จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 เคยได้ยินเรื่องใบปรุงยานิรันดรหรือไม่?

            ฉินอวี่อุ้มลูกหมาป่าเอาไว้และเดินเข้าไปในส่วนลึกของแดนสุสานอสูรอย่างไร้จุดหมายโดยมีราชาหมาป่าติดตามอย่างใกล้ชิด ตลอดทางจึงไม่มีอันตรายใดๆ

            เมื่อเทียบกับราชาหมาป่าที่กำลังถูกบังคับแล้ว หลิงเหยาดูเหมือนจะเป็นฝ่ายตั้งใจที่จะติดตามฉินอวี่

            “ด้วยฐานการฝึกฝนของเจ้าคงจะถูกนับว่าเป็นบุคคลพิเศษผู้ทรงเกียรติสินะ ฮ่าๆมีผู้ทรงเกียรติของสำนักเหยาฉือคอยคุ้มกันเกรงว่าคงมีแต่ข้าเท่านั้นที่ได้รับเกียรติเช่นนี้” ฉินอวี่พูดฉะฉานไปตลอดทางแต่ในใจของเขาแอบกังวล ยังไม่รู้ว่าหลิงเหยาต้องการติดตามเขาไปถึงเมื่อใดหากยังหาทางออกไม่ได้เช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะไม่มีเวลาฝึกฝนเท่านั้นแต่เขาอาจจะพลาดเวลาไปด้วย

            “เริ่มรำคาญหรือ? สายเกินไปแล้วล่ะข้ามีเวลามากพอที่จะอยู่กับเจ้าไปเรื่อยๆ” หลิงเหยาพูดอย่างเย็นชาพลางเหลือบมองฉินอวี่

            ทำไมนางจะไม่อยากออกไปจากที่นี่?แต่ในเมื่อสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีหายไปแล้วนางจึงเหลือเพียงทางเดียวคือจับตัวฉินอวี่ เพื่อซักถามเบาะแสของทั้งสองคนแต่ฉินอวี่ยังคงจับลูกหมาป่าเอาไว้ ทำให้นางไม่กล้าใช้ไม้แข็งจึงได้แต่คอยติดตามฉินอวี่ไปอย่างจนใจแน่นอนว่าในใจของนางเอาแต่คิดว่าสังหารฉินอวี่อย่างไรหลังจากได้เบาะแสของสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีอยู่ตลอดเวลา

            “ข้าก็บอกไปแล้วว่าข้าเพิ่งจะพบกับพวกเขาสองคนตอนเข้าไปในแดนสุสานอสูรเจ้าเชื่อหรือไม่? ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปไหนกัน”ฉินอวี่กล่าว

            หลิงเหยาพูดอย่างประชดประชัน“ถ้าเชื่อแล้วจะทำไม ถ้าไม่เชื่อแล้วจะทำไม?”

            “เจ้าคงจะฝึกฝนวิชามรรคาเหยาฉือสินะ?” ฉินอวี่เปลี่ยนเรื่องอีกครั้งและพยายามค้นหาจุดบกพร่องของหลิงเหยา

            หลิงเหยาเยาะเย้ยและพูดต่อว่า“เจ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปหรือ? ถ้าไม่พาตัวพวกเขามา เจ้าอย่าได้คิดว่าจะหนีข้าพ้น”หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่การรับปากพวกศิษย์น้องหญิงเอาไว้หลิงเหยาก็ไม่อยากจะมาสิ้นเปลืองเวลามากมายเช่นนี้

            “เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าจึงถามถึงโจวเสวี่ยฉิง?”ฉินอวี่ถามด้วยดวงตากลมโต

            หลิงเหยานิ่งเงียบไม่พูดจาแต่กลับสงสัยขึ้นมากในใจนางได้รู้เรื่องเกี่ยวกับปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงมาจากตำราโบราณ แต่นางไม่รู้จริงๆว่าฉินอวี่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

            “ไม่อยากรู้หรือ? อย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ” ฉินอวี่หรี่ตามองหลิงเหยาและพูดอย่างเรียบเฉย

            หลิงเหยาทำท่าทีเย็นชาแสร้งทำเป็นไม่อยากรู้

            “จริงสิวันที่อากาศร้อนเช่นนี้เจ้าจะใส่ผ้าปิดหน้าทำไม? หรือเจ้ามีรูปลักษณ์ที่ไม่อาจให้พบเห็นได้?”ฉินอวี่หยุดอย่างกะทันหัน จ้องมองหลิงเหยาและถามขึ้นมา

            หลิงเหยานิ่งเงียบไม่พูดจา

            “ก็ควรจะเป็นเช่นนี้ ดูเหมือนเจ้าจะมีคุณสมบัติที่น่าทึ่งเสียจริงไม่เช่นนั้น สำนักเหยาฉือคงไม่ต้องมีข้อยกเว้นในการรับเจ้า น่าเสียดายแม้ว่าเจ้าจะมีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่กลับมีรูปลักษณ์ที่แย่นี่คงเป็นความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้าสินะ?แม้เจ้าจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของเจ้าได้เป็นเพราะตัวเจ้าเองรู้ดีว่าเจ้ามีหน้าตาเช่นไร...”ฉินอวี่พยายามทำให้หลิงเหยาโมโห

            “ได้ยินมาว่าสำนักเหยาฉือมีวิชาเทพธิดาร่ายรำไม่ทราบว่าเจ้าได้ศึกษามันหรือไม่ ถ้าอย่างไรเจ้าช่วยร่ายรำวิชานี้ให้ข้าได้ดูสักหน่อยสิ ไม่แน่นะ ข้าอาจจะหลงใหลมันโดยที่ไม่สนใจหน้าตาของเจ้าก็ได้...”ฉินอวี่จ้องดวงตาที่งดงามของหลิงเหยา และพูดอย่างเจ้าเล่ห์

            หลิงเหยาจ้องที่ฉินอวี่อย่างเย็นชาในใจของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความโกรธ สิ่งที่น่าแปลกใจคือฉินอวี่รู้ว่าสำนักเหยาฉือมีวิชาเทพธิดาร่ายรำ และสิ่งที่โกรธคือ ในเมื่อฉินอวี่รู้จักวิชาเทพธิดาร่ายรำแต่ก็ยังให้ตนเองต้องร่ายรำวิชานี้อีก

            อย่างไรก็ตาม ศิษย์ทุกคนของสำนักเหยาฉือสามารถร่ายรำวิชาเทพธิดาร่ายรำให้กับคนได้เพียงคนเดียวตลอดชีวิตและบุคคลนี้จะต้องเป็นคู่ฝึกฝนไปตลอดชีวิต

            “เจ้ารู้จักได้อย่างไร?” หลิงเหยาระงับความคิดภายในของนางและถามอย่างเย็นชา

            “ข้ารู้มากกว่านั้น อ้อจริงสิข้าได้ยินมาว่ามีวานรบรรพกาลเสียชีวิตอยู่ที่นี่ พวกเราไปดูที่นั่นกันดีกว่า”เมื่อฉินอวี่เห็นว่าหลิงเหยาเริ่มอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันทีพูดพลางหันไปมองราชาหมาป่า แต่กลับพบว่าดวงตาที่ของราชาหมาป่าดูตื่นตระหนกและปรับทิศทางดวงตาไปยังด้านหนึ่งอย่างแน่นอน

            “ไม่ได้ ที่แห่งนั้นคือพื้นที่ต้องห้ามเจ้าไม่อาจเข้าไปได้!”ราชาหมาป่าพูดขึ้นเบาๆ

            “พื้นที่ต้องห้าม?” ฉินอวี่กะพริบตาก่อนหน้านี้ทิศทางที่ราชาหมาป่ากำลังมองไปนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับที่หลี่เทียนจีได้ชี้เป้าหมายไว้เป็นไปได้หรือไม่ว่า... จะเป็นเหมือนกับที่สยงท่าเทียนผู้ปากพล่อยได้พูดเอาไว้? ตำหนักเต๋าอยู่ตรงข้ามกับทิศทางที่หลี่เทียนจีบอกไว้?

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของฉินอวี่ก็กะพริบเล็กน้อยตามคำกล่าวของหลี่เทียนจี อีกประมาณหนึ่งเดือนตำหนักเต๋าควรจะเปิดออกบางทีเขาอาจใช้โอกาสที่จะกำจัดทั้งสองคนได้

            ทันใดนั้นฉินอวี่ก็อุ้มลูกหมาป่าเดินตรงไปทางด้านหนึ่ง

            หน้าอกของหลิงเหยากระเพื่อมขึ้นลงมองไปทางแผ่นหลังของหลิงเหยา ดวงตาที่สวยงามของนางเต็มไปด้วยความโกรธและความแค้นเคืองสองสามวันมานี้ เมื่อใดก็ตามที่ตนเองถูกกระตุ้นให้อยากรู้ฉินอวี่ก็จะรีบเปลี่ยนประเด็นทันที สิ่งนี้ทำให้หลิงเหยาโกรธมากยามอยู่ในสำนักเหยาฉือมักจะคุ้นเคยกับการถูกคนห้อมล้อม แต่จู่ๆต้องมาพบคนอย่างฉินอวี่ ทำให้ในใจของหลิงเหยารู้สึกอึดอัดเป็นพิเศษแต่นางเป็นคนดื้อรั้นจึงไม่ยอมแพ้เช่นกัน

            หลิงเหยายังไม่ได้สังเกตเลยว่า จำนวนครั้งที่นางโกรธในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานั้นมากกว่าผลรวมตลอดยี่สิบปีของนางเสียอีก

            “อย่าให้ข้ามีโอกาสนะ มิฉะนั้น ก็คอยดูได้เลยว่าข้าจะทำอย่างไรกับเจ้า”หลิงเหยาพูดอย่างขมขื่น

            สามวันต่อมา

            ฉินอวี่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในส่วนลึกของแดนสุสานอสูรมองไปยังพื้นที่เนินเขาที่ไม่มีที่สิ้นสุดเบื้องหน้าด้วยท่าทางแปลกใจ

            เมื่อมองจากสีหน้าท่าทางของราชาหมาป่าที่แห่งนี้จะต้องเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่เขาพูดถึงและจะต้องเป็นสถานที่เสียชีวิตของวานรบรรพกาล แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ตกใจก็คือกลุ่มเมฆดำที่หนาทึบซึ่งลอยอยู่เหนือเนินเขาตรงหน้าทำให้ท้องฟ้าตรงหน้ามืดครึ้มไปไม่น้อย แม้ว่าจะยืนอยู่รอบนอก แต่ก็สามารถได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยออกมาได้อย่างชัดเจน

            ที่สำคัญกว่านั้นฉินอวี่กำลังยืนอึดอัดอยู่ที่นี่ และขนลุกซู่ไปทั่วทุกรูขุมขนอย่างควบคุมไม่ได้ราวกับว่ามีอสูรร้ายที่ไม่มีใครเทียบได้อยู่ในส่วนลึกของเนินเขาแห่งนี้!

            “อย่าเข้าไป! นี่เป็นพื้นที่ต้องห้าม!” ราชาหมาป่าพูดอย่างเคร่งขรึม

            “เจ้าว่าอย่างไรนะ? มีอะไรอยู่ในนั้น?” ฉินอวี่หายใจเข้าลึกๆ แล้วถามออกไปทันที

            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจจริงๆนี่คือสิ่งที่เผ่าหมาป่าสีครามของข้าเล่าต่อกันมาข้าได้ยินมาว่าสถานที่แห่งนี้แต่เดิมเป็นตำหนักเต๋าของปีศาจที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้และวานรบรรพกาลก็น่าจะตายอยู่ด้านใน” ราชาหมาป่ากระซิบ ในดวงตาสีเขียวจางๆสั่นไหวด้วยความกลัว

            “มีตำหนักเต๋าอยู่จริงๆ หรือ?” ฉินอวี่รู้สึกยินดีและอาศัยจังหวะเผลอของราชาหมาป่าตรงเข้าไปยังพื้นที่เนินเขาทันที

            “โฮก!หากเจ้าจะเข้าไปข้างในก็คืนลูกของข้าให้ข้าก่อน!” ราชาหมาป่าคำรามเสียงดังฉินอวี่จะเป็นหรือตายไม่ใช่เรื่องอะไรของเขา ถ้าฉินอวี่พาลูกหมาป่าเข้าไปจะเป็นการทำร้ายลูกหมาป่า!

            “ราชาหมาป่า เจ้าคิดว่าข้าจะเข้าไปตายหรือ? ข้าแค่ต้องการเข้าไปดูข้าไม่เข้าไปลึกหรอก ไม่นานจะกลับออกมา” ฉินอวี่รีบเข้าไปด้วยความเร็วถ้าคืนลูกหมาป่าไป ราชาหมาป่าก็จะไล่ล่าตนเอง และยังต้องการใช้ลูกหมาป่าสกัดขวางหลิงเหยา

            “โฮก!!!” ราชาหมาป่าตะโกนด้วยความโกรธแต่ไม่ได้ไล่ตามฉินอวี่ไป เพียงแต่เดินไปรอบๆ จ้องไปที่ดวงตาของฉินอวี่ทั้งโกรธทั้งดิ้นรนราวกับว่าเขาเกรงกลัวเนินเขาแห่งนี้เป็นพิเศษ

            การส่งเสียงคำรามครั้งนี้ของราชาหมาป่าทำให้ฝูงหมาป่าทางด้านหลังต่างส่งเสียงคำรามขึ้นพร้อมกัน และชั่วขณะหนึ่งนั้นเสียงหอนและคำรามของหมาป่าในส่วนลึกก็หายไป

            หลิงเหยาเฝ้าดูฉินอวี่ที่กำลังเดินเข้าไปดวงตาที่งดงามของนางเปล่งประกาย ริมฝีปากภายใต้ผ้าปิดหน้านั้นยกขึ้นเล็กน้อยจากนั้นนางก็ไล่ตามไปทันที

            “วิ่งไปเลยข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะวิ่งหนีไปได้ถึงไหน” หลิงเหยาเหาะขึ้นไปในอากาศมองไปยังฉินอวี่ที่อยู่ด้านล่างพร้อมคำเยาะเย้ย

            ฉินอวี่ลดความเร็วลงครู่หนึ่งหรี่ตามองเหลิงเหยาที่อยู่กลางอากาศและพูดว่า “ข้าไม่ได้คิดจะหนีข้าแค่อยากจะเข้าไปดูเท่านั้น”

            “ไปตายเถอะ”ความขุ่นเคืองและความโกรธที่สะสมมาเป็นเวลานานโพล่งออกมาทันที หลิงเหยาได้เรียกกระบี่วิญญาณเล่มหนึ่งออกมาและฟันไปทางฉินอวี่ทันที

            “เจ้ายังต้องการรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงถามหาโจวเสวี่ยฉิงผู้เป็นปรมาจารย์ของเจ้า?” ฉินอวี่พูดอย่างกะทันหัน

            กระบี่ที่กำลังฟันไปทางฉินอวี่หยุดลงอย่างกะทันหันดวงตาอันงดงามของหลิงเหยามองไปทางฉินอวี่ หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง

            “ก็ได้ ในเมื่อเจ้าไม่อยากรู้ก็ช่างเถอะอ้อจริงสิ เจ้าเคยได้ยินเรื่องใบปรุงยานิรันดรหรือไม่?นั่นเป็นโอสถที่จะช่วยให้เจ้าคงความสาวไว้ได้ตลอดกาล... ช่างเถอะเจ้าก็ไม่ต้องการอีก อ้อ หากเจ้าสังหารข้าตอนนี้ข้าก็จะสังหารลูกหมาป่าตัวนี้ด้วยเสียเลย... ราชาหมาป่ายังคอยมองอยู่ตรงนั้นแม้ว่ามันจะเคารพในสถานะของเจ้า แต่หากลูกของมันตายละก็เกรงว่าคงจะไม่เอาเจ้าไว้แน่... ถึงตอนนั้นอัจฉริยะผู้ทรงเกียรติของสำนักเหยาฉือก็จะตายอยู่ในแดนสุสานอสูร... หากข้าเป็นเจ้า หากคิดจะลงมือ ก็คงไม่ใช่ตอนนี้ นอกจากนี้... เจ้าไม่ต้องการตามหาสหายทั้งสองคนนั้นของข้าแล้วหรือ?” ฉินอวี่พูดไปชุดใหญ่ ในใจของเขายังรู้สึกเหมือนมีเหงื่อออกไปทั่วหากหลิงเหยาผู้นี้ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นขึ้นมา เขาคงต้องตายอยู่ตรงนี้อย่างแน่นอน

            การมีหลิงเหยาและราชาหมาป่าคอยติดตามอยู่ตลอดทำให้ฉินอวี่เหมือนถูกมัดมือมัดเท้าเขามาถึงที่แดนสุสานอสูรเพื่อการฝึกฝน แต่เวลาที่ผ่านเลยไปเขาไม่ได้แม้แต่จะก้าวเข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับเก้า ดังนั้นเขาจึงต้องทำเช่นนี้

            และเจตนากระตุ้นความอยากรู้ของหลิงเหยาก็เพื่อลดทอนโอกาสการลงมือของนาง

            หลิงเหยารู้สึกได้ถึงความโกรธในหัวใจที่พุ่งออกมาจากหน้าอกของนางเมื่อเห็นใบหน้าที่สงบของฉินอวี่ นางแทบทนไม่ได้ที่จะสังหารฉินอวี่

            แต่ทุกสิ่งที่ฉินอวี่พูดมาได้กระตุ้นหัวใจของหลิงเหยาโดยเฉพาะเรื่องโอสถที่ช่วยให้เป็นสาวอยู่ตลอดกาล...

            หลิงเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งพยายามระงับความโกรธแค้นในใจของตนเอง และจ้องตรงไปทางฉินอวี่ ก่อนจะพูดอย่างเย็นชา“ข้าให้เวลาเจ้าร้อยลมหายใจ!”

            ฉินอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดว่า “ทำไมเราไม่เดินไปคุยไปล่ะ?”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน