยชิงหลันวางปลายนิ้วลงเหนือข้อมือเขา
ยังไม่แตะชีพจร
เพียงหยุดอยู่ห่างออกไปหนึ่งชั้นลมหายใจ
“ไม่ต้องกลัว ข้าแค่ส่งปราณเข้าไปตรวจชีพจรในร่างกายเ้าเท่านั้น”
หลิวหยางตอบเบา ๆ
“ข้ามิได้กลัว”
เยี่ยชิงหลันมองเขา
“เช่นนั้นจงอย่าซ่อนสิ่งใดไว้”
อากาศในเรือนตรวจสมุนไพรคล้ายเงียบลงกว่าเดิม
หลิวหยางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าอ่อนเยาว์ยังคงสงบไร้ระลอก
ทว่าใต้แขนเสื้ออีกข้าง นิ้วของเขาขยับเพียงเล็กน้อย
เบาจนไม่มีผู้ใดเห็น
ไอปราณไร้ชื่อในกายค่อย ๆ หดกลับเข้าสู่ความเงียบ ราวกับรู้ว่า เมื่อใดควรเผยร่องรอย และเมื่อใดควรกลืนหายไปในความมืด
เยี่ยชิงหลันหลุบตาลงเล็กน้อย
นางปล่อยปราณของตนออกไปเพียงเสี้ยวบาง บางยิ่งกว่าขนห่านตกลงบนผิวน้ำ
นางััได้ว่าร่างของเด็กคนนี้มีรอยปราณอยู่จริง เบาบางจนคล้ายหมอกเหนือผิวน้ำ แตะได้เพียงเลือนราง พอมองเห็นว่ามีอยู่ แต่ไม่อาจสาวตามเข้าไปถึงต้นทาง
เส้นชีพจรของเขาอ่อนจริง ทว่าไม่ใช่ชีพจรเสียหาย มันเพียงซ่อนลึกเกินกว่าคนทั่วไปจะหยั่งถึงง่าย ๆ
ไอปราณในกายเขาบางจนแทบไร้รูป แต่จังหวะที่ไหลเวียนกลับสงบและมั่นคง ไม่มีรอยแตก ไม่มีความปั่นป่วน อย่างผู้มีรากปราณบกพร่อง
ที่ประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ นางไม่พบรากิญญาตามตำราที่ควรพบในผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร
ปราณที่นางปล่อยเข้าไปตรวจ กลับมิได้ไหลผ่านร่างเขาอย่างที่ควรเป็
มันหายไปและเงียบสนิท
คล้ายถูกความมืดในร่างกายของเด็กผู้นี้กลืนลงไป โดยไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยให้สาวตาม
เยี่ยชิงหลันชะงัก
นางค่อย ๆ ดึงมือกลับอย่างช้า ๆ
แววตาสงบของนางมีเงาครุ่นคิดพาดผ่าน
ร่างนี้ไม่เหมือนผู้ไร้รากิญญา
และยิ่งไม่เหมือนผู้มีรากิญญาธรรมดา
เด็กคนนี้มิใช่ร่างไร้ทางฝึกตน เพียงแต่ทางที่เขามี อาจมิใช่ทางเดียวกับศิษย์ทั่วไป
หลัวจิ้งหยวนปิดบังสิ่งใดไว้กันแน่
“หลิวหยาง”
“ขอรับ”
“คราวก่อนที่ข้าบอกให้เ้าสงบลมหายใจ แยกกลิ่นยา เนื้อหยก และรอยปราณออกจากกัน เ้าได้ลองทำตามหรือไม่”
หลิวหยางนิ่งไปเพียงครู่เดียว
“ข้าลองแล้วขอรับ”
เยี่ยชิงหลันมองเขานิ่งขึ้นเล็กน้อย
“แล้วเ้ารับรู้สิ่งใดได้บ้าง”
หลิวหยางก้มตาลงเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเบาและสุภาพ
“ข้าพอจะแยกได้ว่า สิ่งใดเป็กลิ่น สิ่งใดเป็เนื้อของวัตถุ และสิ่งใดเป็กลิ่นอายที่แฝงอยู่ภายใน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง
“แต่เมื่อรับรู้ให้ลึกกว่านั้น ข้ากลัวว่าจะชักนำผิดทางจนกระทบชีพจร จึงไม่กล้าฝืนขอรับ”
“กลิ่นอายที่แฝงอยู่นั้น เ้าได้ตามเข้าไปหรือไม่”
“ไม่ขอรับ”
หลิวหยางก้มหน้าลงอีกเล็กน้อย
“ศิษย์พี่หญิงเคยกล่าวไว้ว่า หากยังไม่รู้จักปราณในกายตนเอง ก็ไม่ควรตามกลิ่นอายปราณภายนอกเข้าไป ข้าจึงเพียงรับรู้ แล้วหยุดไว้”
เยี่ยชิงหลันมิได้กล่าวสิ่งใดในทันที
หลิวหยางจึงเอ่ยต่อ เสียงยังคงเบา หากทุกคำชัดเจน
“ภายหลัง ข้าจึงรู้สึกได้ว่า มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในร่างกาย สิ่งนั้นเคลื่อนตัวอยู่อย่างบางเบา ทว่าข้ายังไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นเรียกว่าปราณหรือไม่ จึงไม่กล้าชักนำตามใจตนเองขอรับ”
เยี่ยชิงหลันเงียบไปครู่หนึ่ง
เด็กผู้นี้ไม่เพียงจำคำสอนของนางได้
ยังรู้จักหยุดในจังหวะที่ควรหยุดด้วย
ถ้อยคำนั้นฟังเหมือนเด็กผู้กลัวเข้าใจผิด
แต่เยี่ยชิงหลันกลับได้ยินอีกชั้นหนึ่ง
เขารู้ว่าตนก้าวเข้าไปใกล้ประตูแล้ว และกำลังถามว่าสิ่งที่อยู่หลังประตูนั้นคืออะไร
หลิวหยางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระวัง เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ขอศิษย์พี่หญิงเมตตาชี้แนะอีกสักครั้งได้หรือไม่ขอรับ”
เยี่ยชิงหลันมองเด็กตรงหน้า
แววตาของเขาสงบ สุภาพ และไร้ความเร่งร้อน
ราวเพียงถามเพราะไม่รู้
ราวเพียงกลัวทำผิด
ราวเพียง้าเอาตัวรอดจากความมืดที่ตนถูกขังไว้มานาน
เยี่ยชิงหลันไม่รู้ว่าในถ้อยคำนอบน้อมนั้น มีเส้นด้ายบาง ๆ วางอยู่ทุกคำ
เส้นด้ายที่ลากให้นางก้าวต่อเอง
นางถอนหายใจเบา ๆ
“เช่นนั้นเ้าจงจำไว้”
หลิวหยางก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม
“ข้าฟังอยู่ขอรับ”
เยี่ยชิงหลันมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“คนทั่วไปล้วนมีชีพปราณหล่อเลี้ยงร่างกาย ทว่าชีพปราณนั้นมิใช่ปราณบำเพ็ญเพียร ผู้ที่จะก้าวสู่เส้นทางฝึกตนได้ ต้องมีรากิญญา จึงจะรับปราณฟ้าดินเข้าสู่กาย และหล่อเลี้ยงจุดตันเถียนได้”
หลิวหยางหลุบตาลงเล็กน้อย
คำว่า รากิญญา ผ่านเข้าหูเขาอย่างเงียบงัน
นับั้แ่จำความได้ หลัวจิ้งหยวนไม่เคยบอกเขาว่าในกายมนุษย์มีสิ่งใดควรรู้ มีเส้นใดควรระวัง และผู้ฝึกตนควรเริ่มต้นจากตรงไหน
เยี่ยชิงหลันยกมือขึ้น ปลายนิ้วแตะลงเหนือท้องน้อยของตนเองเพียงแ่เบา
“ตำแหน่งนี้เรียกว่า จุดตันเถียน เป็ที่ตั้งของทะเลปราณในกาย ผู้เริ่มฝึกตนต้องรู้จักจุดนี้ก่อน”
หลิวหยางมองตามปลายนิ้วของนางโดยไม่กล่าวสิ่งใด
เยี่ยชิงหลันกล่าวต่อ น้ำเสียงของนางเรียบช้า คล้ายกำลังวางอักขระทีละเส้นลงบนกระดาษเปล่า
“ร่างผู้ฝึกตนมีเส้นชีพจรเป็ทางเดินปราณ จุดตันเถียน เป็ที่รวบรวมปราณ หากไม่รู้จุดตั้งต้น ต่อให้ัักลิ่นอายปราณได้ ก็อาจชักนำผิดทางจนกระทบชีพจรของตนเอง”
นางลดมือลง แล้วมองหลิวหยางนิ่งขึ้นเล็กน้อย
“ข้าจะสอนเ้าเพียงวิธีรับรู้และควบคุมเบื้องต้น จำไว้ อย่าดึง อย่าฝืน และอย่าเผยกลิ่นอายปราณต่อหน้าผู้ใดง่าย ๆ”
หลิวหยางก้มศีรษะ
“ขอรับ”
“ขั้นแรก รู้จักลมหายใจของตนก่อน หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้ อย่ากด อย่ารั้ง อย่าเร่ง”
“ขั้นที่สอง เมื่อใจสงบ จึงค่อยรับรู้กายในตน จุดใดอุ่น จุดใดตึง จุดใดเจ็บ สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่ปราณทั้งหมด แต่เป็ร่องรอยให้เ้ารู้ว่ากายตนกำลังเปลี่ยนแปลง”
“ขั้นที่สาม หากบริเวณจุดตันเถียนมีปราณบางสายเคลื่อนไหวขึ้น อย่ารีบดึง อย่าไล่ตาม เพียงชักนำให้เคลื่อนไปตามลมหายใจหนึ่งรอบ แล้วกดให้สงบ”
หลิวหยางฟังโดยไม่ขัด
ทุกถ้อยคำถูกเก็บลงในใจอย่างเงียบงัน
ที่แท้ประตูแรกของผู้ฝึกตน มิได้อยู่ในตำรา มิได้อยู่ในเตาหลอมโอสถ และมิได้อยู่ใต้คำสั่งของหลัวจิ้งหยวน หากอยู่ในกายของเขาเอง
เยี่ยชิงหลันมองเขา แล้วกล่าวต่อ
“เมื่อรู้จักปราณในกายตนแล้ว จึงค่อยรับรู้ปราณฟ้าดินรอบกาย ปราณมีอยู่ในทุกสิ่ง อยู่ในลม ในใบไม้ ในหิน แม่น้ำ และในสมุนไพร ทว่าเ้าเพิ่งแตะประตูหลอมปราณ ยังไม่ควรดูดซับปราณภายนอกมากเกินไป เพียงรู้ว่ามีอยู่ก็พอ”
หลิวหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“แล้วการควบคุมเล่าขอรับ”
เยี่ยชิงหลันสบตาเขา น้ำเสียงนิ่งขึ้นกว่าเดิม
“การควบคุมเริ่มจากการไม่ปล่อยให้ไอปราณในกายแตกซ่าน เมื่อปราณเริ่มไม่นิ่ง เ้าต้องกดให้สงบ เมื่อรับปราณฟ้าดินภายนอกเข้ามา เกินกว่าที่เส้นชีพจรจะชักนำได้ เ้าต้องหยุดรับ ไม่ฝืนต่อ มิฉะนั้นปราณจะจำทำลายเส้นชีพจรและทำร้ายกายตนเอง”
นางสบตาหลิวหยาง น้ำเสียงสงบ ทว่าหนักแน่น
“และเมื่อรับรู้ว่ามีผู้ใดใช้ปราณหยั่งดูเ้า เ้าต้องเก็บกลิ่นอายและร่องรอยปราณของตนให้แเี สิ่งที่ไม่ควรถูกเห็น แม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ห้ามเผยออกมา”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง แววตาจริงจังกว่าเดิม
“จำไว้ หลิวหยาง ผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณ หากเผยร่องรอยปราณเร็วเกินไป ย่อมดึงสายตาของผู้ไม่ควร มองมาหาตนเอง”
มือของหลิวหยางซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ ปลายนิ้วของเขาขยับเบา ๆ เพียงครั้งเดียว
รับรู้ปราณ
ควบคุมปราณ
ซ่อนกลิ่นอายและร่องรอยของปราน
สามสิ่งนี้ถูกหลิวหยางแยกเก็บไว้ในใจอย่างเป็ระเบียบ
สองสิ่งแรกทำให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียร
แต่สิ่งสุดท้าย อาจทำให้เขามีชีวิตรอดอยู่บนเส้นทางนั้นได้นานกว่าใคร
หลิวหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“แล้วข้าจะซ่อนกลิ่นอายและร่องรอยของปรานได้เช่นไรขอรับ”
เยี่ยชิงหลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายพิจารณาว่าควรกล่าวมากเพียงใด
เด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่ง เพิ่งรู้จักลมหายใจแห่งปราณ กลับถามถึงวิธีซ่อนร่องรอยของตนเองได้อย่างตรงจุดเกินไป ทว่านางมิได้ตำหนิ ความระแวดระวังเช่นนี้ สำหรับผู้ที่อยู่ใต้เงาเรือนโอสถฝ่ายนอก นับว่าเป็สิ่งจำเป็ยิ่งกว่าความกล้าหาญ
“การซ่อนกลิ่นอายปราณ มิใช่การกลั้นหายใจ และมิใช่การกดปราณจนแข็งค้าง”
นางยกปลายนิ้วแตะลงเหนือท้องน้อยของตนเองเพียงแ่เบา
“ขั้นแรก ทำลมหายใจให้เบาลง หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้ ให้ใจนิ่งอยู่กับจุดตันเถียน อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือความอยากรู้ลากปราณให้เคลื่อนตาม”
หลิวหยางฟังโดยไม่ขัด
“ขั้นที่สอง เก็บไอปราณที่แผ่ออกนอกกายให้กลับเข้าสู่เส้นชีพจร แล้วกดให้สงบลงสู่จุดตันเถียน อย่าปล่อยให้กลิ่นอายปราณและร่องรอยปราณรั่วออกมา ผู้มีขั้นสูงกว่ามักหยั่งรู้ และเห็นความผิดปกติจากร่องรอยเพียงเสี้ยวเดียว”
เยี่ยชิงหลันลดเสียงลงเล็กน้อย
“ขั้นที่สาม เมื่อไอปราณกลับสู่จุดตันเถียนแล้ว อย่าปิดจนว่างเปล่าเกินไป คนทั่วไปย่อมมีชีพปราณ มีเืลม มีลมหายใจ หากเ้าซ่อนจนไร้ร่องรอยเสียทั้งหมด กลับยิ่งน่าสงสัย”
เยี่ยชิงหลันกล่าวต่อ
“ขั้นสุดท้าย เก็บเจตจำนงของตน อย่าให้ใจไล่ตามปราณของผู้ตรวจ บางคนมิได้ตรวจเพียงกลิ่นอายปราณ แต่ตรวจความเคลื่อนไหวของจิตใจด้วย หากอยากซ่อนให้แเี ต้องนิ่งทั้งลมหายใจ ปราณ และจิตใจ”
หลิวหยางหลุบตาลงเล็กน้อย
ที่แท้การซ่อนมิใช่ทำให้ตนว่างเปล่า
หากต้องเหลือสิ่งที่ควรมีไว้พอให้ผู้อื่นมองผ่าน
เด็กฝ่ายนอกที่ไร้กลิ่นอายปราณและร่องรอยปราณโดยสิ้นเชิง ย่อมน่าสงสัยไม่ต่างจากผู้ที่เผยพลังมากเกินไป
ภายในเรือนตรวจสมุนไพรเงียบลงชั่วขณะ
เสียงลำธารหยกนอกหน้าต่างไหลดังแ่ผ่านม่านหมอก กลิ่นสมุนไพรบริสุทธิ์ลอยอยู่ในอากาศ ทว่าในความสงบนั้น สายตาของเยี่ยชิงหลันกลับไม่ละจากเด็กตรงหน้าแม้เพียงเสี้ยวเดียว
เยี่ยชิงหลันมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ
เบาะสมาธิสีเขียวอ่อนใบหนึ่งเลื่อนออกมาจากข้างชั้นหยก หยุดลงตรงหน้าเขาอย่างเงียบงัน
“นั่งลง ลองทำให้ข้าดู”
หลิวหยางประสานมือรับคำ แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะอย่างเรียบร้อย
เยี่ยชิงหลันลดเสียงลง
“วางมือไว้บนเข่า ผ่อนหัวไหล่ลง อย่าขมวดคิ้ว อย่ากัดฟัน การซ่อนกลิ่นอายปราณและร่องรอยปราณมิใช่การใช้แรงกด หากเป็การทำให้ปราณรู้ทางกลับของตนเอง”
หลิวหยางค่อย ๆ หลับตาลง
ลมหายใจของเด็กชายเบาลงทีละน้อย มิได้ขาดห้วง มิได้ฝืนกลั้น เพียงสงบจนแทบกลืนไปกับเสียงน้ำด้านนอก
ไอปราณที่แผ่ออกนอกกายค่อย ๆ ถูกชักนำกลับเข้าสู่เส้นชีพจร แล้วสงบลงสู่จุดตันเถียนอย่างไร้ร่องรอย
เขาเหลือชีพปราณไว้บางเบา ให้เืลมยังดูเป็เช่นศิษย์ฝ่ายนอกทั่วไป ลมหายใจยังอ่อน กายยังผอมบาง พื้นฐานยังคล้ายผู้ไม่เคยได้รับการสั่งสอนอย่างแท้จริง
สิ่งที่ควรถูกมองเห็น ยังคงอยู่
ส่วนกลิ่นอายและร่องรอยปราณที่ไม่ควรถูกเห็น กลับถูกเก็บซ่อนไว้จนแเี
เยี่ยชิงหลันวางปลายนิ้วลงบนชีพจรข้อมือเขา เพียงครู่เดียว แววตาของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ตอนแรก นางยังััได้ถึงไอปราณจางมากสายหนึ่ง เบาบางราวหมอกเหนือผืนน้ำ
แต่ไม่นาน กลิ่นอายสายนั้นกลับค่อย ๆ หายไปจากผิวกายของเขา ไม่ใช่ถูกปิดทับอย่างหยาบ ไม่ใช่ถูกผลักออก หากถูกเก็บกลับเข้าไปทีละส่วน จนพื้นผิวภายนอกเรียบสงบเกินกว่าศิษย์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณควรทำได้
เยี่ยชิงหลันส่งปราณตรวจชีพจรเข้าไปบางเบา
ปราณสายนั้นแตะผ่านเส้นชีพจรของหลิวหยาง แล้วค่อย ๆ จางหายไปในกายเขาอย่างเงียบเชียบ มิใช่ถูกผลักต้าน มิใช่ถูกสะท้อนกลับ หากคล้ายมีบางสิ่งไร้รูปในร่างเด็กชายปิดทางไว้ทุกด้าน ทำให้นางไม่อาจสาวต่อไปถึงต้นตอได้
ที่ปลายนิ้วของนาง เหลือเพียงความสงบผิดธรรมดา ไม่มีกลิ่นอายปราณและร่องรอยปราณให้ตามหาอีก
ปลายนิ้วของนางนิ่งอยู่บนข้อมือเขานานกว่าที่ควร
หลิวหยางยังคงหลับตา สีหน้าไม่เปลี่ยน ลมหายใจยังเบาและมั่นคง ไอปราณรอบกายถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแเีจนแทบไม่ต่างจากเด็กไร้พื้นฐานผู้หนึ่ง
“พอแล้ว”
เยี่ยชิงหลันค่อย ๆ ดึงมือกลับ
น้ำเสียงของนางยังสงบ ทว่าแววตากลับไม่สงบเช่นเดิม
เด็กคนนี้มิได้เพียงทำตามคำสอน เขาทำได้ดีเกินไป
ดีจนคล้ายร่างกายของเขาเกิดมาเพื่อกลืนและซ่อนทุกสิ่งที่แตะต้องตนเอง
หลิวหยางลืมตาขึ้น ก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม
“ข้าทำผิดตรงใดหรือไม่ขอรับ”
เยี่ยชิงหลันมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“ไม่ผิด”
นางหยุดไปเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ
“แต่จำไว้ อย่าทำเช่นนี้ให้ผู้ใดเห็นเป็อันขาด โดยเฉพาะอาจารย์ของเ้า”
“ขอรับ”
เยี่ยชิงหลันมองเด็กชายตรงหน้าอีกครั้ง
นางยังไม่ควรยื่นมือชัดเกินไป
หลิวหยางอยู่ใต้เงาของหลัวจิ้งหยวนมานาน หากความช่วยเหลือของนางปรากฏเด่นเกินควร เมตตาที่ตั้งใจมอบให้ อาจกลับกลายเป็คมมีดที่ย้อนมาวางแนบลำคอของเขา
สิ่งที่เขา้าในยามนี้ มิใช่ของวิเศษนอกกาย
หากเป็่ยามที่พอให้เขาหายใจห่างจากเรือนโอสถฝ่ายนอก
และนางเองก็้าเวลามากกว่านี้
เวลาที่จะสอนให้เขาแตะประตูแรกแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างถูกทาง
เวลาที่จะมองให้ชัดว่า เด็กผู้ถูกกล่าวว่าไร้ทางฝึกตน แท้จริงเพียงมีไหวพริบเหนือคนทั่วไป หรือเป็หยกดิบที่ถูกโยนทิ้งไว้ในกองเถ้าโอสถโดยไม่มีผู้ใดรู้ค่า
หากหลิวหยางมีคุณสมบัติมากพอ การปล่อยให้เขาจมอยู่ในเรือนโอสถฝ่ายนอก ย่อมเป็การสูญเสียของสำนัก
เด็กที่แยกสมุนไพรได้แม่นยำ รับรู้ปราณได้รวดเร็ว ทั้งยังรู้จักเก็บกลิ่นอายปราณและร่องรอยปราณั้แ่เพิ่งแตะประตูหลอมปราณเช่นนี้ หากได้รับการขัดเกลาให้ถูกทาง วันหน้าอาจเป็กำลังสำคัญของเขาหลิงเหยา
และหากเขาไปได้ไกลกว่านั้น ผู้ที่ชี้ทางให้เขาในวันแรก ย่อมมิใช่คนไร้น้ำหนักในใจเขา
เยี่ยชิงหลันไม่ปฏิเสธว่าตนเวทนาเด็กคนนี้
ทว่านางก็ไม่ใช่คนโง่เขลาถึงขั้นมองไม่เห็นค่าของหยกที่ตกอยู่ตรงหน้า
หากหลัวจิ้งหยวนมองข้ามหลิวหยาง นางย่อมไม่จำเป็ต้องมองข้ามตามเขา
สิ่งที่นางควรมอบให้เขาในวันนี้ จึงมิใช่สิ่งของ
หากเป็เหตุผลอันชอบธรรมที่จะพาเขาออกจากเรือนนั้นอีกครั้ง
เจ็ดวัน
เพียงเจ็ดวัน ก็เพียงพอให้นางเห็นว่า เด็กคนนี้ควรถูกช่วยไว้เพราะความเวทนา หรือควรถูกดึงมาไว้ข้างกายเพราะคุณค่าที่ผู้ใดบางคนมองข้าม
เยี่ยชิงหลันหันไปหยิบแผ่นหยกคำสั่งสีเขียวอ่อนขึ้นมาจากโต๊ะตรวจสมุนไพร ปลายนิ้วของนางแตะลงบนผิวหยก อักขระสีเขียวอ่อนค่อย ๆ เรียงตัวขึ้นทีละบรรทัด
หลิวหยางยืนสงบอยู่ด้านข้าง มิได้เหลือบมองเกินควร
ครู่ต่อมา เยี่ยชิงหลันจึงส่งแผ่นหยกคำสั่งให้ศิษย์จากเขาหลิงเหยาที่รออยู่ด้านนอก
“ส่งหลิวหยางกลับเรือนโอสถฝ่ายนอก แล้วนำหยกคำสั่งนี้ไปมอบให้ผู้ดูแลที่นั่น”
ศิษย์ผู้นั้นรับคำ
“ขอรับ”
เยี่ยชิงหลันหันกลับมามองหลิวหยาง
“วันนี้เ้ากลับไปก่อน”
หลิวหยางประสานมือ
“ขอบคุณศิษย์พี่หญิงเยี่ยที่ชี้แนะ”
คำพูดนั้นสุภาพยิ่งนัก
สุภาพจนไม่มีผู้ใดจับได้ว่า เด็กชายตรงหน้าได้เก็บสิ่งใดกลับไปจากเขาหลิงเหยาบ้าง
ไม่นานนัก กระบี่บินสองเล่มก็พาหลิวหยางและศิษย์จากเขาหลิงเหยากลับมายังเรือนโอสถฝ่ายนอก
เมื่อกระบี่บินร่อนต่ำลง เหนือเรือนพักท้ายลาน แสงตะวันยามบ่ายคล้อยผ่านชายคา เงาไม้ทอดยาวบนพื้นหิน กลิ่นเถ้ายาจากเตาหลอมเก่ายังลอยค้างอยู่ในลม ด้านในเรือนมีเสียงศิษย์ฝ่ายนอกขนหีบสมุนไพรเข้าออกไม่ขาด
เพียงครึ่งวัน ทุกสิ่งในเรือนโอสถฝ่ายนอกยังคงเหมือนเดิม
ทว่าในกายหลิวหยาง บางสิ่งกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
กระบี่บินทั้งสองเล่มหยุดลงหน้าเรือนพักท้ายลาน จุดเดียวกับที่รับตัวเขาไปเมื่อฟ้ายังไม่สว่างทั่วลาน
หลิวหยางก้าวลงจากกระบี่อย่างเงียบงัน
ศิษย์จากเขาหลิงเหยาสะบัดปลายนิ้วเบา ๆ กระบี่บินที่รองรับหลิวหยางอยู่พลันย่อขนาดลง กลายเป็แสงสีเขียวอ่อนวาบกลับเข้าสู่ถุงเก็บของข้างเอว
“เ้ากลับเข้าเรือนไปก่อน”
หลิวหยางประสานมือ
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่มาส่งขอรับ”
ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนกระบี่บินใต้เท้าจะยกตัวขึ้นอีกครั้ง ปลายกระบี่พลิกทิศ มุ่งตรงไปยังโถงหลักของตำหนักโอสถฝ่ายนอกพร้อมแผ่นหยกคำสั่งอีกฉบับ
หลิวหยางยืนมองเพียงครู่เดียว ก่อนหมุนกายกลับเข้าสู่ห้องพักท้ายเรือนอย่างสงบ ราวเด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่งที่เพิ่งถูกส่งกลับมาหลังชี้แจงความผิดเื่บัญชีสมุนไพรเท่านั้น
ไม่นานนัก ศิษย์จากเขาหลิงเหยาก็มาถึงหน้าโถงหลัก
เหอจวินออกมารับด้วยตนเอง
เมื่อเห็นตราหลิงเหยาบนผิวหยก สีหน้าของเขาสุขุมขึ้นเล็กน้อย
“คำสั่งจากเขาหลิงเหยาขอรับ”
ศิษย์ผู้นั้นประสานมือ
เหอจวินรับแผ่นหยกคำสั่งไว้
“ข้าจะนำไปเรียนอาจารย์”
“รบกวนศิษย์พี่เหอแล้ว”
ศิษย์จากเขาหลิงเหยาประสานมืออีกครั้ง ก่อนถอยออกจากหน้าโถง
เหอจวินถือแผ่นหยกคำสั่งเข้าไปด้านใน
ภายในโถงหลัก กลิ่นกำยานเจือกลิ่นโอสถขมลอยอวลอยู่ใต้คานไม้ หีบสมุนไพรหลายใบวางเรียงอยู่ข้างผนัง บัญชีวัตถุดิบชุดใหม่ยังเปิดค้างอยู่บนโต๊ะหลัวจิ้งหยวนรับแผ่นหยกคำสั่งไปอ่าน
สีหน้าอ่อนโยนของเขายังคงไม่เปลี่ยน ทว่าดวงตากลับหยุดอยู่บนถ้อยคำบางบรรทัดนานกว่าปกติ
‘คำสั่งจากเขาหลิงเหยาให้หลิวหยางไปช่วยงานที่ตำหนักโอสถฝ่ายในเป็เวลาเจ็ดวัน ด้วยบัญชีสมุนไพรก่อนหน้านี้ มีจำนวนคลาดเคลื่อน ผู้คัดแยกสมุนไพรต้องรับผิดชอบงานที่ตนทำพลาด และช่วยตรวจทานสมุนไพรชุดใหม่ภายใต้การกำกับของหลิงเหยา
หากเรือนโอสถฝ่ายนอกไม่สะดวกส่งตัวหลิวหยาง ให้ส่งผู้คัดแยกสมุนไพรคนอื่นที่สามารถรับผิดชอบงานแทนมาได้’
หลัวจิ้งหยวนวางแผ่นหยกลงบนโต๊ะ
เหอจวินยืนรออยู่ด้านข้าง ไม่กล่าววาจาเกินจำเป็
ภายในโถงหลักมีกลิ่นกำยานเจือกลิ่นโอสถขม หีบสมุนไพรหลายใบยังวางเปิดอยู่ข้างผนัง หลัวจิ้งหยวนกำลังรอวัตถุดิบสำคัญชุดสุดท้ายสำหรับการหลอมโอสถทะลวงด่าน ใน่นี้ต่อให้หลิวหยางไม่อยู่ เรือนหลอมยาก็ยังไม่อาจเปิดเตาได้เต็มที่
อีกอย่างหนึ่ง เขารู้ดีกว่าผู้ใด ในเรือนโอสถฝ่ายนอก ไม่มีศิษย์คนใดคัดสมุนไพรได้ละเอียดเท่าหลิวหยาง
เด็กคนนั้นเติบโตอยู่ท่ามกลางกลิ่นยา ฝุ่นสมุนไพร และหีบใบเก่าั้แ่จำความได้ ศิษย์คนอื่นอาจฝึกหลอมยา ฝึกเดินปราณ ฝึกใช้ไฟหลอม แต่ผู้ที่จำกลิ่น ราก ใบ น้ำหนัก และรอยเสียของสมุนไพรได้จนแทบไม่ต้องเปิดบัญชี มีเพียงหลิวหยาง
หากส่งคนอื่นไป แล้วเขาหลิงเหยาจับผิดได้มากกว่าเดิม ผู้เสียหน้าอาจไม่ใช่เด็กฝ่ายนอกผู้นั้น
แต่เป็เรือนโอสถฝ่ายนอกทั้งเรือน
หลัวจิ้งหยวนหลุบตาลงเล็กน้อย
“ไปเรียกหยางเอ๋อร์มา”
เหอจวินประสานมือ
“ขอรับอาจารย์”
ไม่นาน หลิวหยางก็ถูกเรียกมายังหน้าโถงหลักอีกครั้ง
เขาหยุดอยู่หน้าธรณีประตู มิได้ก้าวเข้าไปด้านใน เงาร่างผอมบางอยู่ใต้ชายคาอย่างเรียบร้อย มีเพียงเหอจวินที่เดินเข้าไปยืนด้านในตามฐานะศิษย์สายตรง
หลัวจิ้งหยวนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้
“หยางเอ๋อร์”
เสียงของเขายังคงอ่อนโยนราวผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กในเรือน
หลิวหยางประสานมืออยู่หน้าประตู
“ศิษย์อยู่นี่ขอรับ”
“หลิงเหยาส่งคำสั่งมาอีกฉบับ ให้เ้าไปช่วยงานที่เขาหลิงเหยาเจ็ดวัน เ้ารู้หรือไม่ว่าเป็เพราะเหตุใด”
หลิวหยางก้มศีรษะลง
“เป็ศิษย์ตรวจทานบัญชีสมุนไพรไม่รอบคอบ ทำให้เขาหลิงเหยาเสียเวลา ศิษย์ยินดีรับโทษขอรับ”
โถงหลักเงียบไปครู่หนึ่ง
หลัวจิ้งหยวนหัวเราะเบา ๆ
“เ้าเติบโตในเรือนโอสถฝ่ายนอกั้แ่เล็ก งานคัดสมุนไพร เ้าทำได้ดีกว่าศิษย์หลายคน ความผิดพลาดครั้งนี้ อาจเป็เพราะข้าใช้งานเ้าหนักเกินไปก็ได้”
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลนัก
ทว่าหลิวหยางยังคงก้มหน้า ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ
ระยะห่างจากหน้าธรณีประตูถึงโต๊ะด้านในไม่ใกล้นัก
อีกทั้งใจของหลัวจิ้งหยวนยังผูกอยู่กับวัตถุดิบหลอมโอสถทะลวงด่าน กลิ่นอายและร่องรอยปราณของหลิวหยางจึงถูกเก็บไว้อย่างแเี เหลือเพียงชีพปราณอ่อนบางของเด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่ง จึงไม่มีสิ่งใดทำให้หลัวจิ้งหยวนสงสัยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นก็ไปเถิด”
หลัวจิ้งหยวนกล่าวต่อ
“เจ็ดวันนี้ เ้าจงไปช่วยงานที่เขาหลิงเหยาให้ดี ถือเสียว่า ไปรับผิดชอบสิ่งที่ตนทำพลาด”
“รับทราบขอรับ”
“แต่จำไว้”
เสียงของหลัวจิ้งหยวนเบาลงเล็กน้อย
“อย่าสร้างเื่อีก ที่สำนักแห่งนี้ สถานที่ที่เหมาะกับเ้า และดูแลเ้าได้ดีที่สุด มีเพียงเรือนโอสถฝ่ายนอกเท่านั้น”
หลิวหยางนิ่งไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ ก่อนค้อมศีรษะต่ำกว่าเดิม
“ศิษย์ทราบขอรับ”
“ไปเถิด”
หลิวหยางถอยออกจากหน้าโถงอย่างสงบ
ไม่มีผู้ใดเห็นว่าปลายนิ้วใต้แขนเสื้อของเขาขยับเบา ๆ เพียงครั้งเดียว
ลมหายใจ
ตันเถียน
เส้นชีพจร
ซ่อนกลิ่นอายปราณ
ทุกถ้อยคำที่เยี่ยชิงหลันสอนไว้ ถูกเขาแยกเก็บไว้ในใจอย่างเป็ระเบียบ
เมื่อกลับถึงห้องพักท้ายเรือนฝ่ายนอก ฟ้าด้านนอกเริ่มหม่นลงเหนือแนวชายคา ลมลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้เช่นเดิม กล่องไม้เก่าข้างเตียงยังวางถ้วยน้ำบิ่น เศษผ้าพันแผล และพู่กันด้ามสั้นไว้ไม่ต่างจากเมื่อวาน
หลิวหยางปิดประตูลงอย่างเบามือ เขานั่งลงบนเตียง มิได้จุดตะเกียงในทันที ในความสลัวของห้องแคบ เด็กชายค่อย ๆ หลับตา
คืนนั้นหลิวหยางมิได้ฝึกเคล็ดวิชาชั้นสูง มิได้ใช้โอสถ และมิได้มีผู้ใดคอยชี้นำอยู่ข้างกาย
เขาเพียงนั่งอยู่ในห้องเก่าท้ายเรือน ฝึกลมหายใจหนึ่งรอบ สองรอบ หลายต่อหลายรอบ
หายใจเข้าให้รู้
หายใจออกให้รู้
สิ่งที่เยี่ยชิงหลันสอนในครึ่งวันนี้ ยังเป็เพียงประตูบานแรก ทว่าพรุ่งนี้ เมื่อแสงอรุณแตะขอบเมฆา เขาจะต้องขึ้นเขาหลิงเหยาอีกครั้ง
คราวนี้มิใช่เพียงเพื่อชี้แจงบัญชีสมุนไพร หากเป็เจ็ดวันที่เขาจะได้เรียนรู้ว่า เส้นทางบำเพ็ญเพียรอันแท้จริง ควรเริ่มต้นเช่นไร
และในความเงียบของห้องแคบ หลิวหยางค่อย ๆ หลับตาลง
ลมหายใจเบาลง
ไอปราณสงบลง
กลิ่นอายปราณและร่องรอยปราณทั้งหมดถูกเก็บกลับสู่เส้นชีพจร
แล้วสงบลงในจุดตันเถียนอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงชีพปราณอ่อนบาง พอให้ผู้ใดก็ตามที่ใช้ปราณหยั่งดู มองเห็นเป็เพียงศิษย์ฝ่ายนอกต่ำต้อยผู้หนึ่ง
ราวกับเขาไม่เคยก้าวแตะประตูหลอมปราณเลยแม้แต่น้อย