ช่วงสายของวันรุ่งขึ้น หนิงลี่ หนิงหลัน และหวังหวั่นต่างก็ช่วยกันขนวัตถุดิบไปที่บ้านของจางหลิวเพื่อสอนพวกเขาทำกล้วยฉาบแบบเค็มแบบหวาน กล้วยตากอบน้ำผึ้ง ข้าวเกรียบฟักทอง และหนิงลี่ยังสอนการทำครองแครงกรอบให้กับพวกเขาอีกด้วย กว่าจะสอนเสร็จก็บ่ายแก่เข้าไปแล้ว
แต่ยังดีที่หนิงลี่ไม่ต้องรีบกลับมาเตรียมอาหารมื้อเย็น เพราะหวังหู่ หวังห่าว และภรรยาของพวกเขาต่างก็อาสาทำเป็ดพะโล้และเป็ดย่างตามสูตรที่หนิงลี่สอน เพราะหนิงลี่บอกพวกเขาเอาไว้ก่อนแล้วว่าเมื่อพวกนางย้ายเข้าเมืองหลวง นางจะยกร้านข้าวหน้าเป็ดนี้ให้กับครอบครัวของพวกตนทำต่อ
หนิงลี่ยังกำชับให้ทุกคนเก็บเงินก้อนไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะนางอยากให้น้าชายซื้อร้านของเฒ่าแก่เนี้ยจี และอยากให้ทุกคนย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง อย่างน้อยหวังเปียวกับหวังหมิงก็จะได้เข้าสำนักศึกษาได้อย่างสะดวก อีกทั้งท่านตากับท่านยายก็จะได้อยู่ใกล้มือหมอ
“ตากับยายเป็นคนบ้านนอก จะเข้าไปอยู่ในเมืองได้จริงหรือ” พ่อเฒ่าหวังยังพูดอย่างเป็นกังวล
“ท่านตาจะไปสนใจคนอื่นทำไมเจ้าคะ ท่านตาแค่คิดถึงอนาคตของเปียวเอ๋อกับหมิงเอ๋อก็พอ เด็กทั้งสองคนควรได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาที่ดี ต่อไปชีวิตพวกเขาจะได้ไม่ต้องลำบาก หากพวกเขาสอบรับราชการได้ ทั้งหมดก็ย่อมเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลไม่ใช่หรือเจ้าคะ” หนิงลี่อธิบาย
เมื่อพูดถึงอนาคตของหลานชายและเกียรติของวงศ์ตระกูล พ่อเฒ่าหวังก็ไม่ลังเลอีกต่อไป และยังกำชับทุกคนให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี
หลังจากนั้นหนิงลี่ก็ยุ่งอยู่ที่บ้านท่านตาท่านยายอีกสองสามวัน เพราะต้องสอนให้บรรดาน้าชายและน้าสะใภ้หัดทำไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า แต่ยังโชคดีที่น้าสะใภ้ทั้งสองคนหัวไว หนิงลี่พูดไม่กี่ครั้งพวกนางก็จำขั้นตอนได้อย่างละเอียดแล้ว ที่เหลือก็รอดูว่าไข่จะออกมาสำเร็จหรือไม่
หวังหู่จึงเสนอว่าหากตนเองเลี้ยงเป็ดไว้เก็บไข่เองก็น่าจะประหยัดกว่าไปสั่งซื้อไข่เป็ดมาทั้งหมด อีกทั้งพวกเขายังส่งเป็ดไปขายให้กับหนิงลี่ในราคาถูกได้อีกด้วย
ซึ่งหนิงลี่ก็เห็นด้วย และยังเสนอต่อว่า หากท่านน้าย้ายครอบครัวเข้าไปทำกิจการต่อจากพวกตนแล้ว หน้าที่เลี้ยงเป็ดก็ให้ครอบครัวป้าจางหลิวทำต่อ และให้พวกเขาส่งไข่และเป็ดไปให้ครอบครัวของท่านน้าในเมืองต่อได้อีก
หวังหู่และหวังห่าวก็เห็นด้วย ถึงเวลานั้นพวกเขาแค่รับซื้อเป็ดไว้ทำเป็ดพะโล้และเป็ดย่าง ส่วนไข่ก็เอาไว้ทำไข่เค็มกับไข่เยี่ยวม้าต่อได้ โดยที่ไม่ต้องลำบากไปซื้อกับคนอื่น
หนิงลี่และครอบครัวกลับมาถึงหมู่บ้านหลีเจี่ยก็เตรียมตัวเก็บข้าวของที่จำเป็นเพื่อย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันอย่างมีความสุข แต่ดูเหมือนบางคนจะไม่ยอมให้พวกเขาเป็นอย่างนั้น
วันนี้หนิงลี่กับเซียวหยางฟางเข้าเมืองไปดูความเรียบร้อยและไปขอกุญแจร้านจากฮูหยินหวัง อีกทั้งยังไปซื้อของใช้ที่จำเป็นเตรียมไว้ให้ทุกคน อย่างเช่นเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน ของใช้ในครัว และอุปกรณ์ภาชนะสำหรับเปิดร้าน
หนิงเจี๋ยกับมารดาไปช่วยท่านหมอฉีเก็บข้าวของเช่นกัน หากพวกเขาจะย้ายเข้าเมือง ก็ไม่อาจปล่อยท่านหมอฉีให้อยู่ที่หมู่บ้านคนเดียวได้ ด้วยความที่ท่านหมอฉีไม่มีครอบครัว อีกทั้งยังไม่ใช่ญาติกับครอบครัวของหนิงลี่ การที่เขาจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกับพวกหนิงลี่นั้นคงจะทำให้เกิดข้อครหาและคำถามตามมาอยู่ไม่น้อย หนิงลี่จึงเสนอให้ท่านหมอฉีรับมารดาของนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม เท่านั้นท่านหมอฉีก็จะมีสถานะเป็นท่านตาของพวกนางแล้ว ซึ่งท่านหมอฉีก็ตกลง อีกทั้งเขายังยินดีมากกับการตัดสินใจเช่นนี้ของหนิงลี่ เพราะเท่ากับเวลานี้เขาก็มีทั้งบุตรสาวและหลานๆ ครบแล้ว
“เฉาปาเม่ย เจ้ามายืนอยู่หน้าบ้านข้าทำไม” หนิงหลันถามขึ้นอย่างไม่พอใจ นางสังเกตว่าช่วงนี้เฉาปาเม่ยมักจะหาเรื่องมาพูดคุยกับพี่เขยอยู่เป็นประจำ “พี่ใหญ่กับพี่เขยของข้าไม่อยู่บ้าน พวกเขาเข้าไปในเมือง หากเจ้ามีธุระค่อยมาวันหลัง หรือไม่เช่นนั้นก็ฝากความไว้กับข้าก็ได้”
“พวกเจ้ากำลังจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันหรือ” เฉาปาเม่ยรีบถามถึงสิ่งที่ตนเองเพิ่งได้ยินมา “พี่หยางฟางก็จะย้ายไปกับพวกเจ้าด้วยใช่หรือไม่”
“พี่เขยเป็นคนของครอบครัวเรา เมื่อพวกเราย้ายไป พี่เขยก็ต้องย้ายตามพี่ใหญ่ของข้าไปด้วยสิ” หนิงหลันขมวดคิ้ว
“หลันเอ๋อ หนิงลี่กับพี่หยางฟางแต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว แต่หนิงลี่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีข่าวดีเลย ข้าคิดว่า...เอ่อ...ข้าคิดว่าร่างกายนางคงจะมีปัญหา หากว่าพี่หยางฟางไม่รังเกียจ ข้ายินดีเข้าไปเป็นอนุของเขา ข้ายินดีติดตามพี่หยางฟางและยินดีที่จะรับใช้พี่สาวของเจ้า”
“เฉาปาเม่ย! เจ้าพูดอะไรออกมา พี่สาวกับพี่เขยของข้ายังรักกันดี พวกเขาไม่มีความคิดที่จะรับอนุ แล้วอีกอย่าง...เจ้าก็เคยเป็น...เอ่อ...ของหนิงเอ้อหลานมาก่อน พี่เขยข้าต้องไม่ยินดีที่จะรับเจ้าเข้ามาเป็นอนุแน่”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเก็บพี่หยางฟางไว้เองนะหนิงหลัน”
“ความคิดของเจ้าช่างชั่วร้ายนัก! ทีแรกข้าก็เห็นใจที่เคยเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเจ้า แต่ตอนนี้ข้าไม่คิดอย่างนั้นแล้ว เจ้าช่างเป็นคนที่มีความคิดน่ารังเกียจเสียจริง เจ้ารีบไปให้พ้นบ้านของข้าเดี๋ยวนี้เลย แล้วก็อย่ามาสร้างความเดือดร้อนให้พี่สาวกับพี่เขยของข้าอีก” หนิงหลันผลักเฉาปาเม่ยให้ออกไปนอกรั้วบ้าน
“หนิงหลัน! ข้าพูดถูกใช่หรือไม่ เจ้าแอบรักพี่เขยของตัวเอง เจ้าอยากเก็บพี่หยางฟางไว้กับตัวเจ้าเองใช่หรือไม่ ข้าจะป่าวประกาศไปให้ทั่วหมู่บ้านเลยว่าเจ้าคิดไม่ซื่อกับพี่เขยตัวเอง”
“เจ้าหยุดปากเน่าๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้นะเฉาปาเม่ย ใครจะไปคิดเรื่องไม่ดีอย่างนั้นออกมาได้ หลันเอ๋อเป็นคนรักของข้า และข้ากับนางกำลังจะหมั้นกัน นางไม่มีทางคิดไม่ซื่อกับพี่เขยของตัวเองอย่างที่เจ้าพูดมาได้หรอก” หวงจื่อจิ้งที่เพิ่งเดินผ่านมา เมื่อได้ยินสิ่งที่เฉาปาเม่ยพูด เขาก็รีบเข้ามาแก้สถานการณ์ให้หนิงหลันทันที หากปล่อยให้เรื่องนี้ถูกพูดออกไป หนิงหลันจะต้องเสียใจและชาวบ้านจะต้องมองนางไม่ดีแน่
“ใช่แล้ว ข้ากับพี่จื่อจิ้งกำลังจะหมั้นกัน แต่ตัวเจ้าน่ะสิ ที่คิดแต่จะยัดเยียดตัวเองให้เข้ามาเป็นอนุของพี่เขยข้า เจ้าคิดว่าพี่สาวของข้าจะยอมอย่างนั้นหรือ” หนิงหลันรับคำหวงจื่อจิ้ง และหันไปต่อว่าเฉาปาเม่ยอย่างโมโห
“หลันเอ๋อ...เมื่อครู่เจ้า...เจ้าพูดว่าอะไรนะ” หวงจื่อจิ้งไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน หนิงหลันเห็นด้วยกับความคิดของเขาอย่างนั้นหรือ นางต้องการหมั้นกับเขาหรือ
“ประเดี๋ยวค่อยพูดกับเจ้า” หนิงหลันหน้าแดง “เฉาปาเม่ย ผู้หญิงน่ารังเกียจ เจ้ารีบออกไปให้พ้นบ้านข้าเดี๋ยวนี้”
“เจ้าสิน่ารังเกียจ ข้าแค่อยากช่วยพี่สาวของเจ้าเท่านั้น แต่งงานกับพี่หยางฟางมาตั้งนานก็ยังไม่ท้อง แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้จะไปมีประโยชน์อะไร อย่างมากผู้ชายก็มีไว้คลายเหงาเท่านั้น ประโยชน์อื่นก็ไม่มีแล้ว” เฉาปาเม่ยตะโกน
หนิงลี่กลับมาทันได้ยินคำพูดของเฉาปาเม่ยพอดี ชาติที่แล้วแม่ของธงชัยก็พูดกับเธอแบบนี้ ‘ผู้หญิงที่ท้องไม่ได้จะมีประโยชน์อะไร เป็นได้แค่ของเล่นชั่วคราวเท่านั้น หากคิดที่จะเข้ามาเป็นสะใภ้ก็อย่าได้หวัง’ รวมถึงผู้ชายที่คอยมาขายขนมจีบกับเธอก็หวังแค่อยากจะนอนกับเธอเล่นๆ เท่านั้น ‘ท้องไม่ได้สิดี พอเบื่อจะได้ต่างคนต่างไปไม่ต้องผูกมัด’
“เฉาปาเม่ย เจ้าอยากเข้ามาเป็นอนุให้สามีข้าอย่างนั้นหรือ แล้วเมื่อครู่เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้คือคนไร้ประโยชน์และน่ารังเกียจหรือ แล้วการที่ต้องแต่งอนุที่มีเด็กติดท้องมาด้วยนี่ควรเรียกว่าเช่นไร” หนิงลี่มองเฉาปาเม่ยอย่างเย็นชา “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าทุกคนจะดูไม่ออกว่าเวลานี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ และเด็กในท้องก็คงจะเป็นผลผลิตของเจ้าคนเลวหนิงเอ้อหลานล่ะสินะ”
“หนิงลี่ เจ้า...เจ้าเอาอะไรมาพูด” เฉาปาเม่ยถามขึ้นอย่างตกใจ นางรีบเอามือกุมท้องของตัวเองไว้ทันที
หนิงลี่สังเกตว่าเฉาปาเม่ยมีรูปร่างมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าแต่ก่อน อีกทั้งนางยังชอบเอามือลูบท้องอยู่ตลอดเวลา หนิงลี่ก็แค่ลองเดาดูเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเองคาดเดานั้นจะเป็นเรื่องจริง
“เจ้าอยากให้ข้าเชิญหมอมาช่วยตรวจดูอาการของเจ้าสักหน่อยหรือไม่เล่า เฉาปาเม่ย...ข้ากับสามีเคยเห็นใจที่เจ้าถูกหนิงเอ้อหลานทำร้ายจนเจ้าต้องเสียความบริสุทธิ์ไป และในวันที่เจ้าเกือบจะถูกผู้ชายจากหมู่บ้านอื่นมาทำร้ายอีกครั้ง ข้ากับสามีก็เป็นคนช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น แต่ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะตอบแทนบุญคุณพวกเราด้วยการเสนอตัวเข้ามาเป็นอนุของสามีข้า ทั้งยังมีของแถมติดท้องมาอีกคนหนึ่งเสียด้วย” หนิงลี่ตั้งใจพูดเสียงดังให้ชาวบ้านที่เริ่มเดินมามุงดูให้ได้ยินกันทั่ว “สามี...เฉาปาเม่ยต้องการเข้ามาเป็นอนุของเจ้า หากเจ้ายินดีรับนางเข้าบ้าน ข้าก็ยินดีที่จะหลีกทางให้ ชาตินี้ข้าอยากเป็นเพียงภรรยาหรือฮูหยิน ไม่ใช่ภรรยาหลวงหรือฮูหยินใหญ่”
“ลี่เอ๋อ...เจ้าจะเป็นภรรยาและฮูหยินของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น สตรีคนใดที่มาเสนอตัวให้ข้า ต่อให้สวยเป็นนางฟ้า หรือเป็นเศรษฐีร่ำรวยข้าก็ไม่คิดที่จะสนใจ” เซียวหยางฟางรีบตอบ “เฉาปาเม่ย ข้าไม่เคยมีความรู้สึกใดๆ กับเจ้า ข้าขอถามเจ้า ก่อนหน้าที่เจ้าจะมาขอเป็นอนุบ้านข้า เจ้าได้ไปหาจ้าวหลงมาแล้วใช่หรือไม่ และเจ้าก็คงจะถูกเขาปฏิเสธมาแล้ว”
“เจ้า...เจ้ารู้ได้อย่างไร” เฉาปาเม่ยถามอย่างตกใจ
“ข้าเป็นคนบอกเขาเอง ข้ากลัวว่าเจ้าจะมาสร้างปัญหาให้กับพวกเขา และเจ้าก็มาจริงๆ” เสียงของจ้าวหลงดังขึ้น