บทที่4
สิ่งสำคัญที่สุดของวิชาปราณปรมัตถ์
เหล่าเทวดาฝ่ายปราณปรมัตถ์ เห็นว่าปฐวีมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากจริงๆ คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีจิตใจแน่วแน่อยู่ สมกับที่เทวดาฝ่ายปราณปรมัตถ์ฝากความหวังไว้ อย่างเช่นแม้บุคคลที่ปฐวีคอยช่วยเหลือจะกลับมาทำอันตรายตนเองก็ตาม เพื่อให้ปฐวีรู้ว่าหากปฐวีไปช่วยเหลือคนไม่ดีให้สบายขึ้น เขาก็จะมีกำลังกลับมาทำร้ายตนเองได้ อย่างไรก็ตาม เพราะปฐวีสังเกตเห็นว่าคนที่โดนสังคมรังเกียจมักจะโดนผู้มีปัญญาเหนือกว่า แต่จิตใจทรามคอยกล่อมและหลอกใช้งานอยู่เสมอ ปฐวีเลยไม่ผูกใจเจ็บเวลาโดนกระทำ แต่กลับคิดว่า
การให้เกียรติในความดีที่มีอยู่ของเขาเพื่อให้เขาพึงรักษาความดีและพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป
การให้ความรัก คือ แม้เขาทำเื่แย่ๆ หรือทำเื่ผิดพลาดขึ้นไปก็ไม่ทอดทิ้งเขา อยู่กับเขาแบบร่วมทุกข์ร่วมสุข
การให้การเอาใจใส่ดูแลเขา เพื่อจะได้คอยแนะนำ ปกป้อง เพื่อให้เขาสามารถทำให้เขารอดจากการเอารัดเอาเปรียบของสังคม และสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็คนดีสังคมได้
ดังนั้นการที่ปฐวีจะช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากได้นั้น จะต้องทำให้ปฐวีเข้าใจความรู้สึกของคนที่ตกทุกข์ได้ยากนั้นจริงด้วย เช่น อาการมึนหัวเวลาเขาพูดแล้วตอบไม่ถูก อาการถูกทอดทิ้งเมื่อล้มแล้วต้องเหยียบซ้ำให้กลายเป็ขยะ อาการถูกปฏิเสธการมีส่วนร่วมเนื่องจากโง่เขลาเป็จุดบอดดำแก่สาธารณะ อาการเครียดหาทางออกไม่ได้ ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดคอตัวเอง เป็ต้น
อาการเหล่านี้เหล่าเทวดาจะกระทำต่อปฐวี ด้วยการส่งสัญญาณเทพชั่วขณะ เพื่อควบคุมจิตใจของปฐวี และคนที่เกี่ยวข้องกับปฐวีด้วย เพื่อให้ปฐวีเข้าใจความรู้สึกของผู้ตกทุกข์ได้ยากว่าพวกเขาอยู่ในสถานการณ์แบบไหน สังคมที่เขาอาศัยอยู่มีความเชื่อแบบไหน อะไรคือสิ่งที่เขารับ อะไรที่คอยทำลายเขา และอะไรพอจะส่งเสริมไปในทางที่ถูกต้องดีงาม โดยจิตใต้สำนึกของปฐวีนั้นไม่เปลี่ยนเพื่อให้แก้ปัญหาของคนตกทุกข์ได้ยากให้ได้อย่างแท้จริง
วันหนึ่งในที่ทำงานของปฐวี ปฐวีได้ถกเถียงกันกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับการเตรียมแผนงานผลิตใหม่ เช่นเดิมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คือทุกคนเหมือนจะไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของปฐวีเลย คือยิ่งพูดก็เหมือนเปิดช่องว่างให้เพื่อนทำร้ายเอา ปฐวีก็เลยทำท่าลักษณะการเดินแบบไม่พอใจแล้วเดินออกไป แต่หลังจากนั้น เวลาเพื่อนไม่พอใจหรือจะมาหาเื่หรือไม่พอใจอะไรมาก็มากระทืบเท้าใส่ปฐวีทุกที แล้วปฐวีก็มาคิดว่าการใช้ลักษณะท่าทางตามวิชาปราณปรมัตถ์ หากใช้ไปในทางที่คิดจะทำร้ายผู้อื่นผลที่ได้ก็ออกมาไม่ดีเหมือนกัน
วันหนึ่งเมื่อปฐวีเดินไปในสายผลิตได้พบพนักงานกำลังถูกหัวหน้าตวาดอยู่เนื่องจากเธอได้ทำงานผิดพลาด จนเธอร้องไห้ออกมา ปฐวีเกิดความสงสารพนักงานคนนั้นเพราะคิดว่า การทำงานนั้นสามารถผิดพลาดเสมอ วันต่อมาปฐวีได้รับมอบหมายงานให้ไปร่วมมือกับหัวหน้าเ้าอารมณ์คนนั้นพอดี และเครื่องนั้นก็อยู่ใกล้เธอ พอปฐวีเดินเข้ามาที่หัวหน้างานคนนั้น พอหัวหน้างานเ้าคนนี้มักใช้อารมณ์เสียงดังสั่งให้ทำโน่นทำนี้ให้ ปฐวีเลยทำให้พนักงานฝ่ายผลิตคนนั้นดูว่าควรจะทำเช่นไรเมื่อเจอคนเช่นนี้ ขั้นแรกปฐวีเดินเข้าด้วยความกล้าหาญแต่นอบน้อม ไม่ว่าเขาจะตวาดเสียงดังเพียงใดก็ตั้งสติ ทำใจให้นิ่งฟังว่าเป็เพียงแค่เสียงดัง ไม่ต้องกลัว ฟังเฉพาะคำที่เขาพูดไม่ต้องฟังที่น้ำเสียง แล้วทำตามที่เขาสั่งอย่างมีสติ ไม่ต้องไปเสียใจกับน้ำเสียงที่เขาพูด ทำใจนิ่ง ปล่อยให้เขาตวาดไป เราฟังเฉพาะคำที่เขาพูด ทำใจนิ่งทำงานจนเสร็จแล้วค่อยเดินจากไปด้วยดี พนักงานฝ่ายผลิตดังกล่าวเห็นเป็เช่นนั้นก็เกิดความปิติแช่มชื่น ที่เขาได้เห็นตัวอย่าง และเธอก็จะได้ไม่ต้องกลัวกับน้ำเสียงของหัวหน้างานคนนั้นอีก เธอคนนั้นคนก็ลองทำแล้วทำอีกจนรู้สึกว่าได้ผลจริงๆ เธอจึงนำไปบอกเล่าเพื่อน และเป็การทำกันอย่างแพร่หลายขึ้นในสายการผลิต ปฐวีดีใจที่สามารถช่วยพนักงานฝ่ายผลิตไม่ให้เศร้าโศกเสียใจได้ แต่สักพักไม่นาน กลับมีแรงผลักดันจากหัวหน้างานหลายๆ คนว่าเขาไม่สามารถควบคุมพนักงานเนื่องจากพนักงานฝ่ายผลิตทำหูทวนลมไม่สนใจที่จะปฏิบัติงานให้ถูกต้อง ปฐวีจึงก็มาคิดว่าวิชาปราณปรมัตถ์ หากคนนำมาใช้ในทางที่ผิด ผลที่ได้ก็ออกมาไม่ดีเหมือนกัน
ปฐวีเริ่มคิดว่าวิชาปราณปรมัตถ์ก็ไม่ใช้วิชาที่วิเศษอะไรเลยคือหากผู้คนต่างนำมันไปใช้ในทางที่ผิดก็ยิ่งเหมือนทำให้มนุษย์มีอาวุธที่ใช้ในการเข่นฆ่ากันมากขึ้นกว่าเก่าอีก ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับวิชาทางโลกสร้างขึ้นมา บางคนก็เอามันไปใช้ในการเอารัดเปรียบ ดูถูกเหยียดหยามเข่นฆ่ากัน ดังนั้นปฐวีเริ่มที่จะตัดสินใจออกห่างวิชาปราณปรมัตถ์ไป เพราะมันไม่ได้ช่วยคนให้ดีขึ้นเลย
จนถึงตอนเย็น ปฐวีก็ถึงเวลาเดินทางกลับบ้าน จู่ๆ ก็มีลูกบอลลอยมาไหนก็ไม่รู้ ลงมาโดนหัวปฐวี
ทันใดนั้นก็มีเด็กผู้หญิงเดินเข้ามา “บอลหนูเองค่ะ ต้องขอโทษคุณน้าด้วยนะค่ะ”
ปฐวี เห็นดังนั้นก็ระงับความโกรธแบบฉับพลัน แล้วหันมายิ้มให้น้องคนนั้นพร้อมคืนบอลให้ แล้วบอกว่า “บอลเนี่ย เล่นได้นะ แต่หากคนเดินอยู่ต้องระวังคนเดินด้วยนะครับ”
น้องคนนั้นยิ้มให้ปฐวี พร้อมตกลงจะทำตามที่ตามปฐวีสอน เสร็จแล้วน้องคนนั้นก็กลับเล่นบอลต่อ
ปฐวีนิ่งอยู่สักพักหนึ่ง แล้วกลับมาคิดว่า หากเป็สมัยก่อน ปฐวีคงโกรธแบบระงับอารมณ์ไม่อยู่ และด่าแบบฉุนเฉียวใส่น้องคนนั้น ซึ่งหากเป็เช่นนั้น มันจะส่งผลร้ายกับน้องคนนั้น อย่างเช่น อาจทำให้น้องเป็คนขี้กลัว ไม่กล้าแสดงออกอะไร แบบว่าทำอะไรก็กลัวไปหมด ดีไม่ดีอาจไปฟ้องพ่อแม่ให้มาจัดการปฐวีก็ได้
ดังนั้นปฐวีก็คิดว่าวิชาปราณปรมัตถ์ก็มีประโยชน์ คือทำให้ปฐวีมีสติ รู้คิด และใช้ปัญญาให้เกิดประโยชน์ แต่ทำไมเวลาปฐวีสอนคนอื่นต่อ เหมือนจะว่าคนจะนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ปฐวีคิดว่ามันไม่ใช่วิชาที่จำกัดในคนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรอก แต่ปฐวีคิดว่าตัวเองเนี่ยแหละที่ยังไม่พบรากแก้วของวิชาปราณปรมัตถ์ ั้แ่นั้นมาปฐวีก็ตั้งใจไว้ว่าจะใช้วิชาปราณปรมัตถ์ในทางที่เกิดประโยชน์มากที่สุด และจะต้องไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนอีก นอกจากนี้การถ่ายทอดวิชาปฐวีก็ยังคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าวิชาปราณปรมัตถ์เป็วิชาสายขาวสามารถนำไปบอกต่อกับทุกคน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
ในวันส่งท้ายปีใหม่ของประเทศไทย เกือบทุกวัดจะมีการจัดงานประเพณีที่เรียกว่าสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งวันนี้ก็เป็โอกาสที่ดีของปฐวีที่จะได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ปฐวีพยายามใช้ความรู้ความสามารถของตนที่ตัวเองมีอยู่ ในการสวดมนต์ภาวนาครั้งนี้ เช่น การนั่งหลังไม่พิง การสวดแบบออกเสียงอักขระให้ชัดเจน ตามสำเนียงที่ปฐวีฟังสวดจากเหล่าพระสงฆ์ จนเกิดศรัทธาต่อพระพุทธศาสนามากขึ้น โดยเฉพาะบทสมาทานศีล ทำให้ปฐวีกลับมาบ้านพร้อมกับความตั้งใจว่าจะรักษาศีลห้าให้ได้
ั้แ่นั้นมา ปฐวีไม่ว่าจะคิดจะทำอะไรก็พยายาม ก็มิให้เกิดเดือดร้อน แก่ผู้อื่นจนเกิดเป็เื่ให้ผูกใจเจ็บกัน จึงส่งผลให้ปฐวีมีเวลาไปทำในสิ่งที่มีประโยชน์มากขึ้น มากกว่าไปนั่งทะเลาะ หรือหวาดระแวงกับชาวบ้าน เพราะกลัวว่าใครจะมาทำร้าย ยิ่งปฐวีระวังตัวเองว่าการกระทำของปฐวีจะไม่สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น ก็ยิ่งทำให้ส่วนรวม และตัวเองได้รับประโยชน์มากขึ้น ยังเป็ผลการให้ปฐวีใช้วิชาปราณปรมัตถ์ไปในทางที่ไม่เดือดร้อนอีกด้วย เมื่อประจักษ์แก่ปฐวี ปฐวีก็พยายามศึกษาหลักธรรมอีกหลายข้อ เพื่อนำมาใช้กับชีวิตของตัวเองมากขึ้น และยิ่งได้วิชาปราณปรมัตถ์ในการดูกาย ดูจิต ไม่ให้หลง ไม่ให้เมามัว รู้ตัวเองอยู่เสมอว่าเป็คนรู้น้อย สมองน้อย ยังต้องเป็ผู้ศึกษาค้นคว้าอยู่เสมอ ก็ยิ่งทำให้หลักธรรมหลายๆ ข้อเป็ที่ประจักษ์แก่ปฐวีมากขึ้น จากนั้นปฐวีก็เริ่มโตขึ้นจากไม่ทำคนอื่นเดือดร้อน ก็เป็ทำให้คนอื่นมีความสุข และค่อยๆ ทำให้คนอื่นเป็คนดีต่อสังคมตามระดับความสามารถของเขาที่พอจะทำได้
ดังนั้นการใช้วิชาปราณปรมัตถ์ของปฐวี ปฐวีจะใช้มันโดยไม่ขัดต่อศีลธรรม กฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม จริงอยู่ หากแต่กฎหมาย และศีลธรรมอาจไม่ครอบคลุมพอที่จะช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากได้ ปฐวีก็จะพิจารณาอย่างรอบคอบตามหลักกฎหมายและศีลธรรมว่า พอจะทำให้ผู้คนมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือนี้เป็การช่วยเหลือที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ให้เป็ข้อติเตียนของใครๆ
ส่วนมากเวลาที่ปฐวีคิดจะใช้วิชาปราณปรมัตถ์ หรือคิดหาวิธีที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ปฐวีมักจะทดลองทำกับตัวเองก่อนว่า เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่ หรือมีข้อดี ข้อเสียตรงไหน จากนั้นค่อยๆ ขยายไปสู่คนรอบข้าง อย่างเช่นครอบครัว แล้วค่อยๆ ขยายเพื่อนสนิท แล้วค่อยๆ ขยายไปที่เพื่อนไม่สนิท แล้วค่อยๆ ขยายไปสู่คนไม่รู้จัก จนปฐวีมั่นใจจริงๆ เท่านั้น ปฐวีจึงจะนำไปใช้ข้างนอกได้
แต่ก็มีอีกกรณีหนึ่งที่ปฐวีทำคือ การสั่งการของเทพฝั่งปราณปรมัตถ์ เนื่องจากบางทีคำสั่งของเทพฝั่งปราณปรมัตถ์อาจเป็คำสั่งที่สามารถยกระดับจิตใจคน แต่ไม่อาจจะเป็ที่ยอมรับของสังคมได้ อย่างเช่นเหมือนสมัยก่อนที่มีการบูชายัญ หรือทำลายร่างกายและจิตใจคนเพื่อหยุดยั้งเหตุเกิดบางอย่าง ในกรณีนี้ปฐวีดูสิ่งที่เขาสั่งเป็อันดับหนึ่งว่า ผิดต่อศีลธรรม กฎหมายและวัฒนธรรมอันดีหรือไม่ คือปฐวีมักจะหาทางออกโดยใช้วิธีนิ่มนวล หรือถูกต้องตามหลักกฎหมาย แม้มันอาจจะไม่ได้ผลมากเท่าที่ควรจะเป็ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ผลอะไรเลย อันดับสองเป็อันตรายต่อปฐวีเองหรือไม่ เพราะคำสั่งบางอย่างมีผลต่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของมวลมนุษย์ ดังนั้นจึงอาจผิดต่อกฎเกณฑ์ของเหล่านักปราชญ์ และธรรมชาติวางเอาไว้ ดังนั้นการรับคำสั่งของเทพฝ่ายปราณปรมัถต์ ปฐวีจึงมักจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบว่าสังคมได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และตัวเองไม่เป็อันตราย
สำหรับการทายสภาพจิตของบุคคลอื่น โดยวิชาปราณปรมัตถ์ สิ่งที่ปฐวีต้องพยายามทำให้การทำจิตใจให้เข้าถึงสภาพความเป็จริงให้มากที่สุด โดยหากมีความคิดเห็นของตัวเองเข้าปะปนมากเท่าไร เช่น บางคนชอบลืมตาครึ่งเดียว ถ้าดูแค่ลืมตาครึ่งเดียว ก็อาจแปลได้หลายความหมาย บ้างก็ว่าเขากำลังดูถูกคนอื่นอยู่ว่าคนอย่างคุณไม่มีวันดีขึ้น บ้างก็ว่าเขากำลังี้เี เบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร บ้างก็ว่าเขาโล่งอกเพราะหมดกิจ หมดธุระกับปัญหาที่เขาเผชิญ ดังนั้นปฐวีอาจใช้แววตา รอยยิ้ม สีหน้า ท่าทาง และลักษณะการเคลื่อนไหว เข้าประกอบโดยการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของตัวเองให้มากที่สุด จนกว่าจะรับสิ่งเ่าั้ได้ ยิ่งความคิดของปฐวี คิดว่าเขาเป็อย่างโน่น หรืออย่างนี้ก็ยิ่งทำให้การทำนายจิตใจของผู้อื่นผิดพลาด ดังนั้นปฐวีจึงพยายามฝึกฝนตนเองให้เป็คนตรงไปตรงมาเพื่อรับความรู้สึกของตนเองจริง โดยปราศจากภาพลวงตาให้มากที่สุด
อีกทั้งจะฝึกการช่วยเหลือผู้อื่นทุกขณะจิต เพื่อรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นให้มากที่สุด คือเวลาสภาพความรู้สึกโกรธ เดือดร้อน สับสน วุ่นวาย ไม่พอใจ จะต้องทำอย่างไรให้ทั้งตนเองและผู้อื่น สงบลง และมีสติคิดแก้ไขปัญหาต่อไป เวลาปฐวีออกแบบส่งงานให้กับลูกค้า ลูกค้าบางคนก็มักจะใช้อารมณ์ติอันโน่นอันนี้ แบบใช้แต่อารมณ์ ดังนั้นปฐวีมักจะทำให้ตัวเองสงบก่อน รับฟังเหตุผลต่างๆ ของลูกค้า ว่าจริงๆ แล้วเพราะอะไรที่เป็สิ่งที่เขาไม่พอใจ และพยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้เขา แต่ถ้าเป็กรณีที่แก้ไขไม่ได้ หรือแก้ไขได้ยาก ก็จะอธิบายเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์นี้ไม่อาจจะทำได้ ก็เหมือนกับน้ำร้อนที่อยู่บุคคลแต่ละคนไม่สามารถจะจับต้อง ใครไปจับมันก็จะรู้สึกเ็ป แต่ถ้าเทน้ำเย็นลงไป ให้น้ำร้อนนั้นอุ่นลง ก็พอที่จับต้องรับประทานและลิ้มรสของมันได้
สุดท้ายคือความเกลียดชัง เป็สิ่งที่ปฐวีต้องพึงละวางให้มากที่สุด เนื่องจากถ้าปฐวีคิดแต่จะช่วยเฉพาะบุคคลที่ตัวเองรัก และบุคคลที่มีความเห็นเห็นด้วยกับตนเองเท่านั้น การช่วยของปฐวีจะไม่มีความสมดุลทางธรรมชาติ ปฐวีต้องให้เกียรติทุกสรรพชีวิตให้อยู่รวมกันอย่างสันติและมีความสุขตามเหตุและปัจจัยที่แต่ละคนกระทำ และผนวกรวมกันเป็ทัศนคติส่วนรวม
กล่าวโดยสรุปในบทนี้ ปฐวีคิดว่าวิชาปราณปรมัตถ์เป็วิชาที่ดาบสองคม ที่หากบุคคลจะใช้มันไปในทางดี มันก็จะได้ผลที่ได้ออกมาดี หากใช้มันไปในทางที่ไม่ดี มันก็จะได้ผลที่ได้ออกมาในทางที่ไม่ดี ดังนั้นหากปฐวีจะใช้วิชาปราณปรมัตถ์ จะต้องเป็ผู้ที่รักษาศีลห้าอย่างสม่ำเสมอ และใช้มันให้ถูกกับกฎเกณฑ์ที่สังคมวางไว้ อย่างไม่เลือกที่มัก รักที่ชัง เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามออกมาให้มากที่สุด โดยกรณีที่ปฐวีจะพิจารณาใช้วิชานี้ อาจถูกเลือกโดยเหล่าเทพปราณปรมัตถ์ หรือปฐวีอาจจะใช้วิจารณญาณในการเลือกเองได้ว่าช่วยไปแล้วเกิดประโยชน์ ไม่มีโทษหรืออันตรายใดๆ ก็สามารถทำได้
และก็เป็ที่สิ้นสุดของวิชาปราณปรมัตถ์ คือ ปฐวีได้รู้ทั้ง ทฤษฎีของวิชาปราณปรมัตถ์ การเรียนรู้สภาวะจิตของวิชาปราณปรมัตถ์ และการใช้วิชาปราณปรมัถต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง ที่เหลือก็เป็หน้าที่ปฐวีว่าจะวิชานี้อย่างละเอียดอ่อน ปราณีต และแข็งกล้า มากแค่นั้น โดย่แรกๆ นี้ปฐวีจะยังไม่อาจพิจารณาเองได้ว่าสิ่งใดช่วยได้ สิ่งใดช่วยไม่ได้ อาจจะใช้วิธีการรับสัญญาณจากหล่าเทพปราณปรมัตถ์ก่อน เพื่อที่การช่วยเหลือออกมาให้อยู่รูปที่ยังก่อเกิดความสมดุลทางธรรมชาติ